Masuk“คุณชายหม่าเกรงใจไปแล้ว ข้าเยว่ป่ายเหอ มาที่นี่เพราะได้ยินข่าวการฆาตกรรม”
“ที่แท้เป็นรองประมุขเยว่” หม่าเซียวหรานเลิกคิ้วทั้งยังเปลี่ยนท่าทีเป็นสุภาพอ่อนน้อมยิ่งกว่าเดิม
บุรุษด้านหลังเขาต่างก็แนะนำตัว ทั้งยังยกมือขึ้นคำนับนางด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบรองประมุขวังบุปผาเหนือ
ชื่อเสียงของนางมารทั้งสองแห่งวังบุปผา เขาไหนเลยจะไม่เคยได้ยิน เห็นชัดว่าข่าวลือเกี่ยวกับวรยุทธ์อันไร้เทียมทานของรองประมุขวังบุปผา หาใช่เพียงแค่ข่าวลือ
ใบหน้าหลิวหรงยังคงเรียบเฉย ดวงตาหรือก็เย็นชาจนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ นางกวาดสายตามองบุรุษทุกคนตรงหน้า ในยามที่พวกเขาแนะนำตัว
“นี่คือจื่อเยียนคนสนิทของข้า ส่วนอีกคนคือกุนซือของข้านางมีนามว่าอวี้เหลียน พวกท่านคงได้พบนางในอีกไม่ช้า”
ท่าทีเย่อหยิ่งและบรรยากาศเยือกเย็นรอบกายของหลิวหรง ทำให้ไม่มีผู้ใดสงสัยว่านางคือเยว่ป่ายเหอตัวจริงหรือไม่ อีกทั้งพวกเขาต่างก็รับรู้ได้ว่ากำลังภายในของอีกฝ่ายนั้นไม่ธรรมดา
“เช่นนั้นข้าจะพาท่านไปพบท่านพ่อและผู้อาวุโส” หม่าเซียวหรานเสนอตัว
“อย่าลำบากเลย พวกท่านมิใช่ว่าอยู่ในระหว่างทางไปยังสถานที่เกิดเหตุหรอกหรือ อย่าให้ข้าถ่วงเวลาเลย คนของข้าล่วงหน้าไปที่นั่นแล้ว พวกท่านคงพบนางที่นั่น” เอ่ยจบหลิวหรงก็เดินตามคนของคฤหาสน์ตระกูลหม่าไป
“ใช่นางหรือ” โจวจื่อหยวนกระซิบถามเมื่อหลิวหรงเดินจากไป
“ชุดขาว พัดผ้าไหม นั่นย่อมต้องเป็นเยว่ป่ายเหอ รองประมุขวังบุปผาเหนือ นางมารน้ำแข็งปิงเหอ” หม่าเซียวหรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ชื่นชมหลายส่วน
เขากระหายที่จะได้เห็นพัดปิงเหอใกล้ ๆ เหลือเกิน กระนั้นเขาไหนเลยจะกล้าบอกนางกางออกมา เพราะได้ยินมาว่าพัดปิดเหอกางจะกางออกก็ต่อเมื่อในยามที่ดื่มเลือดเท่านั้น!!!
“แต่พวกนางล้วนสวมชุดขาวและถือพัดผ้าไหม” หลิ่วเฉินไม่ใคร่จะเห็นด้วย
“บุคลิกของเยว่ป่ายเหอหาใช่จะเลียนแบบได้ง่าย ๆ พวกท่านไม่รู้สึกถึงบรรยากาศกดดันยามที่นางมาถึงหรอกหรือ หรือท่านคิดว่าอย่างไรคุณชายหลี่” โจวจื่อหยวนคล้อยตามหม่าเซียวหราน
“เมื่อครู่ประมุขเยว่มิใช่บอกว่าคนของนางล่วงหน้าไปยังที่เกิดเหตุแล้วหรอกหรือเราสมควรเร่งฝีเท้าได้แล้ว” หลี่เทียนเสียงเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ชายหนุ่มจากสี่ตระกูลผู้รับหน้าที่สอบสวนเพื่อหาคนร้ายได้ยินเช่นนั้นก็เร่งฝีเท้าจนมาถึงที่เกิดเหตุทันที พวกเขาทั้งหมดมีอันต้องชะงัก เนื่องจากบัดนี้บนกำแพงสูงปรากฏแผ่นหลังของคนผู้หนึ่งกำลังนั่งนิ่งอยู่
ร่างอรชรที่บ่งบอกชัดว่าเป็นสตรีในชุดบุรุษ ทำให้ทุกคนเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย แถบผ้าสีขาวซึ่งมัดรวบเส้นผมพลิ้วไหวตามสายลม ในยามที่คนผู้นั้นค่อย ๆ ยืนขึ้น เพราะรับรู้การมาถึงของพวกเขา
ใบหน้าเฉยชาค่อย ๆ หันมามองผู้เข้ามาใหม่ ดวงตาเรียบเฉยคมกริบกวาดมองไปยังชายหนุ่มแต่ละคนอย่างพิจารณา
“ชุดขาวทั้งยังถือพัดอีกคนแล้ว” หลิ่วเฉินกระซิบกับโจวจื่อหยวน กระนั้นเขาพลันรับรู้ถึงแรงกดดันจากร่างที่อยู่บนกำแพง แม้นางเพียงปรายตามองมาด้วยดวงตาเรียบเฉย
“แม่นางท่านนี้คงจะเป็นแม่นางอวี้เหลียนจากวังบุปผากระมัง” หม่าเซียวหรานเอ่ยทักขึ้น
ในใจของเขาอดที่จะประหลาดใจไม่ได้ เหตุใดเขาจึงให้รู้สึกว่าคนของวังบุปผาทุกคนนั้น ช่างเก่งกาจในเรื่องทำให้บรรยากาศรอบกดดันยิ่งนัก
“ท่านรองประมุขได้รับข่าวว่าพวกท่านส่งตัวแทนจากแต่ละตระกูลเข้าร่วม ทั้งนี้ก็เพื่อหาตัวฆาตกรตัวจริง ข้าคือตัวแทนของวังบุปผาเหนือ”
ในยามที่เอื้อนเอ่ยเยว่ป่ายเหอฉวยโอกาสกวาดสายตามองบุรุษทุกคนที่ยืนอยู่ด้านล่าง ในที่สุดนางก็หยุดสายตาลงที่ใบหน้าซีดขาวของหลี่เทียนเสียง และก็พบว่าสายตาของเขาเองก็มองมายังนางอย่างพิจารณาเช่นกัน
หญิงสาวเพียงละสายตาจากเขา ก่อนจะหันกลับมาสนใจสถานที่เกิดเหตุเช่นเดิม
“แม่นางพบร่องรอยใดบ้างหรือไม่”
น้ำเสียงเป็นมิตรของหลี่เทียนเสียง ทำให้นางสนใจใคร่รู้ในตัวของอีกฝ่ายขึ้นมาเล็กน้อย หญิงสาวกวาดสายตามองไปโดยรอบ ก่อนหันมามองยังหลี่เทียนเสียง
“คนร้ายน่าจะยังอยู่ในคฤหาสน์” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวไม่ใส่ใจ กระนั้นทุกคนในที่นั้นกลับเลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจ
“เหตุใดแม่นางจึงคิดเช่นนั้น” หลี่เทียนเสียงเอ่ยถามนางทั้งยังก้าวเข้าไปยังลานกว้าง ซึ่งตอนนี้มีสัญลักษณ์เขียนบอกชัดว่าเคยมีศพสองศพนอนแน่นิ่งอยู่ กระนั้นศพของคนทั้งสองได้ถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาว หางตาหรือก็แอบเหลือบไปมองพัดในมือของนาง
“แม่นางแม้เจ้าจะมีวรยุทธ์ กระนั้นอีกฝั่งเป็นหน้าผาสูงชัน ข้าว่าเจ้าลงมาก่อนดีหรือไม่ ข้ายังไม่อยากให้เกิดโศกนาฏกรรมใด ๆ ที่นี่อีก”
หม่าเซียวหรานมองไปยังกำแพง ซึ่งหญิงสาวยืนอยู่ด้วยความกังวล ร่างโปร่งบางอรชรอ้อนแอ้นแม้จะยืนนิ่งมั่นคงไม่ไหวเอน แต่อีกฝั่งนั้นเป็นหน้าผาสูงชัน หากพลาดพลั้งก็มีแต่จะเอาไปทิ้งโดยใช่เหตุ
“ข้าเดาไว้ไม่ผิด เจ้ามากับรองประมุขเยว่จริง ๆ ด้วย”
น้ำเสียงยียวนของหลินเจ๋ออี้ที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาทำให้เยว่ป่ายเหอขมวดคิ้ว นี่เป็นครั้งแรกที่นางแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้า
“เจ้าก็อยู่ที่นี่หรือ”
ทันทีที่ได้ยินว่าเยว่ป่ายเหอส่งกุนซือผู้หนึ่งเข้าร่วมการสอบสวนครั้งนี้ หลินเจ๋ออี้ก็มั่นใจว่าเป็นนางไม่ผิดแน่ เขาเคยพ่ายแพ้ให้นางมาก่อนหน้านี้ ในยามที่ไต้ซือซย่าอิงประกาศหาผู้ที่เหมาะสมเพื่อครอบครองคัมภีร์สงบใจ เขาและนางเข้าร่วมการแก้ปริศนาสามข้อ และเป็นนางที่เอาชนะเขาได้
แม้จะพยายามสืบหาตัวตนของอีกฝ่ายเพียงใด สิ่งที่เขาได้รู้มีเพียงนางเป็นกุนซือของเยว่ป่ายเหอ ซึ่งเรื่องนี้ไต้ซือซย่าอิงบอกเขาด้วยตัวเอง
เงาร่างในชุดสีขาวเหินกายลงมาช้า ๆ ปลายเท้าของนางค่อย ๆ วางลงบนพื้นไม่ไกลจากหลี่เทียนเสียง
“ท่านรู้จักกับแม่นางอวี้เหลียนมาก่อนหรือ” หม่าเซียวหรานเอ่ยถามยิ้ม ๆ เขาได้ยินมาว่าวังบุปผามีกฎห้ามติดต่อกับคนนอก เหตุใดหลินเจ๋ออี้จึงรู้จักกับกุนซือวังบุปผา เรื่องนี้นับว่าน่าแปลกใจไม่น้อย
นี่อาจเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดแล้ว...เขาเองก็ไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ที่ต้องโทษตัวเองไปตลอดชีวิต อย่างน้อยเขาก็ได้ส่งบุตรชายไปดูแลทายาทคนเดียวของเหอจือวั่นแม้ไม่อาจทดแทน อย่างน้อยความรู้สึกผิดท่วมท้นก็บรรเทาลง เพื่อความสบายใจของเขาเอง...ยังไม่ทันที่จะได้ออกจากเหลียนหัวซาน เยว่จื่อจิงพลันขมวดคิ้ว สายตาของนางกวาดมองไปยังด้านหลัง ทำให้หลี่เทียนเหวินเองก็มีท่าทีระแวดระวัง รถม้าขนาดกลางซึ่งกำลังวิ่งตามมาด้านหลัง ทำให้คนทั้งสองหรี่ตาลงมองไม่วางตาผู้ที่บังคับรถม้าสวมชุดสีดำทั้งตัว เขาเป็นบุรุษที่สวมหมวกที่มีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้มิดชิด กระทั่งรถม้าจอดลงผู้มาใหม่ก็ยังไม่ยอมเผยใบหน้าให้เห็น“จอมยุทธ์ท่านนี้ ท่านตามเราสองคนมาด้วยเหตุใด”มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง บรรยากาศเริ่มกดดันทันทีที่เยว่จื่อจิงก้าวมายืนตรงหน้าหลี่เทียนเหวินคนผู้นั้นดึงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ของสิ่งนั้นถูกกำลังภายในซัดออกมา เยว่จื่อจิงรับเอาไว้อย่างง่ายดาย ก่อนที่นางจะอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นว่าของสิ่งนั้นคืออะไร“พวกเจ้า! เจ้า...ท่านมีวรยุทธ์! นางเล่า นาง...”ไม่มีเสียงตอบรับอีกทั้งรถม้าก็เริ่มออกว
“หากคนที่นี่ยุ่งยากมากเรื่องกันนัก พรุ่งนี้ข้าจะพาเขากลับวังบุปผาทันที” เอ่ยจบนางก็ละสายตากลับมา ก่อนเริ่มพันแผลให้ชายหนุ่มที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาตั้งแต่แรกเริ่ม หลี่เซวียนกระแอมออกมาเสียงหนึ่ง คนด้านหลังของเขามีท่าทีประดักประเดิด กระนั้นพวกเขาก็ยังมีแก่ใจส่งเสียงขอโทษนางออกมา ก่อนจะทยอยกันเดินหายไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ดังเดิม“ข้าจะกลับวังบุปผา” เยว่จื่อจิงเอ่ยหลังจากพันผ้าพันแผลให้เขาเสร็จ “เกี้ยวจะถูกส่งมารับท่านหนึ่งเดือนข้างหน้า คิดว่าท่านคงเตรียมตัวทัน”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มพลันเลิกคิ้วมองนางอย่างอ่อนใจ “เช่นนี้เป็นอย่างไร ข้าจะกลับพร้อมเจ้า แต่เราไหว้ฟ้าดินกันก่อนอย่างถูกต้อง จากนั้นเราค่อยออกเดินทางจากเหลียนหัวซานพร้อมกัน”หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาด้วยท่าทีลังเล “เช่นนั้นข้าจะให้พวกนางเดินทางล่วงหน้าไปเตรียมการณ์ ข้า...ให้เวลาท่านสองวัน วันที่สามออกเดินทาง”“ได้”เขารับปากนางอย่างง่ายดายจนแม้แต่หญิงสาวเองก็คาดไม่ถึง“ท่าน...ยอมไปกับข้าจริง ๆ หรือ”“หากข้าไม่ไปตอนนี้แล้วเจ้ากลับคำไม่ส่งเกี้ยวมารับ ข้ามิต้องม่ายขันหมากหรอกหรือ” เขายังคงเห็นขันกับเรื่องนี้“จิงเอ๋อร์...เจ้าเป็นส
“ข้ายังทนหิวได้อีกนิดหน่อย” นางกระซิบก่อนจุมพิตคนที่เอาแต่อดทนอดกลั้น “เดินทางมาหลายวันท่านไม่คิดถึงข้าเลยหรือ ข้าคิดถึงท่านแทบแย่”“มิใช่เพราะเจ้าที่บอกว่าไม่ชอบพื้นหยาบ ๆ หรือไร” เขากระซิบเสียงพร่า กระทั่งอุ้มนางตัวลอยขึ้นแล้วก้าวเดินไปยังฉากกั้นที่เขาเตรียมน้ำสำหรับอาบเอาไว้ “หากอาหารเย็นชืดอย่าโทษข้า เป็นเจ้าเองที่ยั่วยวนข้า”และแล้ววันนั้นกว่าที่คนทั้งสองจะได้กินมื้อเย็น ก็ในอีกชั่วยามต่อมา ซึ่งแน่นอนว่าอาหารทั้งหมดเสี่ยวเอ้อต้องนำลงมาอุ่นใหม่ หลังจากมื้อเย็น ทั้งสองจึงเริ่มปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรจึงจะสามารถเข้าถึงตัวเยว่จื่อจิง ในยามที่ตระกูลหลี่วุ่นวายเช่นนี้ในความมืดเยว่จื่อจิงจ้องมองหลี่เทียนเหวิน ด้วยดวงตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ หญิงสาวกำลังใคร่ครวญบางอย่างในใจเงียบ ๆ คิดทบทวนและพยายามคาดเดาการกระทำของอีกฝ่ายอย่างละเอียดนางถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนตั้งใจจะลุกขึ้น กระนั้นคนที่นางคิดว่าหลับอยู่กลับคว้าข้อมือนางเอาไว้“หากถอนหายใจครั้งหนึ่งต้องอายุสั้นลงหนึ่งปี เช่นนั้นตั้งแต่เจ้ามานั่งลงข้างเตียงคงอายุสั้นแล้วอย่างแน่นอน”“ท่านกำลังแช่งข้าหรือ” นางเอ่ยถามเขาเสียงเข้ม“ช่วยข้าไ
หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างโกรธกรุ่น เมื่อครู่นางมองไม่ผิดอย่างแน่นอน เขาจงใจไม่ปัดป้องกระบี่ของนางชัด ๆ “ท่านจงใจยอมแพ้หรือ” หญิงสาวกัดฟันกรอด“อย่าลืมคำสัญญาของตัวเองเล่า”“บัดซบ! หลี่เทียนเหวิน เจ้าคนสมควรตาย!” นางสบถออกมาแม้จะสบถออกมาแต่นางกลับดึงกระบี่ออก ปรี่เข้ามาสกัดจุดบนร่างใหญ่ กระทั่งเข้าไปประคองร่างที่กำลังโงนเงน แต่ท่าทีเช่นนั้นดูเผิน ๆ แล้วคือการถลาเข้าไปกอดชายหนุ่มเอาไว้ในสายตาชาวยุทธ์ทั่วหล้าหลี่เทียนเหวินเอนตัวเข้าหาร่างเล็ก เกาะกุมนางเอาไว้จนมั่นใจว่านางจะไม่ดิ้นหลุดมือไปแน่ ๆ กระทั่งมองเห็นเหล่าผู้อาวุโสกำลังปรี่เข้ามาดูอาการของเขา“จิงเอ๋อร์ ข้ารู้นะว่าเจ้าเองก็จงใจจะพ่ายแพ้ให้ข้า” เขากระซิบเสียงเบาให้นางได้ยินเพียงคนเดียว “คิดไปจากข้าตอนนี้ ไม่ง่ายแล้ว”เยว่จื่อจิงสบถด่าทอชายหนุ่มออกมาหลายคำ กระทั่งผู้คนมากมายห้อมล้อมเข้ามา นางเงยหน้ามองทุกคนด้วยดวงตราโกรธเกรี้ยว “ไสหัวไปให้หมด!! หาไม่ข้าจะไม่เกรงใจแล้ว!!”พูดจบก็ตะโกนเรียกชุ่ยจวี๋ให้มารับกระบี่ไปจากมือของตน มองใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้มของหลี่เทียนเหวิน นางพลันรู้สึกอยากสังหารคนขึ้นมาหญิงสาวกระชับมือเข้ากับร่างแกร่
“ท่านพ่อเช่นนั้นข้าขอเสนอตัวเอง” หลี่เทียนเหวินพลันเอ่ยออกมาทุกคนสูดหายใจเข้าด้วยความประหลาดใจ แม้แต่เยว่จื่อจิงเองก็ยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม“ย่อมได้” นางตกลงก่อนจะหันไปมองหลี่เซวียน “หากข้าชนะ ข้าจะพาเขาไปทันที เรื่องในยุทธภพพวกท่านไม่อาจยุ่งเกี่ยว เรื่องฝ่ายมารตระกูลหลี่ยิ่งไม่อาจสอดมือ หากข้าพ่ายแพ้จากวันนี้ไปอีกห้าสิบปี วังบุปผาจะไม่ย่างกรายเข้ามาในหวงยี่ซานอีก”หลินยวี๋หรงขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินกระนั้นหลินเจ๋ออี้กลับยิ้มออกมา “นี่เป็นวิธีที่ชาญฉลาด ประมุขเยว่ถึงกับประนีประนอมขนาดนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง” ชายหนุ่มพึมพำมองอย่างไรเขาก็ยังคิดว่าเยว่จื่อจิงกำลังหาทางออกให้กับทุกคน ดูท่าแล้วเรื่องราวความแค้นที่คิดว่าไม่อาจสะสาง อาจจะจบลงในวันนี้โดยที่ไม่จำเป็นต้องนองเลือดแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องดูว่าการประลองจะจบลงเช่นไร เนื่องจากฝีมือของหลี่เทียนเหวินอยู่ในระดับที่ไม่อาจคาดเดา แต่เยว่จื่อจิงที่มีคัมภีร์เทพกระบี่ตระกูลเหอก็ไม่อาจดูแคลนดูแล้วการประลองครั้งนี้คงยากที่จะตัดสิน...เวทีประลองในยามนี้สองฝ่ายต่างก็ยืนเตรียมพร้อม เยว่จื่อจิงสะบัดฝักกระบี่สีแดงออกไป กระบี่หั่วซานร้อนแรงดังอั
หลินยวี๋หรงมองดูผู้คนมากมายที่กำลังให้ความสนใจเยว่จื่อจิง กระทั่งสายตาของเขาสะดุดเข้ากับร่างอรชรที่กำลังก้าวขึ้นไปยังลานประลองหญิงสาวในชุดสีชมพูใบหน้าโกรธกรุ่น กำลังมองตรงมายังหลี่เทียนเหวิน กระทั่งจงใจส่งสายตาเกลียดชังมายังเยว่จื่อจิง“ผู้อาวุโสทั้งหลาย ข้าน้อยขอเสียมารยาท” อวิ๋นรั่วหลุนเดินขึ้นไปยังลานประลอง ซึ่งบัดนี้คู่ที่กำลังจะประลองยังไม่ทันได้ก้าวขึ้นมาเรื่องนี้หาได้เกินความคาดหมายหรือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะในบางครั้งท่ามกลางการประลอง หากมีชาวยุทธ์คนใดข้องใจกับฝีมือของบางคน พวกนาง หรือพวกเขาสามารถขึ้นมาท้าทายคู่ต้อสู้ได้แต่เรื่องนี้ต้องอยู่ก่อนหน้าการประลองยุทธ์ระดับสูง การที่อวิ๋นรั่วหลุนทำเช่นนี้แม้ไม่ผิด แต่ก็นับว่าไม่ถูกไม่ควรเสียทีเดียว เนื่องจากการกระทำนี้นับว่าเป็นการล่วงเกินเหล่ายอดฝีมือ ซึ่งกำลังจะขึ้นประลองเป็นลำดับถัดไป“น้องเล็กเจ้ากำลังจะทำอะไร อย่าเสียมารยาท ลงมาจากลานประลองเดี๋ยวนี้”“พี่ใหญ่ข้าได้ท้าทายจอมยุทธ์หญิงท่านหนึ่งเอาไว้ นางกับข้าตกลงกันแล้ว ใครชนะย่อมได้แต่งให้พี่เหวิน” อวิ๋นรั่วหลุนผู้ไม่รู้จักที่ตายเอ่ยด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจหลี่เทียนเหวินที่







