Masukความปรารถนาคราก่อนสงคราม
ภาค 1 : เมืองที่ยังมีความฝัน บทที่ 4 : คนที่รู้วิธีมอง เสียงปั๊มน้ำหยุดลงในที่สุด กฤตใช้หลังมือเช็ดเหงื่อบริเวณขมับแล้วก้มมองชิ้นส่วนที่ถอดออกมา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวปั๊มอย่างที่รายงานเขียนไว้จริง ๆ แต่เป็นวาล์วเก่าตัวหนึ่งที่ถูกปรับผิดตำแหน่งจนทำให้แรงดันในระบบแกว่ง เขาอธิบายให้ช่างของโรงแรมฟังอย่างละเอียดว่าต้องแก้ตรงไหนและทำไม ก่อนเดินกลับไปล้างมือที่อ่างด้านข้าง รัตนายืนอยู่ไม่ไกล เธอไม่ได้พูดอะไรตลอดช่วงที่เขาทำงาน เพียงมองเขาเป็นระยะ ๆ และยิ่งมองก็ยิ่งเห็นความแตกต่างระหว่างชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตเรียบร้อยกับกฤตคนเดิมในห้องช่าง เสื้อผ้าดูไม่คุ้นตา แต่ท่าทางเวลาทำงานกลับเป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาด มือที่เปื้อนน้ำมัน การขมวดคิ้วเวลาคิด และสายตาที่จับอยู่กับเครื่องจักรอย่างมั่นใจ ทำให้เขาดูมีเสน่ห์ในแบบที่ตัวเขาเองไม่เคยรู้ “เสร็จแล้วครับ” กฤตพูด รัตนาพยักหน้า “ขึ้นไปข้างบนกับฉัน” “ยังมีอะไรอีกเหรอครับ” “มี” เธอเดินนำไปโดยไม่หันกลับมา กฤตจำต้องเดินตาม ทางเดินบริการค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นพื้นที่รับแขกอีกครั้ง พนักงานโรงแรมเดินผ่านไปมาด้วยท่าทางสุภาพ แต่ไม่มีใครรู้ว่าผู้ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เดินตามผู้หญิงคนนี้เพิ่งคลุกอยู่กับห้องปั๊มใต้ดินเมื่อไม่กี่นาทีก่อน รัตนาพาเขาเข้าห้องรับรองเล็ก ๆ ชั้นบน ภายในไม่มีใครอยู่ เธอปิดประตู วางแฟ้มลงบนโต๊ะ แล้วหันกลับมา “วันนี้ทำได้ดี” “ขอบคุณครับ” “รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเลือกนาย” กฤตส่ายหน้า “เพราะนายยังไม่รู้ว่าตัวเองมีค่าแค่ไหน” เขาหัวเราะเบา ๆ “พี่พูดเหมือนผมเป็นของที่เอาไปขายได้” รัตนามองเขานิ่ง ๆ “ทุกคนมีราคา ต่างกันแค่ว่ารู้จักราคาของตัวเองหรือเปล่า” เธอเดินเข้ามาใกล้ช้า ๆ จนกฤตเริ่มรู้สึกถึงระยะห่างที่เปลี่ยนไป รัตนายกมือขึ้นจัดปกเสื้อที่เขาใส่อยู่ แล้วปล่อยนิ้วค้างอยู่ตรงนั้นชั่วครู่ “วันนี้ดูดี” เธอพูด “แต่ยังเกร็ง” “ผมไม่ค่อยได้แต่งแบบนี้” “ฉันรู้” ปลายนิ้วของเธอเลื่อนออกจากปกเสื้ออย่างช้า ๆ ก่อนหยุดที่ไหล่ เธอมองเขาตรง ๆ โดยไม่หลบสายตา กฤตรู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้กำลังมองเขาเหมือนหัวหน้ามองลูกน้องอีกแล้ว และสิ่งที่ทำให้เขาประหม่าไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจ แต่เพราะเขาเข้าใจดีเกินไป “พี่รัตนา...” “กลัวฉันเหรอ” “เปล่าครับ” “งั้นอย่าหลบตา” กฤตเงียบ เขาพยายามมองเธอตรง ๆ และในวินาทีนั้นเองเขาก็รู้ว่ารัตนาแตกต่างจากเก๋อย่างสิ้นเชิง เก๋มองเขาด้วยความรัก แต่รัตนากำลังมองเขาเหมือนคนที่กำลังประเมินบางสิ่งที่มีคุณค่า เธอเห็นข้อบกพร่อง เห็นความลังเล และที่สำคัญ เธอเห็นความต้องการบางอย่างที่เขาเองยังไม่กล้ายอมรับ “นายอยากให้คนมองนายใช่ไหม” คำถามนั้นทำให้กฤตนิ่ง รัตนายิ้ม “ฉันดูออก” เธอขยับเข้าใกล้อีกเพียงนิดเดียว กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของเธอลอยเข้ามาแทนที่กลิ่นน้ำมันเครื่องที่ติดอยู่ในความทรงจำของเขา มือของเธอแตะต้นแขนเขาอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เธอจะโน้มตัวเข้ามาจูบเขา มันเป็นจูบที่ไม่ได้รีบร้อน และนั่นต่างหากที่ทำให้กฤตตั้งตัวไม่ทัน เขานิ่งอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนความรู้สึกบางอย่างจะตอบสนองกลับไปอย่างไม่รู้ตัว รัตนาเป็นฝ่ายผละออกก่อน ดวงตาของเธอยังคงจับอยู่ที่ใบหน้าเขา “เห็นไหม” เธอกระซิบ “นายไม่ได้ไม่กล้า นายแค่ไม่เคยมีใครสอน” กฤตกลืนน้ำลาย “พี่กำลังทำอะไร” “กำลังสอนนาย” เธอจับมือเขาขึ้นมาอย่างช้า ๆ แล้ววางลงบนเอวของตัวเอง กฤตรู้สึกได้ถึงความอุ่นผ่านเนื้อผ้า และหัวใจที่เต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธ รัตนามองสีหน้าของเขาแล้วหัวเราะเบา ๆ ไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะ แต่เป็นเสียงของคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังควบคุมจังหวะทั้งหมดอยู่ เธอจูบเขาอีกครั้ง คราวนี้ยาวนานกว่าเดิม กฤตเริ่มตอบรับอย่างเต็มใจ แขนของเขาโอบร่างเธอไว้ ขณะที่รัตนาค่อย ๆ ดึงเขาเข้าใกล้จนระยะห่างหายไป ความมั่นใจของเธอแตกต่างจากหญิงสาววัยเดียวกับเขาอย่างชัดเจน ไม่มีความรีบร้อน ไม่มีความเขินอาย มีเพียงความแน่วแน่ของผู้หญิงที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรให้อีกฝ่ายต้องการเหมือนกัน เมื่อรัตนาผละออก เธอยังอยู่ใกล้จนลมหายใจของทั้งคู่แทบสัมผัสกัน “จำไว้นะกฤต” “อะไรครับ” “เสน่ห์ไม่ได้อยู่ที่หน้าตา” เธอใช้นิ้วแตะอกเขาเบา ๆ “มันอยู่ที่ทำให้คนอื่นรู้สึกอย่างไรเวลาที่อยู่ใกล้นาย” กฤตไม่ตอบ เพราะเขากำลังรู้สึกอยู่จริง ๆ รัตนาจัดเสื้อให้เขาอีกครั้ง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนเดินไปหยิบแฟ้มบนโต๊ะ “เรื่องวันนี้ ห้ามพูดกับใคร” กฤตมองเธอ “แม้แต่เก๋?” รัตนาหยุดมือไปชั่วขณะ ก่อนหันกลับมา “โดยเฉพาะเก๋” ความเงียบตกลงระหว่างคนสองคนทันที รัตนาเดินเข้ามาใกล้อีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไม่ได้จูบเขา เพียงใช้นิ้วแตะปลายคางแล้วพูดเบา ๆ “กลับไปเป็นแฟนที่ดีของเธอซะ นายยังมีชีวิตของนายอยู่” เธอหยุดเล็กน้อย “ส่วนเรื่องของเรา...ยังไม่ต้องตั้งชื่อให้มัน” คำว่า “เรา” ทำให้กฤตใจเต้นแรงกว่าจูบเมื่อครู่เสียอีก รัตนาเปิดประตูให้เขา แล้วกลับไปหยิบแฟ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กฤตเดินออกจากห้องด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนตอนเข้ามาอีกแล้ว เขายังรักเก๋ และความรู้สึกนั้นไม่ได้หายไปแม้แต่น้อย แต่ในส่วนลึกของใจกลับมีบางอย่างถูกปลุกขึ้นมาแล้ว มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เกิดขึ้นหน้ากระจกเมื่อคืน ความรู้สึกว่าตัวเองอาจไม่ได้เป็นผู้ชายธรรมดาที่ไม่มีใครมองเห็นอีกต่อไป ขณะที่เขาเดินลงบันได รัตนายืนอยู่หลังประตูที่ปิดสนิท มองเงาของเขาผ่านช่องกระจกเล็ก ๆ จนหายไปจากสายตา เธอไม่ได้ยิ้มเพราะชนะ และไม่ได้มองเขาด้วยความหลงใหลเพียงอย่างเดียว สิ่งที่อยู่ในแววตาของเธอคล้ายคนที่เพิ่งค้นพบว่าของบางอย่างที่คิดว่าจะใช้ประโยชน์ได้ อาจมีศักยภาพมากกว่าที่ประเมินไว้ตั้งแต่แรก ส่วนกฤตยังไม่รู้เลยว่า การถูกผู้หญิงคนหนึ่งมองเห็นเป็นครั้งแรก อาจน่าหลงใหลยิ่งกว่าความรักเสียอีก และบางครั้ง สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “ความปรารถนา” ก็ไม่ได้เริ่มต้นจากร่างกาย มันเริ่มจากความรู้สึกว่า ในที่สุด...มีใครบางคนมองเห็นเราบทที่ 24 — ราคาของความไว้ใจ มื้อเย็นของกฤตกับศศิวันนั้นไม่ได้มีบทสนทนาเกี่ยวกับความสัมพันธ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งสองนั่งอยู่ในร้านอาหารริมถนนที่คนทำงานนิยมแวะหลังเลิกงาน แฟ้มเอกสารวางกองอยู่ระหว่างจานข้าวกับแก้วน้ำแข็ง เสียงช้อนกระทบจานดังสลับกับเสียงรถจากถนนด้านหน้า ศศิใช้ปากกาขีดเส้นใต้ตัวเลขหลายตัวจนกระดาษเต็มไปด้วยรอยหมึก แล้วเงยหน้าขึ้น “ฉันไม่ชอบบริษัทสามเจ้านี้” กฤตมองชื่อบนกระดาษ “เพราะอะไร?” “เพราะพวกมันดูเหมือนคนละบริษัท แต่เวลาทำธุรกรรมกลับเคลื่อนไหวเหมือนบริษัทเดียวกัน” “ยังไง?” ศศิพลิกเอกสาร “ดูช่วงเวลาการเสนอราคา บริษัทหนึ่งเสนอแพงขึ้น อีกบริษัทก็ขยับตาม บริษัทหนึ่งลดราคา อีกบริษัทก็ลดตาม แล้วเวลาจ่ายเงินก็ดันอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเกินไป” กฤตนิ่งคิด “ถ้าพวกเขาตกลงราคากันล่ะ?” “ฉันยังไม่มีหลักฐานว่าเป็นแบบนั้น” ศศิตอบทันที “อย่าเพิ่งใช้คำใหญ่กับเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้” กฤตพยักหน้า ศศิชอบตรงนี้ของเขา เธอสามารถโยนข้อสงสัยลงบนโต๊ะได้โดยไม่ต้องกลัวว่าเขาจะรีบเอาไปใช้กล่าวหาใคร และยิ่งทำงานด้วยกันมากขึ้น เธอยิ่งรู้ว่ากฤตเปลี่ยนไปเร็วมาก เขายังถามคำถามง่าย ๆ อยู่ แต่ค
บทที่ 23 — คนที่อยู่หลังตัวเลข เช้าวันศุกร์ของ Vild Mechanical Co., Ltd. เริ่มต้นด้วยอากาศร้อนอบอ้าวทั้งที่แดดยังไม่แรงนัก เสียงรถส่งของถอยเข้าลานด้านหลังอาคารพร้อมเสียงสัญญาณเตือนดังเป็นจังหวะ กฤตเดินเข้าบริษัทก่อนเวลาปกติเล็กน้อย เขาถือแฟ้มเอกสารบาง ๆ ที่ชาญให้กลับไปทบทวนเมื่อคืนและสมุดเล่มเดิมที่ตอนนี้เต็มไปด้วยตัวเลข ลูกศร และชื่อบริษัทหลายแห่งจนแทบไม่มีพื้นที่เหลือ ความรู้สึกของเขาต่างจากเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนอย่างชัดเจน เมื่อก่อนเขามาทำงานเพื่อรอเวลาห้าโมงเย็น แต่ตอนนี้เขากลับมาถึงก่อนเพราะอยากรู้ว่าในแฟ้มอีกหน้ามีอะไรซ่อนอยู่ ระหว่างเดินผ่านฝ่ายบัญชี ศศิยืนอยู่หน้าตู้เอกสาร เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีครีมกับกระโปรงสีเข้ม ผมยาวถูกรวบไว้เรียบร้อย เธอกำลังถือกองแฟ้มสูงจนเกือบมองไม่เห็นหน้า แต่พอเห็นกฤต เธอก็เอียงแฟ้มลงแล้วพูด “มาถึงเช้าจัง วันนี้มีเรื่องเงินอีกหรือคะ?” กฤตหัวเราะ “มีครับ” ศศิทำหน้าระอา “ดีเลย ฉันยังไม่ได้กินกาแฟ” กฤตมองนาฬิกา “ผมเลี้ยงไหม?” ศศิชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนยิ้มอย่างคนได้ในสิ่งที่หวัง “นั่นสิคะ คุณเริ่มรู้จักลงทุนแล้ว” ร้านกาแฟเล็ก ๆ ตรงหัวมุมถนนกลายเป็นที่นั่งประ
บทที่ 22 — เงินของคนอื่น หกโมงสี่สิบห้านาที กฤตจอด Honda Nova Dash ไว้ใต้ต้นไม้ข้างอาคารสำนักงานเก่า ก่อนเดินขึ้นบันไดพร้อมแฟ้มเอกสารที่ชาญให้เตรียมเมื่อคืน อาคารหลังนั้นไม่มีป้ายบริษัทใหญ่ ไม่มีพนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบ และไม่มีห้องรับรองหรูหราเหมือนแกรนด์ วารินทรา สิ่งที่มีอยู่คือโต๊ะไม้เก่า ตู้เอกสาร และคนสามสี่คนที่กำลังนั่งอ่านเอกสารเงียบ ๆ กฤตมองไปรอบห้องแล้วเข้าใจทันทีว่า คนที่มีเงินจริงไม่จำเป็นต้องแสดงให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองมีเงิน ชาญยืนอยู่หน้าโต๊ะ “นี่กฤต” ชายวัยห้าสิบกว่าที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเงยหน้าขึ้น เขาแต่งตัวเรียบง่ายกว่าที่กฤตคาด ไม่มีเครื่องประดับเด่น มีเพียงนาฬิกาเรือนหนึ่งกับแฟ้มเอกสารบาง ๆ ตรงหน้า “นั่ง” กฤตนั่งลง ชายคนนั้นไม่เปิดแฟ้มของกฤต เขากลับถามทันที “คุณมีอะไรให้ผม?” กฤตไม่ได้ตอบในทันที คำถามนั้นต่างจากคำถามที่เขาเคยเจอ เพราะมันไม่ได้ถามว่าเขาทำอะไรเป็น มันถามว่า เขามีอะไรที่คนอื่นต้องการ กฤตจึงตอบอย่างระมัดระวัง “ผมมีวิธีทำให้อาคารที่ไม่มีรายได้ กลับมาสร้างรายได้โดยไม่ต้องใช้เงินปรับปรุงทั้งหมดในครั้งเดียวครับ” ชายคนนั้นมองเขา “ทุกคนพูดแบบนี้” “ค
บทที่ 21 — เช้าวันที่ตัวเลขเปลี่ยนไป เช้าวันพุธ นครวารินกลับมาเป็นเมืองเดิมหลังฝนตกหนักเมื่อคืน ถนนหลายสายยังมีน้ำขังอยู่ตามขอบฟุตปาธ รถโดยสารเริ่มแน่นตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมง และผู้คนกลับไปใช้ชีวิตตามตารางของตัวเองเหมือนฝนเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น ศศิเดินเข้าประตู Vild Mechanical Co., Ltd. ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย กระโปรงทำงานสีเข้ม เสื้อเชิ้ตสีอ่อน และผมที่รวบไว้อย่างเรียบร้อยเหมือนทุกวัน หากมองจากภายนอกไม่มีใครรู้เลยว่าเมื่อคืนเธอเพิ่งทำสิ่งที่ตัวเองเคยคิดว่าจะไม่มีวันทำ เธอเดินผ่านฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผ่านโต๊ะพนักงานบัญชีสองสามคน แล้วนั่งลงตรงโต๊ะของตัวเอง เปิดแฟ้มใบแรก เปิดเครื่องคิดเลข และเริ่มทำงานทันที “พี่ศศิคะ” พนักงานรุ่นน้องเรียกจากโต๊ะข้าง ๆ “วันนี้พี่ดูอารมณ์ดีนะ” ศศิเงยหน้าขึ้นทันที “ฉันดูเหมือนคนอารมณ์ดีตรงไหน?” “ไม่รู้ค่ะ แต่พี่ฮัมเพลงตอนเดินเข้ามา” ศศิชะงัก ก่อนก้มลงมองเอกสาร “ฉันกำลังคิดเลข” “คิดเลขต้องฮัมเพลงด้วยเหรอคะ?” “ตัวเลขมันเพราะ” เธอตอบหน้าตายจนอีกฝ่ายหัวเราะ แต่ทันทีที่อยู่คนเดียว ศศิก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วมองเครื่องคิดเลขตรงหน้า ตัวเลขเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบเหมือนเดิม
บทที่ 20 — คืนที่ไม่มีตัวเลข 18+ ฝนยังคงกระหน่ำลงมาบนกระจกหน้ารถจนถนนตรงหน้าพร่าเป็นเส้นแสงสีแดงจากไฟท้ายรถคันแล้วคันเล่า กฤตเหลือบมองนาฬิกาบนหน้าปัดก่อนถอนหายใจ รถแทบไม่ขยับมาตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ส่วนศศินั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ มือหนึ่งกอดแฟ้มเอกสารไว้กับอก อีกมือกำโทรศัพท์บ้านที่เพิ่งวางสายไป “แม่บอกว่าไม่ต้องรีบกลับ” เธอพูดขึ้นในที่สุด “ถนนแถวบ้านน้ำเริ่มท่วม” กฤตพยักหน้าแล้วมองออกไปข้างหน้า “ถ้าฝนยังไม่หยุดแบบนี้ เรากลับตอนนี้ก็ไม่ได้อะไร” ศศิหันมองเขา “แล้วจะทำยังไง?” กฤตมองป้ายโรงแรมขนาดเล็กที่สว่างอยู่ไม่ไกลจากถนน “หาที่จอดก่อน แล้วค่อยคิด” โรงแรมที่พวกเขาเลี้ยวเข้าไปไม่ได้หรูหราเหมือนแกรนด์ วารินทรา เป็นโรงแรมริมถนนสำหรับคนเดินทาง มีไฟนีออนสว่างอยู่เหนือทางเข้าและเคาน์เตอร์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้า พนักงานบอกว่าคืนนี้เหลือห้องอยู่ไม่กี่ห้อง เพราะฝนทำให้คนที่เดินทางหลายคนต้องหยุดพักกลางทาง กฤตหันมาถามศศิว่าจะกลับต่อหรือไม่ แต่เธอมองฝนด้านนอกแล้วส่ายหน้า “พรุ่งนี้ฉันต้องเข้าบริษัทเช้า ถ้ากลับตอนนี้แล้วเกิดรถติดอีก ฉันไม่ไหว” เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดเบาลง “พักที่นี่ก็ได้”
บทที่ 19 — ข้ออ้าง เช้าวันอังคาร ศศิมาถึงบริษัทเร็วกว่าปกติสิบห้านาที เธอวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ เปิดแฟ้มบัญชี แล้วนั่งมองตัวเลขอยู่พักใหญ่โดยไม่อ่านแม้แต่บรรทัดเดียว ภาพเมื่อคืนยังติดอยู่ในหัว ทั้งแสงไฟในล็อบบี้ ฝนที่ตกอยู่หลังผนังกระจก และคำพูดง่าย ๆ ของกฤตที่ดูเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับคนพูด แต่กลับทำให้คนฟังนอนไม่หลับอยู่ครึ่งคืน “คุณสวย” ศศิถอนหายใจแล้วเปิดเครื่องคิดเลข กดตัวเลขสุ่ม ๆ ลงไปสองสามครั้งก่อนส่ายหน้า “เป็นบ้าอะไรของฉันวะ” “พี่ศศิพูดกับเครื่องคิดเลขอีกแล้วเหรอคะ?” เสียงพนักงานบัญชีรุ่นน้องดังขึ้นจากด้านหลัง ศศิหันไปมองทันที “ทำงานไปเลยค่ะ” “หนูยังไม่ได้ถามอะไรเลย” “แต่หน้าหนูถามแล้ว” อีกฝ่ายหัวเราะแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ ศศิพยายามกลับมาสนใจเอกสาร แต่ไม่นานโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้น เธอรับสายและได้ยินเสียงกฤต “วันนี้ว่างไหมครับ?” หัวใจเธอกระตุกอย่างน่ารำคาญ “ถามทำไม?” “จะเอาราคางานที่คุณแก้เมื่อวานไปเสนอคุณชาญ” “แล้ว?” “ผมอยากให้คุณช่วยดูอีกที” ศศิเงียบไปครู่หนึ่ง “ตอนเที่ยง?” “ครับ” “ได้” วางสายแล้วเธอนั่งนิ่งอยู่สองวินาที ก่อนพึมพำเบา ๆ “ฉันตอบเร็วเกินไปหรือเปล่







