Mag-log inนิยายเรื่องนี้คงเขียนขึ้นมาผิดพลาดเป็นแน่แท้ พระเอกที่ควรจะหล่อเหลาสง่างาม กลับกลายเป็นบุรุษหน้าตาดาษดื่นผู้มีดีเพียงชาติกำเนิด ส่วนตัวร้ายที่สมควรจะมีหน้าตาอัปลักษณ์และเหี้ยมโหด กลับงดงามเสียจนสตรีที่งามล่มเมืองยังต้องละอาย จ้าวซืออินไม่อาจทนมองความอยุติธรรมนี้ได้ นางจึงตั้งปณิธานว่าจะต้องพลิกบทบาท นำพาประมุขพรรคมารโม่เยว่เทียนผู้เลอโฉมให้รอดพ้นจากจุดจบอันน่าอนาถตามเนื้อเรื่องเดิม แม้จะต้องเผชิญหน้ากับทั้งยุทธภพก็ตาม “ลู่ผิง เจ้าดูสิ บุรุษที่งดงามปานนั้น หากต้องตายตกไปเพราะฝีมือรัชทายาทหน้าจืด สวรรค์คงไร้ซึ่งเมตตาธรรมแล้ว” “คุณหนู โปรดระวังคำพูดด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
view moreสายลมแห่งเหมันต์ฤดูพัดผ่านยอดเขาจิ่วโยว นำพากระแสความหนาวเหน็บมาเยือน ทว่าบรรยากาศภายในโถงศิลาทมิฬอันเป็นศูนย์กลางของพรรคมารกลับร้อนระอุและตึงเครียดยิ่งกว่ายามเผชิญหน้ากับกองทัพนับแสน สาเหตุหาใช่การรุกรานจากสำนักคุณธรรมอันใดไม่ หากแต่เป็นสตรีเพียงนางเดียวที่กำลังนอนเอนกายอยู่บนตั่งไม้บุขนจิ้งจอกด้วยท่าทีเกียจคร้านจ้าวซืออินในชุดตัวหลวมโคร่งสีกลีบบัวกำลังลูบหน้าท้องที่นูนป่องออกมาจนมีขนาดใหญ่โตผิดปกติ ครรภ์ของนางยามนี้ล่วงเข้าสู่เดือนที่แปดแล้ว ทว่าขนาดของมันกลับใหญ่โตราวกับสตรีที่กำลังจะให้กำเนิดบุตรในไม่ช้า ความใหญ่โตนี้สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้แก่ผู้คนทั้งยอดเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุรุษผู้เป็นเจ้าของยอดเขานี้โม่เยว่เทียน บัดนี้ละทิ้งกิจการงานเมืองทั้งปวง เขาสั่งระงับการรับภารกิจลอบสังหาร ปิดค่ายกลหน้าผากลืนวิญญาณอย่างแน่นหนา และมีคำสั่งเด็ดขาดห้ามผู้ใดส่งเสียงดังเกินกว่าเสียงใบไม้ร่วงภายในรัศมีสิบลี้จากเรือนพักของนายหญิง“อิงอี ถ่านในเตาผิงมุมห้องฝั่งตะวันตกเริ่มมอดแล้ว เหตุใดจึงไม่มีคนมาเติม หากซืออินต้องลมเย็น ข้าจะตัดหัวพวกเจ้าทุกคน” น้ำเสียงทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตของม
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมายังศาลาชมจันทร์บนยอดเขาจิ่วโยว บรรยากาศสมควรจะเงียบสงบและร่มรื่นดั่งเช่นทุกวัน ทว่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของนายหญิงแห่งพรรคมารปัง !เสียงฝ่ามือกระแทกลงบนโต๊ะศิลาดังสนั่น ม้วนกระดาษไม้ไผ่ในมือของจ้าวซืออินถูกกำจนยับยู่ยี่ ใบหน้างดงามล่มเมืองที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มละมุนละไม บัดนี้บูดบึ้งทะมึนทึงดุจพายุฝนตั้งเค้า ลู่ผิงที่กำลังยืนฝนหมึกอยู่ด้านข้างถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบถอยไปหลบหลังเสาศิลาด้วยความหวาดหวั่น แม้แต่องครักษ์เงาที่ยืนเฝ้าอยู่รอบนอกยังต้องลอบกลืนน้ำลายและพยายามลบตัวตนให้กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด“บังอาจ บังอาจนัก พวกบัณฑิตต้มตุ๋นหลอกลวงชาวบ้าน สมควรถูกจับไปตัดมือทิ้งให้หมด” จ้าวซืออินบริภาษด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ทรวงอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงอารมณ์โม่เยว่เทียนก้าวเข้ามาในศาลาพอดี หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมลมปราณในยามเช้า เมื่อเห็นภรรยารักมีโทสะจนแทบจะเผาทำลายศาลาให้เป็นจุณ ประมุขมารผู้เยือกเย็นก็ขมวดคิ้ว นัยน์ตาสีรัตติกาลตวัดมองไปรอบบริเวณ จิตสังหารเริ่มก่อตัวขึ้นรอบกายอย่างเงียบเชียบ“ผู้ใดรังแกเจ้า ซืออิน บอกชื่
สายลมวสันต์พัดผ่านยอดเขาจิ่วโยว นำพากลิ่นหอมของมวลหมู่บุปผาที่แข่งกันเบ่งบานรับแสงตะวันมาเยือน สถานที่ซึ่งเคยถูกเล่าขานว่าเป็นขุมนรกของมารร้าย บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นดินแดนสุขาวดีที่งดงามราวกับภาพวาดของกวีเอก ทว่าเบื้องหลังความงดงามนั้น กลับมีความวุ่นวายเล็กๆ กำลังก่อตัวขึ้นภายในโถงศิลาทมิฬอันศักดิ์สิทธิ์กองทัพเงาโลหิตที่เคยสวมชุดเกราะสีดำขลับพร้อมรบ บัดนี้ถูกสั่งให้ถอดเกราะหนักออก เหลือเพียงชุดผ้าฝ้ายสีเข้มทะมัดทะแมง อาวุธมีคมที่เคยพกติดกายถูกแทนที่ด้วยไม้กวาด ผ้าเช็ดฝุ่น และมีดตัดแต่งกิ่งไม้ องครักษ์เงาผู้เหี้ยมโหดนับร้อยชีวิตกำลังก้มหน้าก้มตาขัดถูพื้นศิลาจนขึ้นเงา ชนิดที่ว่าหากมีแมลงวันบินมาเกาะก็คงต้องลื่นล้มคอหักตายอิงอี หัวหน้าองครักษ์เงาผู้เคยสังหารศัตรูมานับไม่ถ้วน ยามนี้กำลังยืนถือตะกร้าสานที่เต็มไปด้วยดอกโบตั๋นสีชมพู ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับค่ายกลมรณะก็ไม่ปาน"อิงอี แจกันกระเบื้องเคลือบตรงมุมโถงนั้นยังว่างเปล่าอยู่ เจ้าจงนำดอกโบตั๋นไปจัดใส่ให้ดูงดงามมีชีวิตชีวา จำไว้ว่าต้องสลับสีให้ดูนุ่มนวล อย่าให้มีสีแดงสดมากเกินไป ประเดี๋ยวท่านพ่อท่านแม่ของข้าจะตกใจน
คำด่าทอที่กรีดลึกลงไปในความหยิ่งยโสของไป๋อี้เฉิน ทำให้เขาบันดาลโทสะจนขาดสติ เขารวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้าย คว้ากระบี่ที่ตกอยู่บนพื้นพุ่งเข้าใส่จ้าวซืออินอย่างบ้าคลั่ง “นังแพศยา ข้าจะลากเจ้าลงนรกไปพร้อมกับข้า”ทว่าก่อนที่ปลายกระบี่ของเขาจะเข้าใกล้จ้าวซืออินได้แม้แต่ครึ่งก้าว โม่เยว่เทียนก็ขยับตัวด้วยความเร็ว ประมุขมารตวัดเท้าเตะกระบี่ในมือของไป๋อี้เฉินจนหลุดกระเด็น ก่อนจะซัดฝ่ามือที่อันอัดแน่นด้วยพลังปราณเข้าที่กลางอกของอดีตรัชทายาทอย่างเต็มแรงเสียงกระดูกแตกหักดังก้อง ไป๋อี้เฉินลอยละลิ่วไปกระแทกกับโขดหินใหญ่ เขาพยายามจะลุกขึ้น ทว่ากลับพบว่าลมปราณในร่างแตกซ่าน เส้นเอ็นทั่วร่างขาดสะบั้น เขาถูกทำลายจุดตันเถียนจนกลายเป็นเพียงคนพิการที่ไม่อาจฝึกวรยุทธ์ได้อีกต่อไป“ความตายนั้นง่ายเกินไปสำหรับเจ้า ไป๋อี้เฉิน” โม่เยว่เทียนก้าวเข้าไปยืนค้ำหัวบุรุษที่หมอบอยู่แทบเท้า น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี “เจ้ากล้าล่วงเกินสตรีของข้า ข้าจะให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อลิ้มรสความเจ็บปวดและความอัปยศอดสูไปชั่วชีวิต”ประมุขมารหันไปสั่งการอิงอี “จับตัวมันใส่กรงขัง ส่งตัวกลับไปเมืองหลวงในฐานะของขวัญชิ้น
ข่าวลือเรื่ององค์รัชทายาทไป๋อี้เฉินวิ่งหนีหมีป่าจนสะดุดชายกางเกงตนเองล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ณ ลานล่าสัตว์เชิงเขาด้านทิศเหนือ กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่สร้างความเริงใจให้แก่ชาวเมืองหลวงแทบทุกหัวระแหง บ้างก็ว่าบุตรแห่งสวรรค์ทิ้งคันธนูแล้วร้องเสียงหลง บ้างก็ว่าพระองค์ตกใจจนหน้าซีดเผือด ตำหนักตะวันออกต้องรีบส่
แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้ ทาบทับลงบนพื้นระเบียงไม้ของเรือนพัก จ้าวซืออินนั่งพิงพนักระเบียง มือเรียวกรีดกรายลงบนสายพิณเจ็ดสาย ทันใดนั้น มีเงาดำสายหนึ่งพลิ้วไหวผ่านหน้าต่าง ตามด้วยกระดาษม้วนเล็กที่ตกลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างไร้สุ้มเสียง จ้าวซืออินชะงักมือที่กำลังดีดพิณ นางกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้า ภายในจวนอัครเสนาบดีตระกูลจ้าวดูเหมือนจะเงียบสงบ ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีคลื่นใต้น้ำก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ นับตั้งแต่งานเลี้ยงน้ำชาในอุทยานหลวงสิ้นสุดลง ตำหนักตะวันออกขององค์รัชทายาทไป๋อี้เฉินก็ส่งของกำนัลล้ำค่ามาที่จวนแทบจะวันเว้นวัน บางวันเป็นผ้าไหมเนื้อดีจากแดนใต้
ค่ำคืนนั้น ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ จ้าวซืออินสั่งให้ลู่ผิงออกไปพักผ่อน นางนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเตี้ย แสงเทียนสลัวสะท้อนกับป้ายหยกสีดำที่นางหยิบออกมาจากสาบเสื้อ นางใช้นิ้วลูบลวดลายเมฆาบนป้ายหยกด้วยรอยยิ้มละมุนละไมพรุ่งนี้ต้องเผชิญหน้ากับไป๋อี้เฉิน ข้อมูลเรื่องเหมืองเหล็กที่นางมอบให้โม่เยว่เทียนไปน






Rebyu