แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: หยางแบ๊ะแบ๊ะน๊า
ความชะงักงันของเสิ่นไหวเยี่ยนเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น

ไม่นานนัก เขาก็กลับคืนสู่สีหน้ายโสโอหังดังเดิม

“จับกุมสายลับพรรคพวกกบฏ ตัวข้ามีอำนาจประหารก่อนแล้วค่อยทูลรายงานได้”

ข้าเอนกายพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย “เช่นนั้นหลักฐานว่าข้าเป็นกบฏเล่าอยู่ที่ใด?”

เสิ่นฝูจูรีบโพล่งขึ้นทันที “เจ้าหยามหมิ่นตระกูลเสิ่น ทั้งยังสวมชุดบุรุษด้วยท่าทางน่าขยะแขยง เพียงเท่านี้ยังน่าสงสัยไม่พออีกหรือ?”

ข้าเหลือบมองนาง แล้วแค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมาเบา ๆ “พวกเจ้าตระกูลเสิ่นตัดสินคนเป็นกบฏ ดูจากหน้าตาหรือ? ผู้ใดหน้าตาไม่ถูกใจพวกเจ้า ก็คือพรรคพวกกบฏหมดอย่างนั้นสินะ?”

ภายในโรงชา มีผู้คนหลุดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง

ทว่าเสียงหัวเราะครานี้สั้นยิ่งนัก ถูกสายตาของเสิ่นไหวเยี่ยนกวาดตามองจนต้องเงียบเสียงลงอย่างรวดเร็ว

สีหน้าของเขาบึ้งตึงน่าเกลียด ชักกระบี่ที่คาดเอวออกมาทันที

“ฝีปากกล้าดีนี่”

“พาตัวไป”

ในที่สุดเสวียนชิงก็ทนไม่ไหว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เสิ่นไหวเยี่ยน เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่?”

เสิ่นไหวเยี่ยนขมวดคิ้ว

“เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ?”

เสวียนชิงนิ่งเงียบไป

ข้ารู้ดีว่าเขาไม่กล้าเปิดเผยฐานะ วันนี้ข้าแอบหลบหนีออกจากวัง แม้แต่หน่วยองครักษ์เงาติดตามก็ยังพกมาเพียงแค่หนึ่งกองกำลังชุดเล็กเท่านั้น หากในเวลานี้เปิดเผยฐานะในโรงชา การปลอมตัวออกนอกวังเที่ยวนี้ก็ถือว่าเสียเปล่า

สิ่งที่ข้าต้องการจะเห็น หาใช่การที่พวกเขาคุกเข่าลงโขกศีรษะยามพบหน้าจักรพรรดิไม่

แต่สิ่งที่ข้าอยากเห็น คือยามที่พวกเขาพบเจอกับสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่ง พวกเขาจะรู้จักเคารพกฎเกณฑ์บ้านเมืองหรือไม่ต่างหาก

คำตอบที่ได้เห็น ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก

เสิ่นฝูจูก้าวเข้ามาใกล้ข้า โน้มตัวกระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำ “ตอนนี้เจ้ารู้สึกนึกเสียใจ ตอนนี้ก็ยังทันนะ”

ข้าเอ่ยถาม “เสียใจเรื่องอันใด?”

นางหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย

“เสียใจที่ดันเกิดมามีหน้าตาที่แบ่งแยกไม่ออกระหว่างชายหญิงเช่นนี้สะสิ”

นางยื่นมือหมายจะตบเข้าที่ใบหน้าของข้า

เสวียนชิงเพิ่งจะขยับกาย ทว่าข้ากลับรวบข้อมือของนางไว้เสียก่อน

เสิ่นฝูจูเจ็บจนกรีดร้องออกมาลั่น

ข้าจ้องมองนางพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คุณหนูเสิ่น ใบหน้าของข้าจะเหมือนบุรุษหรือไม่ หาต้องรบกวนให้เจ้ามาใส่ใจไม่”

“ทว่าปากของเจ้านี่สิสมควรได้รับการสั่งสอนเสียบ้าง”

เสิ่นไหวเยี่ยนโกรธเกรี้ยวจนสติหลุด

“สามหาว!”

เขายกกระบี่พุ่งตรงเข้ามา

ในจังหวะนั้นเอง บริเวณปากบันไดก็พลันมีเสียงชราภาพ ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังขึ้นมาสายหนึ่ง

“ผู้ใดบังอาจชักกระบี่ในหอไท่ผิง!”

ทุกคนหันกลับไปมองตามเสียง

เซี่ยกวนหนาน ผู้ว่าการนครจิงเฉิงนำตัวเหล่าเจ้าหน้าที่ทางการก้าวขึ้นมา

เขามีอายุเกือบห้าสิบปีแล้ว ชุดข้าราชการสวมใส่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่บกพร่องแม้แต่น้อย ยามที่เห็นกระบี่ในมือของเสิ่นไหวเยี่ยน หัวคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันอย่างรุนแรง

“รองแม่ทัพเสิ่น กระบี่ขององครักษ์หลวง ไม่สมควรปรากฏขึ้น ณ ที่แห่งนี้”

สีหน้าของเสิ่นไหวเยี่ยนเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ใต้เท้าเซี่ย คนผู้นี้มีพฤติกรรมน่าสงสัยคล้ายพรรคพวกกบฏ ข้าได้รับคำสั่งให้มาจับกุมตัว”

เซี่ยกวนหนานเอ่ยถาม “รับคำสั่งผู้ใด?”

เสิ่นไหวเยี่ยนนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ

เสิ่นฝูจูเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ “ใต้เท้าเซี่ย พี่ชายของข้าจะจับกุมคน ยังต้องมารายงานต่อท่านด้วยหรือ?”

เซี่ยกวนหนานเหลือบสายตามองนางแวบหนึ่ง

“ในเขตอำนาจศาลของศาลาว่าการนคนจิงเฉิงย่อมต้องรายงาน”

เสิ่นฝูจูแค่นเสียงหัวเราะเยาะ

“บิดาของข้าและใต้เท้าเซี่ยต่างเป็นขุนนางร่วมราชสำนักมาหลายปี ใต้เท้าเซี่ยวันนี้ถึงกับยอมแตกหักกับตระกูลเสิ่น เพื่อเห็นแก่ตัวไร้เพศไม่สมประกอบผู้หนึ่งอย่างนั้นหรือ?”

สีหน้าของเซี่ยกวนหนานดิ่งลงเย็นชาทันที

“คุณหนูเสิ่นโปรดระมัดระวังวาจา”

ทว่านางกลับไม่รู้สึกว่าตนเองกล่าวสิ่งใดผิดพลาด กลับหันหน้ากลับมามองข้า

“เจ้าเห็นแล้วหรือยัง ต่อให้ผู้ว่าการนครจิงเฉิงมาด้วยตนเอง ก็ไม่มีผู้ใดช่วยเจ้าได้”

“ตระกูลเสิ่นของพวกเราในนคนจิงเฉิงแห่งนี้ อยากให้ผู้ใดก้มหัว ผู้นั้นก็ต้องก้มหัว”

เซี่ยกวนหนานขมวดคิ้วแน่น กำลังจะเอ่ยปากพูด ทว่าเสิ่นไหวเยี่ยนกลับก้าวเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเขาเสียก่อน

“ใต้เท้าเซี่ย เรื่องนี้ข้าจะรายงานต่อสำนักองครักษ์หลวงด้วยตนเอง หากท่านขัดขวาง ย่อมถือว่าขัดขวางกิจการทหาร”

สีหน้าของเซี่ยกวนหนานย่ำแย่ถึงขีดสุด

ข้าใช้นิ้วเขี่ยวงแหวนหยกบนนิ้วหัวแม่มือเล่น “ใต้เท้าเซี่ยหวาดกลัวตระกูลเสิ่นงั้นหรือ?”

เซี่ยกวนหนานชะงักไปเล็กน้อย หันกลับมามองข้า

สายตาของเขาตวัดผ่านคิ้วและดวงตาของข้า แล้วชะงักค้างไป

วันนี้ข้าไม่ได้สวมกวานหมวก เพียงใช้ปิ่นหยกเนื้อเกลี้ยงเกลาปักรวบผมเอาไว้ เขาย่อมไม่อาจจดจำข้าได้ในทันที ทว่าขุนนางชราในราชสำนักต่างเคยพบหน้าข้ามานับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะคนละเอียดรอบคอบอย่างเซี่ยกวนหนาน

เขามองจ้องข้า รูม่านตาหดเกร็งลงเล็กน้อย

ข้าส่ายหน้าแผ่วเบา

เซี่ยกวนหนานรีบหลบสายตาลงทันที เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นที่ขมับ ก้มศีรษะลงต่ำลึก “ข้ามิได้หวาดกลัวตระกูลเสิ่น ทว่าเกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองต่างหาก”

ข้าแย้มยิ้ม

“เช่นนั้นก็จงจัดการตามกฎหมายเถอะ”

สีหน้าของเสิ่นฝูจูเปลี่ยนสีทันที

“จัดการตามกฎหมายอันใดกัน?”

เซี่ยกวนหนานหมุนตัวกลับ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง

“องครักษ์หลวงฝ่าฝืนออกจากเขตพระราชฐานโดยพลการ ทั้งยังพกพาอาวุธทหารเข้ามาในย่านการค้า ยึดอาวุธเหล่านั้นมาก่อน ส่วนคุณหนูเสิ่นกระทำความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นในที่สาธารณะ แย่งชิงร้านค้าโดยพลการ และใช้ญาติมิตรข่มเหงราษฎร ให้นำตัวกลับไปสอบสวนที่ศาลาว่าการนคนจิงเฉิงทั้งหมด”

เสิ่นฝูจูกรีดร้องขึ้นมาทันที

“เจ้ากล้าหรือ!”

สีหน้าของเสิ่นไหวเยี่ยนมืดครึ้มลงเช่นกัน

“เซี่ยกวนหนาน เจ้าจงคิดให้ดีเสียก่อน”

เซี่ยกวนหนานยกมือขึ้นเป็นคำสั่ง

เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการก้าวเท้าพรวดพราดเข้าไปข้างหน้า

บรรยากาศภายในโรงชาตึงเครียดขึ้นมาจนถึงขีดสุด

เสิ่นไหวเยี่ยนกำด้ามกระบี่แน่น เหล่าองครักษ์หลวงต่างกุมอาวุธในมือพร้อมปะทะ

เสวียนชิงยืนอยู่ข้างกายข้า ประกายความเย็นเยียบในแววตาราวกับเกล็ดน้ำแข็ง

ยามที่ข้ากำลังจะเอ่ยปาก ด้านนอกกลับพลันมีเสียงฝีเท้าควบม้าดังขึ้นมาคราหนึ่ง

มีเสียงขันทุ้มกังวานดังแว่วมาจากด้านนอก

“เจิ้นกั๋วกงมาถึงแล้ว!”

สีหน้าของเสิ่นฝูจูสว่างวาบขึ้นมาในพริบตา

นางหันกลับมามองข้า แววตาลุกโชนด้วยความลำพองใจอีกครั้ง

“ครานี้ ข้าอยากรู้นักว่าผู้ใดจะกล้าเหิมเกินข้าอีก”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 10

    ในวันที่หอไท่ผิงเปิดกิจการใหม่อีกครั้ง เถ้าแก่ก็นำเทียบเชิญมาส่งด้วยตนเองเสวียนชิงไม่อนุญาตให้ข้าไปเขากล่าวว่า “ฝ่าบาท คราวก่อนเสด็จไปดื่มชา ดื่มจนได้กบฏท่านอ๋องฉู่ขึ้นมาคนหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”ข้ามองหน้าเขา“เช่นนั้นจึงยิ่งต้องไป”สีหน้าของเขาตายด้านไปในทันที“กระหม่อมบังชาทูลถามสักคำ ฝ่าบาทคราวนี้ทรงอยากดื่มให้ได้สิ่งใดกลับมาอีกพ่ะย่ะค่ะ?”ข้าคิดครู่หนึ่ง“ดื่มให้ได้ความสงบสุขร่มเย็นมาสักหน่อย”เสวียนชิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับรู้สึกว่าความปรารถนานี้ดูจะไม่ค่อยสมจริงสักเท่าไรนักท้ายที่สุด เขาก็ยังคงตามข้าไปอยู่ดีเบื้องหน้าหอไท่ผิงแขวนป้ายชื่อแผ่นใหม่มิใช่ลายมือที่ข้าเขียนหากแต่เป็นเถ้าแก่ลงมือเขียนเอง【ผู้มาเยือนล้วนเป็นแขก อย่าได้ถามไถ่ฐานะและอาภรณ์ 】ตัวอักษรอาจไม่ได้งดงามนัก ทว่าความหมายนั้นยอดเยี่ยมไม่น้อยข้ากลับไปนั่งยังห้องเดิมเมื่อคราวก่อน สั่งชามาหนึ่งกา นักเล่านิทานกำลังบรรยายคดีกบฏท่านอ๋องฉู่อยู่ชั้นล่าง พอเล่ามาถึงประโยคที่ข้ากล่าวหน้าศาลบรรพชนว่า “ข้าไม่เหมือนบุรุษ แต่ข้าเป็นดั่งเช่นฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง” เสียงปรบมือและเฮฮาก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งโรง

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 9

    ภายหลังจากที่ท่านอ๋องฉู่ถูกประหารชีวิต นครจิงเฉิงกลับยิ่งเงียบสงบลงความเงียบสงบนั้นมิใช่ความสงบสุขหากแต่ทุกคนต่างกำลังเฝ้ารอรอว่าข้าจะยอมถอยเพราะความจริงเรื่องการเป็นสตรีถูกเปิดเผยหรือไม่ รอว่าราชสกุลจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกไหม รอว่าขุนนางในราชสำนักจะบีบบังคับให้สละบัลลังก์หรือเปล่า และรอว่าราษฎรจะตื่นตระหนกตกใจกันหรือไม่ข้าไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาต้องรอนานจนเกินไปนักการประชุมขุนนางเช้าวันรุ่งขึ้น ข้าออกว่าราชการตามปกติเพียงแต่ในครั้งนี้ ข้ามิได้สวมพระมาลาเก้าแถวประดับมุกที่บังใบหน้าไปจนเกือบหมดข้าสวมฉลองพระองค์มังกร รวบผมขึ้นสูง ประทับนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์มังกรของผู้เป็นใหญ่เหนือเก้าทิศ กวาดสายตามองผ่านเหล่าขุนนาง“มีฎีกาให้กราบทูล หากไม่มีก็เลิกการประชุม”ขุนนางทั่วท้องพระโรงคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง เงียบงันยิ่งกว่าในยามวันวานในที่สุด เซี่ยกวนหนานก็เป็นคนแรกที่ก้าวออกมาจากแถว“กระหม่อมมีฎีกากราบบังคมทูลพ่ะย่ะค่ะ”เขากล่าวว่า “เจิ้นกั๋วกง นามเสิ่นซิ่วอี๋ ปล่อยปละละเลยบุตรธิดา สมคบคิดกับท่านอ๋องฉู่ ซุกซ่อนบัญชีรายชื่อกองกำลังส่วนตัว ทูลขอฝ่าบาททรงลงทัณฑ์ตามกฎหมายอย่างเด็

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 8

    นอกประตูเฉิงเทียนเหมิน เสียงกลองดังสะท้อนทุ้มต่ำกองกำลังส่วนตัวของจวนท่านอ๋องฉู่สวมเกราะพร้อมรบยกพลเข้ามา โดยชูธงประกาศก้องว่าเพื่อ “ความถูกต้องชอบธรรม”ข้ายืนอยู่เบื้องหน้าศาลบรรพชน มองใบหน้าที่ในที่สุดก็เผยธาตุแท้ออกมาของท่านอ๋องฉู่เขารอคอยวันนี้ คงจะรอมานานแสนนานเช่นกันเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ทั่วท้องพระโรงต่างแตกตื่นวุ่นวายบางคนตะโกนร้องขอให้คุ้มกันฝ่าบาท บางคนถอยร่นไปด้านหลัง บางคนแอบเหลือบมองท่านอ๋องฉู่ราวกับกำลังคำนวณว่าหากจะแปรพักตร์มาเข้าข้างตอนนี้ยังจะทันอยู่หรือไม่ท่านอ๋องฉู่มองมาที่ข้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจราวกับถือชัยชนะไว้ในกำมือ“เซี่ยจ้าว เจ้าแพ้แล้ว”“หากเจ้าเป็นบุรุษ ข้าอาจจะยังต้องเกรงกลัวอยู่บ้าง”“แต่ไฉนเจ้าจึงดันเกิดมาเป็นสตรีเล่า”“ผู้คนใต้หล้าไม่มีวันยอมสยบให้เจ้า”ข้าเอ่ยถาม “ผู้คนใต้หล้า หรือว่าตัวเจ้ากันแน่?”เขาแค่นหัวเราะ“มีอันใดแตกต่างกันด้วยหรือ?”ข้าพยักหน้า“มี”“สิ่งที่ผู้คนใต้หล้าต้องการคือวันเวลาที่สงบสุข มิใช่ทายาทบุรุษจากจวนท่านอ๋องฉู่ของเจ้า”สีหน้าของท่านอ๋องฉู่มืดลงในทันที“ความตายมาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว ปากคอยังแข็ง

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 7

    วันเปิดประตูศาลบรรพชน ท้องฟ้ามืดครึ้มไร้ประกายแสงขุนนางน้อยใหญ่ทั่วราชสำนักคุกเข่าอยู่เบื้องล่างลานประกอบพิธี เหล่าพระราชวงศ์และท่านอ๋องทั้งหลายยืนอยู่แถวหน้า สีหน้าของแต่ละคนย่ำแย่เสียยิ่งกว่าท้องฟ้าในยามนี้พวกเขาคงจะได้ยินกระแสลมปากมาล่วงหน้าแล้วท้ายที่สุด เรื่องราวในวันนั้น ณ หอไท่ผิง ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งนครจิงเฉิงบ้างก็ว่าฝ่าบาททรงเป็นสตรีบ้างก็ว่าเมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ทรงไร้รัชทายาทสืบสกุล เพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง จึงได้ปลอมแปลงองค์หญิงให้กลายเป็นองค์รัชทายาทและบ้างก็ว่า นี่คือภูตผีปีศาจปั่นป่วนราชสำนัก ฟ้าดินย่อมไม่อาจอดกลั้นข้าสวมชุดฉลองพระองค์ลายมังกรสีดำสนิท ยืนอยู่เบื้องหน้าประตูหอพระราชวงศ์อาภรณ์ชุดนี้ ข้าสวมใส่มาหลายปีแล้วทว่าวันนี้กลับไม่เหมือนเดิมวันนี้ข้าไม่ได้สวมพระเกี้ยวสูง ทั้งไม่ได้จงใจกดเสียงให้ต่ำลง ปล่อยให้เส้นผมยาวถูกมัดรวบไว้ด้วยปิ่นหยก เผยให้เห็นรูปคิ้วและดวงตาชัดเจนต่อหน้าผู้คนทั้งปวงท่ามกลางเครือญาติราชวงศ์ มีคนสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะตึงเสนาบดีกระทรวงพิธีการคุกเข่าอยู่กับพื้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “ฝ่าบาท หากพระราชโองกา

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 6

    ยามที่สองพ่อลูกตระกูลเสิ่นถูกคุมตัวออกไป ด้านนอกหอไท่ผิงก็เนืองแน่นไปด้วยราษฎรที่พากันมามุงดูจนแน่นขนัดข้ายืนอยู่ริมระเบียงชั้นสอง ทอดสายตามองเสิ่นซิ่วอี๋ที่ถูกเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการนครจิงเฉิงควบคุมตัวขึ้นรถม้าตลอดชีวิตของเขามีเกียรติยศชื่อเสียงเกรียงไกร สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือหน้าตาและศักดิ์ศรีทว่าศักดิ์ศรีอันน้อยนิดในวันนี้ กลับถูกเขาใช้เข่าของตนเองโขกกระแทกส่วนเสิ่นฝูจูถูกควบคุมตัวไว้ชั่วคราวภายในหอ เพื่อรอให้นางกำนัลจากในวังมารับตัวไป ดวงตาของนางบวมเป่งจนแดงก่ำ ทว่าก็ยังคงไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้คือความจริงเซี่ยกวนหนานก้าวเข้าไปใกล้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฝ่าบาท เรื่องนี้สมควรปิดข่าวให้เงียบหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”ข้าปรายตามองเขาแววหนึ่ง“เหตุใดต้องปิดข่าว?”เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “เรื่องที่ฝ่าบาททรงเป็นสตรี แม้ว่าเหล่าขุนนางชราในราชสำนักจะล่วงรู้กันดี ทว่าราษฎรสามัญชนทั่วไปยังคงไม่ล่วงรู้ ทว่าวันนี้ผู้คนในหอไท่ผิงพลุกพล่านปากหอยปากปู เกรงว่า...”ข้าย่อมเข้าใจความหมายของเขาดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่าขุนนางอาวุโสในราชสำนักช่วยกันปกปิดความลับนี้

  • บัลลังก์มังกรหลังม่านสตรี   บทที่ 5

    ภายในหอไท่ผิงพลันเงียบงันรอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นฝูจูแข็งค้างอยู่ในวินาทีที่นางลำพองใจที่สุดหลังจากที่เสิ่นซิ่วอี๋คุกเข่า ความเงียบสงบก็ปกคลุมทั่วหอไท่ผิง จนกระทั่งเสียงลมปะทะโคมไฟนอกหน้าต่างยังได้ยินอย่างชัดเจนเสิ่นฝูจูยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สีหน้าขาวซีดลงเรื่อย ๆ จนไร้สีเลือดนางสลับมองหน้าข้าที มองบิดาที่คุกเข่าอยู่กับพื้นที ริมฝีปากสั่นระริกอยู่เนิ่นนาน“เป็นไปไม่ได้”น้ำเสียงของนางแหบพร่าและสั่นเครือ“ท่านพ่อ ท่านจำคนผิดแล้วกระมัง?”“เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็น...”คำสองคำสุดท้าย นางหวาดกลัวเกินกว่าจะเอ่ยมันออกมาเสิ่นไหวเยี่ยนเองก็ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงปากบันได กระบี่ยังคงค้างอยู่ในมือ เขาจ้องมองป้ายหยกในมือข้า สีเลือดบนใบหน้าเลือนหายไปจนหมดเกลี้ยงในพริบตาในที่สุดเสวียนชิงก็ไม่ต้องอดกลั้นอีกต่อไป เขาก้าวขึ้นไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ชูตราสัญลักษณ์แม่ทัพองครักษ์หลวงขึ้นแสดง“เสวียนชิง แม่ทัพองครักษ์หลวง อารักขาช้าไป ขอฝ่าบาททรงลงอาญา”เซี่ยกวนหนานทรุดกายคุกเข่าลงตามด้วยความรวดเร็ว“กระหม่อม เซี่ยกวนหนาน ผู้ว่าการนครจิงเฉิง ถวายบังคมฝ่าบาท”เสียงคำว่า ฝ่าบาท ดังระงมขึ้นราวกับปลุกผ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status