LOGINเรือนรับรองปีกตะวันออก เจียมสือเพียงก้าวพ้นประตูเรือนเข้ามา เข่าสองข้างทรุดลงกระแทกพื้นอย่างแรง มือข้างหนึ่ง ยันกายมิให้ทรุดล้มลงไปอีก อีกข้างวางอยู่ยังแผ่นอกหนา ที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง เขาถูกพิษตั้งแต่ตอนต่อสู้ ฮึ! คนพวกนี้ต่ำช้าเหลือเกิน ไม่สนวิธีในการกำจัดพวกเขาเลยแม้แต่น้อย หากไม่คิดว่าต้องรั้งรอ เพื่อหาตัวการใหญ่ มีหรือเขากับพี่สาว จะอดทนมาจนถึงทุกวันนี้ ชายหนุ่มขบกรามแน่น จนกรามหนาเป็นสันนูน เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า ดวงตาร้อนผ่าวราวไฟแผดเผา ช่างเป้นความทรมานที่ยากจะบรรยายจริง ๆ “คุณชายไหวหรือไม่ขอรับ”บ่าวคนสนิท รีบภลาเข้าประคองผู้เป็นนายเอาไว้ ด้วยมืออันสั่นเทา ก่อนจะพยุงให้คุณชายของเขาลุกขึ้น แล้วจึงพาเดินไปยังเก้าอี้ยาว เจียงสือไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เขาทำเพียงเอนกายลงนอน ตามความยาวของเก้าอี้ โดยมีหมอนหยกเย็นรองศีรษะเอาไว้ เหลยกงรีบกุลีกุจอ ไปนำผ้าชุบน้ำ มาเช็ดตามใบหน้า ที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดของผู้เป็นนาย “ข้าถูกพิษ เจ้าจงไปตามหมอจาง แต่จำไว้ให้ดี อย่าให้เรื่องนี้รู้ไปถึงหูของท่านอาหญิง กับท่านอาเขยเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” ชายหนุ่มเอ่ยก
“ท่านพ่อ!” หญิงสาวตะโกนเรียกบิดาเสียงหลง ก่อนจะพุ่งเข้า ขัดขวางการโจมตี จากด้านหลังของผู้เป็นบิดา แสงโคมไฟแม้จะไม่ได้สว่างมาก แต่นางก็ดูออกว่าคนผู้นั้นคือใคร ท่านมหาเสนาบดีหันกลับไปมองด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาใหม่คือบุตรสาว ที่กำลังต้านรับการโจมตีอย่างดุเดือด ใจของเขาก็รู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก เขาชรามากแล้วจริง ๆ ถูกลอบโจมตีจากด้านหลัง นี่คือครั้งที่สองแล้ว หากว่าบุตรสาว ตกอยู่ในสถานการณ์ เดียวกับม่อเหลียว บิดาเยี่ยงเขาจะทนรับได้อย่างไร แม้จะมิได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่เขาก็เลี้ยงนางมาจนโต มิได้เอามาอยู่ใกล้ แต่ก็ใช่ว่ามิไปสอดส่องเสียเมื่อไหร่กันเล่า “กระดูกแก่ ๆ ของข้าช่างไร้ค่านัก! เป็นครั้งที่สองแล้ว เกือบทำให้คนในครอบครัว ต้องได้รับบาดเจ็บ” ท่านมหาเสนาบดี พึมพำกับตนเอง ทุกถ้อยคำล้วนกล่าวโทษ ในความบกพร่อง ที่เขามิระวังเนื้อระวังตัว แทนที่จะช่วยก็กลับกลายเป็นภาระ เสียอย่างนั้น ชายสูงวัยได้แต่ยืนมองการต่อสู้ของบุตรสาว และหลานชายภรรยา โดยที่เค้าถูกกันให้ยืนอยู่เคียงข้างรถม้า มิได้มีการต่อสู้ใด ๆ ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูป ทุกอย่างก็จบสิ้นลง นั่นเพร
“ข้าปลอดภัยดี แต่เจ้า...” ท่านมหาเสนาบดี ตอบเด็กหนุ่ม ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ยิ่งเห็นสภาพของม่อเหลียวในตอนนี้ ความรู้สึกหวาดหวั่นภายในใจ พลันบังเกิดขึ้นในทันที ม่อเหลียวต้องมีความสำคัญ ต่อบุตรสาวคนรองของเขาเป็นอย่างมาก มิเช่นนั้นนางคงไม่เลือก ให้เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบห้า เป็นภูมิคุ้มกันเขากลับจวน “ข้าน้อยไม่เป็นไรครับ ยาของคุณหนูล้ำเลิศยิ่งนักขอรับ” ม่อเหลียวตอบกลับ เพื่อคลายกังวลให้แก่ท่านมหาเสนาบดี ก่อนที่เขาจะหันหลัง ให้แก่นายท่านอีกครั้ง การต่อสู้ยังคงเป็นไปด้วยความตึงเครียด เพราะจำนวนของคนไล่ล่า มีไม่น้อยเลย หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เกินสองก้านธูป คงยากที่จะต้านทานได้แล้วจริง ๆ “เจ้าเด็กโง่ ไยไม่หลบไป!” ในจังหวะที่ม่อเหลียว กำลังจะพลาดท่า เสียงตะโกนด่าทอมาด้วยความกรุ่นโกรธ ดังแทรกมาจากความมืด นั่นจึงทำให้ชายชุดดำ ที่พุ่งเข้าหาม่อเหลียว เสียสมาธิไปชั่วขณะหนึ่ง เคร้ง! เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น ท่ามกลางความมืด ก่อนที่ร่างสูงของชายหนุ่ม จะก้าวมายืนอยู่ระหว่าง ม่อเหลียวและชายชุดดำ “อย่าให้ข้าเห็น ว่าเจ้าทำเช่นนี้อีก ไม่เช่นนั้น ข้า
“นายท่าน”ม่อเหลียวและสองผู้ติดตาม ต่างพากันตะโกนเรียกผู้เสียงหลง เมื่อนายท่านได้พุ่งออกมาจากรถม้า พร้อมดาบในมือ ม่อเหลียวที่ยึดมั่นต่อคำสั่ง เคลื่อนกายเข้าปกป้องในทันที ซึ่งในจังหวะนั้นทำให้เขาพลาดถูกคมกระบี่ของคู่ต่อสู้ ตวัดถูกต้นแขน แต่เขากลับไม่ได้แสดงออกถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย “ไม่ต้องห่วงข้า อย่างไรวันนี้เราทุกคน จะได้กลับบ้านพร้อมกัน” ท่านมหาเสนาบดี เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น กระบี่ในมือถูกชักออกจากฝักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายสูงวัยผู้พุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ รวมฝ่าฟันเคียงหลังบ่าเคียงไหล่ ไปกับทั้งสามคน การต่อสู้ที่ดูจะตึงมืออยู่ไม่น้อย ด้วยจำนวนคนก็เสียเปรียบ ทั้งวัยและอาวุธ ล้วนมิอาจเทียบเท่าอีกฝ่ายได้เลย การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ท่านมหาเสนาบดี ไม่ได้คิดที่จะล่าถอย กับการต่อสู้ในครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไร เขาจะต้องมีชีวิตรอด กลับไปพบกับภรรยาและทุกคน เพื่อมิให้บุตรสาวที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ต้องมีบาดแผลภายในใจ มันยังไม่ถึงเวลาเขาสามีภรรยา จะเดินทางสู่ปรโลก เพื่อไปหาบุตรสาวคนโต เวลานั้นที่เขาจะไป เขาต้องมั่นใจว่าหนวนหนวนของเขา สามารถมีชีวิตที่ปลอ
ไม่มีคำใดเอ่ยจากสองผู้ติดตาม ทั้งคู่ทำเพียงก็กระชับอาวุธในมือ เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับหน้าที่ผู้ติดตาม ยิ่งผู้เป็นนายมีอำนาจมากเพียงใด หน้าที่ของพวกเขายิ่งหนักอึ้งมากเท่านั้น สายตาของทั้งคู่ไม่ได้ละไปจากความมืดตรงหน้า พวกเขาคือเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนั้นทุกประสาทสัมผัส ย่อมต้องเปิดให้กว้างเข้าไว้ ม่อเหลียว ก้าวออกไปเบื้องหน้า พลองในมือถูกควงเป็นวงล้อ ในสายต่างคนทั่วไป การกระทำของเขา คือความโอหัง มั่นใจในฝีมือตนเอง จึงรีบแสดงตนอย่างลำพองใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำให้คู่ต่อสู้รู้สึกย่ามใจ และรู้สึกว่ากำลังถือไพ่เหนือกว่าเด็กคนหนึ่ง นั่นต่างหากคือความหละหลวม ที่จะเปิดช่องโหว่ให้เขา และสองผู้ติดตาม สามารถกำชัยได้ ต่อให้เก่งเพียงใด กำลังคนที่น้อยกว่า ย่อมเรียกว่าเสียเปรียบ คนพวกนี้กำลังตั้งใจ ทำให้นายหญิงของเขา ต้องแบกรับความเจ็บปวดและความอัปยศ ในวันสำคัญเช่นนั้นหรือ ต่อให้เค้าต้องตายในเวลานี้ สิ่งนั้นก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นเป็นอันขาด! “ช่างน่าเห็นใจนัก ฮ่า ๆ ดูท่าสกุลหลิว จะขาดแคลนองครักษ์เหลือเกินนะ ถึงจะกล้าให้เด็ก คนหนึ่ง
ทางด้านรถม้า สกุลหลิว เวลานี้มีเพียงผู้ติดตามคุ้มกันแค่สองคน รวมถึงคนขับรถม้าอีกหนึ่งคน นั่นเท่ากับว่า ไม่มีผู้อื่นที่คอยคุ้มกันสองภรรยาสกุลหลิวแล้ว ม่อเหลียวยังคง ควบคุมรถม้า ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าความเร็วจะเกินกว่าที่เคยวิ่ง ซึ้งเขาไม่กลัวว่าจะพลาดในการควบคุม เพราะก่อนการเดินทาง เขาได้ขี่ม้าไปกลับเส้นทางนี้ จนแม้แต่หลับตาก็รู้ว่าตรงไหนมีหลุมบ่ เขาใช่คนที่ไม่เคยเตรียมพร้อมเสียเมื่อไหร่กัน ไม่อย่างนั้นคืนนี้จะเป็นเขาหรือ ที่ขับรถม้าพาครอบครัวหลิวกลับจวน แทนคนขับรถม้าเดิมของสกุลหลิวเมื่อการไหล่ล่า ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง เช่นนั้นก็คงต้องเป็นเขา ที่หยุดการไปต่อเองแล้ว เด็กหนุ่มยกยิ้มมุมปาก เมื่อนึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ หนทางข้างหน้ายังอีกไกล กว่าจะพ้นเขตป่านี้ออกไปได้ ในเมื่อการหลบหนี มิได้ทำให้โอกาสรอดชีวิตมากพอ เช่นนั้นก็ต้องเก็บชีวิตเอาไว้ เสี่ยงดวงกันดู ว่าผู้ที่ไล่ลามาอย่างกระชั้นชิด กับตัวเขาและภูมิคุ้มกันอีกสองคน จากสกุลหลิว จะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้หรือไม่รถม้าที่ห้อทะยานตรงไปตามเส้นทาง บัดนี้มันค่อย ๆ เริ่มชะลอตัวช้าลง นั่นทำให้ผู้ติดตามอีกสองคน ที่ควบม้าเคียงข้าง ก็ชะล







