LOGINChapter 6
ความมืดของค่ำคืนคืบคลานเข้ามาทาบทับผืนทรายเร็วกว่าที่คิด แสงแดดสีแสดแสงสุดท้ายถูกม่านฝุ่นทรายสีส้มอิฐบดบังจนทอดแสงสลัวผ่านกระจกสีของพระราชวังโบราณ นลินาก้าวทอดถอนลมหายใจช้า ๆ ขณะเดินตามยาซีราไปตามระเบียงทางเดินหินอ่อนขัดมันที่ทอดยาวราวกับไร้จุดสิ้นสุด เสาหินทรายสลักลวดลายเครือเถาอาหรับสลับกระเบื้องโมเสกสีน้ำเงินและทองคำ สะท้อนแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันหอมที่ติดอยู่ตามแนวผนัง นลินากวาดสายตามองความอลังการอันยิ่งใหญ่ เงียบสงบ ทว่ากดดันอย่างประหลาด ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านโถงกว้าง เสียงส้นรองเท้าของเธอ
ตกกระทบพื้นหินดังกังวาน กึก กึก ชวนให้รู้สึกว่าตัวเองช่างบอบบางและแปลกแยกจากสถานที่แห่งนี้เหลือเกิน“ฝั่งนู้นคือสวนหินและน้ำพุกลางวังค่ะ” ยาซีราผินหน้ามาบอก ชี้มือไปยังลานกว้างเปิดโล่งที่มีเสียงน้ำตกกระทบอ่างหินอ่อนดังกังวานแว่วมา
“แม้ข้างนอกพายุจะแล้งแค่ไหน แต่ระบบกักเก็บน้ำใต้ดินของอัลซาฮาราไม่เคยแห้ง ท่านชีคใส่ใจเรื่องนี้มาก”
นลินาหยุดยืนมองผ่านช่องหินโค้ง แสงไฟจาง ๆ จับที่ผิวน้ำฉ่ำเย็น กลิ่นดินเปียกชื้นผสมกลิ่นดอกมะลิราตรีที่เพิ่งบาน ส่งกลิ่นหอมจรุงใจลอยมาปะทะเข้ากับลมแล้งภายนอกอย่างน่าประหลาด โลกสองใบถูกกั้นไว้เพียงกำแพงหนาปึ้กชั้นเดียว ฝั่งหนึ่งคือทะเลทรายอันดุร้ายแผดเผาอีกฝั่งคือวิมานทองคำที่ถูกเนรมิตขึ้นด้วยอำนาจและมหาศาลแห่งทรัพย์สิน
“เขายังไม่กลับมาใช่ไหม?” นลินาเอ่ยถามขึ้นมาเรียบ ๆ พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้ฉายแววรอคอย สายตาจับจ้องที่เงาหอคอยสูงด้านนอก
ยาซีราชะงักเท้า ช้อนสายตามองนลินาพลางอมยิ้มบาง ๆ
“ยังค่ะ ตาริกยังไม่ได้ส่งสัญญาณม้าเร็วเข้ามาเลย พายุทรายฝั่งตะวันตกคงหนักน่าดู แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ ท่านชีคคุ้นเคยกับมรสุมพวกนี้ยิ่งกว่าใคร”
นลินาไม่ได้ตอบอะไร เธอเดินต่อ หลุบสายตาลงต่ำมองลวดลายเฮนน่าสีน้ำตาลเข้ม ที่บัดนี้ลอกแป้งออกหมดแล้ว เหลือเพียงรอยวาดรูปกุหลาบฝังลงบนผิวกาย สัมผัสเย็นเยียบของเครื่องประดับเงินที่ยาซีราสวมให้บนข้อมือสั่นกระพือเบา ๆ ตามจังหวะการเดิน ยาซีรานำเธอเลี้ยวลงสู่บันไดหินวงกลมที่ทอดยาวลงสู่ชั้นใต้ดิน อุณหภูมิที่เคยเย็นฉ่ำกลับค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความอบอุ่นพร้อมกลิ่นอายที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง กลิ่นควันไม้สนโอมังกลิ่นหอมขื่น กลิ่นเนื้อแกะย่างเนย และกลิ่นเครื่องเทศเข้มข้นอย่างลูกผักชี ยี่หร่าและกานพลู โชยเตะจมูกจนนลินาต้องสูดหายใจเข้าเบา ๆ กลัวว่าจะสำลักเอาได้ บรรยากาศในครัวหลวงขนาดใหญ่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความวุ่นวายที่ถูกระเบียบ เสียงกระทะโลหะกระทบกันดังแกร๊ง เสียงสับหมูสลับเนื้อบนท่อนไม้หนา และเสียงน้ำมันเดือดพล่านในหม้อดินเผา หญิงชาวเบดูอินและชายวัยกลางคนนับสิบยี่สิบชีวิตในชุดผ้ากันเปื้อนสีเข้มกำลังง่วนอยู่กับหน้าที่ของตนเอง
“คุณนลินา?” น้ำเสียงแหบแห้งแต่ทรงอำนาจของฟาริดาดังขึ้นจากมุมครัวใหญ่ หญิงชราในชุดอาบายะห์สีน้ำเงินเข้มกำลังยืนคุมหม้อต้มทองเหลืองใบยักษ์ที่มีควันพุ่งฉุย ฟาริดาหันมามองนลินา สายตาคู่คมกริบกวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้า หยุดอยู่ที่ลวดลายเฮนน่าบนหลังมือของเธอชั่วครู่ ก่อนที่มุมปากเหี่ยวย่นจะยกขึ้นนิดหนึ่ง
“ยาซีราพาซนอะไรอีกละสิถึงลงมาถึงนี่?” ฟาริดาเอ่ยพลางใช้ทัพพีไม้ด้ามยาวคนน้ำซุปสีเหลืองทองในหม้อ
“หนูไม่ได้ซนนะคะท่านน้า!” ยาซีราทำหน้ายู่
“หนูแค่พาคุณนลินามาเดินแก้เบื่อ แล้วก็...” ยาซีราหันมาสะกิดแขนนลินาเบา ๆ
“คุณนลินาอยากเห็นอาหารค่ำคืนนี้ค่ะ”
นลินาเลิกคิ้วเล็กน้อย รู้ทันทีว่าสาวน้อยแอบอ้าง แต่เมื่อสบตากับฟาริดาที่กำลังมองมาอย่างพิจารณา เธอจึงก้าวเข้าไปใกล้หม้อทองเหลืองใบนั้น กลิ่นหอมฉุนของหญ้าฝรั่นและลูกกระวานลอยอบอวลจนคอแห้ง
“นี่คือ...” นลินาถาม นัยน์ตามองน้ำซุปที่กำลังเดือดปุด ๆ
“มันซาฟ (Mansaf)” ฟาริดาตอบ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นภาคภูมิใจ
“เมนูโบราณของชาวทะเลทราย เนื้อแกะเคี่ยวกับโยเกิร์ตแห้งและเครื่องเทศนานาชนิด เคี่ยวนานห้าชั่วโมงจนเนื้อล่อนออกจากกระดูกและนี่คือเมนูโปรดของท่านชีค”
นลินามองเนื้อแกะชิ้นโตที่กำลังเดือดปุด ๆ อยู่ในน้ำซุปแสนเข้มข้น
“ท่าทางจะทำยากนะคะ”
“ทำยาก แต่ถ้าคนกินได้ทานตอนที่เพิ่งเหน็ดเหนื่อยกลับมาจากกลางพายุ มันจะช่วยเติมกำลังได้ดีที่สุด” ฟาริดาหันไปหยิบถ้วยไม้เล็ก ๆที่บรรจุอัลมอนด์อบและเมล็ดสนทองคำ ยื่นส่งให้นลินา
“อยากลองช่วยไหมล่ะแม่สาวเมืองหลวง? งานง่าย ๆ แค่คั่วเมล็ดสนพวกลูกพวกนี้ในเนยจีให้เหลืองทอง ไม่ให้ไหม้”
นลินามองถ้วยไม้ในมือ สลับกับสายตาที่เต็มไปด้วยคำท้าทายจาง ๆ ของหัวหน้านางกำนัล เธอไม่ได้ปฏิเสธ แต่นึกถึงความรู้สึกอบอุ่นแปลก ๆที่ฝังอยู่ในอกตั้งแต่เมื่อเช้า นลินาก้าวเข้าไปยืนหน้ากระทะเหล็กทรงกลมขนาดเล็กบนเตาถ่าน กลิ่นควันถ่านไม้และเนยร้อน ๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูกทันที เธอกระชับแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว มือบางค่อย ๆ เทเมล็ดสนลงไปในกระทะที่เนยกำลังจะละลาย เสียง ซ่า เบา ๆ ดังก้อง พร้อมกลิ่นหอมมันของเนยที่ลอยฟุ้ง นลินาใช้ตะหลิวไม้คนเมล็ดสนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สายตาจดจ้องมองสีของเมล็ดพืชที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีครีมเป็นสีน้ำตาลทองอย่างใส่ใจ
ฟาริดายืนมองพฤติกรรมนั้นอยู่ข้าง ๆ จังหวะการเคลื่อนไหวที่พิถีพิถันของนลินาทำให้หัวหน้านางกำนัลเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง
“มือเบาใช้ได้เลยนี่ นึกว่าพวกคนเมืองจะทำเป็นแต่จับเข็มเย็บผ้า”
“ฉันชอบทำอาหารค่ะ” นลินาตอบเรียบ ๆ โดยไม่ละสายตาจากกระทะ
“เวลาที่ใจลอย การโฟกัสกับอะไรที่อยู่ตรงหน้า มันช่วยให้หยุดคิดเรื่องที่ไม่ควรคิดได้ดีค่ะ”
ฟาริดาหลุดยิ้มในลำคอ เสียงหัวเราะแหบต่ำดังขึ้นเบา ๆ
“คิดเรื่องอะไรล่ะ? คิดเรื่องทางกลับบ้าน หรือคิดเรื่องคนที่ยังไม่กลับมาจากมรสุม?”
คำถามตรงไปตรงมาทำให้นลินาชะงักมือไปเสี้ยววินาที ตะหลิวไม้ในมือหยุดเคลื่อนไหวจนเนยเริ่มส่งกลิ่นหอมจัดขึ้น นลินารีบคนต่อทันทีหัวใจเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งระลอก เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ฉันแค่กังวลเรื่องพายุข้างนอกค่ะ ถ้ามันไม่สงบ ฉันก็คงยังไปสถานทูตไม่ได้”
“งั้นหรือ?” ฟาริดายักไหล่ ยื่นมือไปยกลูกหม้อดินเผาออกจากเตา
“ตาริกบอกว่าพายุฝั่งโน้นเริ่มเบาลงแล้ว คนของท่านชีคไม่เคยหลงทางในทะเลทรายหรอก โดยเฉพาะเวลาที่มีสิ่งสำคัญรออยู่ที่วัง”
นลินาไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอตักเมล็ดสนสีเหลืองทองกรอบขึ้นพักบนจานทองเหลือง กลิ่นหอมหวนของเนยและธัญพืชกรอบใหม่ลอยเตะจมูก รสชาติหวานมันของมันซาฟที่ฟาริดาตักให้เธอชิมแตะโคนลิ้น กลิ่นเข้มข้นของเครื่องเทศและความนุ่มลิ้นของเนื้อแกะละลายในปากอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นรสชาติที่ดุดัน ลุ่มลึก และเต็มไปด้วยตัวตนของผืนทรายนี้อย่างแท้จริง
เสียงสัญญาณจากระฆังหินด้านบนดังกังวานขึ้นสามครั้งเหง่ง... เหง่ง... เหง่ง...เสียงกึกก้องนั้นทำให้ความวุ่นวายในครัวหยุดชะงักลงชั่วครู่ ยาซีราที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยืดตัวขึ้นทันที นัยน์ตาสุกใสเป็นประกาย
“ขบวนม้าเร็วเข้าประตูวังแล้วค่ะ!”
นลินานิ่งไป ลมหายใจอุ่น ๆ ถอนยาวออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอหลุบสายตามองจานเมล็ดสนในมือที่เพิ่งทำเสร็จ หัวใจที่เคยสงบกลับมารู้สึกสั่นไหวและตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอดทั้งวัน กำลังจะกลับมาเผชิญหน้ากับเธอในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
Chapter30กลิ่นหอมอบอวนของชาดอกมะลิยามเช้าโชยเตะจมูก เจือด้วยกลิ่นไอฝนโปรยปรายจาง ๆ จากสวนกล้วยไม้เบื้องนอก นลินาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าป่านสีขาวตัวหลวมกอดอกยืนมองละอองฝนที่เกาะเป็นหยดน้ำบนกระจกหน้าต่างห้องทำงานในบ้านพักย่านใจกลางกรุงเทพฯ เสียงจังหวะฝนตกกระทบหลังคากระเบื้องดัง เปาะแปะ เปาะแปะ ให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และแสนคุ้นเคย ผิดกับเสียงลมแล้งพัดทรายปะทะกระจกเพนท์เฮาส์สวีทกลางคาบสมุทรที่เธอเพิ่งเดินทางจากมาเมื่อแปดวันก่อนนิ้วเรียวบางแตะลงบนแหวนเพชรทรงหยดน้ำล้อมไพลินสีน้ำเงินเข้มบนนิ้วนางข้างซ้าย ความเย็นเยียบของเรือนทองคำขาวตัดกับอุณหภูมิผิวกายผ่าวร้อนที่เธอยังคงจดจำสัมผัสได้ดี เสียงสั่นครืด ครืดของโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานดังขึ้นต่อเนื่อง นลินาอมยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากอิ่ม จังหวะการหายใจขยับสม่ำเสมอทว่าแฝงรอยเต้นรัวใต้อกเธอไม่ได้รีบร้อนก้าวยาว ๆ ไปรับในทันที ทิ้งช่วงเวลาให้จังหวะริงโทนดังขึ้นอีกสองครั้งก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดรับสายแล้วยกขึ้นแนบใบหู“ยังไม่ถึงเวลาประชุมที่บริษัทไม่ใช่หรือคะ?” นลินาทักขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มเย้ายวน สายตาหลุบมองหยดน้ำฝนที่ไหลเปรอะกระจกปลายสายเงียบไปราวสี่วิ
Chapter29เสียงใบมะพร้าวและต้นอินทผลัมพริ้วไหวตามแรงลมยามสาย อากาศอบอ้าวปนไอแดดจัดจ้านภายนอกถูกเจือจางด้วยสายลมเย็นชุ่มชื้นจากน้ำพุหินอ่อนทรงอาหรับกลางลานคฤหาสน์โบราณ กลิ่นดอกมะลิสายพันธุ์อาระเบียนผสมกลิ่นอินทผลัมอบเนยและเครื่องเทศกานพลูหอมละมุนฟุ้งอบอวลทั่วโถงรับรองต้อนรับขนาดมหึมา หลังคาทรงโดมแกะสลักลวดลายเรขาคณิตสลับลายนกพญาอินทรีทอดเงาเป็นแนวโปร่งตาลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันสีน้ำผึ้งนลินาสวมชุดเดรสยาวผ้าไหมไทยผสมผ้าฝ้ายสีครีมอ่อน แขนยาวทรงลูกไม้เรียบหรู ผมดำดกถูกรวบครึ่งศีรษะเปิดใบหน้าเนียนหวาน สองมือบางประสานเข้าหากันแน่นบนตัก จังหวะการหายใจขยับสั้นและเร็วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตสุกใสมองจับจ้องไปยังประตูซุ้มโค้งหินทรายด้านหน้า เสียงรถยนต์เครื่องยนต์ V8 ทรงพลังเคลื่อนเข้ามาจอดบนลานกรวด ขบวนรถ SUV สีดำเนี้ยบกริบสี่คันพร้อมรถตำรวจนำขบวนหยุดลงหน้ามุขคฤหาสน์ ประตูรถคันกลางเปิดออกโดยองครักษ์ในชุดเครื่องแบบอาหรับโบราณเต็มยศ ชายวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนและหญิงวัยเดียวกันในชุดผ้าไทยสีพาสเทลภูมิฐาน ก้าวลงมาจากรถตามด้วยชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลสีน้ำเงินเข้มที่มีสีหน้าทึ่งและ
Chapter28เสียงครางต่ำของสายลมราตรีปะทะกับแผ่นกระจกนิรภัยกรุรอบห้องสวีท ลมทะเลทรายภายนอกโหมกระหน่ำจนทรายเม็ดละเอียดปลิวว่อนชนกระจกดัง ซ่า ซ่า คล้ายเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ไอร้อนที่เคยอบอ้าวถูกบดบังด้วยความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศระดับห้าดาวกลิ่นกำยานไม้กฤษณาเข้มข้นเจือกลิ่นเทียนหอมอโรมากุหลาบดำและเบอร์กามอตลอยวนเวียนในมวลอากาศ อบอวลชวนให้จิตใจล่องลอยอยู่ในห้วงเสน่หานลินาสวมเสื้อคลุมยาวผ้าซาตินสีแชมเปญตัวบางนั่งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม้แกะสลักโบราณ มือบางจับแปรงไม้ขึ้นมาหวีเรือนผมยาวดกดำของตัวเองช้า ๆ จังหวะการหายใจขยับขึ้นลงตื้นและแผ่วเบา ยามที่นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่รอยแดงระเรื่อจาง ๆ บนซอกคอและแนวกระดูกไหปลาร้ายังคงเด่นชัด รอยตราประทับที่ชายหนุ่มฝากไว้เมื่อคราวกดอารมณ์คลั่งรักลงบนเรือนร่างของเธอ เสียงก้าวเท้าหนักแน่นทว่านุ่มนวลดังขึ้นจากด้านหลังท่านชีคคาลิลในชุดกางเกงขายาวสีดำตัวเดียว ปลดท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแน่นหนั่นและรอยแผลเป็นกร้าวแกร่งตามผิวกายผ่าวร้อน ก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเธอ รูปร่างสูงใหญ่ของเขาทอดเงาครอบคลุมร่
Chapter27เสียงสายลมทะเลทรายพัดกระพือหวีดหวิวปะทะกระจกกันกระแทกหนาพิเศษของเพนท์เฮาส์สวีท เสียงนั้นดัง วูบ...วูบ...แฝงความกดอากาศต่ำที่เริ่มก่อตัวภายนอก ไอแดดจัดจ้านยามบ่ายทอดเงาเป็นแนวทแยงยาวเหยียดบนพื้นหินอ่อนสีครีม กลิ่นชาสะระแหน่ร้อน ๆ ในแก้วใสส่งควันฉุย เจือกลิ่นน้ำมันหอมกฤษณาจาง ๆ ที่ยังคงตกค้างบนหมอนหนานุ่มในห้องนอน นลินาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีนู้ดตัวบางทับกางเกงขายาวทรงกว้าง นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานกระจกข้างระเบียง นิ้วเรียวบางเกร็งแน่นขณะถือปากกาสไตลัสค้างไว้เหนือหน้าจอแท็บเล็ตนานหลายนาที สายตาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่แบบร่างชุดราตรีตรงหน้าจอ แต่ละสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกอย่างคนมีเรื่องในใจจังหวะการหายใจของเธอสะดุดกึก ยามที่ตาริกก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยจังหวะการเดินที่รวดเร็วกว่าปกติ เสียงส้นรองเท้าคอมแบทหนังกระทบพื้นดัง ตึง! ตึง! องครักษ์หนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะค้อมศีรษะให้นลินาเล็กน้อย“คุณนลินาครับ...” ตาริกเอ่ยภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงต่ำตึง“ทางสภาชนเผ่าเริ่มการประชุมแล้ว แต่สถานการณ์มีความตึงเครียดมากกว่าที่คาดไว้ครับ”นลินาค่อย ๆ วางปากกา
Chapter26กลิ่นไอทะเลทรายยามค่ำคืนพัดผ่านระเบียงหินอ่อนของเพนท์เฮาส์ห้องสวีท นำพาความเย็นชืดปะปนกลิ่นกุหลาบอาระเบียนและไม้หอมที่ลอยมาจากสวนลอยฟ้าด้านล่าง แสงไฟเมืองยามราตรีส่องสะท้อนกระจกบานโตระยิบระยับ ทว่าภายในห้องกลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงพัดลมแอร์ที่ทำงานแผ่วเบา และเสียงแก้วไวน์เจียระไนกระทบลงบนโต๊ะไม้ เนื้อหนา นลินานั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวยาว ส้นสูงสีนู้ดถูกถอดทิ้งไว้ข้างฐานโซฟาอย่างไม่เป็นระเบียบ รองเท้าส้นเข็มราคาแพงที่ใส่ออกงานเมื่อครู่ทิ้งรอยแดงเป็นแถบเล็ก ๆ ไว้บนหลังเท้าเรียวบาง นิ้วมือบางขยับลูบคลำรอยกดทับนั้นช้า ๆ จังหวะการหายใจขยับเข้าออกเป็นจังหวะยาวและลึก ความเหนื่อยล้าจากสายตาและแรงปะทะทางอารมณ์ในงานเลี้ยงยังคงตกค้างอยู่ในมวลอากาศ สร้อยเพชรไพลินน้ำหนึ่งยังคงโอบรัดอยู่บนลำคอขาวผุดผาด ความเย็นของทองคำขาวและอัญมณีชิ้นโตซึมผ่านผิวเนื้อ จนผิวกายส่วนนั้นหนาวเกร็งขึ้นเป็นลอนคลื่นเบา ๆ เสียงส้นเท้าหนังกระทบพื้นไม้หมากรุก ท่านชีคคาลิลเดินออกมาจากห้องแต่งตัว เขาสลัดเสื้อสูททักซิโด้ทิ้งไปแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอลงมาสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกำยำและรอยสักลายอาหรับโบ
Chapter25เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงจากวงออร์เคสตราสี่ชิ้นดังกังวานก้องทั่วห้องโถงแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว กลิ่นดอกลิลลี่พันธุ์อาราเบียนสีขาวนวลผสมกลิ่นแชมเปญชั้นเลิศและน้ำหอมราคาแพงฟุ้งอบอวลในอากาศ ไฟคริสตัลระย้อยขนาดมหึมาบนเพดานสูงทอดแสงสีส้มทองวาววับ สะท้อนกับแก้วเจียระไนและสร้อยเพชรบนเรือนร่างของบรรดาแขกเหรื่อชั้นสูงบรรยากาศเต็มไปด้วยเหล่านักการเมืองระดับประเทศ ทูตานุทูตจากหลากหลายทวีป และเหล่านักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแห่งคาบสมุทรอาหรับ เสียงแก้วทรงสูงกระทบกันดังกริ๊ง ผสานกับเสียงหัวเราะอย่างมีชั้นเชิงและบทสนทนาโต้ตอบภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับสำเนียงเป็นทางการพรึบ!แสงไฟส่วนหนึ่งในห้องโถงพลันดึงจังหวะดิ่งลงเล็กน้อย ยามที่ประตูบานซุ้มหินอ่อนขนาดมหึมาด้านหน้าเปิดออกช้า ๆ เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ภายในงานเริ่มชะงักกึก จังหวะการก้าวเท้าของแขกเหรื่อค่อย ๆ ชะลอลง นัยน์ตานับร้อยคู่พร้อมใจกันผินกลับไปจ้องมองผู้มาใหม่ที่กำลังก้าวผ่านบานประตูเข้ามา ท่านชีคคาลิลในชุดทักซิโด้สีดำสนิทตัดเย็บประณีต รูปร่างสูงใหญ่สง่างามดุจพญาอินทรีแห่งทะเลทราย ก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง สายตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มดุดัน







