Partager

บทที่101 ข่าวลือ

ขบวนคาราวานรถม้านับสิบคันรถได้มุ่งตรงสู่ทางสายหลัก เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างแคว้นอันเป็นจุดหมายปลายทางในครั้งนี้ ทว่าเมื่อออกจากเมืองหลวงของแคว้นได้เพียงไม่กี่ชั่วยาม นายกองผู้ควบคุมรวมไปถึงบรรดาผู้คุ้มกันนับครึ่งร้อยชีวิตต่างตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดอย่างเสียไม่ได้

เส้นทางรถม้าที่เคยผ่านไปกลับนับร้อย นับพันครั้ง เพื่อขนส่งสินค้าไปยังหัวเมืองตามแคว้นต่าง ๆ ใกล้เคียง ครั้งนี้กลับรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่ผิดแปลกไป หนึ่งชั่วยามให้หลังมานี้ผืนป่าในช่วงกลางวันอันเป็นช่วงเวลาแห่งการใช้ชีวิตของทุกสรรพสิ่งทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงขับขานดังกล่าว บรรยากาศโดยรอบถูกโอบล้อมด้วยหมอกควันสีขาวลอยต่ำ ความเย็นยะเยือกที่สายลมได้พัดพากระทบให้รู้สึกนั้นชวนให้หวาดกลัวยิ่ง

"พวกเจ้าทุกคนเฝ้าระวังให้ดี อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด!!!" เสียงทุ้มต่ำจากชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าขบวนคาราวานรถม้าขนส่งสินค้า ได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง เพื่อเน้นย้ำว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้หาใช่เรื่องปกติไม่

อากาศที่ลดลงอย่างฉับพลัน พร้อมกับกลุ่มหมอกควันหนาสีขาวได้ลอยต่ำลงจนแสงสว่างใดก็ไม่อาจเล็ดลอดจากยอดไม้สูงทั้งสิ้น เสียงสวบสาบอันไร้ซึ่งที่มาได้สร้างความหวั่นวิตกหวาดกลัวกัดกินในใจเหล่าบุรุษผู้กล้าในขบวนรถม้านี้ได้ไม่น้อย สองมือหยาบกร้านได้บีบกระชับกระบี่ในมืออย่างมั่นคง ท่ามกลางความสงบนิ่งไร้ซึ่งสรรพสิ่งใดเคลื่อนไหว ทุกสายตาต่างสอดส่องระวังอย่างไม่ยอมให้สิ่งใดคาดสายตาไปได้

เสียงร้องตะโกนอย่างสุดเสียงที่ดังขึ้นด้วยความตกใจสะท้อนไปทั่วทั้งบริเวณแห่งนี้ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมาย นั่นคือบรรดาผู้คุ้มกันและผู้ร่วมเดินทางในคาราวานขบวนรถม้าครั้งนี้ เมื่อเข้ารัดร่างเป้าหมายตามที่ต้องการแล้วจึงตวัดเส้นใยดึงเป้าหมายเหล่านี้ลอยหายไปในความมืดมิดอนันตกาลนี้ ก่อนที่เสียงร้องทรมานโหยหวนจะเงียบหายไปในระยะที่ห่างไปก่อนจะเงียบหายลงไปในที่สุด

"ปล่อยข้านะ!!! โอ้ย ช่วยข้าด้วย!!!" เสียงร้องอย่างเสียขวัญดังสะท้อนไปทั่วทั้งคาราวานขบวนรถม้า แม้จะขัดขืนด้วยพละกำลัง หรือต่อต้านด้วยพลังโจมตีต่าง ๆ ก็ไม่อาจหยุดเหตุร้ายในครั้งนี้ได้โดยง่าย

เสียงโหยหวนอ้อนวอนร้องขอชีวิตดังขึ้น ก่อนจะเงียบลงเมื่อลมหายใจสุดท้ายได้ถูกมัจจุราชพิพากษาให้ดับสูญไปอย่างไม่หวนกลับ ความหวังสุดท้ายที่จะมีชีวิตรอดเพื่อบอกลาบุคคลอันเป็นที่รักได้ถูกทำลายไปสิ้น ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งสมบูรณ์ได้แปรเปลี่ยนเป็นเหี่ยวแห้งซูบผอมย่นติดกระดูก 

เงาร่างสีดำทมิฬได้ส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ ปราณมารนับสิบสายได้พุ่งเข้าทะลุพร้อมกับดูดกลืนพลังวิญญาณด้วยความรวดเร็วหิวกระหาย ก่อนที่จะตวัดร่างไร้วิญญาณที่ถูกดูดกลืนพลังชีวิตไปจนหมดสิ้นแล้วไปกองทับทมรวมกันตรงด้านหนึ่งกับผู้เคราะห์ร้ายก่อนหน้านี้ เพียงไม่ถึงเค่อเท่านั้นขบวนคาราวานรถม้าที่แต่เดิมมีผู้ร่วมเดินทางนับร้อยชีวิต ทว่าบัดนี้กลับไร้ซึ่งสัญญาณของชีวิตใดให้สัมผัสได้อีก

"ท่านนี่มันช่างน่ารังเกียจไม่เปลี่ยนเลยเสียจริง ความตะกละหิวกระหายโดยไร้ซึ่งความพอดีเช่นนี้ ช่างสิ้นเปลืองเกินความจำเป็นยิ่ง" เสียงหวานใสเอ่ยนำขึ้น ก่อนที่จะปรากฏเงาร่างที่งดงามน่าพิศมัย ทุกย่างก้าวเท้าเดินเต็มไปด้วยท่วงท่าที่ทรงเสน่ห์ยิ่ง

"มารราคะเช่นเจ้าอย่าได้สอดรู้ เที่ยวสั่งสอนผู้อื่นเช่นนี้ บุรุษนับน้อยนับพันที่เจ้าสะสมเป็นร่างสถิตมารในยามบำเรอนั่น ไม่แตกต่างจากข้าไปเท่าไหร่นัก!!" น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโมโหส่งตรงไปถึงร่างงามของผู้ที่มาเยือน

"วาจาของมารฝันเหตุใดจึงทำร้ายจิตใจอันบอบบางของข้ายิ่ง ช่างไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาเสียจริง..." ดวงหน้าที่งามล้ำเกินกว่ามนุษย์แสร้งเง้างอนอย่างมีจริต เมื่อเห็นว่ามารหนุ่มตรงหน้าไร้ซึ่งบทสนทนาตอบกลับมา นางจึงหยุดกิริยายั่วยวนไปเสียในที่สุด

เพียงแค่มารหนุ่มตวัดมือเพียงครั้ง ร่างไร้วิญญาณอันเหี่ยวย่นของผู้เคราะห์ร้ายที่เข้าร่วมในขบวนคาราวานรถม้าครั้งนี้ ที่กองพะเนินอยู่ไม่ไกลนั้นได้สูญสลายเป็นฝุ่นละอองไปสิ้น ไม่เหลือหลักฐานในให้ได้สืบสาวได้ถึง เสียงหัวเราะอย่างมีจริตของมารสาวจะดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เงาร่างของทั้งสองจะปรากฎอยู่ในที่คุ้นตา

มารหนุ่มได้ทรุดตัวนั่งลงบัลลังก์ที่มองไปแล้วคล้ายคลึงกับกองกระดูกสีดำวับ สายตาอันเฉยชาจ้องมองมารสาวที่ตอนนี้กำลังใช้มือเรียวงามของนางลูบไล้ตรงแผ่นอกอย่างมีความหมายโดยนัย นางผู้นี้แม้ภายนอกจะงดงามเพียงใดแต่นั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ทำจากหนังมนุษย์เท่านั้น เพราะภายในที่แท้จริงนั่นคือมารราคะผู้มีศักดิ์เป็นถึงหนึ่งในสามผู้นำลัทธิมารสาขาย่อย ผู้ชื่นชอบสูบกลืนพลังชีวิตจากเหยื่อบุรุษผ่านการเสพสังวาส เมื่อเห็นว่ามารหนุ่มไร้ซึ่งอารมณ์ร่วมด้วย นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ท่านใจร้อนเกินไปรู้หรือไม่? พึ่งจบงานประลองของแคว้นเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ทว่ารุ่นเยาว์ชายหญิงมากความสามารถที่เข้าร่วมลงประลองต่างหายตัวไปอย่างปริศนา แม้สิ่งนี้จะสามารถเพิ่มพูนพลังปราณแก่นายท่านได้ก็จริง แต่ด้วยความผิดปกติจนสังเกตเห็นในระยะหลังนี้พวกมันจึงได้เพิ่มการระวังมากขึ้นหลายเท่าเลยทีเดียว..." สายตาอันทรงเสน่ห์จ้องมองไปทั่วทั้งร่างกายของมารหนุ่มอีกครั้ง มือเรียวบางลูบไล้เปิดเผยอกแกร่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้ร่มผ้า ใบหน้างามวางทาบทับโน้มลงอย่างหมิ่นเหม่

"นายท่านส่งสารแจ้งว่าช่วงนี้ให้เหล่ามารจงปิดด่านเก็บตัวให้ข่าวลือในยุทธภพจางหายไปเสียก่อน และเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว ทุกความแค้นใดที่ท่านต้องการชำระ ข้าผู้นี้ล้วนสนับสนุนท่านทั้งสิ้น!!!" เสียงอันเย้ายวนปลอบประโลมอีกครั้ง ก่อนที่เงาร่างทั้งสองจะเลือนหายไปในที่สุด...

ระยะเวลาหนึ่งเดือนมานี้บรรดาศิษย์พี่ร่วมตำหนักศาสตร์แห่งการรักษา ต่างทยอยออกเดินทางจากสำนักกันเกือบทุกคนแล้ว คงเหลือแต่เพียงศิษย์พี่ใหญ่โจวเซิน ศิษย์พี่ห้าไป๋เหลียนฮวา ศิษย์พี่หกหลิวหลวน ส่วนหนิงอ้ายที่เป็นศิษย์ผู้สืบทอด ศิษย์ลำดับที่เจ็ดคนสุดท้ายนั้นด้วยเพราะการตัดผ่านเลื่อนระดับราชทินนามเทวะวิญญาณช่วงที่ผ่านมา จึงถือว่ามีคุณสมบัติเฉกเช่นเดียวกับศิษย์พี่อื่น ๆ

ศิษย์พี่โจวเซินนั้นหนิงอ้ายรับรู้เพียงว่าไม่กี่เดือนก่อนอีกฝ่ายได้เข้าด่านเก็บตัวเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลื่อนขั้นตัดผ่านเป็นผู้ฝึกตนราชทินนามขั้นสูงอย่างเต็มตัว สำหรับศิษย์พี่หลิวหลวนอีกไม่ถึงสิบวันอีกฝ่ายก็จะเริ่มออกเดินทางแล้วเช่นกัน เนื่องจากว่าตอนนี้อีกฝ่ายสามารถเลื่อนระดับเป็นราชทินนามราชันวิญญาณขั้นต้นได้แล้วนั่นเอง

แน่นอนว่าศิษย์พี่ไป๋ หรือไป๋เหลียนฮวาด้วยเพราะเป็นสตรี ดังนั้นกฎเกณฑ์ที่ถูกยึดถือปฏิบัติจึงมีความแตกต่างออกไป ครั้งอดีตตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาก็เคยรับศิษย์เป็นสตรีเช่นกันด้วยความสามารถพรสวรรค์อันโดดเด่น อีกฝ่ายจึงได้รับเลือกจากท่านบรรพชนเจ้าตำหนักในขณะนั้น นางจึงเป็นศิษย์ผู้สืบทอดและเป็นเจ้าตำหนัก ผู้เป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้

นางจึงได้บัญญัติถึงข้อปฏิบัติเพิ่มเติมว่า ศิษย์ผู้เป็นบุรุษยังคงต้องกระทำตามธรรมเนียมเดิมนั่นคือหลังจากบรรลุถึงเขตขั้นราชทินนามต่อไปแล้ว ศิษย์คนดังกล่าวจะต้องออกจากสำนักเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อนำวิชาความรู้ที่ได้รับการสั่งสอนจากสำนัก ใช้สิ่งนี้เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้ได้มากที่สุด แน่นอนว่าศิษย์ที่มีคุณสมบัติ สมควรแก่การปฏิบัติเช่นนี้ต้องเป็นผู้ฝึกตนราชทินนามเทวะวิญญาณเป็นต้นไป

สำหรับศิษย์ผู้เป็นสตรีสังกัดในตำหนักจะต้องอยู่ประจำการในตำหนัก มิต้องออกจากสำนักเพื่อทำภารกิจใด เพียงแต่หน้าที่ในการดูแลความเรียบร้อยของตำหนัก ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีให้หลังจะต้องเป็นผู้กำกับดูแลด้วยตนเองทั้งสิ้น และในทุก ๆ สามสิบวันจะต้องออกเดินทางไปยังเมืองหมอกทมิฬ อันเป็นเมืองปกครองภายใต้การดูแลของทางสำนักศึกษา เพื่อช่วยดูแลในเรื่องของการรักษานั่นเอง

วันคืนได้สลับหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน หนิงอ้ายยังคงฝึกฝนเคล็ดวิชาต่าง ๆ ที่ถือครองอยู่เพื่อให้เกิดความคุ้นชิน นอกจากนั้นแล้วในตอนนี้โอสถระดับสามที่หนิงอ้ายได้ปรุงขึ้นมานั้นถือได้ว่ามีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่าแปดส่วนเลยทีเดียว อีกทั้งระยะเวลาในการหลอมโอสถนั้นยังใช้เวลาที่น้อยลงทว่ายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพทั้งสิ้น

เหวินหวู่ผู้เป็นอาจารย์ ผู้เป็นเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งการรักษานี้ คล้ายกับว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายก่อนหน้าถือว่าคลี่คลายลงไปบ้างแล้ว จากที่ศิษย์พี่เฟยหลงได้บอกให้รับรู้ ตอนนี้ศิษย์ที่ถูกปราณมารนั้นได้รับการช่วยเหลือจนฟื้นคืนสติแล้ว จนสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปไม่น้อยทีเดียว

ดังนั้นก่อนที่หนิงอ้ายจะต้องออกจากสำนักเพื่อออกทำภารกิจดังเช่นศิษย์พี่ท่านอื่นที่ได้ล่วงหน้าเดินทางไปก่อนแล้ว เหวินหวู่ผู้เป็นอาจารย์ได้เร่งสั่งสอนและถ่ายทอดสิ่งที่คาดว่าจำเป็นให้แก่หนิงอ้ายทั้งสิ้น ยิ่งล่วงความลับที่ว่าศิษย์ผู้สืบทอดของตนได้สิ่งใดจากมิติพิเศษของตำหนักแล้ว เขาจึงไม่หวงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ตลอดหลายสิบปีนี้

หนิงอ้ายถือได้ว่าระยะเวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้น ก็ครบถ้วนไปด้วยคุณสมบัติของสมญานามปัญญาจารย์โอสถขั้นสูงแล้ว โอสถระดับสามในยามนี้หาใช่เรื่องยากสำหรับเด็กหนุ่มอีกต่อไป ดังนั้นเหวินหวู่จึงเริ่มสั่งสอนการหลอมสร้างปรุงโอสถระดับสี่ไปบางชนิด พร้อมกับถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรพิษพื้นฐานทั้งหมด รวมไปถึงโอสถพิษแปลกประหลาดต่าง ๆ ยิ่งหนิงอ้ายมีการตอบรับและเรียนรู้ได่อย่างรวดเร็วมากเท่าใด ชายชรายิ่งรู้สึกภูมิใจในตัวของเด็กหนุ่มผู้เป็นศิษย์ผู้สืบทอดของตนมากเท่านั้น

"วันนี้อาจารย์รบกวนเจ้าไปยังร้านขายยาของสำนักประจำเมืองหมอกทมิฬให้อาจารย์ได้หรือไม่ มีสมุนไพรบางสิ่งที่จำเป็นต่อสูตรโอสถระดับสี่ที่อาจารย์ต้องสั่งสอนให้แก่เจ้า..." เหวินหวู่แจ้งกับเด็กหนุ่มที่กำลังจัดเก็บสมุนไพรทั้งแบบสดและแบบแห้งที่อีกฝ่ายถือว่าเป็นผู้รับผิดชอบดูแลในระยะหลังมานี้

"ได้ขอรับท่านอาจารย์ สักยามเว่ย (13.00-14.59) ข้าจะจัดการธุระสิ่งนี้ให้เรียบร้อยนะขอรับ..." หนิงอ้ายรับคำดังกล่าว พร้อมกับรับกระดาษแผ่นหนึ่งที่จดสิ่งที่ชายชราผู้เป็นอาจารย์ของตนต้องการ เขารับรู้จากวิหคสอดแนมก่อนหน้านี้แล้วว่าวันนี้จะมีการเรียกประชุมหารือระหว่างท่านเจ้าสำนัก เจ้าตำหนักปกครองทั้งสี่ ผู้อาวุโสคุมกฎสูงสุด รวมไปถึงบรรดาผู้อาวุโสต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบสำคัญในสำนัก

หลังจากแยกตัวจากเรือนพักส่วนตัวของเหวินหวู่ผู้เป็นอาจารย์แล้ว หนึ่งผู้ฝึกตน หนึ่งสัตว์อสูรต่างมุ่งตรงกลับเรือนพักติดป่าไผ่ของตน ครั้งนี้ต้าเฮยบอกให้รับรู้ว่าอีกฝ่ายขอไปสำรวจตรงพื้นที่ส่วนด้านหลังของสำนัก หนิงอ้ายจึงเอ่ยเน้นย้ำให้อีกฝ่ายระวังตัว หากพบเจอสิ่งผิดปกติแล้วให้รีบถอยห่างในทันที แน่นอนว่าอสรพิษตัวน้อยได้พยักหน้ารับรู้พร้อมกับรับคำอย่างแข็งขันก่อนที่จะไปในเงามือทันที

หนิงอ้ายที่บรรลุถึงเขตขั้นราชทินนามเทวะวิญญาณ อีกทั้งได้ประสานร่างกายเข้ากับเสี้ยวดวงจิตของอสูรวิญญาณมังกรผีเสื้อจักรพรรดินิรันดร์รัตติกาลไป คล้ายกับว่าสายเลือดของพญาหงส์แดงอัคคีสุริยะมหาสวรรค์จะเข้มข้นขึ้นอีกเล็กน้อย สิ่งเหล่านี้จึงยิ่งส่งเสริมให้เนตรแห่งสวรรค์ของหนิงอ้ายสามารถมองทะลุทลวงได้มากยิ่งขึ้นหลายเท่า

เด็กหนุ่มจึงรับรู้ได้ว่าต้าเฮยนั้นถึงกับเป็นสัตว์อสูรตำนานระดับสูงที่มีเศษเสี้ยวของสายเลือดบรรพกาลไหลเวียนอยู่ ด้วยสังกัดปราณรัตติกาลธาตุของเจ้าอสรพิษตัวน้อยนี้จึงสามารถเคลื่อนไหวแฝงไปกับเงาได้อย่างอิสระ รวมไปถึงความสามารถทักษะเฉพาะตัว ดังนั้นหนิงอ้ายจึงมั่นใจว่าต้าเฮยย่อมไม่ตกอยู่ในอันตรายได้โดยง่าย ลูกไม้ในแขนเสื้อของอีกฝ่ายที่ถูกเก็บซ่อนไว้ไม่อาจดูเบาได้เพียงนิด

หลังจากปรับเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสีเขียวขาว อันเป็นสัญลักษณ์ของศิษย์ประจำตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาแล้ว หนิงอ้ายไม่ลืมห้อยป้ายหยกสำคัญระบุตัวตนทั้งสอง หนึ่งคือป้ายหยกประจกตัวของศิษย์ผู้สืบทอดตำหนักศาสตร์แห่งการรักษา สองนั่นคือป้ายหยกสีเขียวอ่อนที่ได้รับมาจากสมาคมสมาพันธ์นักปรุงยา ที่แสดงถึงสมญานามปัญญาจารย์โอสถขั้นกลาง หรือนักปรุงโอสถระดับสองนั่นเอง

เพียงหนึ่งเค่อให้หลัง หนิงอ้ายก็มาถึงประตูทางออกของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาแล้ว สองเท้าก้าวเดินผ่านอาคารต่าง ๆ ภายในตำหนัก ก่อนที่ตรงประตูทางออกนั้นจะปรากฏเป็นสองบุรุษกำลังมุ่งตรงมาทางนี้ หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคุ้นเคย อีกหนึ่งบุรุษวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานนั้นย่อมเป็นท่านเจียงเฉิง ผู้เป็นเจ้าสำนักศึกษาแห่งนี้

"หนิงอ้าย คำนับท่านเจ้าสำนักศึกษาเจียงเฉิงขอรับ!!" หนิงอ้ายประสานมือโค้งคำนับด้วยมารยาทของผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ที่พึงกระทำต่อผู้อาวุโส

"เป็นอย่างไรบ้างเจ้า มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องอย่างไรหรือไม่??" เจียงเฉิงเอ่ยถามด้วยความเอ็นดู เขาย่อมรับรู้ถึงภูมิหลังของเด็กหนุ่มตรงหน้ามาบ้างแล้วเช่นกันจากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสเหวินหวู่ผู้เป็นอาจารย์ของอีกฝ่าย กริยาท่าทางสุภาพอ่อนน้อมช่างสมกับเป็นลูกหลานของตระกูลหวังเสียจริง

ความก้าวหน้าของระดับพลังวิญญาณจากราชทินนามจักรพรรดิวิญญาณขั้นสูง ด้วยระยะเวลาเพียงเท่านี้กลับบรรลุถึงเขตขั้นเทวะวิญญาณขั้นต้นได้อย่างสมบูรณ์ ความเลิศล้ำทางด้านโอสถยังกล่าวว่าเป็นสิ่งน่าชื่นชมยกย่องไปไม่แพ้กัน เพราะเด็กหนุ่มสามารถสอบเลื่อนระดับเป็นนักปรุงโอสถระดับสองได้สำเร็จด้วยช่วงวัยสิบห้าสิบหกปีเช่นนี้ สมญานามปัญญาจารย์โอสถที่อายุน้อยที่สุดในมหาทวีปบูรพาแห่งนี้ในรอบร้อยปี พันปี คงไม่เกินจริงไปนัก

ฐานะศิษย์ผู้สืบทอดตำหนักศาสตร์แห่งการรักษา หนึ่งในสี่ตำหนักปกครองของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ กล่าวได้ว่าความสำเร็จของเด็กหนุ่มได้สร้างชื่อเสียงแก่สำนักเป็นอย่างมาก หลังจากทางสมาคมสมาพันธ์นักปรุงโอสถได้ประกาศให้รับรู้โดยทั่วกัน ทางสำนักศึกษาต่างได้รับความสนใจ ได้รับแรงสนับสนุนจากหลากหลายทางไปไม่น้อยเลยทีเดียว

"ทุกอย่างล้วนเป็นไปด้วยดีขอรับ ท่านอาจารย์รวมไปถึงศิษย์พี่ท่านอื่นล้วนเมตตาเอ็นดูข้าเป็นอย่างยิ่ง" หนิงอ้ายตอบกลับไปพร้อมกับยกยิ้มเล็กน้อย

เนตรแห่งสวรรค์ทำให้รับรู้ว่าภายนอกที่อาจดูว่าเป็นเพียงชายวัยกลางคนท่าทางใจดีทั่วไป ทว่าความจริงแล้วอีกฝ่ายเป็นถึงราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณขั้นต้นผู้หนึ่งเพียงครึ่งก้าวก็จะบรรลุถึงเขตขั้นกลางได้แล้ว นับว่าเป็นอีกหนึ่งผู้ฝึกตนที่มีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง มากกว่านั้นท่านเจ้าสำนักเจียงเฉิงผู้นี้ ยังเป็นอีกหนึ่งในผู้ฝึกตนที่สามารถเรียกใช้สองวิญญาณยุทธ์ สองปราณธาตุได้เช่นกัน

"อย่างไรข้าต้องขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยอีกครั้ง สมญานามปัญญาจารย์โอสถ นักปรุงโอสถระดับสองที่อายุน้อยปานนี้ เส้นทางเดินในฐานะนักปรุงโอสถของเจ้าหลังจากนี้ย่อมโดดเด่นไม่แพ้ผู้อาวุโสเหวินหวู่ ผู้เป็นอาจารย์ของเจ้าอย่างแน่นอน..."

"ทุกอย่างล้วนเป็นความเมตตาที่ท่านอาจารย์คอยสั่งสอนแก่ข้าขอรับ!!" หนิงอ้ายยิ้มรับคำด้วยรอยยิ้ม กว่าครึ่งของความสำเร็จนี้ล้วนเป็นความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานหลายสิบปีของชายชราที่ถ่ายทอดแก่เขาทั้งสิ้น

"ช่างนอบน้อมถ่อมตนยิ่งนัก...แล้วนี่เจ้าคงต้องจัดการบางสิ่งอย่างให้กับอาจารย์ใช่หรือไม่?"

"เป็นเช่นนั้นขอรับ ท่านอาจารย์ไหว้วานให้ข้าไปหาซื้อสมุนไพรรวมไปถึงสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ ที่เมืองหมอกทมิฬขอรับ... "

"เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเวลาเจ้าแล้ว รีบไปจัดการธุระให้ผู้อาวุโสเหวินหวู่เสียเถอะจะได้เสร็จก่อนมืดค่ำ อย่างไรให้เจ้าตงหยางไปด้วยเสียแล้วกัน..." แม้ว่าเมืองหมอกทมิฬจะเป็นเมืองปกครองของทางสำนักศึกษาก็จริง ระยะทางไปกลับจะกล่าวว่าไม่ใกล้ไม่ไกลก็ไม่เชิง

"ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นกังวล ข้าจะดูแลศิษย์น้องให้เป็นอย่างดีขอรับ..." เจียงเฉิงพยักหน้ารับรู้ก่อนจะมุ่งตรงไปยังทางเข้าของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษา คาดว่าคงมีธุระจัดการบางอย่างกับเหวินหวู่ผู้เป็นเจ้าตำหนักอย่างแน่นอน

"ข้าสะดวกเดินทางเพียงผู้เดียว ไม่รบกวนศิษย์พี่ตงหยางขอรับ" แน่นอนว่าผู้อื่นยังไม่ทราบถึงตัวตนของชายหนุ่มตรงหน้า ดังนั้นการเรียกขานยามพบเจอกันข้างนอก หนิงอ้ายจึงเรียกชื่อเจ้าของร่างของอีกฝ่ายแทน

"ไม่ถือว่าเป็นการรบกวนแต่อย่างใด อีกอย่างท่านเจ้าสำนักได้ฝากฝังศิษย์น้องไว้กับศิษย์พี่แล้ว ย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้" เฟยหลงตอบกลับไปพร้อมกับยกยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาให้หนิงอ้ายเห็นแต่เพียงผู้เดียว ก่อนที่จะเดินนำอีกฝ่ายไปในทันที

"นี่ท่าน!!" หนิงอ้ายย่อมรู้ดีที่สุดว่าชายหนุ่มตรงหน้านั้นเอาแต่ใจเพียงใด

ภาพของศิษย์พี่ตงหยาง ผู้เป็นศิษย์สืบทอดของท่านเจ้าสำนักเจียงเฉิง หรืออีกหนึ่งฐานะที่ทุกคนล้วนกระจ่างแก่ใจว่าศิษย์พี่ผู้นี้คือว่าที่เจ้าสำนักศึกษาคนต่อไปในวันข้างหน้า ท่าทางคุ้นเคยสนิทสนมที่ชายหนุ่มมอบให้กับศิษย์ใหม่นามว่าหนิงอ้าย ศิษย์ผู้สืบทอดตำหนักศาสตร์แห่งการรักษานั้น ล้วนเป็นการกระทำที่เรียกความสนใจแก่ผู้คนโดยรอบอย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้เรื่องราวของเด็กหนุ่มนามว่าหนิงอ้ายต่างเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก ฐานะศิษย์ผู้สืบทอดที่อีกฝ่ายได้รับมาในช่วงไม่กี่เดือนนับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกประหลาดใจแล้ว ยิ่งกับข่าวลือที่ว่าหลังจากจบการทดสอบเข้าสำนักศึกษาได้เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน อีกฝ่ายกลับสามารถสอบเลื่อนระดับเป็นนักปรุงโอสถระดับสอง สมญานามปัญญาจารย์โอสถได้สำเร็จ สิ่งนี้ล้วนน่าเหลือเชื่อเกินไปในความรู้สึก ทว่าเมื่อเห็นเด็กหนุ่มปรากฏตัวขึ้นในวันนี้ ตรงข้างเอวนั่นป้ายหยกอันแสดงตัวตนของนักปรุงโอสถระดับสองที่ไม่อาจปลอมแปลงได้โดยง่าย นับว่าเป็นการตอกย้ำว่าข่าวลือที่พูดถึงอีกฝ่ายในระยะหลังมานี้ล้วนเป็นจริงทั้งสิ้น

ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งสองคนก้มาถึงบริเวณทางออกของสำนักศึกษาแล้ว ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ดูแลประจำการในวันนี้ได้พูดคุยกับเฟยหลงอย่างถูกคอก่อนที่จะเอ่ยลากันเล็กน้อย จากนั้นหนิงอ้ายกับเฟยหลงจึงมุ่งตรงไปยังเส้นทางตรงหน้า นับว่าเป็นเส้นทางสายหลักที่ใกล้ที่สุดในการเดินทางไปยังเมืองหมอกทมิฬ แม้จะอยู่ห่างไปถึงร้อยลี้แต่ยังนับได้ว่าเมืองนี้นั้นถือว่าอยู่ใกล้กับสำนักศึกษามากที่สุดเช่นกัน

"จากตรงนี้หากใช้วิชาตัวเบาคงใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วยาม ศิษย์น้องสนใจแข่งกับข้าหรือไม่?? ผู้ชนะสามารถร้องขอบางสิ่งกับผู้แพ้ได้หนึ่งประการ" เฟยหลงเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา

"ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าข้าเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบไปไม่น้อย หวังว่าท่านจะไม่ใช้กลโกงพิศดารใดในครั้งนี้..." จนถึงตอนนี้เนตรแห่งสวรรค์ยังไม่อาจรับรู้ได้ถึงระดับพลังวิญญาณของอีกฝ่ายได้ สิ่งนี้จึงได้สร้างความรำคานใจแก่เขาไปไม่น้อย

"ฮ่าฮ่าฮ่า ครั้งนี้ข้าจะใช้เพียงเคล็ดวิชาตัวเบาขั้นพื้นฐานแต่เพียงเท่านั้น และให้หนิงเอ๋อร์ล่วงหน้าไปก่อนข้าสักหนึ่งเค่อ..."

"ท่านเอ่ยแล้วอย่าได้คืนคำเป็นอันขาด เช่นนั้นตามข้าให้ทันแล้วกัน!!" หนิงอ้ายตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสดใส

ไม่รอช้าเคล็ดวิชาย่างก้าวทะยานหมื่นลี้ในยามถูกเรียกใช้ด้วยระดับพลังเทวะวิญญาณเช่นนี้ กล่าวได้ว่าไม่อาจดูเบาได้ ร่างบางของเด็กหนุ่มพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าด้วยความรวดเร็ว เฟยหลงได้แต่ยกยิ้มชอบใจออกมา นิสัยชอบแข่งขันของอีกฝ่ายนั้นยังคงเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจแก่เขาไม่รู้ลืม

เวลาผันผ่านครบกำหนดถึงหนึ่งเค่อ เฟยหลงเร่งเร้าพลังลมปราณระดับราชันวิญญาณที่ถูกสะกดข่มให้อยู่เพียงเขตขั้นดังกล่าว หลังจากโคจรเร่งเร้าลมปราณประสานเข้ากับเคล็ดวิชาตัวเบาแล้ว จึงรีบเร่งไล่ตามหลังหนิงอ้ายไปตามเส้นทางในทันที ครั้งนี้เป็นเขาที่ต้องเป็นฝ่ายชนะเท่านั้น แม้จะพุ่งทะยานด้วยความรวดเร็วมาก ทว่าภายในใจของชายหนุ่มยังคงเฝ้าครุ่นคิดว่าคำขอหนึ่งประการนั้นเป็นควรเป็นสิ่งใด...

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   ( -จบเล่ม ปฐมบท 3.2- ) บทที่ 174 ความวุ่นวายที่สิ้นสุดลง

    ความกังวลแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของทุกคนขณะที่พวกเขาเฝ้าดูการเผชิญหน้ากับอสูรมารจางหมิ่นที่เทียบเท่ากับราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณขั้นสูง พวกเขารู้ดีว่าผู้อาวุโสหนุ่มผู้นี้เป็นราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณที่แข็งแกร่งและมีพรสวรรค์ แต่อย่างไรคู่ต่อสู้ของเขานั้นก็ทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้เช่นกัน ยามนี้จางหมิ่นในสภาพอสูรมารนั้นมีพละกำลังมหาศาลมีความเร็วที่เหลือเชื่อและความสามารถในการฟื้นฟูที่น่าทึ่งทั้งยังสามารถทนทานต่อการโจมตีได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ และการโจมตีของเขานั้นรุนแรงพอที่จะสังหารราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณที่อ่อนด้อยได้อย่างไม่ยากนักแม้จะต้องเผชิญกับอสูรมารที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณขั้นสูงแต่หนิงอ้ายกลับไร้ซึ่งความหวาดหลัวแต่อย่างใด สิ่งนี้กลับชวนให้เขาหวนคิดไปถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งการสังหารในครั้งนั้น แก่นแท้แห่งการต่อสู้ จิตสังหารที่ดิบเถือนบ้าคลั่งที่เคยสะกดไว้คล้ายกำลังถูกปลุกขึ้นโดยที่ไม่ต้องร้องขอกลิ่นอายอหังการที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดาของราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณขั้นกลางที่มีรากฐานบ่มเพาะลึกล้ำชวนให้ผู้ที่เคยกังขาถึงความเป็นมาและความสามารถของผู

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 173 สมบัติเทพมารจุติ

    ท่ามกลางความมืดมิดแห่งอนธการที่ได้ปกคลุมทั่วทั้งสนามประลอง บริเวณโดยรอบต่างอัดแน่นไปด้วยความชั่วร้ายและความสิ้นหวัง ม่านพลังพิสดารสายนี้ส่องประกายสีดำม่วงเข้มประกายริ้วคลื่นแผ่กระจายทั้งยังก่อตัวเป็นกำแพงหนาที่ไม่อาจมองทะลุผ่านได้ มากไปกว่านั้นม่านพลังผืนนี้ยังดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินโดยรอบเข้ามาเสริมแกร่งอีกด้วย แม้ว่าบรรดาผู้อาวุโสหลายคนจะพยายามโจมตีหรือใช้สมบัติวิเศษเข้าขัดขวางการทำงานแต่ก็ไร้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้"สมบัติเทพมารจุติอย่างนั้นรึ? เป็นไปได้อย่างไรกัน!!!" กุ้ยเจินหรือเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกลเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ไม่คิดว่าจางหมิ่นที่เป็นผู้ขายวิญญาณนั้นจะครอบครองสมบัติมารระดับสูงเช่นนี้ได้"มันคือสิ่งใดกันสมบัติเทพมารจุติที่เจ้าเอ่ยถึง..." รุ่ยเหอผู้เป็นรองเจ้าสำนักศึกษาและเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งการต่อสู้เอ่ยถามด้วยความสงสัย"สมบัติเทพมารจุติเป็นที่เล่าขานกล่าวกันว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่เกิดจากการหลอมรวมพลังของเทพและมารเข้าด้วยกันจึงทำให้สมบัติวิเศษชิ้นนี้มีพลังอำนาจมหาศาลสามารถบันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้ทุกประการ โดยเชื่อกันว่าเมื่อครั้งอดีตกาลมีมหาเทพเทพสองตนที่ทรงพลังยิ่ง

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 172 การปรากฎตัวของผู้ขายวิญญาณ

    คราแรกที่ลู่ซีได้ยินว่าศิษย์ใหม่นามว่าจางหมิ่นนั้นเอ่ยวาจาส่อเสียดหนิงอ้ายเขาก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขารู้ดีว่าหนิงอ้ายไม่ได้ปรากฎตัวในสำนักนับเป็นเวลาสิบปีแล้วจึงไม่มีผู้ใดคุ้นเคยหรือพบเห็นหน้ามาก่อน ยิ่งการกลับมาครั้งนี้รูปลักษณ์ของเขานั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งหนิงอ้ายยังเป็นผู้ร้องขอว่ายามนี้ควรปกปิดตัวตนของเขาไปเสียก่อน ด้วยเพราะไม่ล่วงรู้ว่าบรรดาศิษย์ใหม่ที่ผ่านการทดสอบในปีนี้ได้มีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ที่เป็นสายข่าวของเผ่าพันธ์มารปีศาจที่ถูกส่งตัวมาหรือไม่ แม้ความลับนี้อาจจะเก็บไว้ได้ไม่นานแต่อย่างน้อยท่ามกลางการทดสอบฝีมือเพื่อคัดเลือกเข้าตำหนักนี้ย่อมสามารถสังเกตุอาการพิรุจผิดปกติจากที่ควรจะเป็นได้“ป้ายหยกชั่วคราวลำดับที่เจ็ด ข้าต้องการประลองกับผู้อาวุโสท่านนั้นขอรับ!!” เสียงของศิษย์ใหม่คนหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจจากบรรดาศิษย์สืบทอดและศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ที่ยืนเรียงอยู่ด้านหน้าเพื่อรอเข้าทดสอบเป็นคู่ประลองกับเหล่าศิษย์ใหม่ แม้คำกล่าวนี้จะไม่ได้เอ่ยชื่อแต่ทุกคนในที่นี้ย่อมกระจ่างใจดีว่าถ้อยคำนี้เจาะจงถึงผู้ใด“กฎเกณฑ์เงื่อนไขในการทดสอบคัดเลือกเข้าสังกัดต

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 171 ผู้ท้าทายที่กล้าหาญ

    การทดสอบศิษย์ใหม่ในปีนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกฎเกณฑ์การทดสอบกล่าวว่าเป็นที่น่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย บรรดารุ่นเยาว์ชายหญิงเหล่านี้ต่างตั้งตารอที่จะได้ประลองกับศิษย์ผู้สืบทอดหรือศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขารู้ดีว่าการประลองครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงความสามารถของตนเองและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขาคู่ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาแห่งนี้ แม้ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของการทดสอบจะออกมายอดเยี่ยมมากเพียงใดแต่สิ่งหนึ่งที่คาดเดาได้นั่นคือการประลองครั้งนี้จะต้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความท้าทายอย่างแน่นอนศิษย์ใหม่ประจำปีการศึกษาจำนวนห้าคนแรกที่ต้องทำการประลองแสดงฝีมือนั้นถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะยามที่ได้ยินเสียงเรียกหมายเลขของป้ายหยกที่พวกเขาถือครองอยู่ ด้วยเพราะไม่เตรียมใจว่าจะได้ลงทดสอบรวดเร็วถึงเพียงนี้ จากนั้นบรรดาสหายและผู้ที่อยู่ใกล้เคียงต่างได้เข้าไปอวยพรให้พวกเขาทำให้ดีที่สุด จากนั้นพวกเขาจึงได้ก้าวเท้ามุ่งตรงไปยังลานประลองที่มีศิษย์สืบทอดและศิษย์หลักทั้งสี่ที่ยืนเรียงเฝ้ารอคอยว่าพวกเขานั้นจะเลือกใครในการทดสอบความสามารถครั้งนี้แน่นอนว่าศิษย์

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 170 กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

    หนิงอ้ายได้เล่าถึงเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไท่หลุนเมื่อสิบปีก่อนอย่างละเอียด ทุกคนในสำนักศึกษาต่างตั้งใจฟังด้วยความสนใจและตกใจไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเผ่าพันธุ์มารปีศาจได้วางแผนการชั่วร้ายเช่นนี้มานานหลายปีเช่นนี้ ยิ่งเมื่อหนิงอ้ายเล่าถึงแผนการลับของเผ่าพันธุ์มารปีศาจที่ได้ยินแม่ทัพมารเอ่ยถึงในครั้งนั้น บางเหตุการณ์ก็ตรงกับข้อมูลที่หน่วยสืบข่าวของสำนักศึกษาสืบค้นได้เจ้าสำนักและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็กังวลใจเป็นอย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าหากเผ่าพันธุ์มารปีศาจประสบความสำเร็จในแผนการแล้ว โลกยุทธภพแห่งนี้คงจะต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตามทุกคนต่างชื่นชมในความกล้าหาญและความเสียสละของชายหนุ่มตรงหน้า เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ส่งผลให้หนิงอ้ายกลายเป็นวีรบุรุษและถูกเลื่อนระดับเป็นผู้อาวุโสสายในของสำนักศึกษาด้วยความเห็นชอบจากเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก เจ้าตำหนักทั้งสี่รวมไปถึงบรรดาผู้อาวุโสต่าง ๆ ล้วนเห็นด้วยทั้งสิ้นจากนั้นหนิงอ้ายได้เล่าถึงเรื่องราวการหวนคืนกลับมามีกายเนื้อนี้อีกครั้งให้ทุกคนได้รับรู้แต่ก็ปกปิดบางส่วนที่เขาคิดว่าสมควร

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 169 ผู้ผ่านการทดสอบ

    ท่ามกลางหุบเขาน้อยใหญ่สูงเสียดฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาและหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายอันเป็นลักษณะภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ บรรดาอาคารสิ่งก่อสร้างในสำนักศึกษาต่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงรวมไปถึงพื้นที่โดยรอบต่างประดับประดาด้วยโคมไฟเวทย์หลากสีสันที่ส่องสว่างไสวให้ความรู้สึกอลังการเพื่อเป็นการต้อนรับเหล่าบรรดาผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์จากทั่วทุกสารทิศที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมการทดสอบพร้อมกับความหวังและความฝันที่จะก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาอันทรงเกียรติแห่งนี้ซุ้มประตูสำนักที่ถูกสร้างขึ้นจากแร่ผลึกอัมพรสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอันเป็นวัสดุสินแร่หายากในยุทธภพนี้ได้ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงได้เปิดออกกว้างเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนที่หลังจากนี้ย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งเดียวกันโดยมีผู้อาวุโสและศิษย์รุ่นพี่ที่ยืนคอยต้อนรับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลงบรรดาศิษย์ใหม่ที่พึ่งผ่านการทดสอบต่างก้าวเดินเข้ามาด้วยความตื่นเต้นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความประหม่าหลังจากบรรดาผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดได้เข้ามาโดยพร้อมเพรียงแล้ว บริเวณลานกว้างหน้าสำนักศึกษายามนี้ต่างคลาคล่ำไปด้วยผู้ฝึกต

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 164 งานประมูลที่สิ้นสุดลง

    หลังจากนั้นก็มีของล้ำค่ามากมายที่ถูกขึ้นวางประมูลอย่างต่อเนื่องด้วยเพราะสิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นที่หมายตาทั้งสิ้นส่งผลให้บรรยากาศในงานจึงยิ่งเป็นไปด้วยความดุเดือดยิ่ง ภายในหอประมูลแห่งนี้เต็มไปด้วยกลุ่มอิทธิพลจากทั่วทั้งสารทิศแต่ละผู้ถือป้ายต่างเสนอสิ่งของแลกเปลี่ยนที่เหนือชั้นอย่างเท่าเทียมไม่อ่อนด

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 163 งานประมูลที่ดุเดือด

    เวลาถัดมานั้นก็ได้มีการนำเอาสมบัติวิเศษระดับสูงอีกหลายชิ้นขึ้นเปิดประมูล จนกระทั่งถึงสมบัติวิเศษชิ้นสุดท้ายที่เป็นถึงสมบัติระดับสูงครึ่งก้าวระดับตำนานที่ขึ้นชื่อในเรื่องการปกปักษ์รักษาชีวิตด้วยอักขระเวทย์ที่เข้มข้นไปด้วยพลังปราณศักดิ์สิทธิ์ที่อัดแน่น ซึ่งสมบัติชิ้นนี้เป็นสิ่งของประมูลจากกลุ่มนักล่า

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่105 โทสะของตระกูลหวัง

    ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเดินออกจากโรงเตี๊ยมด้วยความมั่นคง ชายเสื้ออาภรณ์สีเขียวขาวโดดเด่นสะอาดตาแก่ผู้พบเห็น ป้ายหยกที่แขวนห้อยอยู่ตรงข้างเอวนั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเป็นถึงนักปรุงโอสถระดับสี่ สมญานามวิญญาจารย์โอสถ แน่นอนว่าด้วยฐานะตำแหน่งนี้ไม่อาจดูเบาได้เพียงนิด แม้แต่เจ้าเมืองปกครองหากต้องพบเจอย

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่104 ความรู้สึกผิดของเฟยหลง

    "เป็นฝีมือของผู้ใดกันที่ลักลอบกระทำต่ำช้าเช่นนี้ จงเปิดเผยตัวมาเสีย!!!" เฟยหลงคำรามสุดเสียงด้วยความโกรธก่อนจะตบเท้าขึ้นกลางอากาศ สองมือพลันลุกโหมด้วยเปลงเพลิงสีดำทมิฬก่อนจะฟาดไปยังจุดบริเวณที่หนิงอ้ายหายตัวไปเมื่อครู่ พลานุภาพแห่งเปลวเพลิงสีนิลนี้กร้าวแกร่งถึงขีดสุดด้วยพลังที่ลึกล้ำเหนือระดับราชันว

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status