Masukนิยายเรื่องนี้คงเขียนขึ้นมาผิดพลาดเป็นแน่แท้ พระเอกที่ควรจะหล่อเหลาสง่างาม กลับกลายเป็นบุรุษหน้าตาดาษดื่นผู้มีดีเพียงชาติกำเนิด ส่วนตัวร้ายที่สมควรจะมีหน้าตาอัปลักษณ์และเหี้ยมโหด กลับงดงามเสียจนสตรีที่งามล่มเมืองยังต้องละอาย จ้าวซืออินไม่อาจทนมองความอยุติธรรมนี้ได้ นางจึงตั้งปณิธานว่าจะต้องพลิกบทบาท นำพาประมุขพรรคมารโม่เยว่เทียนผู้เลอโฉมให้รอดพ้นจากจุดจบอันน่าอนาถตามเนื้อเรื่องเดิม แม้จะต้องเผชิญหน้ากับทั้งยุทธภพก็ตาม “ลู่ผิง เจ้าดูสิ บุรุษที่งดงามปานนั้น หากต้องตายตกไปเพราะฝีมือรัชทายาทหน้าจืด สวรรค์คงไร้ซึ่งเมตตาธรรมแล้ว” “คุณหนู โปรดระวังคำพูดด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
Lihat lebih banyakกลิ่นกำยานหอมลอยแตะจมูก ปลุกสติที่หลับใหลให้ค่อยฟื้นคืนมา จ้าวซืออินขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง รู้สึกปวดร้าวไปทั่วร่างกายราวกับถูกกระชากวิญญาณ สิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่ม่านตาคือม่านมุ้งผ้าไหมสีกลีบบัวที่ปักลวดลายวิจิตรบรรจง นางพยายามขยับตัว ทว่าความเจ็บปวดที่แล่นปราดขึ้นมาทำให้นางต้องสูดลมหายใจเข้าลึก
“คุณหนูใหญ่ คุณหนูฟื้นแล้ว” เสียงหวานใสที่เจือไปด้วยความร้อนรนดังขึ้นข้างเตียง ก่อนที่ใบหน้าของเด็กสาวผู้หนึ่งจะปรากฏแก่สายตา ดวงตาของนางแดงก่ำคล้ายผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก จ้าวซืออินมองทบทวนสตรีแปลกหน้าเบื้องหน้า เครื่องแต่งกายที่อีกฝ่ายสวมใส่เป็นชุดกระโปรงยาวแบบสตรีโบราณ มวยผมเกล้าขึ้นอย่างเรียบง่าย นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง พบฉากกั้นไม้แกะสลักลายสี่ฤดู โต๊ะน้ำชาไม้จันทน์แดง และแจกันลายครามใบใหญ่ ทุกสิ่งล้วนประณีตงดงามและมิใช่สิ่งของที่ควรมีอยู่ในยุคปัจจุบัน นางหลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยให้ความทรงจำสายหนึ่งไหลเข้ามาในหัว ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ซ้อนทับกันจนชวนวิงเวียน นางคือจ้าวซืออิน บุตรีภรรยาเอกแห่งจวนอัครเสนาบดีแคว้นต้าฉู่ สตรีผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและชาติตระกูล ทว่าเมื่อสองวันก่อนเกิดพลัดตกสระน้ำหลังจวนจนจมน้ำหมดสติไป แต่นั่นคือความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม สำหรับวิญญาณที่เข้ามาสวมรอยแทนนี้นางจดจำได้ดีว่าตนเองเพิ่งอ่านนิยายเรื่องตำนานรักบัลลังก์เมฆาจบลง นิยายเรื่องนั้นมีนางเอกชื่อเดียวกับนาง เป็นสตรีผู้โชคดีที่ได้รับความรักจากพระเอกผู้เป็นถึงองค์รัชทายาท และต้องเผชิญหน้ากับตัวร้ายที่เหี้ยมโหดอย่างประมุขพรรคมารโม่เยว่เทียน นางทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่เพิ่งอ่านจบไปอย่างไม่ต้องสงสัย “ลู่ผิง” จ้าวซืออินเอ่ยเรียกชื่อสาวใช้คนสนิทตามสัญชาตญาณที่หลงเหลืออยู่ในร่าง น้ำเสียงของนางแหบพร่า “บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ คุณหนูต้องการสิ่งใดหรือไม่เจ้าคะ ดื่มน้ำอุ่นสักหน่อยดีหรือไม่” ลู่ผิงรีบประคองผู้เป็นนายให้ลุกขึ้นพิงหมอนใบหนา ก่อนจะรินน้ำชาอุ่นส่งให้ถึงมือ จ้าวซืออินรับจอกชามาจิบช้าๆ ปล่อยให้น้ำอุ่นไหลลงคอเพื่อบรรเทาความแห้งผาก นางลอบพิจารณาสาวใช้ข้างกาย ลู่ผิงเป็นคนซื่อสัตย์และภักดี ตามเนื้อเรื่องเดิมสาวใช้ผู้นี้จะคอยอยู่เคียงข้างนางเอกจนถึงวาระสุดท้าย “ข้าหลับไปนานเท่าใด” จ้าวซืออินเอ่ยถาม “คุณหนูหมดสติไปถึงสองวันสองคืนเจ้าค่ะ นายท่านและฮูหยินร้อนใจแทบแย่ ตามหมอมารักษาจนทั่วเมืองหลวง หากคุณหนูยังไม่ฟื้น บ่าวคงต้องกลั้นใจตายตามไปรับใช้คุณหนูในปรโลกเป็นแน่” ลู่ผิงกล่าวพลางยกแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตา “เหลวไหล ข้ายังไม่ตาย เจ้าจะรีบไปปรโลกทำไมกัน” จ้าวซืออินระบายยิ้มบางเบา นางวางจอกชาลงบนโต๊ะข้างเตียง “พยุงข้าไปที่คันฉ่องที ข้าอยากเห็นหน้าตนเองเสียหน่อย” ลู่ผิงรีบเข้ามาประคองร่างบางที่ยังคงไร้เรี่ยวแรงให้ลุกขึ้นเดินไปยังหน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉม จ้าวซืออินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้กลม สายตาจับจ้องไปยังภาพที่สะท้อนอยู่ในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ สตรีในคันฉ่องมีใบหน้างดงามหยดย้อย คิ้วเรียวโก่งดั่งใบหลิว ดวงตากลมโตสุกสกาวดุจดวงดาราในฤดูสารท จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากอวบอิ่มสีชาด แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวจากพิษไข้ ทว่าไม่อาจลดทอนความงามล่มเมืองนี้ลงได้เลยแม้แต่น้อย จ้าวซืออินพอใจในรูปโฉมนี้ยิ่งนัก นางเป็นคนรักสวยรักงามมาแต่ไหนแต่ไร การได้ครอบครองใบหน้าที่งดงามถึงเพียงนี้ถือเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง หากอิงตามบทบรรยายในนิยาย จ้าวซืออินคือหญิงงามอันดับหนึ่งในเมืองหลวง เป็นสตรีที่เพียบพร้อมจนทำให้รัชทายาทไป๋อี้เฉินตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ เมื่อนึกถึงพระเอกของเรื่อง นัยน์ตาของนางก็เปล่งประกายขึ้นมา ไป๋อี้เฉิน รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ในนิยายบรรยายไว้ว่าเขามีรูปโฉมหล่อเหลาสง่างามดุจเทพเซียนลงมาจุติ กอปรกับนิสัยที่ยึดมั่นในคุณธรรมและแสนดีต่อสตรีผู้เป็นที่รัก สำหรับนางที่ลุ่มหลงในความงดงามของบุรุษแล้ว การได้พบเจอพระเอกผู้นี้ถือเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรอคอย “คุณหนู ท่านมองคันฉ่องแล้วยิ้มสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ” ลู่ผิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นผู้เป็นนายเอาแต่นั่งจ้องเงาตนเองแล้วแย้มยิ้มออกมา “ข้าเพียงแค่คิดว่า สวรรค์ยังเมตตาที่รักษารูปโฉมของข้าไว้ได้ ไม่ให้เสียโฉมจากการจมน้ำ” จ้าวซืออินตอบกลับอย่างลื่นไหล นางลุกขึ้นยืนช้าๆ “อีกกี่วันจะถึงงานเลี้ยงชมบุปผาในวังหลวง” ลู่ผิงทำหน้างุนงงเล็กน้อยที่จู่ๆ คุณหนูก็ถามถึงเรื่องนี้ “อีกเจ็ดวันเจ้าค่ะ แต่ร่างกายของคุณหนูยังไม่แข็งแรง นายท่านอาจไม่อนุญาตให้เข้าร่วมงานนะเจ้าคะ” “เจ็ดวัน ร่างกายข้าย่อมฟื้นฟูทันเวลา เจ้าไม่ต้องกังวลไป งานเลี้ยงใหญ่เช่นนี้ จะขาดบุตรีอัครเสนาบดีเช่นข้าไปได้อย่างไร” จ้าวซืออินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นางรู้ดีว่างานเลี้ยงชมบุปผาในวังหลวงคืองานสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของเนื้อเรื่องทั้งหมด เพราะนางจะได้พบกับรัชทายาทไป๋อี้เฉินเป็นครั้งแรกที่นั่น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากหน้าประตู ก่อนที่ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าหล่อเหลาภูมิฐานจะก้าวเข้ามาในห้อง สวมชุดขุนนางสีม่วงเข้ม บ่งบอกถึงตำแหน่งอันสูงส่งในราชสำนัก ผู้มาใหม่คือจ้าวรุ่ย อัครเสนาบดีแห่งต้าฉู่ บิดาของจ้าวซืออิน “อินเอ๋อร์ พ่อได้ยินว่าเจ้าฟื้นแล้ว อาการเป็นอย่างไรบ้าง” จ้าวรุ่ยรีบสาวเท้าเข้ามาจับมือบุตรสาวด้วยความห่วงใย แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ระคนโล่งใจ จ้าวซืออินย่อกายคารวะบิดาตามมารยาทที่ดึงมาจากความทรงจำเดิม “ลูกอกตัญญู ทำให้ท่านพ่อต้องเป็นห่วงแล้ว ตอนนี้ลูกรู้สึกดีขึ้นมาก เพียงแต่อ่อนเพลียเล็กน้อยเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดีแล้วที่เจ้าปลอดภัย พ่อสั่งให้พ่อบ้านต้มยาบำรุงชั้นดีมาให้ เจ้าต้องดื่มให้หมดและพักผ่อนให้มาก ส่วนเรื่องงานเลี้ยงชมบุปผาในวังหลวง หากเจ้าไปไม่ไหว พ่อจะทูลขออนุญาตจากไทเฮาให้เจ้าพักรักษาตัว” “ท่านพ่อ ลูกแข็งแรงขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ งานเลี้ยงชมบุปผาจัดขึ้นเพียงปีละครั้ง ไทเฮาทรงมีเมตตาเชิญลูกด้วยพระองค์เอง หากลูกไม่ไปเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาท ลูกรับรองว่าจะดูแลตนเองให้ดี ไม่ให้ท่านพ่อต้องกังวลเจ้าค่ะ” จ้าวซืออินรีบกล่าวแย้ง นางไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะได้ยลโฉมพระเอกของเรื่องเป็นอันขาด จ้าวรุ่ยมองบุตรสาวด้วยความเอ็นดู เขารู้ดีว่าบุตรสาวของตนชอบความครึกครื้นและรักการแต่งกายไปประชันโฉมกับเหล่าคุณหนูในเมืองหลวง “หากเจ้าดึงดันเช่นนั้น พ่อก็จะไม่ห้าม แต่ต้องให้ลู่ผิงคอยติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เข้าใจหรือไม่” “ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านพ่อที่ตามใจลูก” จ้าวซืออินยิ้มหวาน หลังจากบิดาเดินออกจากห้องไป จ้าวซืออินก็กลับมานั่งเอนกายลงบนเตียงอีกครั้ง นางหลับตาลงเพื่อทบทวนเรื่องราวในนิยายอย่างละเอียด ไป๋อี้เฉินคือบุรุษที่นางต้องเกี่ยวดองด้วยตามเส้นเรื่อง เขาคือแสงสว่างของยุทธภพและราชสำนัก ทว่าในเงามืดนั้น ยังมีอีกหนึ่งบุรุษที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนตัวอยู่ โม่เยว่เทียน ประมุขพรรคมารผู้เลื่องชื่อ ในนิยายบรรยายไว้ว่าเขาเป็นบุรุษที่อำมหิตไร้หัวใจ ใบหน้าของเขามักถูกบดบังด้วยหน้ากากสีเงินครึ่งซีก ไม่มีผู้ใดเคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงภายใต้หน้ากากนั้น มีเพียงข่าวลือว่าเขามีใบหน้าอัปลักษณ์และน่าเกลียดน่ากลัวจนต้องสวมหน้ากากปิดบังเอาไว้ จ้าวซืออินถอนหายใจเบาๆ นางหาได้สนใจตัวร้ายอัปลักษณ์ผู้นั้นไม่ สิ่งที่นางใส่ใจมีเพียงความงดงามของไป๋อี้เฉินเท่านั้น นางตั้งตารอคอยให้ถึงวันงานเลี้ยงชมบุปผาอย่างใจจดใจจ่อ หวังเพียงว่ารูปโฉมของพระเอกจะงดงามสมดั่งที่นักเขียนได้บรรยายเอาไว้สายลมแห่งเหมันต์ฤดูพัดผ่านยอดเขาจิ่วโยว นำพากระแสความหนาวเหน็บมาเยือน ทว่าบรรยากาศภายในโถงศิลาทมิฬอันเป็นศูนย์กลางของพรรคมารกลับร้อนระอุและตึงเครียดยิ่งกว่ายามเผชิญหน้ากับกองทัพนับแสน สาเหตุหาใช่การรุกรานจากสำนักคุณธรรมอันใดไม่ หากแต่เป็นสตรีเพียงนางเดียวที่กำลังนอนเอนกายอยู่บนตั่งไม้บุขนจิ้งจอกด้วยท่าทีเกียจคร้านจ้าวซืออินในชุดตัวหลวมโคร่งสีกลีบบัวกำลังลูบหน้าท้องที่นูนป่องออกมาจนมีขนาดใหญ่โตผิดปกติ ครรภ์ของนางยามนี้ล่วงเข้าสู่เดือนที่แปดแล้ว ทว่าขนาดของมันกลับใหญ่โตราวกับสตรีที่กำลังจะให้กำเนิดบุตรในไม่ช้า ความใหญ่โตนี้สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้แก่ผู้คนทั้งยอดเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุรุษผู้เป็นเจ้าของยอดเขานี้โม่เยว่เทียน บัดนี้ละทิ้งกิจการงานเมืองทั้งปวง เขาสั่งระงับการรับภารกิจลอบสังหาร ปิดค่ายกลหน้าผากลืนวิญญาณอย่างแน่นหนา และมีคำสั่งเด็ดขาดห้ามผู้ใดส่งเสียงดังเกินกว่าเสียงใบไม้ร่วงภายในรัศมีสิบลี้จากเรือนพักของนายหญิง“อิงอี ถ่านในเตาผิงมุมห้องฝั่งตะวันตกเริ่มมอดแล้ว เหตุใดจึงไม่มีคนมาเติม หากซืออินต้องลมเย็น ข้าจะตัดหัวพวกเจ้าทุกคน” น้ำเสียงทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตของม
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมายังศาลาชมจันทร์บนยอดเขาจิ่วโยว บรรยากาศสมควรจะเงียบสงบและร่มรื่นดั่งเช่นทุกวัน ทว่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของนายหญิงแห่งพรรคมารปัง !เสียงฝ่ามือกระแทกลงบนโต๊ะศิลาดังสนั่น ม้วนกระดาษไม้ไผ่ในมือของจ้าวซืออินถูกกำจนยับยู่ยี่ ใบหน้างดงามล่มเมืองที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มละมุนละไม บัดนี้บูดบึ้งทะมึนทึงดุจพายุฝนตั้งเค้า ลู่ผิงที่กำลังยืนฝนหมึกอยู่ด้านข้างถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบถอยไปหลบหลังเสาศิลาด้วยความหวาดหวั่น แม้แต่องครักษ์เงาที่ยืนเฝ้าอยู่รอบนอกยังต้องลอบกลืนน้ำลายและพยายามลบตัวตนให้กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด“บังอาจ บังอาจนัก พวกบัณฑิตต้มตุ๋นหลอกลวงชาวบ้าน สมควรถูกจับไปตัดมือทิ้งให้หมด” จ้าวซืออินบริภาษด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ทรวงอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงอารมณ์โม่เยว่เทียนก้าวเข้ามาในศาลาพอดี หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมลมปราณในยามเช้า เมื่อเห็นภรรยารักมีโทสะจนแทบจะเผาทำลายศาลาให้เป็นจุณ ประมุขมารผู้เยือกเย็นก็ขมวดคิ้ว นัยน์ตาสีรัตติกาลตวัดมองไปรอบบริเวณ จิตสังหารเริ่มก่อตัวขึ้นรอบกายอย่างเงียบเชียบ“ผู้ใดรังแกเจ้า ซืออิน บอกชื่
สายลมวสันต์พัดผ่านยอดเขาจิ่วโยว นำพากลิ่นหอมของมวลหมู่บุปผาที่แข่งกันเบ่งบานรับแสงตะวันมาเยือน สถานที่ซึ่งเคยถูกเล่าขานว่าเป็นขุมนรกของมารร้าย บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นดินแดนสุขาวดีที่งดงามราวกับภาพวาดของกวีเอก ทว่าเบื้องหลังความงดงามนั้น กลับมีความวุ่นวายเล็กๆ กำลังก่อตัวขึ้นภายในโถงศิลาทมิฬอันศักดิ์สิทธิ์กองทัพเงาโลหิตที่เคยสวมชุดเกราะสีดำขลับพร้อมรบ บัดนี้ถูกสั่งให้ถอดเกราะหนักออก เหลือเพียงชุดผ้าฝ้ายสีเข้มทะมัดทะแมง อาวุธมีคมที่เคยพกติดกายถูกแทนที่ด้วยไม้กวาด ผ้าเช็ดฝุ่น และมีดตัดแต่งกิ่งไม้ องครักษ์เงาผู้เหี้ยมโหดนับร้อยชีวิตกำลังก้มหน้าก้มตาขัดถูพื้นศิลาจนขึ้นเงา ชนิดที่ว่าหากมีแมลงวันบินมาเกาะก็คงต้องลื่นล้มคอหักตายอิงอี หัวหน้าองครักษ์เงาผู้เคยสังหารศัตรูมานับไม่ถ้วน ยามนี้กำลังยืนถือตะกร้าสานที่เต็มไปด้วยดอกโบตั๋นสีชมพู ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับค่ายกลมรณะก็ไม่ปาน"อิงอี แจกันกระเบื้องเคลือบตรงมุมโถงนั้นยังว่างเปล่าอยู่ เจ้าจงนำดอกโบตั๋นไปจัดใส่ให้ดูงดงามมีชีวิตชีวา จำไว้ว่าต้องสลับสีให้ดูนุ่มนวล อย่าให้มีสีแดงสดมากเกินไป ประเดี๋ยวท่านพ่อท่านแม่ของข้าจะตกใจน
คำด่าทอที่กรีดลึกลงไปในความหยิ่งยโสของไป๋อี้เฉิน ทำให้เขาบันดาลโทสะจนขาดสติ เขารวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้าย คว้ากระบี่ที่ตกอยู่บนพื้นพุ่งเข้าใส่จ้าวซืออินอย่างบ้าคลั่ง “นังแพศยา ข้าจะลากเจ้าลงนรกไปพร้อมกับข้า”ทว่าก่อนที่ปลายกระบี่ของเขาจะเข้าใกล้จ้าวซืออินได้แม้แต่ครึ่งก้าว โม่เยว่เทียนก็ขยับตัวด้วยความเร็ว ประมุขมารตวัดเท้าเตะกระบี่ในมือของไป๋อี้เฉินจนหลุดกระเด็น ก่อนจะซัดฝ่ามือที่อันอัดแน่นด้วยพลังปราณเข้าที่กลางอกของอดีตรัชทายาทอย่างเต็มแรงเสียงกระดูกแตกหักดังก้อง ไป๋อี้เฉินลอยละลิ่วไปกระแทกกับโขดหินใหญ่ เขาพยายามจะลุกขึ้น ทว่ากลับพบว่าลมปราณในร่างแตกซ่าน เส้นเอ็นทั่วร่างขาดสะบั้น เขาถูกทำลายจุดตันเถียนจนกลายเป็นเพียงคนพิการที่ไม่อาจฝึกวรยุทธ์ได้อีกต่อไป“ความตายนั้นง่ายเกินไปสำหรับเจ้า ไป๋อี้เฉิน” โม่เยว่เทียนก้าวเข้าไปยืนค้ำหัวบุรุษที่หมอบอยู่แทบเท้า น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี “เจ้ากล้าล่วงเกินสตรีของข้า ข้าจะให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อลิ้มรสความเจ็บปวดและความอัปยศอดสูไปชั่วชีวิต”ประมุขมารหันไปสั่งการอิงอี “จับตัวมันใส่กรงขัง ส่งตัวกลับไปเมืองหลวงในฐานะของขวัญชิ้น
ข่าวลือเรื่ององค์รัชทายาทไป๋อี้เฉินวิ่งหนีหมีป่าจนสะดุดชายกางเกงตนเองล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ณ ลานล่าสัตว์เชิงเขาด้านทิศเหนือ กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่สร้างความเริงใจให้แก่ชาวเมืองหลวงแทบทุกหัวระแหง บ้างก็ว่าบุตรแห่งสวรรค์ทิ้งคันธนูแล้วร้องเสียงหลง บ้างก็ว่าพระองค์ตกใจจนหน้าซีดเผือด ตำหนักตะวันออกต้องรีบส่
แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้ ทาบทับลงบนพื้นระเบียงไม้ของเรือนพัก จ้าวซืออินนั่งพิงพนักระเบียง มือเรียวกรีดกรายลงบนสายพิณเจ็ดสาย ทันใดนั้น มีเงาดำสายหนึ่งพลิ้วไหวผ่านหน้าต่าง ตามด้วยกระดาษม้วนเล็กที่ตกลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างไร้สุ้มเสียง จ้าวซืออินชะงักมือที่กำลังดีดพิณ นางกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้า ภายในจวนอัครเสนาบดีตระกูลจ้าวดูเหมือนจะเงียบสงบ ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีคลื่นใต้น้ำก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ นับตั้งแต่งานเลี้ยงน้ำชาในอุทยานหลวงสิ้นสุดลง ตำหนักตะวันออกขององค์รัชทายาทไป๋อี้เฉินก็ส่งของกำนัลล้ำค่ามาที่จวนแทบจะวันเว้นวัน บางวันเป็นผ้าไหมเนื้อดีจากแดนใต้
ค่ำคืนนั้น ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ จ้าวซืออินสั่งให้ลู่ผิงออกไปพักผ่อน นางนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเตี้ย แสงเทียนสลัวสะท้อนกับป้ายหยกสีดำที่นางหยิบออกมาจากสาบเสื้อ นางใช้นิ้วลูบลวดลายเมฆาบนป้ายหยกด้วยรอยยิ้มละมุนละไมพรุ่งนี้ต้องเผชิญหน้ากับไป๋อี้เฉิน ข้อมูลเรื่องเหมืองเหล็กที่นางมอบให้โม่เยว่เทียนไปน





![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
Ulasan-ulasan