Mag-log inทะลุมิติมาไม่ทันไร ก็ถูกกล่าวหาให้อับอาย ถ้ารำคาญใจนักเช่นนั้นนางจะไม่ตามตื๊อเขาแล้ว แต่ทำไมกลายเป็นเขามาตอแยนางแทนล่ะ
view more"นั่น คนตกน้ำ ว้าย!"
"จมลงไปแล้วทำยังไงดี!" เสียงอื้ออึงกระทบโสตประสาทเหมือนไม่มีวันจบสิ้น เจียวซือซือพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาหายใจ แต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับเป็นความหนาวเย็นที่เสียดแทงเข้าไปถึงในกระดูก ภาพสุดท้ายในความทรงจำคือเธอกำลังเร่งปั่นโปรเจกต์เสนอขายน้ำหอมแบรนด์หรูจนหัวใจวายตายคาโต๊ะทำงาน เหตุไฉนลืมตาขึ้นมาอีกทีถึงมาสำลักน้ำในสระบัวที่ไหนก็ไม่รู้ "คุณหนูเจ้าคะ ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยคุณหนูของข้าที" เสียงหวีดร้องของเด็กสาวคนหนึ่งดังอยู่ริมตลิ่งอย่างขวัญเสีย เจียวซือซือพยายามพยุงตัวเองขึ้นมาได้ตามสัญชาตญาณ โชคยังดีที่นางว่ายน้ำเป็น หาไม่แล้วคงได้ตายเป็นผีเฝ้าสระบัวเป็นแน่แท้ ขณะที่ตะกายจะขึ้นฝั่งสายตาของนางมองเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนสะพานข้ามสระบัว ชายหนุ่มในชุดอาภรณ์สีเข้มดูสง่างามทว่าเยือกเย็น ใบหน้าคมคายสะอาดตาดั่งเทพบุตรปั้นแต่ง แต่นัยน์ตาคู่นั้นเรียบเฉยจนน่าขนลุก เขายืนเอามือไพล่หลังมองดูนางดิ้นรนอยู่ในน้ำราวกับกำลังชมการแสดงละครลิงที่น่าเบื่อฉากหนึ่ง เขาคือ หวงจื่อเยียน อัครเสนาบดีผู้มากอิทธิพลในแผ่นดินและยังเป็นรักข้างเดียวที่เจ้าของร่างเดิมพยายามตามตื๊อจนน่ารำคาญ "เลิกเล่นไร้สาระเสียที" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบเอ่ยขึ้น "แผนการตกน้ำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากข้ามันใช้ไม่ได้ผลหรอก" เจียวซือซือที่เพิ่งตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งมาได้ในสภาพลูกหมาตกน้ำผมเผ้ายุ่งเหยิง ข้างกายมีเด็กสาวประคองนางเอาไว้ เสื้อผ้าเนื้อดีเปียกชุ่มแนบเนื้อจนดูไม่ได้ นางไอค่อกแค่กพลางเงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่บนสะพานด้วยความงุนงงก่อนที่ความทรงจำของร่างเดิมหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก เจียวซือซือ บุตรีเสนาบดีกรมโยธาธิการ ผู้คลั่งไคล้บุรุษเบื้องหน้าจนโงหัวไม่ขึ้น นางกับหวงจื่อเยียนได้รับการหมั้นหมายพระราชทานจากฮ่องเต้ด้วยเหตุผลที่นางเองก็ไม่รู้ รู้เพียงว่าบุรุษผู้องอาจท่าทางสูงส่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเหมือนหยกสลัก เฉลียวฉลาดไร้คนเทียบเทียม สตรีทั้งเมืองหลวงต่างหมายปอง เขาเป็นของนางแล้ว นางจึงทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะใจให้เขาหันมาสนใจและรักนาง ทะนุถนอมนางเฉกเช่นคู่หมั้นอื่น ทว่านางคงฝันสูงเกินตัว เมื่อหวงจื่อเยียนไม่ชายตาแลนางสักนิด ความงดงามของนางถูกกิริยาน่าอายบดบังจนไม่เหลือเค้าโครงของความเป็นกุลสตรี สิ่งที่นางได้รับตลอดมามีแต่ความเอือมระอา คำพูดทิ่มแทงและความเย็นชาอยู่เนือง ๆ แต่กระนั้นนางก็ไม่สนใจ สิ่งเดียวที่นางมุ่งมั่นคือเอาชนะใจเพื่อให้เขามีนางเพียงหนึ่งเดียว เจียวซือซือถอนหายใจยาวหลังจากความทรงจำทั้งหมดสิ้นสุดลง 'คุณหนูเจียวคนนี้เป็นสายตื๊อจริงจังวิ่งตามผู้ชายจนคนทั้งเมืองหัวเราะเยาะ ที่ตกน้ำนี่ก็เพราะตั้งใจสร้างสถานการณ์หวังให้เขาลงมาช่วยอุ้มจริงด้วย แต่ขาดันเป็นตะคริวจมน้ำตาย ไร้ศักดิ์ศรีสิ้นดี' นางยันกายลุกขึ้นยืนหอบหายใจ น้ำยังหยดลงที่ปลายจมูก แต่แววตาที่จ้องกลับไปนั้นมีแต่ความแข็งกร้าวผิดไปจากเดิมจนหวงจื่อเยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย "แผนการงั้นหรือ" เจียวซือซือแค่นหัวเราะแล้วยกมือเท้าสะเอวอย่างท้าทาย "ใต้เท้าหวง ท่านคงหลงตัวเองมากไปหน่อยกระมัง การที่สตรีผู้หนึ่งกำลังจะจมน้ำไปต่อหน้าต่อตา แต่ท่านกลับยืนมองเหมือนกำลังดูปลากินอาหาร นี่น่ะหรือคือปัญญาชนที่ฮ่องเต้ไว้วางพระราชหฤทัย ข้าว่าที่ท่านใส่ชุดขุนนางอยู่นี่คงแค่เอาไว้บังขี้เลื่อยข้างในกระมัง" บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบกริบดั่งป่าช้า สาวใช้ที่เพิ่งพยุงนางลุกขึ้นเมื่อครู่ถึงกับเข่าอ่อนแทบทรุดลงกับพื้น ไม่มีใครในเมืองหลวงกล้าต่อปากต่อคำกับหวงจื่อเยียนเช่นนี้มาก่อนไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ยิ่งกิริยาไม่งามเหมือนที่นางกระทำอยู่ตอนนี้ยิ่งตอกย้ำความชิงชังของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าตัว หวงจื่อเยียนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาที่เคยเย็นชาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเหยียดหยาม "น้ำในสระคงเข้าสมองเจ้าจนเลอะเลือน หรืออยากเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีใหม่ ด่าข้าเพื่อให้ข้าจดจำงั้นหรือ ช่างต่ำทรามและน่าสมเพชยิ่งนัก" พูดจบเขาก้าวลงจากสะพานช้า ๆ ด้วยท่าทางสง่างามทุกกระเบียดนิ้วจนน่าหมั่นไส้ เขาลงมาหยุดยืนห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นกายหอมอ่อน ๆ จากตัวเขาปะทะจมูก แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับเชือดเฉือนราวกับจะทำให้คนฆ่าตัวตายได้ "กลับจวนไปซะ ก่อนที่พ่อของเจ้าจะอับอายขายหน้าไปมากกว่านี้ สตรีเช่นเจ้า ต่อให้แก้ผ้ากระโดดลงไปในกองไฟ ข้าก็จะไม่ชายตามองแม้แต่เสี้ยวเดียว" "โอ้โห! ปากจัดใช้ได้" เจียวซือซือสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด "ท่านไม่ต้องห่วงหรอก ต่อจากนี้ไปข้าไม่มีวันสนใจท่าน ต่อให้ท่านแก้ผ้าวิ่งรอบเมืองหลวง ข้าก็จะหลับตาเดินหนีไม่มองให้เสียสายตา ชิงชิง กลับจวน!" นางสะบัดหน้าเดินไหล่กระแทกแขนเขาไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้หวงจื่อเยียนยืนนิ่งอยู่กลางฝูงชน มือที่ไพล่หลังกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ณ จวนเสนาบดี หวงจื่อเยียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนอักษร ใบหน้าคมเข้มเคร่งขรึมกว่าปกติ ในมือเขาถือฎีกาสำคัญ อีกข้างกำลังจรดพู่กันลงบนกระดาษ แต่สายตากลับเหม่อลอยพลางนึกถึงคำพูดเจ็บแสบของคุณหนูตระกูลเจียวเมื่อกลางวัน "ใต้เท้าขอรับ" อี้เฝิง องครักษ์คนสนิทก้าวเข้ามาเงียบ ๆ "คนของเราที่ส่งไปสังเกตการณ์ที่จวนตระกูลเจียว รายงานว่าคุณหนูเจียวหลังจากกลับไปถึงก็สั่งให้บ่าวรับใช้เผารูปวาดของท่านทิ้งจนหมดสิ้น แถมยังบอกว่ากลิ่นของท่านมัน...เหม็นสาบคนใจดำจนทำให้นางนอนไม่หลับขอรับ" พู่กันในมือหวงจื่อเยียนชะงักลง มุมปากยกขึ้นเป็นแค่นยิ้มเย็น "เผารูปข้า หึ เรียกร้องความสนใจได้สม่ำเสมอจริง ๆ นางคงคิดว่าทำเช่นนี้แล้วข้าจะรีบวิ่งไปถามนางด้วยความตกใจงั้นหรือ" "เอ่อ... แต่ดูเหมือนนางจะไม่ได้เรียกร้องความสนใจนะขอรับ เพราะนางสั่งปิดประตูจวน ห้ามคนของจวนเราเข้าพบ และตอนนี้เห็นว่ากำลังสั่งให้บ่าวไปหาซื้อบุรุษรูปงามมาเป็นเพื่อนเล่นแก้เหงาด้วยขอรับ" ดวงตาของหวงจื่อเยียนวาววับขึ้นทันที "หาซื้อบุรุษ สตรีชั้นสูงที่ยังไม่แต่งงาน กล้าทำเรื่องงามหน้าเช่นนี้เชียวหรือ นางเห็นกฎระเบียบเป็นสิ่งใด!" "นางบอกว่า ในเมื่อท่านเสนาบดีไม่ชายตามอง นางก็ควรไปหาอาหารตาที่มันเจริญใจกว่าคนหน้าตายขอรับ" หวงจื่อเยียนวางพู่กันลงเสียงดัง ความรู้สึกขุ่นมัวที่อธิบายไม่ได้พลุ่งพล่านขึ้นมาทันใด "ดี ในเมื่อนางอยากจะเล่นสนุก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ ในฐานะที่ข้าเป็นราชครูและผู้ดูแลกฎระเบียบขุนนาง ข้าจะไปสั่งสอนมารยาทให้นางด้วยตัวเอง พรุ่งนี้เตรียมรถม้าข้าจะไปจวนตระกูลเจียว" "ใต้เท้าจะไปพบนางหรือขอรับ เมื่อกลางวันท่านเพิ่งบอกว่าไม่อยากชายตามองแม้แต่เสี้ยวเดียว" อี้เฝิงทักขึ้นด้วยความซื่อ "ข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้ไปดูนาง" หวงจื่อเยียนตวาดเสียงแข็ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินออกไป ทิ้งให้อี้เฝิงยืนเกาหัวด้วยความมึนงง เช้าวันต่อมา ณ จวนตระกูลเจียว เจียวซือซือในชุดสีเหลืองสดใสเหมือนดอกไม้ผลิบาน กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หวายในสวน จิบน้ำชา ไล่ดูรายชื่อ และภาพวาดบ่าวรับใช้ผู้ชายที่มาสมัครงานตามประกาศอย่างเพลิดเพลิน ความจริงแล้วนางตั้งใจจะเปิดกิจการค้าน้ำหอมและสปาในยุคโบราณ จึงต้องหาหนุ่มหล่อหุ่นดีมาเป็นผู้นำเสนอ "คนนี้กล้ามแขนยังไม่แน่น คนนี้หน้าตายังไม่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย" นางพึมพำกับตัวเองพลางชี้ไปที่ภาพวาดหรี่ตาลงอย่างประเมิน "ดูท่าสมองของเจ้าจะกระทบกระเทือนรุนแรงกว่าที่ข้าคิดนะ เจียวซือซือ" น้ำเสียงคุ้นเคยที่แฝงไปด้วยความประชดประชันดังขึ้น เจียวซือซือเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับร่างสูงในชุดทางการเต็มยศที่เดินเข้ามาโดยไม่บอกกล่าว หวงจื่อเยียนมองกองกระดาษรายชื่อและภาพวาดบุรุษในมือนางด้วยสายตาที่แทบจะฆ่าคนได้ "โอ้ ท่านเสนาบดีผู้สูงส่ง ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่กันล่ะ หรือว่าขี้เลื่อยในหัวมันหนักเกินไปจนต้องมาหาที่ระบาย" เจียวซือซือยิ้มหวานแต่ดวงตาไม่มีแววขำขันแม้แต่น้อย หวงจื่อเยียนขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาก้าวเข้าไปใกล้นางจนเงาของเขาบังตัวนางได้มิด "เจียวซือซือ เจ้าเป็นถึงบุตรีขุนนางฝ่ายซ้าย แต่กลับมานั่งคัดเลือกชายบำเรอกลางวันแสก ๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าโทษของการทำตัวเสื่อมเสียเกียรติวงศ์ตระกูลคืออะไร" "ชายบำเรอรึ" เจียวซือซือหัวเราะร่าขึ้นมาอย่างไร้มาดกุลสตรีที่ผู้ดีพึงปฏิบัติ "ท่านนี่นอกจากใจดำแล้วยังสมองล้าหลังอีกนะ นี่เขาเรียกว่าการทำการค้า ข้ากำลังจะหาลูกจ้างต่างหาก แต่คนอย่างท่านคงรู้จักแต่การใช้อำนาจกดขี่คนอื่น จนไม่เข้าใจคำว่าศิลปะและการตลาดหรอก" "ปากดีขึ้นเยอะนี่" เขาโน้มตัวลงมาจนใบหน้าเกือบชิดหูของนาง กระซิบด้วยเสียงเย็นเยียบ "แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าสัญญาหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลยังไม่ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ ตราบใดที่ข้ายังไม่ลงนามในหนังสือขอขมา เจ้าก็ยังได้ชื่อว่าเป็นว่าที่ภรรยาของข้า การที่เจ้าเอาชายอื่นมาไว้ในจวน มันก็คือการหยามหน้าข้า" เจียวซือซือชะงักไปเล็กน้อย 'อ้าว มีสัญญาหมั้นด้วยเหรอเนี่ย เจ้าของร่างเดิมไม่เห็นทิ้งความทรงจำเรื่องนี้ไว้เลย คงมัวแต่คิดจับผู้ชายจนลืมหลักฐานสำคัญแน่' "งั้นก็ลงนามสิ ลงนามตอนนี้เลย" นางท้าเขาพลางยื่นกระดาษในมือให้ หวงจื่อเยียนมองกระดาษแผ่นนั้นอย่างดูแคลนแล้วเหยียดยิ้มร้าย "ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ในเมื่อเจ้าอยากเป็นอิสระนัก ข้าก็จะกักขังเจ้าไว้ในฐานะว่าที่ภรรยาที่ต้องรับการอบรมสั่งสอน ข้าจะมาที่นี่ทุกวัน เพื่อดูว่าเจ้าจะเหลวไหลได้สักกี่น้ำ" "ท่านมันคนนิสัยเสีย! เรื่องเยอะ! ท่านมัน...คนโรคประสาท!" เจียวซือซือโวยวายลุกขึ้นยืนเถียง แต่ในจังหวะนั้นเอง นางสะดุดขาเก้าอี้จนเสียหลักถลันไปข้างหน้า หวงจื่อเยียนที่ปากร้ายเมื่อครู่กลับปฏิกิริยาไวเกินคาด เขาคว้าเอวนางไว้ได้ทันท่วงที ร่างบางปะทะกับแผงอกแกร่ง กลิ่นกายชายหนุ่มและกลิ่นหมึกจาง ๆ ทำเอาเจียวซือซือเผลอใจสั่นไปวูบหนึ่ง เขามองสบตานาง นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความโกรธปนความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ เขาไม่ได้ปล่อยมือนางทันที แต่กลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกระซิบประชดประชันข้างหู "ซุ่มซ่ามถึงเพียงนี้ ถ้าข้าไม่ช่วยไว้ หน้าสวย ๆ ของเจ้าคงไปกระแทกพื้นเสียโฉมจนยับเยินพอ ๆ กับจิตใจที่อัปลักษณ์ของเจ้า" "ปล่อยนะ!" เจียวซือซือผลักเขาออก หน้าแดงก่ำด้วยความโมโหและแอบเขินอายที่ตัวเองทำขายหน้า "ใครขอให้ท่านช่วย ต่อให้หน้าไถพื้นข้าก็ยังสวยกว่าท่านตอนโกรธเป็นร้อยเท่า!" หวงจื่อเยียนสะบัดแขนเสื้อ จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะแค่นยิ้มเล็กน้อย "พรุ่งนี้ยามเช้า ข้าจะมาสอนบทเรียนแรก เตรียมตัวไว้ให้ดีเพราะข้าไม่ใช่อาจารย์ที่ใจดีนักหรอก" เขาเดินจากไปทิ้งให้นางยืนกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ โดยที่เขาเองก็ไม่ได้สังเกตตัวเอง ว่าระหว่างที่เดินออกไปจากจวนนั้น มุมปากของอัครเสนาบดีหน้าตายกลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนถึงวันที่หวงจื่อเยียนต้องเข้าสอนในฐานะราชครู บรรยากาศในสำนักศึกษาหลวงวันนี้ดูเคร่งเครียดและเยือกเย็นผิดปกติ ทันทีที่ร่างสูงใหญ่ในชุดขุนนางสีดำขลับของ หวงจื่อเยียนก้าวเข้ามา กลิ่นอายมัจจุราชที่ติดตัวมาจากกรมอาญาก็ทำเอาเหล่าองค์หญิงและบุตรสาวขุนนางที่เคยฉอเลาะเก่งถึงกับหุบปากสนิทด้านหลังของเขามีเจียวซือซือเดินก้มหน้าก้มตาตามเข้ามาในฐานะนักเรียนพิเศษที่เขาจงใจลากตัวมาเพื่ออบรมท่ามกลางสายตาดูแคลนของเหล่าองค์หญิง โดยเฉพาะองค์หญิงเก้า ธิดาในฮองเฮาผู้แสนเย่อหยิ่งหวงจื่อเยียนปัดชายเสื้อนั่งลงบนแท่นอย่างสง่างาม สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องก่อนจะมาหยุดที่องค์หญิงเก้า "วันนี้ข้าจะทบทวนกฎและมารยาทสตรีในวังหลวง โดยเฉพาะบทที่ว่าด้วยการสำรวมวาจาและการวางตัวให้สมกับฐานันดร ทุกคนต้องปฏิบัติท่าพื้นฐานค้างไว้สองชั่วยาม ห้ามขยับแม้แต่ปลายนิ้ว หากใครขยับข้าจะให้เริ่มนับหนึ่งใหม่"ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม องค์หญิงเก้าที่ถูกประคบประหงมมาอย่างดีก็เริ่มทนไม่ไหว นางสะบัดชายเสื้อแล้วลุกขึ้นยืนฟาดพัดลงบนโต๊ะเสียงดังฉาด"ท่านอาจารย์หวง ท่านถือดีอย่างไรถึงให้ข้ามานั่งหลังขดหลังแข็งเช่นนี้ ข้าเป็นถึงพระธิดาของฮอง
หนึ่งเดือนต่อมากลางตลาดเมืองหลวงที่ประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีในเทศกาลประจำปี เจียวซือซือเดินเคียงคู่มากับโจวเหวิน องครักษ์หนุ่มที่ดูองอาจและเฉินมู่หยาง ขุนนางหน้าหยกผู้สง่างาม ทั้งสามคนนัดกันเอาไว้ว่าจะมาเที่ยวงานด้วยกัน ดูเป็นภาพลักษณ์ที่ดึงดูดสายตาชาวบ้านยิ่งนักโจวเหวินแอบลอบมองเฉินมู่หยางเป็นระยะ เขารู้สึกถึงรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากบุรุษผู้นี้ มันไม่ใช่เป็นการแก่งแย่งแข่งขัน แต่เป็นสายตาที่จ้องมองเขาด้วยความพินิจพิเคราะห์จนเขารู้สึกขนลุกพิกล "ใต้เท้าเฉิน ท่านมีอะไรติดใจในตัวข้าหรือไม่ขอรับ"เฉินมู่หยางยิ้มละมุน พัดในมือขยับเบา ๆ อย่างมีจังหวะ "หามิได้ท่านองครักษ์โจว ข้าเพียงแต่ชื่นชมในความกำยำและท่วงท่าที่สง่างามของท่านสมเป็นองครักษ์ของแผ่นดิน ช่างน่ามองนัก"โจวเหวินขมวดคิ้วแน่น'ขุนนางด้วยกันเขาชมกันแบบนี้เหรอ'ในขณะที่ทั้งสามกำลังจะมุ่งหน้าไปจุดชมพลุ ร่างสูงสง่าในชุดสีดำขลับประดับลวดลายน่าเกรงขามก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้ หวงจื่อเยียนยืนนิ่งอยู่กลางถนน แววตานิ่งสงบแต่ประกายไฟแห่งความหึงหวงลุกโชนอยู่ภายใน เขาคว้าต้นแขนเจียวซือซือไว้ทันที"ท่านพ่อเจ้าฝากให้ข้าดูแลเจ้า เหตุใดเจ้า
บ่ายวันหยุดอันสดใส ณ โรงน้ำชาชื่อดังใจกลางเมือง เฉินมู่หยางในชุดลำลองสีฟ้าอ่อนดูสะอาดตา กำลังเลือกซื้อของกำนัลให้ขุนนางผู้ใหญ่ตามธรรมเนียม ทันใดนั้น กลิ่นหอมจาง ๆ ที่เย็นสดชื่นดุจน้ำค้างบนยอดเขาพลันลอยมาแตะจมูกเขาเขาหันไปพบเจียวซือซือที่กำลังยืนเลือกใบชาอยู่พอดี เฉินมู่หยางจึงเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้มอันสดใส "คุณหนูเจียว กลิ่นหอมจากตัวเจ้านี้ ช่างพิเศษนัก ไม่ทราบว่าเป็นน้ำหอมจากร้านใดหรือ"เจียวซือซือหัวใจพองโต บุรุษหน้าขาวในดวงใจมาทักทั้งทีนางจึงยืดอกตอบอย่างภูมิใจ "ข้าปรุงเองกับมือเจ้าค่ะใต้เท้าเฉิน เป็นงานอดิเรกเล็ก ๆ น้อย ๆ ของข้าเอง""ช่างน่าเลื่อมใสนัก" เฉินมู่หยางเอ่ยชวนนางไปนั่งจิบชาคุยกันต่อ ทั้งคู่คุยกันถูกคอเรื่องพฤกษาศาสตร์ เฉินมู่หยางจึงเอ่ยปากขอซื้อน้ำหอมกลิ่นที่นางใช้เพื่อจะนำไปใช้เอง ด้วยความหน้าใหญ่เจียวซือซือจึงประกาศก้อง "ระดับใต้เท้าเฉินแล้ว ข้าจะสกัดสูตรพิเศษให้หนึ่งขวดเป็นของขวัญ ไม่คิดเงินเจ้าค่ะ" เฉินมู่หยางจึงตอบแทนด้วยการสั่งขนมชุดใหญ่มาเลี้ยงนาง ทั้งคู่ยิ้มแย้มให้กันจนบรรยากาศรอบโต๊ะอบอวลไปด้วยความสุขที่เหมือนเข้าใจไปคนละทางทว่า ที่มุมหนึ่งของโรงน้ำชา
ขากลับจากกรมอาญาเจียวซือซือแวะร้านขนมเจ้าดังกลางตลาดเพื่อซื้อขนมเซาปิ่งที่นางชื่นชอบ ขณะกำลังยื่นมือรับถุงขนมจากแม่ค้า มือเรียวของนางกลับชนเข้ากับมือขาวสะอาดของเฉินมู่หยางที่ยื่นมาพร้อมกันพอดิบพอดี"คุณหนูเจียว ชอบขนมชนิดนี้หรือ" เฉินมู่หยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ อบอุ่น แววตาที่เขามองนางดูนิ่งสงบดั่งผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นไหว เขาไม่ได้แสดงท่าทีเกี้ยวพาราสี แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนพี่ชายที่แสนดีเจียวซือซือหน้าแดงระเรื่อพยักหน้าเบา ๆ สถานการณ์อย่างนี้ชวนให้นางเข้าใจว่าเฉินมู่หยางมาดักรอนางหรืออาจจะสืบรู้ว่านางจะแวะร้านขนมจึงมารอพบ "เจ้าค่ะ ใต้เท้าเฉิน ข้าได้ยินว่าขนมร้านนี้เลื่องลือนัก เพิ่งมีโอกาสได้มาซื้อ""ขนมหมดถาดพอดี ข้าไปหาซื้อขนมอื่นก็ได้" เขายิ้มบาง ๆ อย่างมีเมตตา เจียวซือซือเกรงใจจึงแบ่งขนมที่ซื้อมาให้เขาลองชิม"ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจใต้เท้าที่เสียสละให้ข้าเถอะนะเจ้าคะ"ภาพหนุ่มสาวยืนเคียงคู่แบ่งขนมกันท่ามกลางสายลมเย็น เป็นภาพที่งดงามราวกับภาพวาด ยกเว้นแต่สายตาของคนที่มองมาจากรถม้าหวงจื่อเยียนที่เพิ่งเลิกงานจากกรมอาญา เลิกม่านรถม้าขึ้นเห็นภาพนั้นเข้าพอดี หัวใจของเขาเต้นโค





