LOGINยามค่ำคืน ณ ห้องหอจวนแม่ทัพจ้าว แม่ทัพหนุ่มเวลานี้ ได้เข้ามานั่งอยู่ในห้องหอเป้นที่เรียบร้อยแล้ว เขานั่งอยู่ขอบเตียง โดยมีภรรยาหมาด ๆ นั่งเคียงข้าง ภายในห้องมีแสงเทียนสว่างไสว ทว่ากลับไม่มีการพูดคุยใดเลย กว่าครึ่งก้านธูประหว่างคู่สามีภรรยา จนกระทั่งจ้าวเทียนฉี เห็นอาการนั่งโอนเอนของภรรยา เขาจึง คลี่ยิ้มน้อย ๆ ดูเหมือนนางจะทรงตัวไม่อยู่เสียแล้ว “สุรามงคล ยังมิได้ดื่ม ภรรยาข้าก็เมามายเสียแล้วหรือ” จ้าวเทียนฉีเอ่ยเย้าภรรยาสาว มิใช่เขาดูถูกที่นางเป็นสตรี แต่ดื่มจนเมามาย แต่เขากลับรู้สึกขอบคุณนาง ที่ดื่มสุรากับแขกในงานแทนตัวเขา ด้วยเหตุผลที่เขายังต้องดื่มยารักษาขา จึงไม่เหมาะที่จะดื่มสุรามากไป แต่เขาก็มิอาจปฏิเสธน้ำใจ ของแขกที่มาร่วมอวยพรได้เช่นกัน ดังนั้นเจ้าสาวของเขา จึงเลือกที่จะเป็นคนแบกรับภาระนี้ด้วย “เช่นนั้น ท่านพี่ไยไม่รีบเปิดผ้าคลุมหน้า แล้วดื่มสุรามงคลเล่าเจ้าคะ เราจะได้เข้านอนกันเสียที” ด้วยอาการที่เมามาย หญิงสาวมิได้สนธรรมเนียม แบบหญิงสาวในหอห้อง ที่ต้องสงบปากสงบคำ อยู่อย่างเหนียมอาย แต่นางกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปาก เร่งให้เขาเปิดผ้าคลุมหน้
“เรื่องนี้กลับถึงจวน ข้าจะทบทวนอีกครั้ง” จ้าวเทียนหลง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกดลึก เขากำลังตกเป็นรองภรรยา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินหรืออำนาจ เพราะไร้คนหนุนหลังในครอบครัว หากเป็นเมื่อก่อน เขายังมีพี่ชาย ที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ อำนาจในมือมากล้น ไปที่ใด ผู้คนก็ก้มหัวให้ แต่ในเวลานี้ เขาหาได้รับการนอบน้อม เช่นในอดีตแล้ว ทางเลือกเดียวที่มีในตอนนี้ ที่ยังพอทำให้เขามีหน้าตาได้ในสังคม คือครอบครัวของพ่อตา หากไร้สกุลหนิงไป เขาคงไม่เหลือสิ่งใดในมือแล้ว “ไม่จำเป็น! เจ้าตอบว่าเพียงว่า ต้องการทางเลือกใดก็เท่านั้น แล้วข้าก็มั่นใจว่าเจ้ามิใช่คนโง่เขลา ที่คิดจะเลือกทางตาย แทนที่จะได้เงินสักก้อน เอาไว้จุนเจือตัวเจ้ากับมารดา” หญิงสาวปฏิเสธ ความคิดของสามี กลับจวนเช่นนั้นหรือ จะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อนางเสียเงินเป็นจำนวนไม่น้อย กว่าจะฝ่าฟันมาถึงจวนแม่ทัพ แต่แทนที่จะได้หน้าตากลับไป กลายเป็นว่าทุกอย่างพังทลายลง เพียงแค่ความเขลาของแม่สามี ที่ไร้ซึ่งความอดทน หากรู้จักคิดสักหน่อย ยินยอมโอนอ่อนผ่อนตามจ้าวเทียนฉี มีหรือเรื่องจะบานปลาย มาจนถึงขนาดนี้ ดวงตานางช่างมืดบอดเหลือเกิน ที่เห็นกรวดกลายเป
รถม้าสกุลสายรอง ภายในรถม้าหนิงเชียว นั่งใบหน้าบึ้งตึง สองมือกำหมัดแน่น ก่อนที่นางจะตวัดสายตามองไปยังสามีผู้ไร้ค่า ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม มิเคยทำได้สำเร็จ เมื่อก่อนนางดวงตา มืดบอดหรืออย่างไรกัน จึงได้เลือกคนเช่นนี้มาเป็นสามี “หยุดสายตาเช่นนั้นของเจ้าเสียหนิงเชียว ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็คือสามีของเจ้า หน้าที่ของภรรยา คือการสนับสนุนข้า มิใช่มาตำหนิข้าด้วยสายตาเยี่ยงนี้” จ้าวเทียนหลง ตวาดภรรยาเสียงกร้าว เมื่อนางกล้าที่จะมองเขา ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหยามหยัน เขาคือสามีของนาง ไม่ว่าเขาจะเป็นเช่นไร นางไม่มีสทธิ์ที่จะมองเขาต่ำต้อยกว่าผู้อื่น “เหอะ ๆ สนับสนุนอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าจะมีสิ่งใด ที่จะเอามาแลกให้ข้าเสียเวลากับเรื่องของท่านอีก วันนี้ยังอับอายไม่พออีกหรืออย่างไร” หญิงสาวแค่นี้หัวเราะอย่างเย้ยหยัน นางเหลือจะเชื่อกับความคิดของจ้าวเทียนหลง เขายังคิดว่าตัวเอง เหนือกว่านางอยู่อีกหรือ จึงคิดจะใช้อำนาจคำว่าสามี บีบบังคับนางให้ยอมจำนน “ตราบใดที่เจ้า ยังเป็นภรรยาของข้า ทุกอย่างที่ข้าเรียกร้อง เจ้ามิอาจปฏิเสธได้”
“ท่านกงกง วันนี้เป็นวันมงคลของบุตรสาวของข้า เรื่องในวันนี้ คิดเสียว่า...เป็นการหยอกเย้าของคนในครอบครัว จะได้หรือไม่ขอรับ” ท่านมหาเสนาบดี แม้จะมีความไม่พอใจอยู่มาก กับการกระทำของจ้าวฮูหยิน แต่จะทำอย่างไรได้ วันนี้คือวันมงคลของบุตรสาว เขาไม่อยากให้มีสิ่งใดมาขัดขวาง จนทำให้ชีวิตคู่ของนางไม่ราบรื่น ต่อให้นี่จะเป็นการแต่งงาน เพียงเพราะเหตุผลบางประการ แต่อย่างไรเสีย นางก็ได้ก้าวเข้าสู่จวนแม่ทัพแล้ว ภายหน้าจะเป็นเช่นไร ขึ้นอยู่ที่ใจของนาง แต่ ณ เวลานี้ สิ่งที่บิดาเยี่ยงเขาต้องการ คือความสงบของคนเป็นลูก “ท่านมหาเสนาบดีหลิว ใช่ว่าข้าอยากโต้เถียง กับคนซึ่งไร้เหตุผล พูดไม่รู้ความเยี่ยงนี้หรอก นะขอรับ แต่เพราะว่านางมิยินยอมเข้าใจสิ่งใดเลย ในเมื่อผู้ที่เลือกก้าวออกจากจวนแม่ทัพ ก็คือนางเอง ทุกสิ่งอย่าง นางเป็นคนกำหนดและจัดการ แต่วันนี้นางกลับมาก่อนเรื่องวุ่นวายไม่รู้จบสิ้น แต่เอาเถอะ! วันนี้ก็เห็นแก่ท่านมหาเสนาบดี และคู่บ่าวสาว ข้าจะละเว้นพวกเขาสักครั้ง แต่จ้าวฮูยินท่านจงฟังเอาไว้ให้ดี ว่าตัวข้าหาใช่เทพเซียน หรือหลวงจีนผู้บำเพ็ญเพียร ที่จะละเว้นท่านได้บ่อยครั้ง” อู๋กงกง จ
“สตรีที่ไม่ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติ คู่ควรแล้วหรือที่จะยืนอยู่เคียงข้าง บุตรชายคุณโตของข้า” จ้าวฮูหยินมีหรือจะยินยอมเสียหน้า ยิ่งเห็นบุตรชายแสดงความใส่ใจ ในตัวของภรรยาความชิงชังก็ยิ่งทวีคูณอยู่ภายในใจ “เวลานี้ ท่านจึงนึกได้หรือ ว่าสามีข้าคือบุตรชายคนโตของท่าน แต่อีกเรื่องที่ข้ามั่นใจ ฟังมาไม่ผิด คือท่าน...กับสามีของข้า แยกบ้าน และตัดสัมพันธ์ แม่ลูกไปแล้ว มิใช่หรือเจ้าคะ” หญิงสาวหันกลับไปเอ่ยกับแม่สามี นางรู้ดีว่าการมาปรากฏตัวที่นี่ ของสกุลสายรอง ย่อมมีเป้าหมายเพียงเพื่อ จะเกาะเกี่ยวอำนาจของสามี และครอบครัวของนาง เพื่อความยั่งยืนในราชสำนัก โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยหรือว่า นางนั้น...เป็นสตรีที่ไร้เมตตาเป็นที่สุด “แล้วอย่างไร สายเลือดไม่มีทาง ตัดกันขาดได้อย่างแน่นอน” “ใช่เจ้าค่ะ สายเลือดย่อมตัดกันขาดได้ แต่ผู้ที่เลือกก้าวออกจากที่นี่ด้วยตนเอง คือฮูหยินไม่ใช่หรือเจ้าคะ ต่อให้วันนี้มาเรียกร้อง ถึงความสำคัญ ย่อมยากที่จะได้รับ ฮูหยินพูดออกมาตรง ๆ เลยดีกว่าเจ้าคะ ว่าต้องการสิ่งใดกันแน่ เพราะข้าไม่มีทางเชื่อว่าท่านกับบุตรชาย มาที่นี่เพื่ออวยพรและยินดี” “เ
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ ข้าไม่ได้ทำเยี่ยงนั้น อย่าจึงใส่ความข้า” หญิงสาว เอ่ยกับผู้หญิงผู้นั้น ด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ นางไม่ควรจะกลายเป็นผู้ที่ต้องอับอายในงานเลี้ยงวันนี้ ทุกคำพูดที่นางพูดออกไป ยัยจึงกลายเป็นว่ามันกลับมาเป็นหอกทิ่มแทงตัวนาง มันควรจะเป็นพวกเขาสิ ไม่ใช่นางที่ต้องมาแบกรับความอับอายนี้ “เจ้ากำลังจะบอกว่า ถ้าพูดผิดเยี่ยงนั้นรึ เจ้าจะถามผู้ใดก็ได้ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่ข้าพูดหรือไม่ การกระทำของเจ้า บรรดาฮูหยินที่สามีมีอนุในเรือน ล้วนเคยเห็นมันมาแล้วทั้งสิ้น ข้านึกไม่ออกเลยว่า เจ้าเอาไปเอาพฤติกรรมเยี่ยงนี้ มาจากผู้ใดกัน” ฮูหยินผู้นั้น มีหรือที่จะยอม ก็นางเห็นชัดต่อสายตา จนอดรนทนไม่ได้พูดออกมา หากจะว่ากันตามความเป็นจริง นางก็ไม่สมควรที่จะแทรกการสนทนาของผู้ใดทั้งสิ้น ด้วยฐานะแขกและมารยาทอันดี แต่เพราะการกระทำของหนิงเชียว ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง นางยังเห็นแก่มิตรภาพอันดีที่รู้จักกับมารดาของหญิงสาว จึงต้องเอ่ยออกมาเช่นนี้ อับอายในตอนนี้ ก็ยังดีกว่าอับอายไปชั่วชีวิต แต่ดูท่าแล้ว หญิงสาวหาได้สำนึกแม้แต่น้อย เรียกว่าเกินเยียวยาแล้วจริง







