LOGINเส้นทางไปเรือนครัว พ่อบ้านชราค่อย ๆ ก้าวเดินไปตามเส้นทาง ที่ปูด้วยหิน เขามิอาจก้าวเดินได้เร็ว เยี่ยงวัยหนุ่มสาว ดวงตาก็ติดจะฝ้าฝาง โคมไฟในมือที่คอยยกส่องดูพื้นอยู่เป็นระยะ ด้วยเกรงว่าจะมีงูและสัตว์ มีพิษโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ ตลอดเส้นทางเดิน ชายชรามีหยุดบ้างเป็นบางครั้ง เมื่อได้ยินเสียงแปลกปลอม “หูแก่ ๆ ของข้านี่ ได้ยินไปทั่วเสียจริง” ชายชราพร่ำบ่นให้ตนเอง ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อไป ท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ ของเขา ทำให้ผู้ที่ติดตาม เพื่อที่จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ยกยิ้มเย้ยหยันให้กับตนเอง เขามากด้วยฝีมือ แต่ต้องกลับมาต่อสู้กับคนชรา ที่ใกล้จะลงโลงได้อีกไม่ช้า ท่านหัวหน้าช่างดูหมิ่นฝีมือพวกเขาเกินไปแล้ว คนแก่ผู้นี้ฝ่ามือเดียวก็สิ้นใจแล้ว ไยจึงให้พวกเขาติดตามมาถึงสองคน มิคุ้มค่าเสียเลย “ผู้ใดกัน! พวกเจ้าเป็นใคร! บ่าวไพร่ที่ไหนมิรู้ทำหน้าที่ มาพูดจาโหวกเหวกให้รำคาญหูข้าอยู่ตรงนี้หรือ” พ่อบ้านชราตะดกนถามออกไป พร้อมทำท่าหันรีหันขวาง เยี่ยงชายชรามั่ว ๆ ไป แต่นั่นก็ทำให้เสียงกระซิบกระซาบ ของชายชุดดำทั้งสอง หยุดชะงักลงในทันที ทั้งคู่เพ่งมองไปยังชายชราอีกคร
“งดงามเยี่ยงนั้นรึ! สตรีอย่างเจ้า ตรงไหนที่เรียกว่างดงาม เพ้อฝัน!” ชายชุดดำเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน แม้ว่าความกลัวของเขา มันเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จนมิอาจควบคุมอาการสั่นเทานั้นเอาไว้ได้ แต่มีหรือคนเยี่ยงเขา ที่เป็นบุรุษเต็มกาย จะมาพ่ายให้แก่สตรี ที่เป็นสาวใช้ชั้นต่ำคนหนึ่ง “ในแดนเหนือ ข้าก็มั่นใจว่ามิเป็นรองผู้ใด”หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงขบขัน นางมิได้อวดอ้างไร้สาระ หากกับหญิงงามทั่ว ๆ ไป นางมิได้ด้อยกว่าผู้ใดเลย แต่ถ้าเทียบกับคุณหนู นางย่อมเป็นรองอยู่หลายส่วน “สตรีหลงตัวเอง สาวใช้ชั้นต่ำเยี่ยงเจ้า อึก!” “เก็บปากของเจ้า เอาไว้ไปพูดกับยมบาลดีกว่า อย่ามาเห่าหอน รบกวนค่ำคืนอันแสนล้ำค่าของนายข้า” ชุ่ยผิง เอ่ยเสียงเบา ๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน ค่ำคืนแสนหวานของคู่บ่าวสาว ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ทำลาย ชายชุดดำมีหรือจะยินยอม เขารวบรวมพลังลมปราณ ไปที่ฝ่ามือก่อนจะเหวี่ยงหมัดออกไปเต็มแรง หมายจะชกเข้าที่สีข้างของหญิงสาว ทว่า... กำปั้นของเขา กลับถูกรวบกำเอาไว้ด้วยฝ่ามือบางของหญิงสาว ทว่ามันกลับแข็งแกร่งเกินมือของสตรี เรียวปากงามแสยะออก ม
“เรื่องการแต่งงานของท่านแม่ทัพ แม้ว่าจะเกิดขึ้นปุบปับ แต่ข้าก็ยินดียิ่งนัก ที่คุณหนูใหญ่ของเจ้า จะมาเป็นนายหญิงของที่นี่” พ่อบ้านชราเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เขากำลังจะก้าวออกจากเรือนหอ ของผู้เป็นนายไป มีหรือเขาจะไม่รู้ ว่าตอนนี้มีแขก ที่มานอกเหนือเวลาของงานเลี้ยง กำลังเฝ้าจับตา ดูความเคลื่อนไหวภายในเรือน แต่ในเมื่อเขาชายชราผู้มีผมขาวโพลน จะจะอยู่ให้กลายเป็นภาระ และเกะกะหนุ่มสาว ที่จะทำหน้าที่ปกป้องนายอล่า สู้เขาพากระดูกแก่ ๆ ไปดูบ่าวไพร่ จัดเก็บจานชาม ในเรือนครัวจะดีกว่า ทางนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ ของชนรุ่นใหม่จะดีกว่า “ชุ่ยผิงเอง ก็ยินที่ชั้นแม่ทัพ เป็นเสมือนเกราะกระบัง ให้แก่คุณหนูของข้าน้อยเจ้าค่ะ” การผูกมิตรเอาไว้ถือเป็นเรื่องดี แม้จะไม่รู้ถึงจิตใจ เพราะเพิ่งพบเจอเพียงไม่กี่ครั้ง แต่การใช้ชีวิตที่นี่ ยังต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง นางไม่เย่อหยิ่งให้เสียถึงนาย ย่อมเป็นการดีที่สุด ส่วนจะถูกมองว่าประจบเอาใจ เพื่อจะได้อยู่ในจวนอย่างสะดวกนั้น ก็สุดแท้แต่ใครจะมอง ซึ่งครึ่งหนึ่งย่อมเป็นเรื่องจริง แค่สืบหาตัวคนร้ายก็ว่ายากแล้ว เพราะต้องเสียเวลาในการ
จวนแม่ทัพจ้าว ภายในเรือนหอที่ยังมีโคมแดง ประดับประดาส่องสว่างไปทั่วทั้งลานเรือน ทว่ากลับมีเพียงความเงียบ ที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งเรือน โดยเวลานี้คู่บ่าวสาว ได้เข้าหอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บรรดาบ่าวไพร่ จึงได้แยกย้ายกัน เข้าเรือนพักของตนเองเช่นเดียวกัน เงาร่างหลายสาย ได้พุ่งผ่านเข้ามาในเขตเรือน ทุกคนต่างหมอบราบ อยู่ภายในความมืด สายตาที่คุ้นชินกับยามค่ำคืน ได้มองสำรวจทั่วบริเวณ ซึ่งมิใช่ปัญหาเลย เพราะโดยรอบนั้น มีทั้งคบไฟและโคมไฟ ที่ประดับประดาส่องสว่าง สมกับเป็นวันงานแต่งของเจ้าของเรือน “งานนี้อย่าให้พลาด หาไม่แล้วชีวิตของพวกเจ้า คงอยากจะรักษาไว้ได้” หนึ่งในชายชุดดำที่เป็นหัวหน้า ขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น กับ ครอบครัวสกุลหลิว ในเส้นทางกลับจวน นั่นก็ทำให้ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่โกรธกริ้ว จนแทบจะสังหาร ท่านเจ้าสำนัก ที่ไม่อาจกำจัดสกุลหลิวได้สำเร็จ “ข้าน้อยทราบแล้วครับ”ชายชุดดำรับคำ ทั้งที่ในใจของเขานั้น มั่นใจเพียงแค่ไม่กี่ส่วนเท่านั้น เพราะนี่ไม่ต่างจากเดินเข้าสู่ใต้คมดาบมัจจุราชชัด ๆ “จำไว้...ถ้าเอาชีวิตไม่ได้ ก็จงทำให้
ณ กระท่อมชานเมือง ปัง! กำปั้นหนาทุบลงบนโต๊ะน้ำชา ด้วยโทสะที่กำลังพุ่งขึ้นจนถึงขีดสุด ทุกอย่างที่วางไว้มันควรที่จะสำเร็จผลเป็นอย่างดี ไยจึงเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า พวกมันรอดชีวิตกลับไปได้ทุกคน แม้แต่บ่าวสักคนยังไม่มีใครถึงตาย แต่คนที่ตายกลับเป็นคนของเขา มันน่าเจ็บใจนัก! “นี่หรือ...นักฆ่าชั้นสูง ที่เจ้าคุยนักคุยหนา ว่าเพียงพริบตาก็สังหารพวกมันได้แล้ว สาวใช้นางเดียว ยังไม่มีปัญญาที่จะบั่นคอได้เลย” ชายชายสวมหน้ากาก เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียง ที่เต็มไปด้วยความโกรธกริ้ว ทำให้ผู้ที่ คุกเข่าอยู่ต่อหน้าตัวสั่นเทา ด้วยความหวาดกลัว นี่คือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ ที่มันเกิดขึ้นซ้ำสอง ก็ไม่แปลกที่นายท่าน จะโกรธถึงเพียงนี้ “ข้าน้อยไม่คิดว่าจะเกิดความผิดพลาด ใหญ่หลวงเพียงนี้ขอรับ” ชายผู้นั้นหมอบอยู่กับพื้น ตลอดร่างสั่นเทา จนยากจะควบคุมให้สงบลงได้ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นราวดอกเห็ด ทว่าคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ กลับไม่มีท่าทีจะเห็นใจเลยแม้แต่น้อย “ข้าไม่อยากจะเชื่อ ว่าแม้แต่คนขับรถม้า ยังมีฝีมือมากขนาดนั้น ช่างเหนือความคาดหมายนัก! ลูกหลานสกุลหลิว ซ่อนความสามารถเอา
เรือนรับรองปีกตะวันออก เจียมสือเพียงก้าวพ้นประตูเรือนเข้ามา เข่าสองข้างทรุดลงกระแทกพื้นอย่างแรง มือข้างหนึ่ง ยันกายมิให้ทรุดล้มลงไปอีก อีกข้างวางอยู่ยังแผ่นอกหนา ที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง เขาถูกพิษตั้งแต่ตอนต่อสู้ ฮึ! คนพวกนี้ต่ำช้าเหลือเกิน ไม่สนวิธีในการกำจัดพวกเขาเลยแม้แต่น้อย หากไม่คิดว่าต้องรั้งรอ เพื่อหาตัวการใหญ่ มีหรือเขากับพี่สาว จะอดทนมาจนถึงทุกวันนี้ ชายหนุ่มขบกรามแน่น จนกรามหนาเป็นสันนูน เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า ดวงตาร้อนผ่าวราวไฟแผดเผา ช่างเป้นความทรมานที่ยากจะบรรยายจริง ๆ “คุณชายไหวหรือไม่ขอรับ”บ่าวคนสนิท รีบภลาเข้าประคองผู้เป็นนายเอาไว้ ด้วยมืออันสั่นเทา ก่อนจะพยุงให้คุณชายของเขาลุกขึ้น แล้วจึงพาเดินไปยังเก้าอี้ยาว เจียงสือไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เขาทำเพียงเอนกายลงนอน ตามความยาวของเก้าอี้ โดยมีหมอนหยกเย็นรองศีรษะเอาไว้ เหลยกงรีบกุลีกุจอ ไปนำผ้าชุบน้ำ มาเช็ดตามใบหน้า ที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดของผู้เป็นนาย “ข้าถูกพิษ เจ้าจงไปตามหมอจาง แต่จำไว้ให้ดี อย่าให้เรื่องนี้รู้ไปถึงหูของท่านอาหญิง กับท่านอาเขยเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” ชายหนุ่มเอ่ยก







