Share

บทที่ 7

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-24 07:03:08

“อวี้เหลียนหรือ” หลินเจ๋ออี้มีท่าทีประหลาดใจ เขามองมายังเยว่ป่ายเหอก่อนมองไปยังหม่าเซียวหราน “ที่แท้เจ้าก็มีนามว่าอวี้เหลียน” เขาพึมพำราวกับได้รับความอยุติธรรมที่ตนรู้ชื่อของนางเป็นคนสุดท้ายในที่นี้

“ข้าพยายามตามหาเจ้า...” ไม่เอ่ยเปล่าหลินเจ๋ออี้ก้าวมาข้างหน้า

“พวกท่านอย่าเพิ่งก้าวเข้ามา” หลี่เทียนเสียงเอ่ยเมื่อมองเห็นคนทั้งหมดกำลังจะก้าวเข้ามายังลานกว้าง

เขาหรี่ดวงตาก่อนมองไปโดยรอบ “รอยเท้าพวกนี้สับสนจนเกินไป ไม่อาจมองแยกแยะแล้ว” หลี่เทียนเสียงมองไปโดยรอบเพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ

“ไม่จำเป็นแล้ว คนร้ายมีเพียงคนเดียว อีกทั้งน่าจะรู้จักกับผู้ตายทั้งสองเป็นอย่างดี” เยว่ป่ายเหอก้าวเดินตรงไปยังหลินเจ๋ออี้ “ข้าต้องการพบสาวใช้ผู้นั้น ผู้ที่เห็นเหตุการณ์เป็นคนแรก” นางเอ่ยเสียงเรียบก่อนชะงักเมื่อหลี่เทียนเหวินก้าวเข้ามาขวาง

“แม่นาง...”

“เรียกข้าว่าอวี้เหลียน ข้าไม่มีแซ่” นางเดาออกถึงท่าทีลำบากใจของเขา

        โจวจื่อหยวนพยักหน้า “ข้าเองก็เหมือนจะเคยได้ยินมาบ้างว่านอกจากรองประมุขทั้งสองที่ใช้แซ่เยว่แล้ว คนของวังบุปผาจะมีชื่อที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองไปจนตาย เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องเหลวไหล”

หม่าเซียวหรานยิ้มในหน้า “แม่นางอวี้เหลียน เมื่อครู่ท่านบอกว่าคนร้ายมีเพียงคนเดียว อีกทั้งน่าจะรู้จักสนิทสนมกับผู้ตายเป็นอย่างดี อาศัยหลักฐานใดหรือ”

“ถามเขาสิ เขาน่าจะรู้แล้ว” เยว่ป่ายเหอมองหลี่เทียนเสียง แต่อีกฝ่ายกลับเงยหน้ามองไปบนกำแพงสูง ซึ่งอีกด้านเป็นหน้าผาสูงชันเพียงใดทุกคนล้วนตระหนักดี

“แม่นาง...ลงไปดูด้านล่างแล้วกระมัง”

“ลงแล้วอย่างไร ไม่ลงแล้วอย่างไร” นางเพียงตอบเขาสั้น ๆ

ทุกคนที่ยืนอยู่กลับมีท่าทีตื่นตระหนก หุบเหวด้านหลังสูงชันจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหุบเหวแห่งความตาย แต่สตรีตรงหน้ากลับลงไปโดยที่เสื้อผ้าของนางยังคงสะอาดไร้ร่องรอยขีดข่วน หรือคราบสกปรก จะให้พวกเขาเชื่อว่าอย่างไรเล่า

“แต่หุบเขานั่น...”

เยว่ป่ายเหอยิ้มที่มุมปาก “ท่านไม่ต้องลงไปที่ก้นเหวหรอก ข้าหาได้เก่งกาจปานนั้น ขึ้นไปดูก็จะรู้ มองจากบนกำแพงจุดที่ข้ายืนเมื่อครู่จะมองเห็นหุ่นฟางสวมเสื้อผ้าครบชุดตัวหนึ่งติดอยู่ตรงกิ่งไม้”

“อะไรนะ” ทุกคนอุทาน

“หากไม่ใช่วันที่วิสัยทัศน์ปลอดโปร่ง แน่นอนว่าคงโดนเมฆหมอกบัง วันนี้แดดจ้ามองทะลุลงไปเห็นอย่างชัดเจน” นางเอ่ยเสียงเรียบ

“แล้วที่บอกว่าผู้ตายน่าจะรู้จักสนิทสนมกับผู้ตายเป็นอย่างดีเล่า” หลี่เทียนเสียงไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกเช่นทุกคน ใบหน้าของเขาเรียบเฉยในยามที่เอ่ยถามหญิงสาว

“สตรีนางนั้นน่าจะนัดแนะกับใครสักคน นางยืนอยู่ตรงนั้นใกล้กำแพง ทั้งยังยืนอยู่กับคนร้าย จากนั้นมีใครอีกคนเดินเข้ามาเห็นเห็นการณ์ คนร้ายซัดอาวุธเข้าใส่ลำคอของผู้มาใหม่ สตรีนางนั้นเข้ามาขัดขวางเขาจึงจำต้องปลิดชีพนาง ก่อนเหวี่ยงร่างคนทั้งคู่ไปยังจุดนั้น”

นิ้วเรียวชี้ไปยังจุดที่พบศพของเซียวฟู่หรงและเกาชิงหลิว

“ช่างคาดเดาได้เป็นฉาก ๆ เจ้าอยู่ในเหตุการณ์หรือไร” หลิ่วเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน

“เป็นอย่างที่นางพูดจริง ๆ” หลี่เทียนเสียงชี้ไปยังพื้นใกล้ทางเดินซึ่งมีคราบเลือดจุดเล็ก ๆ อยู่ “หยดเลือดตรงนี้คงกระเด็นออกมาในยามที่อาวุธถูกซัดออกมาในระยะไกล จากจุดนั้นมาถึงจุดนี้ หากคนร้ายมีวรยุทธ์สูงและอาวุธที่ใช้ปักเข้าไปยังลำคอของผู้ตาย เลือดที่ออกมาจากบาดแผลก็จะยังไม่มาก แต่หากเขาล้มลงแล้วคว่ำด้านที่มีบาดแผลลงบนพื้น หยดเลือดก็จะคงมีให้เห็น หากไม่สังเกตข้าเองก็แทบจะมองไม่เห็นเช่นกัน เลือดที่ออกมาจากจุดที่ศพอยู่ น่าจะเกิดจากการที่คนร้ายดึงอาวุธสังหารออกจากบาดแผล”

“ข้าต้องการพบสาวใช้นางนั้น” เยว่ป่ายเหอแจ้งความประสงค์อีกครั้ง

“เช่นนั้นคงต้องรบกวนคุณชายหม่านำทางเพราะผู้อาวุโสห้ามมิให้ผู้ใดพบนาง” หลี่เทียนเสียงหันมามองหม่าเซียวหราน

“เช่นนั้นก็ได้ ข้าให้คนเฝ้านางเอาไว้แล้ว เชิญทางนี้” หม่าเซียวหรานผายมือ ก่อนเดินนำคนทั้งหมดออกไปยังจุดเกิดเหตุ

แต่ถึงอย่างนั้นยังไม่ทันที่พวกเขาจะก้าวพ้นประตู เสียงของความวุ่นวายที่อยู่ห่างออกไปกลับทำให้เยว่ป่ายเหอถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง

หลี่เทียนเสียงเองก็ขมวดคิ้วแล้วเหลือบไปมองหญิงสาว สองคนสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาแล้วพบว่าเหล่าคุณชายตัวแทนจากตระกูลใหญ่และหลินเจ๋ออี้หายตัวไปแล้ว นัยว่าพวกเขาคงรุดไปดูเหตุการณ์อย่างแน่นอน

“โดนปิดปากไปแล้วกระมัง” เยว่ป่ายเหอพึมพำ

“แม่นางหมายถึงสาวใช้นางนั้นหรือ”

“พวกท่านคนกลุ่มใหญ่ยกโขยงกันมาเพื่อดูสถานที่เกิดเหตุ บุรุษมากมายเดินไปเดินมา อีกทั้งข่าวที่ท่านเดินทางมายังกวงหมิงซานก็ลือกันทั้งหวงยี่ซาน คนร้ายไม่ลงมือกลบเกลื่อนสิ่งที่อาจเปิดโปงเขาได้ ย่อมโง่งมเต็มทน”

เยว่ป่ายเหอเอ่ยจบก็ก้าวเดินไปช้า ๆ ข้าง ๆ นางยังมีหลี่เทียนเสียงที่รักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม

“แม่นางคิดเช่นไรกับสถานที่เกิดเหตุ” ชายหนุ่มถามขึ้น

ทั้งสองยังคงครุ่นคิดอย่างใจเย็น ในยามที่ก้าวเดินไปยังต้นเสียง ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นหาได้อยู่ในความสนใจของทั้งเขาและนาง

“หุบเขาแห่งนี้สูงรองลงมาจากเหลียนหัวซานของตระกูลหลี่ กระนั้นคนที่สามารถเหินกายออกไปจากจุดเกิดเหตุมีเพียงสี่คน และพวกเขาแต่ละคนก็อยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหม่าในยามที่เกิดเรื่อง สาวใช้นางนั้นให้การณ์ว่าคนร้ายหนีไปโดยใช้เส้นทางหลังกำแพง แน่นอนว่าเรื่องนี้สี่ตระกูลย่อมถูกพุ่งเป้า แต่กลับจงใจทิ้งหุ่นฟางเอาไว้ให้เห็น ทั้งที่สามารถโยนลงไปในหุบเขาลึกได้”

เยว่ป่ายเหอกางพัดออกสะบัดเบา ๆ ท่าทีของนางราวกับทำไปเพราะความเคยชิน หากแต่พอนึกขึ้นได้ก็รีบตวัดพัดปิดอย่างแรง จึงไม่ทันสังเกตเห็นความประหลาดใจที่วูบไหวในดวงตาของหลี่เทียนเสียง

ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้นางอย่างลืมตัว เมื่อได้กลิ่นหอมเย็นโชยออกมาจากตัวพัด ใบหน้ายังคงเรียบเฉยในยามที่เดินตามหญิงสาวไปเงียบ ๆ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 64 จบ

    นี่อาจเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดแล้ว...เขาเองก็ไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ที่ต้องโทษตัวเองไปตลอดชีวิต อย่างน้อยเขาก็ได้ส่งบุตรชายไปดูแลทายาทคนเดียวของเหอจือวั่นแม้ไม่อาจทดแทน อย่างน้อยความรู้สึกผิดท่วมท้นก็บรรเทาลง เพื่อความสบายใจของเขาเอง...ยังไม่ทันที่จะได้ออกจากเหลียนหัวซาน เยว่จื่อจิงพลันขมวดคิ้ว สายตาของนางกวาดมองไปยังด้านหลัง ทำให้หลี่เทียนเหวินเองก็มีท่าทีระแวดระวัง รถม้าขนาดกลางซึ่งกำลังวิ่งตามมาด้านหลัง ทำให้คนทั้งสองหรี่ตาลงมองไม่วางตาผู้ที่บังคับรถม้าสวมชุดสีดำทั้งตัว เขาเป็นบุรุษที่สวมหมวกที่มีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้มิดชิด กระทั่งรถม้าจอดลงผู้มาใหม่ก็ยังไม่ยอมเผยใบหน้าให้เห็น“จอมยุทธ์ท่านนี้ ท่านตามเราสองคนมาด้วยเหตุใด”มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง บรรยากาศเริ่มกดดันทันทีที่เยว่จื่อจิงก้าวมายืนตรงหน้าหลี่เทียนเหวินคนผู้นั้นดึงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ของสิ่งนั้นถูกกำลังภายในซัดออกมา เยว่จื่อจิงรับเอาไว้อย่างง่ายดาย ก่อนที่นางจะอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นว่าของสิ่งนั้นคืออะไร“พวกเจ้า! เจ้า...ท่านมีวรยุทธ์! นางเล่า นาง...”ไม่มีเสียงตอบรับอีกทั้งรถม้าก็เริ่มออกว

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 63

    “หากคนที่นี่ยุ่งยากมากเรื่องกันนัก พรุ่งนี้ข้าจะพาเขากลับวังบุปผาทันที” เอ่ยจบนางก็ละสายตากลับมา ก่อนเริ่มพันแผลให้ชายหนุ่มที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาตั้งแต่แรกเริ่ม หลี่เซวียนกระแอมออกมาเสียงหนึ่ง คนด้านหลังของเขามีท่าทีประดักประเดิด กระนั้นพวกเขาก็ยังมีแก่ใจส่งเสียงขอโทษนางออกมา ก่อนจะทยอยกันเดินหายไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ดังเดิม“ข้าจะกลับวังบุปผา” เยว่จื่อจิงเอ่ยหลังจากพันผ้าพันแผลให้เขาเสร็จ “เกี้ยวจะถูกส่งมารับท่านหนึ่งเดือนข้างหน้า คิดว่าท่านคงเตรียมตัวทัน”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มพลันเลิกคิ้วมองนางอย่างอ่อนใจ “เช่นนี้เป็นอย่างไร ข้าจะกลับพร้อมเจ้า แต่เราไหว้ฟ้าดินกันก่อนอย่างถูกต้อง จากนั้นเราค่อยออกเดินทางจากเหลียนหัวซานพร้อมกัน”หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาด้วยท่าทีลังเล “เช่นนั้นข้าจะให้พวกนางเดินทางล่วงหน้าไปเตรียมการณ์ ข้า...ให้เวลาท่านสองวัน วันที่สามออกเดินทาง”“ได้”เขารับปากนางอย่างง่ายดายจนแม้แต่หญิงสาวเองก็คาดไม่ถึง“ท่าน...ยอมไปกับข้าจริง ๆ หรือ”“หากข้าไม่ไปตอนนี้แล้วเจ้ากลับคำไม่ส่งเกี้ยวมารับ ข้ามิต้องม่ายขันหมากหรอกหรือ” เขายังคงเห็นขันกับเรื่องนี้“จิงเอ๋อร์...เจ้าเป็นส

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 62

    “ข้ายังทนหิวได้อีกนิดหน่อย” นางกระซิบก่อนจุมพิตคนที่เอาแต่อดทนอดกลั้น “เดินทางมาหลายวันท่านไม่คิดถึงข้าเลยหรือ ข้าคิดถึงท่านแทบแย่”“มิใช่เพราะเจ้าที่บอกว่าไม่ชอบพื้นหยาบ ๆ หรือไร” เขากระซิบเสียงพร่า กระทั่งอุ้มนางตัวลอยขึ้นแล้วก้าวเดินไปยังฉากกั้นที่เขาเตรียมน้ำสำหรับอาบเอาไว้ “หากอาหารเย็นชืดอย่าโทษข้า เป็นเจ้าเองที่ยั่วยวนข้า”และแล้ววันนั้นกว่าที่คนทั้งสองจะได้กินมื้อเย็น ก็ในอีกชั่วยามต่อมา ซึ่งแน่นอนว่าอาหารทั้งหมดเสี่ยวเอ้อต้องนำลงมาอุ่นใหม่ หลังจากมื้อเย็น ทั้งสองจึงเริ่มปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรจึงจะสามารถเข้าถึงตัวเยว่จื่อจิง ในยามที่ตระกูลหลี่วุ่นวายเช่นนี้ในความมืดเยว่จื่อจิงจ้องมองหลี่เทียนเหวิน ด้วยดวงตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ หญิงสาวกำลังใคร่ครวญบางอย่างในใจเงียบ ๆ คิดทบทวนและพยายามคาดเดาการกระทำของอีกฝ่ายอย่างละเอียดนางถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนตั้งใจจะลุกขึ้น กระนั้นคนที่นางคิดว่าหลับอยู่กลับคว้าข้อมือนางเอาไว้“หากถอนหายใจครั้งหนึ่งต้องอายุสั้นลงหนึ่งปี เช่นนั้นตั้งแต่เจ้ามานั่งลงข้างเตียงคงอายุสั้นแล้วอย่างแน่นอน”“ท่านกำลังแช่งข้าหรือ” นางเอ่ยถามเขาเสียงเข้ม“ช่วยข้าไ

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 61

    หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างโกรธกรุ่น เมื่อครู่นางมองไม่ผิดอย่างแน่นอน เขาจงใจไม่ปัดป้องกระบี่ของนางชัด ๆ “ท่านจงใจยอมแพ้หรือ” หญิงสาวกัดฟันกรอด“อย่าลืมคำสัญญาของตัวเองเล่า”“บัดซบ! หลี่เทียนเหวิน เจ้าคนสมควรตาย!” นางสบถออกมาแม้จะสบถออกมาแต่นางกลับดึงกระบี่ออก ปรี่เข้ามาสกัดจุดบนร่างใหญ่ กระทั่งเข้าไปประคองร่างที่กำลังโงนเงน แต่ท่าทีเช่นนั้นดูเผิน ๆ แล้วคือการถลาเข้าไปกอดชายหนุ่มเอาไว้ในสายตาชาวยุทธ์ทั่วหล้าหลี่เทียนเหวินเอนตัวเข้าหาร่างเล็ก เกาะกุมนางเอาไว้จนมั่นใจว่านางจะไม่ดิ้นหลุดมือไปแน่ ๆ กระทั่งมองเห็นเหล่าผู้อาวุโสกำลังปรี่เข้ามาดูอาการของเขา“จิงเอ๋อร์ ข้ารู้นะว่าเจ้าเองก็จงใจจะพ่ายแพ้ให้ข้า” เขากระซิบเสียงเบาให้นางได้ยินเพียงคนเดียว “คิดไปจากข้าตอนนี้ ไม่ง่ายแล้ว”เยว่จื่อจิงสบถด่าทอชายหนุ่มออกมาหลายคำ กระทั่งผู้คนมากมายห้อมล้อมเข้ามา นางเงยหน้ามองทุกคนด้วยดวงตราโกรธเกรี้ยว “ไสหัวไปให้หมด!! หาไม่ข้าจะไม่เกรงใจแล้ว!!”พูดจบก็ตะโกนเรียกชุ่ยจวี๋ให้มารับกระบี่ไปจากมือของตน มองใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้มของหลี่เทียนเหวิน นางพลันรู้สึกอยากสังหารคนขึ้นมาหญิงสาวกระชับมือเข้ากับร่างแกร่

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 60

    “ท่านพ่อเช่นนั้นข้าขอเสนอตัวเอง” หลี่เทียนเหวินพลันเอ่ยออกมาทุกคนสูดหายใจเข้าด้วยความประหลาดใจ แม้แต่เยว่จื่อจิงเองก็ยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม“ย่อมได้” นางตกลงก่อนจะหันไปมองหลี่เซวียน “หากข้าชนะ ข้าจะพาเขาไปทันที เรื่องในยุทธภพพวกท่านไม่อาจยุ่งเกี่ยว เรื่องฝ่ายมารตระกูลหลี่ยิ่งไม่อาจสอดมือ หากข้าพ่ายแพ้จากวันนี้ไปอีกห้าสิบปี วังบุปผาจะไม่ย่างกรายเข้ามาในหวงยี่ซานอีก”หลินยวี๋หรงขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินกระนั้นหลินเจ๋ออี้กลับยิ้มออกมา “นี่เป็นวิธีที่ชาญฉลาด ประมุขเยว่ถึงกับประนีประนอมขนาดนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง” ชายหนุ่มพึมพำมองอย่างไรเขาก็ยังคิดว่าเยว่จื่อจิงกำลังหาทางออกให้กับทุกคน ดูท่าแล้วเรื่องราวความแค้นที่คิดว่าไม่อาจสะสาง อาจจะจบลงในวันนี้โดยที่ไม่จำเป็นต้องนองเลือดแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องดูว่าการประลองจะจบลงเช่นไร เนื่องจากฝีมือของหลี่เทียนเหวินอยู่ในระดับที่ไม่อาจคาดเดา แต่เยว่จื่อจิงที่มีคัมภีร์เทพกระบี่ตระกูลเหอก็ไม่อาจดูแคลนดูแล้วการประลองครั้งนี้คงยากที่จะตัดสิน...เวทีประลองในยามนี้สองฝ่ายต่างก็ยืนเตรียมพร้อม เยว่จื่อจิงสะบัดฝักกระบี่สีแดงออกไป กระบี่หั่วซานร้อนแรงดังอั

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 59

    หลินยวี๋หรงมองดูผู้คนมากมายที่กำลังให้ความสนใจเยว่จื่อจิง กระทั่งสายตาของเขาสะดุดเข้ากับร่างอรชรที่กำลังก้าวขึ้นไปยังลานประลองหญิงสาวในชุดสีชมพูใบหน้าโกรธกรุ่น กำลังมองตรงมายังหลี่เทียนเหวิน กระทั่งจงใจส่งสายตาเกลียดชังมายังเยว่จื่อจิง“ผู้อาวุโสทั้งหลาย ข้าน้อยขอเสียมารยาท” อวิ๋นรั่วหลุนเดินขึ้นไปยังลานประลอง ซึ่งบัดนี้คู่ที่กำลังจะประลองยังไม่ทันได้ก้าวขึ้นมาเรื่องนี้หาได้เกินความคาดหมายหรือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะในบางครั้งท่ามกลางการประลอง หากมีชาวยุทธ์คนใดข้องใจกับฝีมือของบางคน พวกนาง หรือพวกเขาสามารถขึ้นมาท้าทายคู่ต้อสู้ได้แต่เรื่องนี้ต้องอยู่ก่อนหน้าการประลองยุทธ์ระดับสูง การที่อวิ๋นรั่วหลุนทำเช่นนี้แม้ไม่ผิด แต่ก็นับว่าไม่ถูกไม่ควรเสียทีเดียว เนื่องจากการกระทำนี้นับว่าเป็นการล่วงเกินเหล่ายอดฝีมือ ซึ่งกำลังจะขึ้นประลองเป็นลำดับถัดไป“น้องเล็กเจ้ากำลังจะทำอะไร อย่าเสียมารยาท ลงมาจากลานประลองเดี๋ยวนี้”“พี่ใหญ่ข้าได้ท้าทายจอมยุทธ์หญิงท่านหนึ่งเอาไว้ นางกับข้าตกลงกันแล้ว ใครชนะย่อมได้แต่งให้พี่เหวิน” อวิ๋นรั่วหลุนผู้ไม่รู้จักที่ตายเอ่ยด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจหลี่เทียนเหวินที่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status