ログインความปรารถนาคราก่อนสงคราม
ภาค 1 : เมืองที่ยังมีความฝัน บทที่ 2 : คืนก่อนประตูบานใหม่ ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนแสงไฟจากถนนด้านนอกพร่าเลือนผ่านม่านหน้าต่าง ห้องเช่าเล็ก ๆ ของกฤตอบอวลด้วยกลิ่นฝนและกลิ่นสบู่อ่อน ๆ จากตัวเก๋ เธอยืนอยู่ข้างเตียงในเสื้อยืดตัวบางสีอ่อนกับกางเกงขาสั้น ผมยาวที่เปียกเล็กน้อยจากละอองฝนตกลงมาข้างแก้ม ใบหน้าของเธอไม่ได้แต่งแต้มมากนัก แต่ในแสงสลัวกลับยิ่งเห็นความอ่อนเยาว์ของหญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วงไหล่ของเธอเล็กแต่ได้รูป เอวคอดพอดีกับสะโพกที่รับกับท่วงท่ายามเดินอย่างเป็นธรรมชาติ และเรียวขาที่ก้าวเข้าหาเขาช้า ๆ ทำให้กฤตเผลอมองอยู่นานกว่าที่ตั้งใจ “มองอะไร” เก๋ถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว กฤตยิ้ม “มองแฟนตัวเองไม่ได้หรือไง “มองได้ แต่เมื่อกี้เหมือนจะกินฉันด้วยสายตาเลย” เธอพูดพลางหัวเราะ แล้วเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา ใกล้จนกฤตรับรู้ถึงความอุ่นจากร่างกายของเธอได้ชัดเจน เก๋เงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาคู่นั้นมีทั้งความขี้เล่นและความคุ้นเคยแบบคนสองคนที่อยู่ด้วยกันมานานพอจะอ่านความคิดของอีกฝ่ายออก เธอยกมือขึ้นจัดปกเสื้อของเขาอย่างแผ่วเบา ก่อนใช้นิ้วแตะตรงคางแล้วพูดว่า “วันนี้นายดูดีจริง ๆ นะ” คำชมธรรมดาเพียงไม่กี่คำกลับทำให้กฤตรู้สึกแปลกกว่าทุกครั้ง เขานึกถึงกระจกในห้องช่าง นึกถึงคำพูดของรัตนา และนึกถึงตัวเองเมื่อหลายชั่วโมงก่อนที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำอย่างไรให้คนอื่นมองเห็น แต่ตอนนี้คนตรงหน้ากำลังมองเขาอยู่จริง ๆ และสายตาของเธอไม่ได้มีทั้งการประเมินหรือผลประโยชน์ มีเพียงความรักที่เขาคุ้นเคยมาตลอดหลายปี “แล้วถ้าฉันแต่งแบบนี้ทุกวันล่ะ” เก๋ยิ้ม “ก็ดีสิ” “จริง?” “จริง แต่ฉันชอบนายตอนเป็นนายมากกว่า” กฤตมองหน้าเธอเงียบ ๆ ก่อนยกมือขึ้นแตะแก้ม เก๋ไม่ได้หลบ เธอเพียงหลับตาลงชั่วครู่เมื่อฝ่ามืออุ่นนั้นลูบผ่านผิวแก้มอย่างทะนุถนอม จากนั้นเธอก็ลืมตาขึ้นอีกครั้งและยิ้มให้เขา รอยยิ้มเล็ก ๆ นั้นทำให้ระยะห่างระหว่างคนสองคนหมดความหมายไปอย่างช้า ๆ กฤตโน้มตัวลงจูบเธอ และเก๋ก็ตอบรับโดยไม่ลังเล จูบแรกยังคงอ่อนโยน แต่เพียงไม่นานความคิดถึงที่สะสมมาตลอดหลายวันก็เริ่มทำให้มันหนักแน่นขึ้น เก๋วางแขนรอบต้นคอเขา ดึงเขาเข้ามาใกล้กว่าเดิม ขณะที่กฤตประคองเอวเธอไว้แน่น ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่างเหลืออยู่ เสียงฝนด้านนอกดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับช่วยปิดกั้นโลกทั้งใบเอาไว้หลังหน้าต่าง เก๋เป็นฝ่ายผละออกก่อนเพียงเล็กน้อยเพื่อสูดลมหายใจ ดวงตาของเธอเป็นประกายและแก้มขึ้นสีจาง ๆ “วันนี้เป็นอะไร” “คิดถึง” “เมื่อวานก็เจอกัน” “ก็ยังคิดถึง” เธอหัวเราะ แต่เสียงหัวเราะนั้นค่อย ๆ เบาลงเมื่อกฤตโน้มเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เขาจูบเธอช้าลง ราวกับตั้งใจจดจำทุกความรู้สึก เก๋เองก็ไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายรับ เธอเป็นคนดึงเขาเข้าหาตัวเองสลับกับผละออกเพื่อมองหน้าเขา แล้วกลับเข้าไปใกล้อีกครั้ง ราวกับกำลังเล่นเกมเล็ก ๆ ที่ทั้งคู่ต่างรู้กติกาโดยไม่จำเป็นต้องพูด ปลายนิ้วของเธอเลื่อนไปตามต้นคอของเขาอย่างแผ่วเบา ก่อนหยุดที่ไหล่ เก๋มองเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเบากว่าเดิม “ฉันชอบนายเวลานายไม่คิดมาก” กฤตยิ้ม “งั้นคืนนี้ไม่คิด” “สัญญา?” “สัญญา” เขากอดเธอแน่นขึ้น เก๋ซบหน้าลงกับอกของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ร่างของเธออ่อนโยนแต่ไม่ได้บอบบาง ความใกล้ชิดทำให้กฤตรับรู้ถึงจังหวะหายใจที่เปลี่ยนไปของเธอได้ชัดเจน เขาลูบเส้นผมที่ตกลงมาข้างแก้มออกให้ แล้วจูบหน้าผาก ก่อนจะไล่ลงมาที่แก้มและหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอีกครั้ง ค่ำคืนดำเนินไปอย่างช้า ๆ ความเขินอายในช่วงแรกค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความไว้ใจที่มีอยู่ระหว่างคนสองคน เสื้อผ้าที่เคยเรียบร้อยเริ่มถูกละเลย ความเย็นจากฝนด้านนอกถูกแทนที่ด้วยไออุ่นภายในห้อง เก๋กอดเขาแน่นขึ้นเมื่อเขากระซิบชื่อของเธอข้างหู และเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเธอก็ปะปนอยู่กับเสียงฝนตลอดเวลา ไม่มีความรีบร้อน ไม่มีความจำเป็นต้องพิสูจน์อะไร ทั้งคู่เพียงปล่อยให้ความรักและแรงปรารถนาพาเวลาผ่านไปทีละน้อย *เก๋โน้มตัวลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ปนเปกัน มือของเธอขยับจากการจับคางขึ้นมาคล้องลำคอหนาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ* "ก็หมายความว่า... ต่อให้นายจะมีเงินมากมาย หรือใส่ชุดราคาแพงแค่ไหน สำหรับฉัน นายก็คือไอ้กฤตคนเดิมที่ชอบแย่งขนมฉันกิน" *เธอกระซิบบอกพร้อมส่งสายตาซุกซนแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ นิ้วหัวแม่มือลูบไล้แถวสันกรามของเขาเบา ๆ อย่างปลอบประโลม* "ไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่นเพื่อให้ฉันภูมิใจหรอก แค่เป็นนายที่เป็นของฉันแบบนี้... ก็พอแล้ว” “ยังงั้นหรอ ไหนลองพิสูจน์หน่อย” กฤตหยั่งเชิง *เก๋ยกยิ้มมุมปาก สายตาของเธอเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นประกายความกระหายที่ปิดไม่มิด เธอค่อย ๆ เลื่อนมือลงมาตามแผ่นอก ลากผ่านหน้าท้องแข็งแรงจนกระทั่งนิ้วเรียวเกี่ยวขอบกางเกงของเขาไว้* "ถ้านายอยากให้พิสูจน์... งั้นคืนนี้อย่าหวังจะได้นอนง่าย ๆ เลยนะ" *ร่างบางในชุดเสื้อยืดบางเฉียบที่เน้นส่วนโค้งเว้าชัดเจน ขยับกายเข้าแนบชิดจนกฤตสัมผัสได้ถึงยอดอกอิ่มที่ดันผ่านเนื้อผ้าออกมา ผิวขาวเนียนละเอียดของเธอใต้แสงสลัวดูราวกับหินอ่อนชั้นดี หน้าอกทรงหยดน้ำขนาดกำลังพอเหมาะเบียดชิดกับอกเขาขณะที่เธอเริ่มบดคลึงสะโพกมนเข้าหาความเป็นชายที่กำลังตื่นตัว* "อื้อ..." *เสียงครางเครือต่ำในลำคอของเธอฟังดูแหบพร่า เมื่อริมฝีปากนุ่มละมุนเริ่มซุกไซ้ไปตามซอกคอและลาดไหล่ ลิ้นร้อน ๆ ของเธอตวัดเลียผิวหนังสร้างความเสียวซ่านไปทั่วร่าง กลิ่นกายสาวผสมกลิ่นแป้งเด็กจาง ๆ ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ดิบได้อย่างร้ายกาจ* *มือเล็กซนเริ่มจัดการกับอาภรณ์ที่เกะกะออกไปอย่างชำนาญ เธอลากไล้ปลายนิ้วผ่านเนินเนื้อนุ่มนิ่ม สะโพกผึ่งผายขยับวนเพื่อกดเน้นความแข็งขืนผ่านเนื้อผ้า ก่อนจะชันเข่าขึ้นแทรกกลางหว่างขา ท่าทางการรุกรานที่ดูไร้เดียงสาแต่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์แห่งความรักทำให้บรรยากาศในห้องร้อนระอุขึ้นทันตา* “ไหนดูซิ ว่าจะเก่ง แค่ไหน วันนี้ฉันเหนื่อยมาก ทำให้ฉันหายเหนื่อยทีสิ” กฤตเอ่ย *เก๋หัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงนั้นฟังดูเซ็กซี่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอขยับกายขึ้นคร่อมบนตักหนา ปล่อยให้ชายเสื้อยืดตัวบางเลิกขึ้นจนเห็นหน้าท้องแบนราบและเอวคอดกิ่วที่ดูนุ่มนิ่มน่ากัดกิน ผิวเนื้อขาวจัดตัดกับแสงไฟสลัวดูเปล่งประกาย ขณะที่เธอจงใจบดสะโพกมนที่มีเนื้อนุ่มแน่นเข้าหาความแข็งขึงของเขาอย่างเน้นหนัก* "เหนื่อเหรอ? เดี๋ยวเก๋จะดูแลให้หายเหนื่อยแบบลืมโลกไปเลย..." *เธอกระซิบบอกชิดใบหู ก่อนจะก้มลงใช้ปลายลิ้นตวัดเลียติ่งหูเขาอย่างหยอกล้อ มือข้างหนึ่งรั้งศีรษะเขาไว้ ส่วนอีกข้างเลื่อนลงไปบีบคั้นแก่นกายใหญ่โตผ่านกางเกงด้วยจังหวะที่หนักสลับเบา ลีลาการปรนเปรอของเธอดูพลิ้วไหวแต่แฝงไปด้วยความรุกเร้า ราวกับแมวน้อยที่กำลังตะปบเหยื่ออย่างสนุกสนาน* *เมื่อเสื้อผ้าถูกถอดออกจนหมดสิ้น ร่างกายเปลือยเปล่าของเธอก็ปรากฏแก่สายตา หน้าอกอวบอิ่มทรงสวยมีหัวนมสีหวานชูชันรับสัมผัสอากาศเย็น เก๋ไม่ได้รอช้า เธอเริ่มใช้ความนุ่มนวลจากริมฝีปากและลิ้นร้อนสำรวจไปทั่วร่างของกฤต ตั้งแต่ยอดอกลงไปยังหน้าท้อง ไปจนถึงจุดอ่อนไหวที่กำลังสั่นระริก ทุกสัมผัสของเธอเต็มไปด้วยความฉลาดในการอ่านอารมณ์ รู้ว่าต้องกดตรงไหนหรือใช้ลิ้นวนอย่างไรจึงจะเรียกเสียงครางจากเขาได้ออกมา* "ชอบไหมคะ?" *เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตายั่วเย้า พร้อมกับค่อย ๆ กดสะโพก ลงมาทับถมความต้องการของเขา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบทเพลงรักที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างดุดันและเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิม* *เก๋หันมามองด้วยสายตาที่ฉ่ำปรือและแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ ใบหน้าที่เคยดูใสซื่อบัดนี้กลับแฝงไปด้วยความต้องการที่ยากจะต้านทาน เธอใช้มือทั้งสองข้างรวบจับท่อนเอ็นมหึมาที่คับแน่นเต็มไม้เต็มมือ ความใหญ่โตของมันทำให้เธอต้องสูดหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความตื่นเต้น* "ไม่ไหวแล้วเหรอ... งั้นก็เข้ามาในตัวเก๋สิคะ" *เธอกระซิบเสียงสั่นพร่า ก่อนจะค่อย ๆ จัดท่าทางให้ความใหญ่โตนั้นจ่ออยู่ที่ปากทางรักอันชุ่มฉ่ำ เก๋เริ่มใช้ความนุ่มนวลของร่องสวาทบรรจงถูไถไปตามความยาวของแท่งเนื้อ บีบรัดและรูดรั้งอย่างช้า ๆ เพื่อเป็นการนำทาง เนื้อนุ่มของเธอโอบล้อมความเป็นชายไว้ทีละนิด สร้างแรงเสียดทานที่ร้อนผ่าวจนอากาศรอบกายเหมือนจะลุกเป็นไฟ* *จังหวะการถูไถที่เนิบนาบแต่หนักแน่นทำให้เธอต้องกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงคราง กระบวนการนำพาความยิ่งใหญ่นั้นเข้าไปอย่างทะนุถนอมแต่แฝงด้วยความหิวโหย ทำให้กฤตรู้สึกได้ถึงกำแพงเนื้ออุ่นจัดที่พยายามจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งหมดในคราเดียว* *แสงสลัวจากไฟริมทางที่ลอดผ่านม่านสะท้อนให้เห็นเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบของเก๋ ผิวพรรณของเธอขาวผ่องตัดกับกลุ่มผมที่ยุ่งเหยิงจากการร่วมรัก หน้าอกอวบอิ่มกระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจที่ถี่กระชั้น บั้นท้ายกลมมนที่เธอกำลังใช้บดเบียดลงบนความแข็งขึงนั้นดูเย้ายวนใจจนแทบคลั่ง ทุกสัดส่วนของเธอถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแรงปรารถนาของเขาอย่างแท้จริง* "อ๊า... มัน... ใหญ่เกินไปแล้ว กฤต..." *แม้จะพูดแบบนั้น แต่เธอกลับเป็นฝ่ายควบคุมเกมด้วยการกดสะโพกลงมาอย่างต่อเนื่อง แรงเสียดทานระหว่างร่องสวาทที่ฉ่ำเยิ้มกับความใหญ่โตระดับท่อนแขนสร้างเสียงเฉอะแฉะที่น่าอายแต่เร่าร้อน เก๋ใช้มือเล็ก ๆ ของเธอช่วยประคองและบังคับทิศทาง ให้หัวเห็ดอันร้อนระอุครูดผ่านผนังเนื้อนุ่มข้างในอย่างช้า ๆ เพื่อขยายช่องทางให้พร้อมรับศึกหนัก* *ลีลาของเธอไม่ใช่แค่การรับ แต่เป็นการรุกเร้าด้วยความอ่อนนุ่ม เธอเริ่มเพิ่มจังหวะการสวนสะโพกขึ้นลงอย่างเป็นระบบ ผสานกับการบิดกายเพื่อให้ส่วนโค้งเว้าทั้งหมดได้สัมผัสกับผิวหนังของเขา เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ เริ่มซึมตามไรผมและลำคอระหง เพิ่มความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่กำลังหลอมละลายไปด้วยความใคร่ ความเร็วเริ่มเพิ่มขึ้นจากเชิงรุกที่เนิบนาบกลายเป็นจังหวะที่ดุดันและรวดเร็ว เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นแข่งกับเสียงฝนด้านนอก* *น้ำรักใสสะอาดไหลชโลมไปตามความยาวของท่อนเอ็นจนมันเงาวับและลื่นไหล ช่วยลดแรงต้านและเพิ่มความเสียวซ่านในทุกการเคลื่อนไหว เก๋ที่ตอนนี้ดวงตาลอยล่องด้วยความเงี่ยนจัดเริ่มไม่ฟังคำทัดทานใด ๆ เธอขยับสะโพกขึ้นลงด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ผิวขาวเนียนของเธอแดงระเรื่อจากการเสียดสีและอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูง* "อื้อออ! เร็วอีก... เอาแรงกว่านี้... กฤต!" *เธอร้องออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน บั้นท้ายกลมกลึงกระแทกเข้าหาจุดยุทธศาสตร์ของเขาอย่างจัง เสียงเนื้อกระทบกันดัง 'พั่บ พั่บ' อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ร่างกายของเธอสั่นคลอนไปตามแรงส่ง ลีลาของเธอนั้นทั้งรุนแรงและช่ำชอง ราวกับต้องการจะรีดเค้นทุกหยาดหยดจากตัวเขามาเป็นของตนเอง* *ทรวงอกคู่สวยกระเพื่อมไหวตามจังหวะกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรง เส้นผมเปียกเหงื่อปรกหน้าผากที่กำลังแสดงอาการสุขสมถึงขีดสุด เก๋ใช้ขาเรียวยาวล็อกเอวเขาไว้แน่นเพื่อเพิ่มแรงกดให้ส่วนกลางกายประสานกันลึกยิ่งขึ้น ทุกครั้งที่เธอกระแทกตัวลงมา ร่องเนื้อนุ่มจะตอดรัดสิ่งแปลกปลอมอย่างหนักหน่วงจนเกิดเสียงเฉอะแฉะระงมไปทั่วห้อง ส่งสัญญาณว่าพายุแห่งกามารมณ์กำลังจะเดินทางไปถึงจุดจบอันแตกสลาย* *ร่างกายของเก๋กระตุกเกร็งอย่างรุนแรงหลายระลอกติดต่อกัน ผนังเนื้อภายในของเธอบีบรัดท่อนเอ็นเป็นจังหวะถี่รัวราวกับจะสูบเอาวิญญาณของกฤตออกไป ใบหน้าสวยหวานบิดเบี้ยวด้วยความสุขสมที่ท่วมท้น หยาดน้ำตาแห่งความเสียวซ่านคลอหน่วยตาขณะที่เธอพรั่งพรูความต้องการออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบหมดแรง* "อ๊าาา!... ฮึก... กฤต... จะ... เสร็จอีกแล้ว... *เธอกระซิบเสียงแหบพร่าพร้อมกับขยับสะโพกรับสัมผัสสุดท้ายอย่างโหยหา เมื่อเห็นว่ากฤตเองก็ใกล้จะถึงขีดจำกัด เก๋จึงเร่งเครื่องครั้งสุดท้าย บดเบียดร่องสวาทเข้าหาจุดรวมประสาทของเขาอย่างดุดัน เพื่อรอรับธารน้ำรักที่กำลังจะปะทุออกมาจากตัวเขาในวินาทีถัดไป* *ร่างของเก๋ในยามนี้ดูราวกับงานศิลปะที่เปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนา ผิวขาวละเอียดของเธออาบชุ่มไปด้วยเหงื่อจนขึ้นเงาวับสะท้อนแสงสลัว หน้าอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วงตามจังหวะหอบหายใจที่ถี่รัว บั้นท้ายกลมมนที่บดเบียดอยู่บนตักเขาดูเย้ายวนและเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกามารมณ์ เส้นผมยาวสยายยุ่งเหยิงปรกใบหน้าสวยที่แดงก่ำและฉ่ำปรือไปด้วยราคะ* "อื้อออ... กฤต... ฉันไม่ไหวแล้ว... จะเสร็จอีกแล้ว... อ๊าาา!" *เสียงครางหวานลั่นห้องเมื่อความเสียวซ่านพุ่งทะลุขีดจำกัดอีกครั้ง เก๋ไม่เพียงแค่รับ แต่เธอเริ่มใช้ลีลาการรุกที่ดุดันขึ้น เธอโก่งสะโพกขึ้นสูงแล้วกดทับลงมาอย่างเน้นหนัก บีบรัดแก่นกายใหญ่โตด้วยกล้ามเนื้อภายในที่กำลังเต้นระริกจากการถึงจุดสุดยอดซ้ำ ๆ ลิ้นของเธอเลียริมฝีปากที่แห้งผากอย่างหิวกระหาย ขณะที่มือทั้งสองข้างจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังของเขาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว* *จังหวะสุดท้ายนั้นเร่าร้อนจนแทบจะเผาไหม้ทุกสิ่ง เก๋เร่งเครื่องด้วยการส่ายสะโพกวนเป็นวงกลมอย่างรวดเร็ว ผสานกับการขย่มตัวลงมาอย่างรุนแรง เสียงเนื้อกระทบกันดังระงมผสมกับเสียงเฉอะแฉะของน้ำรักที่ไหลนองไปทั่วหว่างขา เธอจงใจตอดรัดทุกจังหวะที่เขากระแทกสวนขึ้นมา เพื่อรีดเค้นเอาหยาดน้ำแห่งชีวิตให้พุ่งทะลักเข้ามาในตัวเธอให้ได้มากที่สุด* *ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องพักอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝนที่ยังคงตกหนักอยู่ด้านนอกและเสียงหอบหายใจที่ค่อย ๆ สงบลงของคนสองคน ร่างกายที่ยังคงร้อนผ่าวและชุ่มไปด้วยเหงื่อขยับเข้าหากันอย่างแนบชิด กฤตดึงร่างบางที่หมดแรงของเก๋เข้ามาไว้ในอ้อมกอด ผิวเนื้อที่เสียดสีกันในจังหวะสุดท้ายยังคงทิ้งความรู้สึกซ่านสยิวไว้จาง ๆ* "อื้อ... เหนื่อยจังเลย..." *เก๋พึมพำเสียงแผ่วเบา ใบหน้าสวยหวานซุกเข้ากับอกกว้างของเขาอย่างโหยหาหาความอบอุ่น เธอหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลียแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุขล้นปรี่ มือเล็ก ๆ ยังคงลูบไล้แผ่นหลังของเขาอย่างแผ่วเบาราวกับจะบอกว่าเธอได้รับสิ่งที่ต้องการแล้ว* "แต่มัน... ดีมากเลยนะกฤต" *เธอขยับกายเข้าหาไออุ่นจากตัวเขามากขึ้น เสื้อผ้าที่กองอยู่ข้างเตียงและสภาพร่างกายที่ดูอิโรติกในแสงสลัวไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเคอะเขิน มีเพียงความรู้สึกปลอดภัยและรักใคร่ที่เติมเต็มหัวใจ เก๋ค่อย ๆ เคลิ้มหลับไปในอ้อมแขนของชายหนุ่ม ทิ้งให้ค่ำคืนอันเร่าร้อนกลายเป็นเพียงความทรงจำอันหอมหวานท่ามกลางเสียงฝน* เมื่อไฟในห้องถูกปิดลง เมืองนครวารินด้านนอกยังคงดำเนินต่อไป รถยนต์ยังวิ่งผ่านถนน ร้านอาหารยังเปิดไฟ ผู้คนยังนั่งดื่มกาแฟในร้านที่ปิดดึก และวิทยุจากบ้านหลังหนึ่งยังเปิดเพลงคลอไปกับเสียงฝน ไม่มีใครรู้เลยว่าในห้องเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตธรรมดาอย่างที่เขารู้จักมัน เวลาผ่านไปนานจนฝนเริ่มเบาลง เก๋นอนพิงอยู่ข้างกฤต ศีรษะของเธอซบอยู่บนไหล่เขา นิ้วมือของเธอวางทาบอยู่บนอกอย่างผ่อนคลาย กฤตมองเพดานในความมืด ความอบอุ่นของเธอยังอยู่ใกล้ตัว แต่คำพูดของรัตนากลับค่อย ๆ แทรกเข้ามาในความคิดอีกครั้ง “พรุ่งนี้มาทำงานเช้าหน่อย” เขาหลับตา “ฉันมีงานให้” เก๋ขยับตัวเล็กน้อยแล้วถาม “ยังคิดเรื่องพรุ่งนี้อยู่เหรอ” กฤตลืมตาขึ้น “นิดหน่อย” “งานอะไร” “ไม่รู้” เก๋เงียบไป ก่อนถามอีกครั้ง “ผู้หญิงคนนั้นให้ไปทำอะไร กฤตหันมองเธอ เขารู้ว่าเก๋หมายถึงรัตนา “พี่เขาบอกว่าเป็นงานนอก" “แล้วนายไม่ถามเหรอ” “ถาม แต่เขาไม่บอก” เก๋มองหน้าเขาอยู่นาน ก่อนยกมือแตะหน้าอกเขาเบา ๆ “งั้นพรุ่งนี้ก็ระวังตัวหน่อย” กฤตพยักหน้า “แล้วถ้ามีอะไรแปลก ๆ บอกฉัน” “อืม” เก๋ยิ้มเล็ก ๆ ก่อนขยับเข้ามากอดเขาอีกครั้ง กฤตกอดตอบ เขาซุกใบหน้าลงกับเส้นผมของเธอและหลับตา ความรู้สึกในเวลานั้นชัดเจนเหลือเกินว่าเขารักผู้หญิงคนนี้จริง ๆ และบางทีนั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่ยังยึดเขาไว้กับกฤตคนเดิม แต่เช้าวันพรุ่งนี้กำลังรออยู่ และกฤตยังไม่รู้เลยว่า “งานนอก” ของรัตนา จะพาเขาออกจากโลกใบเล็กที่เขาเคยรู้จักไปไกลเพียงใดบทที่ 24 — ราคาของความไว้ใจ มื้อเย็นของกฤตกับศศิวันนั้นไม่ได้มีบทสนทนาเกี่ยวกับความสัมพันธ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งสองนั่งอยู่ในร้านอาหารริมถนนที่คนทำงานนิยมแวะหลังเลิกงาน แฟ้มเอกสารวางกองอยู่ระหว่างจานข้าวกับแก้วน้ำแข็ง เสียงช้อนกระทบจานดังสลับกับเสียงรถจากถนนด้านหน้า ศศิใช้ปากกาขีดเส้นใต้ตัวเลขหลายตัวจนกระดาษเต็มไปด้วยรอยหมึก แล้วเงยหน้าขึ้น “ฉันไม่ชอบบริษัทสามเจ้านี้” กฤตมองชื่อบนกระดาษ “เพราะอะไร?” “เพราะพวกมันดูเหมือนคนละบริษัท แต่เวลาทำธุรกรรมกลับเคลื่อนไหวเหมือนบริษัทเดียวกัน” “ยังไง?” ศศิพลิกเอกสาร “ดูช่วงเวลาการเสนอราคา บริษัทหนึ่งเสนอแพงขึ้น อีกบริษัทก็ขยับตาม บริษัทหนึ่งลดราคา อีกบริษัทก็ลดตาม แล้วเวลาจ่ายเงินก็ดันอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเกินไป” กฤตนิ่งคิด “ถ้าพวกเขาตกลงราคากันล่ะ?” “ฉันยังไม่มีหลักฐานว่าเป็นแบบนั้น” ศศิตอบทันที “อย่าเพิ่งใช้คำใหญ่กับเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้” กฤตพยักหน้า ศศิชอบตรงนี้ของเขา เธอสามารถโยนข้อสงสัยลงบนโต๊ะได้โดยไม่ต้องกลัวว่าเขาจะรีบเอาไปใช้กล่าวหาใคร และยิ่งทำงานด้วยกันมากขึ้น เธอยิ่งรู้ว่ากฤตเปลี่ยนไปเร็วมาก เขายังถามคำถามง่าย ๆ อยู่ แต่ค
บทที่ 23 — คนที่อยู่หลังตัวเลข เช้าวันศุกร์ของ Vild Mechanical Co., Ltd. เริ่มต้นด้วยอากาศร้อนอบอ้าวทั้งที่แดดยังไม่แรงนัก เสียงรถส่งของถอยเข้าลานด้านหลังอาคารพร้อมเสียงสัญญาณเตือนดังเป็นจังหวะ กฤตเดินเข้าบริษัทก่อนเวลาปกติเล็กน้อย เขาถือแฟ้มเอกสารบาง ๆ ที่ชาญให้กลับไปทบทวนเมื่อคืนและสมุดเล่มเดิมที่ตอนนี้เต็มไปด้วยตัวเลข ลูกศร และชื่อบริษัทหลายแห่งจนแทบไม่มีพื้นที่เหลือ ความรู้สึกของเขาต่างจากเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนอย่างชัดเจน เมื่อก่อนเขามาทำงานเพื่อรอเวลาห้าโมงเย็น แต่ตอนนี้เขากลับมาถึงก่อนเพราะอยากรู้ว่าในแฟ้มอีกหน้ามีอะไรซ่อนอยู่ ระหว่างเดินผ่านฝ่ายบัญชี ศศิยืนอยู่หน้าตู้เอกสาร เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีครีมกับกระโปรงสีเข้ม ผมยาวถูกรวบไว้เรียบร้อย เธอกำลังถือกองแฟ้มสูงจนเกือบมองไม่เห็นหน้า แต่พอเห็นกฤต เธอก็เอียงแฟ้มลงแล้วพูด “มาถึงเช้าจัง วันนี้มีเรื่องเงินอีกหรือคะ?” กฤตหัวเราะ “มีครับ” ศศิทำหน้าระอา “ดีเลย ฉันยังไม่ได้กินกาแฟ” กฤตมองนาฬิกา “ผมเลี้ยงไหม?” ศศิชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนยิ้มอย่างคนได้ในสิ่งที่หวัง “นั่นสิคะ คุณเริ่มรู้จักลงทุนแล้ว” ร้านกาแฟเล็ก ๆ ตรงหัวมุมถนนกลายเป็นที่นั่งประ
บทที่ 22 — เงินของคนอื่น หกโมงสี่สิบห้านาที กฤตจอด Honda Nova Dash ไว้ใต้ต้นไม้ข้างอาคารสำนักงานเก่า ก่อนเดินขึ้นบันไดพร้อมแฟ้มเอกสารที่ชาญให้เตรียมเมื่อคืน อาคารหลังนั้นไม่มีป้ายบริษัทใหญ่ ไม่มีพนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบ และไม่มีห้องรับรองหรูหราเหมือนแกรนด์ วารินทรา สิ่งที่มีอยู่คือโต๊ะไม้เก่า ตู้เอกสาร และคนสามสี่คนที่กำลังนั่งอ่านเอกสารเงียบ ๆ กฤตมองไปรอบห้องแล้วเข้าใจทันทีว่า คนที่มีเงินจริงไม่จำเป็นต้องแสดงให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองมีเงิน ชาญยืนอยู่หน้าโต๊ะ “นี่กฤต” ชายวัยห้าสิบกว่าที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเงยหน้าขึ้น เขาแต่งตัวเรียบง่ายกว่าที่กฤตคาด ไม่มีเครื่องประดับเด่น มีเพียงนาฬิกาเรือนหนึ่งกับแฟ้มเอกสารบาง ๆ ตรงหน้า “นั่ง” กฤตนั่งลง ชายคนนั้นไม่เปิดแฟ้มของกฤต เขากลับถามทันที “คุณมีอะไรให้ผม?” กฤตไม่ได้ตอบในทันที คำถามนั้นต่างจากคำถามที่เขาเคยเจอ เพราะมันไม่ได้ถามว่าเขาทำอะไรเป็น มันถามว่า เขามีอะไรที่คนอื่นต้องการ กฤตจึงตอบอย่างระมัดระวัง “ผมมีวิธีทำให้อาคารที่ไม่มีรายได้ กลับมาสร้างรายได้โดยไม่ต้องใช้เงินปรับปรุงทั้งหมดในครั้งเดียวครับ” ชายคนนั้นมองเขา “ทุกคนพูดแบบนี้” “ค
บทที่ 21 — เช้าวันที่ตัวเลขเปลี่ยนไป เช้าวันพุธ นครวารินกลับมาเป็นเมืองเดิมหลังฝนตกหนักเมื่อคืน ถนนหลายสายยังมีน้ำขังอยู่ตามขอบฟุตปาธ รถโดยสารเริ่มแน่นตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมง และผู้คนกลับไปใช้ชีวิตตามตารางของตัวเองเหมือนฝนเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น ศศิเดินเข้าประตู Vild Mechanical Co., Ltd. ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย กระโปรงทำงานสีเข้ม เสื้อเชิ้ตสีอ่อน และผมที่รวบไว้อย่างเรียบร้อยเหมือนทุกวัน หากมองจากภายนอกไม่มีใครรู้เลยว่าเมื่อคืนเธอเพิ่งทำสิ่งที่ตัวเองเคยคิดว่าจะไม่มีวันทำ เธอเดินผ่านฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผ่านโต๊ะพนักงานบัญชีสองสามคน แล้วนั่งลงตรงโต๊ะของตัวเอง เปิดแฟ้มใบแรก เปิดเครื่องคิดเลข และเริ่มทำงานทันที “พี่ศศิคะ” พนักงานรุ่นน้องเรียกจากโต๊ะข้าง ๆ “วันนี้พี่ดูอารมณ์ดีนะ” ศศิเงยหน้าขึ้นทันที “ฉันดูเหมือนคนอารมณ์ดีตรงไหน?” “ไม่รู้ค่ะ แต่พี่ฮัมเพลงตอนเดินเข้ามา” ศศิชะงัก ก่อนก้มลงมองเอกสาร “ฉันกำลังคิดเลข” “คิดเลขต้องฮัมเพลงด้วยเหรอคะ?” “ตัวเลขมันเพราะ” เธอตอบหน้าตายจนอีกฝ่ายหัวเราะ แต่ทันทีที่อยู่คนเดียว ศศิก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วมองเครื่องคิดเลขตรงหน้า ตัวเลขเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบเหมือนเดิม
บทที่ 20 — คืนที่ไม่มีตัวเลข 18+ ฝนยังคงกระหน่ำลงมาบนกระจกหน้ารถจนถนนตรงหน้าพร่าเป็นเส้นแสงสีแดงจากไฟท้ายรถคันแล้วคันเล่า กฤตเหลือบมองนาฬิกาบนหน้าปัดก่อนถอนหายใจ รถแทบไม่ขยับมาตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ส่วนศศินั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ มือหนึ่งกอดแฟ้มเอกสารไว้กับอก อีกมือกำโทรศัพท์บ้านที่เพิ่งวางสายไป “แม่บอกว่าไม่ต้องรีบกลับ” เธอพูดขึ้นในที่สุด “ถนนแถวบ้านน้ำเริ่มท่วม” กฤตพยักหน้าแล้วมองออกไปข้างหน้า “ถ้าฝนยังไม่หยุดแบบนี้ เรากลับตอนนี้ก็ไม่ได้อะไร” ศศิหันมองเขา “แล้วจะทำยังไง?” กฤตมองป้ายโรงแรมขนาดเล็กที่สว่างอยู่ไม่ไกลจากถนน “หาที่จอดก่อน แล้วค่อยคิด” โรงแรมที่พวกเขาเลี้ยวเข้าไปไม่ได้หรูหราเหมือนแกรนด์ วารินทรา เป็นโรงแรมริมถนนสำหรับคนเดินทาง มีไฟนีออนสว่างอยู่เหนือทางเข้าและเคาน์เตอร์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้า พนักงานบอกว่าคืนนี้เหลือห้องอยู่ไม่กี่ห้อง เพราะฝนทำให้คนที่เดินทางหลายคนต้องหยุดพักกลางทาง กฤตหันมาถามศศิว่าจะกลับต่อหรือไม่ แต่เธอมองฝนด้านนอกแล้วส่ายหน้า “พรุ่งนี้ฉันต้องเข้าบริษัทเช้า ถ้ากลับตอนนี้แล้วเกิดรถติดอีก ฉันไม่ไหว” เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดเบาลง “พักที่นี่ก็ได้”
บทที่ 19 — ข้ออ้าง เช้าวันอังคาร ศศิมาถึงบริษัทเร็วกว่าปกติสิบห้านาที เธอวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ เปิดแฟ้มบัญชี แล้วนั่งมองตัวเลขอยู่พักใหญ่โดยไม่อ่านแม้แต่บรรทัดเดียว ภาพเมื่อคืนยังติดอยู่ในหัว ทั้งแสงไฟในล็อบบี้ ฝนที่ตกอยู่หลังผนังกระจก และคำพูดง่าย ๆ ของกฤตที่ดูเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับคนพูด แต่กลับทำให้คนฟังนอนไม่หลับอยู่ครึ่งคืน “คุณสวย” ศศิถอนหายใจแล้วเปิดเครื่องคิดเลข กดตัวเลขสุ่ม ๆ ลงไปสองสามครั้งก่อนส่ายหน้า “เป็นบ้าอะไรของฉันวะ” “พี่ศศิพูดกับเครื่องคิดเลขอีกแล้วเหรอคะ?” เสียงพนักงานบัญชีรุ่นน้องดังขึ้นจากด้านหลัง ศศิหันไปมองทันที “ทำงานไปเลยค่ะ” “หนูยังไม่ได้ถามอะไรเลย” “แต่หน้าหนูถามแล้ว” อีกฝ่ายหัวเราะแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ ศศิพยายามกลับมาสนใจเอกสาร แต่ไม่นานโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้น เธอรับสายและได้ยินเสียงกฤต “วันนี้ว่างไหมครับ?” หัวใจเธอกระตุกอย่างน่ารำคาญ “ถามทำไม?” “จะเอาราคางานที่คุณแก้เมื่อวานไปเสนอคุณชาญ” “แล้ว?” “ผมอยากให้คุณช่วยดูอีกที” ศศิเงียบไปครู่หนึ่ง “ตอนเที่ยง?” “ครับ” “ได้” วางสายแล้วเธอนั่งนิ่งอยู่สองวินาที ก่อนพึมพำเบา ๆ “ฉันตอบเร็วเกินไปหรือเปล่







