Masukทะลุมิติมาไม่ทันไร ก็ถูกกล่าวหาให้อับอาย ถ้ารำคาญใจนักเช่นนั้นนางจะไม่ตามตื๊อเขาแล้ว แต่ทำไมกลายเป็นเขามาตอแยนางแทนล่ะ
Lihat lebih banyak"นั่น คนตกน้ำ ว้าย!"
"จมลงไปแล้วทำยังไงดี!" เสียงอื้ออึงกระทบโสตประสาทเหมือนไม่มีวันจบสิ้น เจียวซือซือพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาหายใจ แต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับเป็นความหนาวเย็นที่เสียดแทงเข้าไปถึงในกระดูก ภาพสุดท้ายในความทรงจำคือเธอกำลังเร่งปั่นโปรเจกต์เสนอขายน้ำหอมแบรนด์หรูจนหัวใจวายตายคาโต๊ะทำงาน เหตุไฉนลืมตาขึ้นมาอีกทีถึงมาสำลักน้ำในสระบัวที่ไหนก็ไม่รู้ "คุณหนูเจ้าคะ ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยคุณหนูของข้าที" เสียงหวีดร้องของเด็กสาวคนหนึ่งดังอยู่ริมตลิ่งอย่างขวัญเสีย เจียวซือซือพยายามพยุงตัวเองขึ้นมาได้ตามสัญชาตญาณ โชคยังดีที่นางว่ายน้ำเป็น หาไม่แล้วคงได้ตายเป็นผีเฝ้าสระบัวเป็นแน่แท้ ขณะที่ตะกายจะขึ้นฝั่งสายตาของนางมองเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนสะพานข้ามสระบัว ชายหนุ่มในชุดอาภรณ์สีเข้มดูสง่างามทว่าเยือกเย็น ใบหน้าคมคายสะอาดตาดั่งเทพบุตรปั้นแต่ง แต่นัยน์ตาคู่นั้นเรียบเฉยจนน่าขนลุก เขายืนเอามือไพล่หลังมองดูนางดิ้นรนอยู่ในน้ำราวกับกำลังชมการแสดงละครลิงที่น่าเบื่อฉากหนึ่ง เขาคือ หวงจื่อเยียน อัครเสนาบดีผู้มากอิทธิพลในแผ่นดินและยังเป็นรักข้างเดียวที่เจ้าของร่างเดิมพยายามตามตื๊อจนน่ารำคาญ "เลิกเล่นไร้สาระเสียที" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบเอ่ยขึ้น "แผนการตกน้ำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากข้ามันใช้ไม่ได้ผลหรอก" เจียวซือซือที่เพิ่งตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งมาได้ในสภาพลูกหมาตกน้ำผมเผ้ายุ่งเหยิง ข้างกายมีเด็กสาวประคองนางเอาไว้ เสื้อผ้าเนื้อดีเปียกชุ่มแนบเนื้อจนดูไม่ได้ นางไอค่อกแค่กพลางเงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่บนสะพานด้วยความงุนงงก่อนที่ความทรงจำของร่างเดิมหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก เจียวซือซือ บุตรีเสนาบดีกรมโยธาธิการ ผู้คลั่งไคล้บุรุษเบื้องหน้าจนโงหัวไม่ขึ้น นางกับหวงจื่อเยียนได้รับการหมั้นหมายพระราชทานจากฮ่องเต้ด้วยเหตุผลที่นางเองก็ไม่รู้ รู้เพียงว่าบุรุษผู้องอาจท่าทางสูงส่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเหมือนหยกสลัก เฉลียวฉลาดไร้คนเทียบเทียม สตรีทั้งเมืองหลวงต่างหมายปอง เขาเป็นของนางแล้ว นางจึงทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะใจให้เขาหันมาสนใจและรักนาง ทะนุถนอมนางเฉกเช่นคู่หมั้นอื่น ทว่านางคงฝันสูงเกินตัว เมื่อหวงจื่อเยียนไม่ชายตาแลนางสักนิด ความงดงามของนางถูกกิริยาน่าอายบดบังจนไม่เหลือเค้าโครงของความเป็นกุลสตรี สิ่งที่นางได้รับตลอดมามีแต่ความเอือมระอา คำพูดทิ่มแทงและความเย็นชาอยู่เนือง ๆ แต่กระนั้นนางก็ไม่สนใจ สิ่งเดียวที่นางมุ่งมั่นคือเอาชนะใจเพื่อให้เขามีนางเพียงหนึ่งเดียว เจียวซือซือถอนหายใจยาวหลังจากความทรงจำทั้งหมดสิ้นสุดลง 'คุณหนูเจียวคนนี้เป็นสายตื๊อจริงจังวิ่งตามผู้ชายจนคนทั้งเมืองหัวเราะเยาะ ที่ตกน้ำนี่ก็เพราะตั้งใจสร้างสถานการณ์หวังให้เขาลงมาช่วยอุ้มจริงด้วย แต่ขาดันเป็นตะคริวจมน้ำตาย ไร้ศักดิ์ศรีสิ้นดี' นางยันกายลุกขึ้นยืนหอบหายใจ น้ำยังหยดลงที่ปลายจมูก แต่แววตาที่จ้องกลับไปนั้นมีแต่ความแข็งกร้าวผิดไปจากเดิมจนหวงจื่อเยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย "แผนการงั้นหรือ" เจียวซือซือแค่นหัวเราะแล้วยกมือเท้าสะเอวอย่างท้าทาย "ใต้เท้าหวง ท่านคงหลงตัวเองมากไปหน่อยกระมัง การที่สตรีผู้หนึ่งกำลังจะจมน้ำไปต่อหน้าต่อตา แต่ท่านกลับยืนมองเหมือนกำลังดูปลากินอาหาร นี่น่ะหรือคือปัญญาชนที่ฮ่องเต้ไว้วางพระราชหฤทัย ข้าว่าที่ท่านใส่ชุดขุนนางอยู่นี่คงแค่เอาไว้บังขี้เลื่อยข้างในกระมัง" บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบกริบดั่งป่าช้า สาวใช้ที่เพิ่งพยุงนางลุกขึ้นเมื่อครู่ถึงกับเข่าอ่อนแทบทรุดลงกับพื้น ไม่มีใครในเมืองหลวงกล้าต่อปากต่อคำกับหวงจื่อเยียนเช่นนี้มาก่อนไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ยิ่งกิริยาไม่งามเหมือนที่นางกระทำอยู่ตอนนี้ยิ่งตอกย้ำความชิงชังของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าตัว หวงจื่อเยียนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาที่เคยเย็นชาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเหยียดหยาม "น้ำในสระคงเข้าสมองเจ้าจนเลอะเลือน หรืออยากเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีใหม่ ด่าข้าเพื่อให้ข้าจดจำงั้นหรือ ช่างต่ำทรามและน่าสมเพชยิ่งนัก" พูดจบเขาก้าวลงจากสะพานช้า ๆ ด้วยท่าทางสง่างามทุกกระเบียดนิ้วจนน่าหมั่นไส้ เขาลงมาหยุดยืนห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นกายหอมอ่อน ๆ จากตัวเขาปะทะจมูก แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับเชือดเฉือนราวกับจะทำให้คนฆ่าตัวตายได้ "กลับจวนไปซะ ก่อนที่พ่อของเจ้าจะอับอายขายหน้าไปมากกว่านี้ สตรีเช่นเจ้า ต่อให้แก้ผ้ากระโดดลงไปในกองไฟ ข้าก็จะไม่ชายตามองแม้แต่เสี้ยวเดียว" "โอ้โห! ปากจัดใช้ได้" เจียวซือซือสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด "ท่านไม่ต้องห่วงหรอก ต่อจากนี้ไปข้าไม่มีวันสนใจท่าน ต่อให้ท่านแก้ผ้าวิ่งรอบเมืองหลวง ข้าก็จะหลับตาเดินหนีไม่มองให้เสียสายตา ชิงชิง กลับจวน!" นางสะบัดหน้าเดินไหล่กระแทกแขนเขาไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้หวงจื่อเยียนยืนนิ่งอยู่กลางฝูงชน มือที่ไพล่หลังกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ณ จวนเสนาบดี หวงจื่อเยียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนอักษร ใบหน้าคมเข้มเคร่งขรึมกว่าปกติ ในมือเขาถือฎีกาสำคัญ อีกข้างกำลังจรดพู่กันลงบนกระดาษ แต่สายตากลับเหม่อลอยพลางนึกถึงคำพูดเจ็บแสบของคุณหนูตระกูลเจียวเมื่อกลางวัน "ใต้เท้าขอรับ" อี้เฝิง องครักษ์คนสนิทก้าวเข้ามาเงียบ ๆ "คนของเราที่ส่งไปสังเกตการณ์ที่จวนตระกูลเจียว รายงานว่าคุณหนูเจียวหลังจากกลับไปถึงก็สั่งให้บ่าวรับใช้เผารูปวาดของท่านทิ้งจนหมดสิ้น แถมยังบอกว่ากลิ่นของท่านมัน...เหม็นสาบคนใจดำจนทำให้นางนอนไม่หลับขอรับ" พู่กันในมือหวงจื่อเยียนชะงักลง มุมปากยกขึ้นเป็นแค่นยิ้มเย็น "เผารูปข้า หึ เรียกร้องความสนใจได้สม่ำเสมอจริง ๆ นางคงคิดว่าทำเช่นนี้แล้วข้าจะรีบวิ่งไปถามนางด้วยความตกใจงั้นหรือ" "เอ่อ... แต่ดูเหมือนนางจะไม่ได้เรียกร้องความสนใจนะขอรับ เพราะนางสั่งปิดประตูจวน ห้ามคนของจวนเราเข้าพบ และตอนนี้เห็นว่ากำลังสั่งให้บ่าวไปหาซื้อบุรุษรูปงามมาเป็นเพื่อนเล่นแก้เหงาด้วยขอรับ" ดวงตาของหวงจื่อเยียนวาววับขึ้นทันที "หาซื้อบุรุษ สตรีชั้นสูงที่ยังไม่แต่งงาน กล้าทำเรื่องงามหน้าเช่นนี้เชียวหรือ นางเห็นกฎระเบียบเป็นสิ่งใด!" "นางบอกว่า ในเมื่อท่านเสนาบดีไม่ชายตามอง นางก็ควรไปหาอาหารตาที่มันเจริญใจกว่าคนหน้าตายขอรับ" หวงจื่อเยียนวางพู่กันลงเสียงดัง ความรู้สึกขุ่นมัวที่อธิบายไม่ได้พลุ่งพล่านขึ้นมาทันใด "ดี ในเมื่อนางอยากจะเล่นสนุก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ ในฐานะที่ข้าเป็นราชครูและผู้ดูแลกฎระเบียบขุนนาง ข้าจะไปสั่งสอนมารยาทให้นางด้วยตัวเอง พรุ่งนี้เตรียมรถม้าข้าจะไปจวนตระกูลเจียว" "ใต้เท้าจะไปพบนางหรือขอรับ เมื่อกลางวันท่านเพิ่งบอกว่าไม่อยากชายตามองแม้แต่เสี้ยวเดียว" อี้เฝิงทักขึ้นด้วยความซื่อ "ข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้ไปดูนาง" หวงจื่อเยียนตวาดเสียงแข็ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินออกไป ทิ้งให้อี้เฝิงยืนเกาหัวด้วยความมึนงง เช้าวันต่อมา ณ จวนตระกูลเจียว เจียวซือซือในชุดสีเหลืองสดใสเหมือนดอกไม้ผลิบาน กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หวายในสวน จิบน้ำชา ไล่ดูรายชื่อ และภาพวาดบ่าวรับใช้ผู้ชายที่มาสมัครงานตามประกาศอย่างเพลิดเพลิน ความจริงแล้วนางตั้งใจจะเปิดกิจการค้าน้ำหอมและสปาในยุคโบราณ จึงต้องหาหนุ่มหล่อหุ่นดีมาเป็นผู้นำเสนอ "คนนี้กล้ามแขนยังไม่แน่น คนนี้หน้าตายังไม่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย" นางพึมพำกับตัวเองพลางชี้ไปที่ภาพวาดหรี่ตาลงอย่างประเมิน "ดูท่าสมองของเจ้าจะกระทบกระเทือนรุนแรงกว่าที่ข้าคิดนะ เจียวซือซือ" น้ำเสียงคุ้นเคยที่แฝงไปด้วยความประชดประชันดังขึ้น เจียวซือซือเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับร่างสูงในชุดทางการเต็มยศที่เดินเข้ามาโดยไม่บอกกล่าว หวงจื่อเยียนมองกองกระดาษรายชื่อและภาพวาดบุรุษในมือนางด้วยสายตาที่แทบจะฆ่าคนได้ "โอ้ ท่านเสนาบดีผู้สูงส่ง ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่กันล่ะ หรือว่าขี้เลื่อยในหัวมันหนักเกินไปจนต้องมาหาที่ระบาย" เจียวซือซือยิ้มหวานแต่ดวงตาไม่มีแววขำขันแม้แต่น้อย หวงจื่อเยียนขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาก้าวเข้าไปใกล้นางจนเงาของเขาบังตัวนางได้มิด "เจียวซือซือ เจ้าเป็นถึงบุตรีขุนนางฝ่ายซ้าย แต่กลับมานั่งคัดเลือกชายบำเรอกลางวันแสก ๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าโทษของการทำตัวเสื่อมเสียเกียรติวงศ์ตระกูลคืออะไร" "ชายบำเรอรึ" เจียวซือซือหัวเราะร่าขึ้นมาอย่างไร้มาดกุลสตรีที่ผู้ดีพึงปฏิบัติ "ท่านนี่นอกจากใจดำแล้วยังสมองล้าหลังอีกนะ นี่เขาเรียกว่าการทำการค้า ข้ากำลังจะหาลูกจ้างต่างหาก แต่คนอย่างท่านคงรู้จักแต่การใช้อำนาจกดขี่คนอื่น จนไม่เข้าใจคำว่าศิลปะและการตลาดหรอก" "ปากดีขึ้นเยอะนี่" เขาโน้มตัวลงมาจนใบหน้าเกือบชิดหูของนาง กระซิบด้วยเสียงเย็นเยียบ "แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าสัญญาหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลยังไม่ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ ตราบใดที่ข้ายังไม่ลงนามในหนังสือขอขมา เจ้าก็ยังได้ชื่อว่าเป็นว่าที่ภรรยาของข้า การที่เจ้าเอาชายอื่นมาไว้ในจวน มันก็คือการหยามหน้าข้า" เจียวซือซือชะงักไปเล็กน้อย 'อ้าว มีสัญญาหมั้นด้วยเหรอเนี่ย เจ้าของร่างเดิมไม่เห็นทิ้งความทรงจำเรื่องนี้ไว้เลย คงมัวแต่คิดจับผู้ชายจนลืมหลักฐานสำคัญแน่' "งั้นก็ลงนามสิ ลงนามตอนนี้เลย" นางท้าเขาพลางยื่นกระดาษในมือให้ หวงจื่อเยียนมองกระดาษแผ่นนั้นอย่างดูแคลนแล้วเหยียดยิ้มร้าย "ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ในเมื่อเจ้าอยากเป็นอิสระนัก ข้าก็จะกักขังเจ้าไว้ในฐานะว่าที่ภรรยาที่ต้องรับการอบรมสั่งสอน ข้าจะมาที่นี่ทุกวัน เพื่อดูว่าเจ้าจะเหลวไหลได้สักกี่น้ำ" "ท่านมันคนนิสัยเสีย! เรื่องเยอะ! ท่านมัน...คนโรคประสาท!" เจียวซือซือโวยวายลุกขึ้นยืนเถียง แต่ในจังหวะนั้นเอง นางสะดุดขาเก้าอี้จนเสียหลักถลันไปข้างหน้า หวงจื่อเยียนที่ปากร้ายเมื่อครู่กลับปฏิกิริยาไวเกินคาด เขาคว้าเอวนางไว้ได้ทันท่วงที ร่างบางปะทะกับแผงอกแกร่ง กลิ่นกายชายหนุ่มและกลิ่นหมึกจาง ๆ ทำเอาเจียวซือซือเผลอใจสั่นไปวูบหนึ่ง เขามองสบตานาง นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความโกรธปนความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ เขาไม่ได้ปล่อยมือนางทันที แต่กลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกระซิบประชดประชันข้างหู "ซุ่มซ่ามถึงเพียงนี้ ถ้าข้าไม่ช่วยไว้ หน้าสวย ๆ ของเจ้าคงไปกระแทกพื้นเสียโฉมจนยับเยินพอ ๆ กับจิตใจที่อัปลักษณ์ของเจ้า" "ปล่อยนะ!" เจียวซือซือผลักเขาออก หน้าแดงก่ำด้วยความโมโหและแอบเขินอายที่ตัวเองทำขายหน้า "ใครขอให้ท่านช่วย ต่อให้หน้าไถพื้นข้าก็ยังสวยกว่าท่านตอนโกรธเป็นร้อยเท่า!" หวงจื่อเยียนสะบัดแขนเสื้อ จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะแค่นยิ้มเล็กน้อย "พรุ่งนี้ยามเช้า ข้าจะมาสอนบทเรียนแรก เตรียมตัวไว้ให้ดีเพราะข้าไม่ใช่อาจารย์ที่ใจดีนักหรอก" เขาเดินจากไปทิ้งให้นางยืนกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ โดยที่เขาเองก็ไม่ได้สังเกตตัวเอง ว่าระหว่างที่เดินออกไปจากจวนนั้น มุมปากของอัครเสนาบดีหน้าตายกลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช้าวันรุ่งขึ้น หวงจื่อเยียนตื่นขึ้นมามองร่างเล็กที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมแขน เขาใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมของนางออกอย่างเบามือ รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏบนใบหน้าชัดเจนเขาเลือกแล้ว ไม่ใช่บัลลังก์ทองที่โดดเดี่ยว แต่คือเตียงอุ่น ๆ และสตรีคนนี้ที่จะคอยเถียงเขาไปตลอดชีวิต"ซือซือ ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะ""งื้อ... ใต้เท้าบ้า ข้าขออีกไม่นาน..."เสียงบ่นงึมงำของนางทำเอาเขาหัวเราะร่า ก่อนจะก้มลงปลุกนางด้วยจูบที่เร่าร้อนอีกครั้ง เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสำนักศึกษาที่กำลังจะกลายเป็นตำนานสืบไปที่ประตูเมืองทิศเหนือ ลมฤดูหนาวเริ่มพัดผ่านแต่กลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง หวงจื่อเยียนในชุดบัณฑิตสีเรียบแต่ยังคงความองอาจ ยืนเคียงคู่กับเจียวซือซือเพื่อส่งขบวนของตระกูลโจวโจวเหวินในชุดเกราะรองแม่ทัพดูเติบใหญ่ขึ้นมาก เขาประสานมือคารวะสหายรัก "พี่จื่อเยียน แดนเหนืออาจจะหนาวเหน็บ แต่หน้าที่ของข้าคือการทำให้ที่นั่นสงบสุข ขอบคุณท่านมากสำหรับทุกอย่าง"แม่ทัพโจวพยักหน้าให้หวงจื่อเยียนอย่างยอมรับในตัวตนที่แท้จริง ส่วนโจวฮูหยินนั้นมองด้วยแววตาสำนึกผิด นางเลือกที่จะไปใช้ชีวิตบั้นปลายเพื่อดูแลสามีและทบทวนความผิดพลาดที่เคยกระทำต
หวงจื่อเยียนเดินออกจากท้องพระโรงท่ามกลางสายตาที่เปลี่ยนไปของขุนนางทั้งแผ่นดิน อี้เฝิงและคนของเขาเดินตามหลังเขามาราวกับองครักษ์สวรรค์"นายท่าน ท่านปลดโซ่เองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ"อี้เฝิงกระซิบถามหวงจื่อเยียนปรายตาดูองครักษ์คู่ใจของเขา"ตั้งแต่ไม่ถึงครึ่งเค่อที่ข้าก้าวเข้ามา ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ข้าคงได้ใช้ศีรษะเสนาบดีคลังมาทำลูกดิ่งเล่นแล้ว"เขามองออกไปนอกกำแพงวังหลวง นึกถึงใบหน้าของเจียวซือซือที่คงกำลังรอฟังข่าวด้วยใจจดใจจ่อวันตัดสินโทษ ขุนนางต่างมารวมตัวกันที่ท้องพระโรง ฮองเฮาและพรรคพวกที่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนนั่งคุกเข่า หวงจื่อเยียนมิได้ยืนเคียงข้างฮ่องเต้ แต่ยืนกลางท้องพระโรงเพื่อให้การสอบสวนเช่นเดียวกัน"ข้าตัดสินโทษ ปลดตำแหน่งฮองเฮาริบทรัพย์สินเข้าคลังหลวง ให้ไปสำนึกตนที่ตำหนักเย็นตลอดชีวิต นอกนั้นประหารให้หมด!"หวงจื่อเยียน ข้าจะคืนตำแหน่งให้เหมือนเดิม"ท่ามกลางความตระหนก ขุนนางคนหนึ่งใจกล้าก้าวออกมาประท้วงเสียงสั่น "ฝ่าบาท กฎมณเฑียรบาลระบุไว้ชัดเจน นักโทษที่ถูกปลดและมีมลทินประหารชีวิต มิอาจคืนฐานันดรได้ แผ่นดินจะไร้ระเบียบหากทรงทำตามพระทัยพะย่ะค่ะ"ใต้เท้าเจียวหันไปมอง
กลางดึกที่เงียบงัดในคุกหลวง ความเหน็บหนาวเกาะกินไปทุกอณู ทหารยามกลุ่มหนึ่งที่ถูกซื้อตัวโดยอำนาจวังหลัง ลอบเข้ามาพร้อมนักฆ่าระดับพระกาฬหกคน ทุกคนแต่งกายมิดชิดและเคลื่อนไหวไร้เสียงประหนึ่งวิญญาณร้ายหวงจื่อเยียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ในมุมมืด ทันทีที่ประตูกรงเหล็กถูกไขออก นักฆ่าคนแรกพุ่งเข้าหาพร้อมกริชอาบยาพิษเคร้ง!เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ทว่าไม่ใช่เสียงกริชปักลงบนเนื้อ แต่น่าตกใจที่หวงจื่อเยียนใช้โซ่ตรวนที่ข้อมือรับคมดาบได้อย่างแม่นยำ แม้ถูกพันธนาการแต่เขากลับใช้โซ่นั้นสะบัดวนรอบคอศัตรูแล้วกระชากจนกระดูกคอหักในพริบตา"พวกเจ้าโชคดีแล้วที่มาเป็นหนูทดลองให้อาวุธชิ้นใหม่ข้า" หวงจื่อเยียนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ เขาใช้ทักษะการต่อสู้ในพื้นที่แคบได้อย่างเหนือชั้น เหวี่ยงโซ่ยาวฟาดเข้าที่ขมับนักฆ่าอีกคนจนล้มคว่ำ ก่อนจะคว้ากริชจากศพแรกขึ้นมาถือไว้อุปสรรคคือเขาไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ไกลเกินรัศมีโซ่ที่ล่ามไว้กับกำแพง เขาต้อง ล่อให้พวกมันเข้ามาในระยะประชิดทีละคน หวงจื่อเยียนยอมถูกฟันที่ไหล่เพื่อแลกกับการปักกริชลงบนหัวใจของหัวหน้านักฆ่า แววตาของมัจจุราชยามเลือดอาบไหล่นั้นช่างน่าสยดสยองจนนักฆ่าที่เหลือถึงกั
ที่จวนแม่ทัพใหญ่ ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียด โจวฮูหยินร่ำไห้ราวจะขาดใจ นางนำกริชที่เปื้อนเลือดและจดหมายที่มีตราประทับลับของหวงจื่อเยียนมาส่งให้แม่ทัพโจวดูด้วยมือที่สั่นเทา"ท่านพี่ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กที่เราเห็นมาแต่เล็กแต่น้อยจะทำกับเหวินเอ๋อร์ได้ลงคอ เพียงเพราะเขามีใจให้แม่นางเจียว เขาถึงกับต้องฆ่าแกงกันเชียวหรือ"แม่ทัพโจวมองหลักฐานในมือด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก "กริชเล่มนี้ ข้าเป็นคนมอบให้พ่อของเขาเองกับมือ จดหมายนี่ก็ลายมือเขาไม่ผิดแน่ จื่อเยียน เจ้ากลายเป็นคนกระหายเลือดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" ความรักที่เคยมีให้ผู้อายุน้อยกว่าพังทลายลงกลายเป็นความชิงชังที่ถูกทรยศณ ท้องพระโรง"ฝ่าบาท กระหม่อมมิอาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป" แม่ทัพโจวก้าวออกมากลางท้องพระโรง ทรุดเข่าลงแล้วชูกริชและจดหมายขึ้นเหนือหัว "หวงจื่อเยียนใช้อำนาจส่วนตัววางแผนฆ่าโจวเหวินเพื่อขจัดคู่แข่งหัวใจ หลักฐานมัดตัวแน่นหนาเช่นนี้ หากฝ่าบาทไม่ลงทัณฑ์ ขุนนางทั้งแผ่นดินจะยังอาศัยบารมีใครได้พะย่ะค่ะ"ฝ่าบาททรงมองหลักฐานด้วยพระพักตร์ซีดเผือด ทรงพยายามค้นหาความผิดปกติแต่ทุกอย่างกลับเป็นจริงจนเถียงไม่ออก ลายมือ ตราประทับ และพยานบุ
รถม้าหยุดหน้าจวนสกุลเจียว ใต้เท้าเจียวยืนรออยู่หน้าประตูจวนด้วยแววตาสงสัย ทันทีที่ประตูรถม้าเปิดออกหวงจื่อเยียนก้าวลงมาด้วยท่าทีนิ่งขรึมและสุขุมที่สุดเท่าที่ชีวิตนักปกครองคนหนึ่งจะทำได้ ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าชายเสื้อของเขายังยับยู่ยี่จากการถูกนางซุกตัวเมื่อครู่"พาลูกสาวข้าไปไหนมาหรือ ใต้เท้าห
บรรยากาศการประชุมวันนี้ต่างไปจากเดิม เหล่าขุนนางที่เคยหมอบกราบด้วยความกลัว กลับยืนตัวตรงและยื่นฎีกาที่ร่วมกันลงชื่อขอสังคายนากฎหมายการคลังและบทลงโทษใหม่โดยอ้างว่าเป็นความเห็นชอบของขุนนางเกินครึ่งราชสำนัก เพื่อลดทอนอำนาจการตัดสินใจของอัครเสนาบดีเพียงผู้เดียว"ฝ่าบาท กฎหมายเดิมเข้มงวดเกินไปจนขุนนางทำ
เช้าวันต่อมา บรรยากาศในท้องพระโรงเคร่งเครียดจนแทบจะหายใจไม่ออก กลิ่นกำยานที่เคยให้ความรู้สึกสงบกลับดูหนักอึ้ง เหล่าขุนนางยืนแบ่งฝ่ายกันชัดเจน แถวหน้าสุดคือหวงจื่อเยียนที่หายดีเป็นปกติ เขาสวมชุดขุนนางเต็มยศสีเข้ม ปักลายดิ้นทองที่แสดงถึงอำนาจเหนือใคร ใบหน้าคมสันเรียบเฉยดุจกำแพงหิน ทว่ารัศมีที่แผ่ออกม
ภายหลังจากที่หมอหลวงสองคนเข้ามาวุ่นวายตรวจชีพจร หวงจื่อเยียนพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมานิ่งขรึมที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเอนหลังพิงหัวเตียง หลับตาแน่นเพื่อซ่อนแววตาที่ยังคงปั่นป่วนจากสัมผัสเมื่อครู่"เจียวซือซือ เจ้ากลับไปก่อนเถอะ" เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่ามันมีความแ












Ulasan-ulasan