เข้าสู่ระบบพวกนางได้แต่มองจือหลานที่อมยิ้มอย่างเห็นขัน เหตุผลนี้ของประมุขช่างไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย เห็นชัดว่านางกำลังกลั่นแกล้งจื่อเยียนกับหลิวหรง อีกทั้งคงมีเหตุผลที่ซ่อนอยู่มากกว่านั้นเป็นแน่
กระบวนท่าหนึ่งพิศุทธิ์เหนือธาร ซึ่งเป็นการร่ายรำพัดด้วยกำลังภายใน ไหนเลยจะมีคนของวังบุปผาสามารถฝึกจนก้าวหน้าได้โดยง่าย
จือหลานพลันรู้สึกโชคดีที่นางไม่ได้ติดตามไปยังกวงหมิงซานครานี้ แม้จะไม่เห็นด้วยที่รองประมุขจะเดินเข้าไปสู่กับดักของฝ่ายธรรมะ กระนั้นรองประมุขของพวกนางก็ไม่เคยทำอะไรที่ไม่มีเหตุผล ดังนั้นพวกนางจึงได้แต่คล้อยตาม
“ข้าน้อยทราบแล้ว” จือหลาน จื่อเยียน และหลิวหรงค้อมกายรับคำสั่ง
“อีกไม่กี่วันคงมีข่าวจากศิษย์พี่ ภายในเวลาไม่กี่วัน พวกเขาจะกล้าลงมือกับข้าเชียวหรือ ถึงแม้ตอนนี้จะมีผู้อาวุโสของฝ่ายธรรมะทั้งสี่ตระกูลอยู่ ก็ไม่ง่ายนักหากพวกเขาต้องการจะสังหารข้า”
น้ำเสียงรื่นเริงของเยว่ป่ายเหอช่างสวนทางกับดวงตาเย็นชา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้จือหลานไม่อาจทัดทาน นางจำต้องกลับวังบุปผาเหนือไปก่อน เพราะยังมีงานของวังบุปผาอีกมากที่นางต้องรับผิดชอบ
หลี่เทียนเสียงก้าวเดินเข้าไปยังห้องโถงคฤหาสน์ตระกูลหม่าด้วยท่าทีเงียบขรึม ผู้คนที่จ้องมองรอบด้านไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอึดอัด ข่าวลือมากมายเกี่ยวกับตัวเขา ทำให้หลายคนสงสัยใคร่รู้
ยิ่งเรื่องเส้นผมของเขาที่มีสีขาวแซมกว่าครึ่งทั้งที่อายุยังน้อย ยิ่งทำให้ผู้คนกระหายที่จะได้เห็นกับตา
นานมาแล้วเขาเคยหวาดหวั่นกับสายตาผู้คน กระทั่งเคยขังตัวเองเอาไว้ในห้อง เพราะไม่ต้องการเป็นตัวประหลาดในสายตาของผู้ใดแม้แต่กับคนตระกูลหลี่เอง
แต่วันนี้กลับรู้สึกเฉยชากับเรื่องทั้งหมด สิ่งเดียวที่เขามุ่งมั่นทุ่มเทให้ ก็คือครอบครัวที่อุ้มชูและอยู่เคียงข้างเขา ในยามที่เขาต้องการ
แม้หลายปีมานี้สุขภาพของเขาอ่อนแอลงเรื่อย ๆ กระนั้นเขาก็ยังอยากจะทำประโยชน์ให้ตระกูลมากที่สุด ดังนั้นรากฐานของกิจการทั้งหมดของตระกูลหลี่ เขาได้วางคนที่เหมาะสมให้ช่วยดูแล ต่อไปหากว่าเขาจากไปจะได้จากไปอย่างหมดห่วง
...นี่จึงจะเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ
ย่างก้าวอันแผ่วเบา ท่วงท่าอันนุ่มนวลสง่างาม ใบหน้าเรียบเฉยทว่าดวงตากลับทอประกายอ่อนโยนลง ในยามที่หลี่เทียนเหวินก้าวเข้ามาหาเขา
หลี่เทียนเสียงแย้มยิ้ม ก่อนจะมองไปยังด้านหลังผู้เป็นพี่ชาย เมื่อรับรู้ถึงสายตาคมกริบของคนจากหุบเขาพยัคฆ์เพลิง
หลินเจ๋ออี้ผู้นี้เขาเคยพบมาก่อน และดูเหมือนจะเป็นการพบกันในแบบที่ไม่น่าประทับใจเท่าไร เนื่องจากอีกฝ่ายพ่ายแพ้ให้เขาในวันที่ทั้งสองใช้การเดินหมาก เพื่อตัดสินว่าใครจะได้สินค้าซึ่งมาจากต่างเมือง
จากในตอนแรกที่มั่นใจว่าตนคือผู้ที่ได้สัมปทานสินค้า กระทั่งพ่ายแพ้หมดรูปให้คุณชายที่อ่อนแอขี้โรค ผู้เพิ่งจะเริ่มเข้ามาดูแลกิจการ ทำให้หลินเจ๋ออี้ไม่พอใจมาจนถึงทุกวันนี้
“รู้เรื่องที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ แล้วกระมัง”
“ขอรับ” เขาเอ่ยก่อนเดินตามหลี่เทียนเหวินเข้าไปคารวะเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งรออยู่ในห้องโถง
“มาถึงแล้วหรือ” หลี่เซวียนเอ่ยเป็นคนแรก ก่อนมองบุตรชายคนรองคารวะเหล่าผู้อาวุโสตระกูลต่าง ๆ ซึ่งในยามนี้เคร่งเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“เดินทางราบรื่นดีหรือไม่”
“ขอรับ”
“ลำบากคุณชายรองแล้ว แต่หากไม่ใช่ท่านข้าก็มองไม่เห็นผู้ใดที่จะสืบหาคนร้าย ข้าได้ให้คนกันพื้นที่เอาไว้แล้ว เรื่องนี้ไม่อาจให้ทางการเข้ามายุ่งเกี่ยวเพราะเป็นเรื่องของพวกเราชาวยุทธ์ ดังนั้นจึงได้แต่รบกวนแล้ว”
หม่าชิงเหลยกล่าวขึ้นอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ผู้อาวุโสหม่าเกรงใจไปแล้ว เรื่องนี้ข้าน้อยจะทำสุดความสามารถ ขอทุกท่านอย่าได้กังวล”
“จะว่าไปข้าต้องการให้คนของข้าเข้าร่วมการสืบหาคนร้ายด้วย” เกาซวี่ไห่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“คนของตระกูลข้าด้วย” โจวจิ้งเหล่ยเสริม “ฮูหยินของข้าต้องมาตายไปเช่นนี้ ข้าไม่มีทางปล่อยคนร้ายไปโดยง่ายแน่นอน!”
“เช่นนั้นข้าน้อยเห็นว่าควรส่งคนของสี่ตระกูลมาเข้าร่วมการสืบสวน ยังมีคนของวังบุปผา และคนของหุบเขาพยัคฆ์เข้าร่วมอีกทาง เพื่อความโปร่งใส”
หลี่เทียนเสียงเสนอขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ทุกฝ่ายต่างก็เห็นด้วย เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไหวต่อทุกฝ่าย ดังนั้นพวกเขาจำต้องดำเนินเรื่องให้โปร่งใสที่สุด
“ในระหว่างที่ตกลงกันว่าจะส่งผู้ใดมาเข้าร่วมการสอบสวน อย่างไรข้าน้อยขอไปดูที่เกิดเหตุได้หรือไม่ขอรับ”
“ข้าพาไปก็แล้วกัน” หม่าเซียวหรานเสนอตัวในฐานะทายาทคนโตของตระกูลหม่า
ดังนั้นโจวจิ้งเหล่ยจึงส่งโจวจื่อหยวนบุตรชายของตนมาด้วย
ส่วนเกาซวี่ไห่ส่งหลิ่วเฉิน ซึ่งเป็นคนสนิทของตนมาเข้าร่วม เนื่องจากบุตรชายของเขาสิ้นใจไปแล้ว
ในระหว่างนั้นพวกเขาพบกับคนของคฤหาสน์ตระกูลหม่ากำลังนำสตรีสองคนเดินเข้ามาด้านใน ทั้งสองสวมชุดสีขาวดูทะมัดทะมัดทะแมง ใบหน้าเย็นชา และท่วงท่าเย่อหยิ่งไม่สนใจผู้ใดเช่นนั้น ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าพวกนางมาจากวังบุปผาเหนือเป็นแน่
“คุณชายแม่นางทั้งสองแจ้งว่ามาจากวังบุปผาขอรับ” คนของคฤหาสน์รีบแนะนำเมื่อเห็นหม่าเซียวหราน
ทั้งหมดเลิกคิ้วก่อนมองสตรีทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้า พวกนางแต่งกายเหมือนกันทั้งยังถือพัดผ้าไหมสีขาวทั้งคู่ ท่าทีหรือก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
กระนั้นหนึ่งคนยืนอยู่ด้านหน้า หนึ่งคนเดินตามอยู่ด้านหลัง หม่าเซียวหรานจึงเลือกที่จะยกมือขึ้นคารวะสตรีที่ยืนอยู่ด้านหน้า
“ข้าน้อยหม่าเซียวหรานคารวะแม่นาง”
นี่อาจเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดแล้ว...เขาเองก็ไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ที่ต้องโทษตัวเองไปตลอดชีวิต อย่างน้อยเขาก็ได้ส่งบุตรชายไปดูแลทายาทคนเดียวของเหอจือวั่นแม้ไม่อาจทดแทน อย่างน้อยความรู้สึกผิดท่วมท้นก็บรรเทาลง เพื่อความสบายใจของเขาเอง...ยังไม่ทันที่จะได้ออกจากเหลียนหัวซาน เยว่จื่อจิงพลันขมวดคิ้ว สายตาของนางกวาดมองไปยังด้านหลัง ทำให้หลี่เทียนเหวินเองก็มีท่าทีระแวดระวัง รถม้าขนาดกลางซึ่งกำลังวิ่งตามมาด้านหลัง ทำให้คนทั้งสองหรี่ตาลงมองไม่วางตาผู้ที่บังคับรถม้าสวมชุดสีดำทั้งตัว เขาเป็นบุรุษที่สวมหมวกที่มีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้มิดชิด กระทั่งรถม้าจอดลงผู้มาใหม่ก็ยังไม่ยอมเผยใบหน้าให้เห็น“จอมยุทธ์ท่านนี้ ท่านตามเราสองคนมาด้วยเหตุใด”มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง บรรยากาศเริ่มกดดันทันทีที่เยว่จื่อจิงก้าวมายืนตรงหน้าหลี่เทียนเหวินคนผู้นั้นดึงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ของสิ่งนั้นถูกกำลังภายในซัดออกมา เยว่จื่อจิงรับเอาไว้อย่างง่ายดาย ก่อนที่นางจะอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นว่าของสิ่งนั้นคืออะไร“พวกเจ้า! เจ้า...ท่านมีวรยุทธ์! นางเล่า นาง...”ไม่มีเสียงตอบรับอีกทั้งรถม้าก็เริ่มออกว
“หากคนที่นี่ยุ่งยากมากเรื่องกันนัก พรุ่งนี้ข้าจะพาเขากลับวังบุปผาทันที” เอ่ยจบนางก็ละสายตากลับมา ก่อนเริ่มพันแผลให้ชายหนุ่มที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาตั้งแต่แรกเริ่ม หลี่เซวียนกระแอมออกมาเสียงหนึ่ง คนด้านหลังของเขามีท่าทีประดักประเดิด กระนั้นพวกเขาก็ยังมีแก่ใจส่งเสียงขอโทษนางออกมา ก่อนจะทยอยกันเดินหายไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ดังเดิม“ข้าจะกลับวังบุปผา” เยว่จื่อจิงเอ่ยหลังจากพันผ้าพันแผลให้เขาเสร็จ “เกี้ยวจะถูกส่งมารับท่านหนึ่งเดือนข้างหน้า คิดว่าท่านคงเตรียมตัวทัน”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มพลันเลิกคิ้วมองนางอย่างอ่อนใจ “เช่นนี้เป็นอย่างไร ข้าจะกลับพร้อมเจ้า แต่เราไหว้ฟ้าดินกันก่อนอย่างถูกต้อง จากนั้นเราค่อยออกเดินทางจากเหลียนหัวซานพร้อมกัน”หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาด้วยท่าทีลังเล “เช่นนั้นข้าจะให้พวกนางเดินทางล่วงหน้าไปเตรียมการณ์ ข้า...ให้เวลาท่านสองวัน วันที่สามออกเดินทาง”“ได้”เขารับปากนางอย่างง่ายดายจนแม้แต่หญิงสาวเองก็คาดไม่ถึง“ท่าน...ยอมไปกับข้าจริง ๆ หรือ”“หากข้าไม่ไปตอนนี้แล้วเจ้ากลับคำไม่ส่งเกี้ยวมารับ ข้ามิต้องม่ายขันหมากหรอกหรือ” เขายังคงเห็นขันกับเรื่องนี้“จิงเอ๋อร์...เจ้าเป็นส
“ข้ายังทนหิวได้อีกนิดหน่อย” นางกระซิบก่อนจุมพิตคนที่เอาแต่อดทนอดกลั้น “เดินทางมาหลายวันท่านไม่คิดถึงข้าเลยหรือ ข้าคิดถึงท่านแทบแย่”“มิใช่เพราะเจ้าที่บอกว่าไม่ชอบพื้นหยาบ ๆ หรือไร” เขากระซิบเสียงพร่า กระทั่งอุ้มนางตัวลอยขึ้นแล้วก้าวเดินไปยังฉากกั้นที่เขาเตรียมน้ำสำหรับอาบเอาไว้ “หากอาหารเย็นชืดอย่าโทษข้า เป็นเจ้าเองที่ยั่วยวนข้า”และแล้ววันนั้นกว่าที่คนทั้งสองจะได้กินมื้อเย็น ก็ในอีกชั่วยามต่อมา ซึ่งแน่นอนว่าอาหารทั้งหมดเสี่ยวเอ้อต้องนำลงมาอุ่นใหม่ หลังจากมื้อเย็น ทั้งสองจึงเริ่มปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรจึงจะสามารถเข้าถึงตัวเยว่จื่อจิง ในยามที่ตระกูลหลี่วุ่นวายเช่นนี้ในความมืดเยว่จื่อจิงจ้องมองหลี่เทียนเหวิน ด้วยดวงตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ หญิงสาวกำลังใคร่ครวญบางอย่างในใจเงียบ ๆ คิดทบทวนและพยายามคาดเดาการกระทำของอีกฝ่ายอย่างละเอียดนางถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนตั้งใจจะลุกขึ้น กระนั้นคนที่นางคิดว่าหลับอยู่กลับคว้าข้อมือนางเอาไว้“หากถอนหายใจครั้งหนึ่งต้องอายุสั้นลงหนึ่งปี เช่นนั้นตั้งแต่เจ้ามานั่งลงข้างเตียงคงอายุสั้นแล้วอย่างแน่นอน”“ท่านกำลังแช่งข้าหรือ” นางเอ่ยถามเขาเสียงเข้ม“ช่วยข้าไ
หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างโกรธกรุ่น เมื่อครู่นางมองไม่ผิดอย่างแน่นอน เขาจงใจไม่ปัดป้องกระบี่ของนางชัด ๆ “ท่านจงใจยอมแพ้หรือ” หญิงสาวกัดฟันกรอด“อย่าลืมคำสัญญาของตัวเองเล่า”“บัดซบ! หลี่เทียนเหวิน เจ้าคนสมควรตาย!” นางสบถออกมาแม้จะสบถออกมาแต่นางกลับดึงกระบี่ออก ปรี่เข้ามาสกัดจุดบนร่างใหญ่ กระทั่งเข้าไปประคองร่างที่กำลังโงนเงน แต่ท่าทีเช่นนั้นดูเผิน ๆ แล้วคือการถลาเข้าไปกอดชายหนุ่มเอาไว้ในสายตาชาวยุทธ์ทั่วหล้าหลี่เทียนเหวินเอนตัวเข้าหาร่างเล็ก เกาะกุมนางเอาไว้จนมั่นใจว่านางจะไม่ดิ้นหลุดมือไปแน่ ๆ กระทั่งมองเห็นเหล่าผู้อาวุโสกำลังปรี่เข้ามาดูอาการของเขา“จิงเอ๋อร์ ข้ารู้นะว่าเจ้าเองก็จงใจจะพ่ายแพ้ให้ข้า” เขากระซิบเสียงเบาให้นางได้ยินเพียงคนเดียว “คิดไปจากข้าตอนนี้ ไม่ง่ายแล้ว”เยว่จื่อจิงสบถด่าทอชายหนุ่มออกมาหลายคำ กระทั่งผู้คนมากมายห้อมล้อมเข้ามา นางเงยหน้ามองทุกคนด้วยดวงตราโกรธเกรี้ยว “ไสหัวไปให้หมด!! หาไม่ข้าจะไม่เกรงใจแล้ว!!”พูดจบก็ตะโกนเรียกชุ่ยจวี๋ให้มารับกระบี่ไปจากมือของตน มองใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้มของหลี่เทียนเหวิน นางพลันรู้สึกอยากสังหารคนขึ้นมาหญิงสาวกระชับมือเข้ากับร่างแกร่
“ท่านพ่อเช่นนั้นข้าขอเสนอตัวเอง” หลี่เทียนเหวินพลันเอ่ยออกมาทุกคนสูดหายใจเข้าด้วยความประหลาดใจ แม้แต่เยว่จื่อจิงเองก็ยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม“ย่อมได้” นางตกลงก่อนจะหันไปมองหลี่เซวียน “หากข้าชนะ ข้าจะพาเขาไปทันที เรื่องในยุทธภพพวกท่านไม่อาจยุ่งเกี่ยว เรื่องฝ่ายมารตระกูลหลี่ยิ่งไม่อาจสอดมือ หากข้าพ่ายแพ้จากวันนี้ไปอีกห้าสิบปี วังบุปผาจะไม่ย่างกรายเข้ามาในหวงยี่ซานอีก”หลินยวี๋หรงขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินกระนั้นหลินเจ๋ออี้กลับยิ้มออกมา “นี่เป็นวิธีที่ชาญฉลาด ประมุขเยว่ถึงกับประนีประนอมขนาดนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง” ชายหนุ่มพึมพำมองอย่างไรเขาก็ยังคิดว่าเยว่จื่อจิงกำลังหาทางออกให้กับทุกคน ดูท่าแล้วเรื่องราวความแค้นที่คิดว่าไม่อาจสะสาง อาจจะจบลงในวันนี้โดยที่ไม่จำเป็นต้องนองเลือดแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องดูว่าการประลองจะจบลงเช่นไร เนื่องจากฝีมือของหลี่เทียนเหวินอยู่ในระดับที่ไม่อาจคาดเดา แต่เยว่จื่อจิงที่มีคัมภีร์เทพกระบี่ตระกูลเหอก็ไม่อาจดูแคลนดูแล้วการประลองครั้งนี้คงยากที่จะตัดสิน...เวทีประลองในยามนี้สองฝ่ายต่างก็ยืนเตรียมพร้อม เยว่จื่อจิงสะบัดฝักกระบี่สีแดงออกไป กระบี่หั่วซานร้อนแรงดังอั
หลินยวี๋หรงมองดูผู้คนมากมายที่กำลังให้ความสนใจเยว่จื่อจิง กระทั่งสายตาของเขาสะดุดเข้ากับร่างอรชรที่กำลังก้าวขึ้นไปยังลานประลองหญิงสาวในชุดสีชมพูใบหน้าโกรธกรุ่น กำลังมองตรงมายังหลี่เทียนเหวิน กระทั่งจงใจส่งสายตาเกลียดชังมายังเยว่จื่อจิง“ผู้อาวุโสทั้งหลาย ข้าน้อยขอเสียมารยาท” อวิ๋นรั่วหลุนเดินขึ้นไปยังลานประลอง ซึ่งบัดนี้คู่ที่กำลังจะประลองยังไม่ทันได้ก้าวขึ้นมาเรื่องนี้หาได้เกินความคาดหมายหรือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะในบางครั้งท่ามกลางการประลอง หากมีชาวยุทธ์คนใดข้องใจกับฝีมือของบางคน พวกนาง หรือพวกเขาสามารถขึ้นมาท้าทายคู่ต้อสู้ได้แต่เรื่องนี้ต้องอยู่ก่อนหน้าการประลองยุทธ์ระดับสูง การที่อวิ๋นรั่วหลุนทำเช่นนี้แม้ไม่ผิด แต่ก็นับว่าไม่ถูกไม่ควรเสียทีเดียว เนื่องจากการกระทำนี้นับว่าเป็นการล่วงเกินเหล่ายอดฝีมือ ซึ่งกำลังจะขึ้นประลองเป็นลำดับถัดไป“น้องเล็กเจ้ากำลังจะทำอะไร อย่าเสียมารยาท ลงมาจากลานประลองเดี๋ยวนี้”“พี่ใหญ่ข้าได้ท้าทายจอมยุทธ์หญิงท่านหนึ่งเอาไว้ นางกับข้าตกลงกันแล้ว ใครชนะย่อมได้แต่งให้พี่เหวิน” อวิ๋นรั่วหลุนผู้ไม่รู้จักที่ตายเอ่ยด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจหลี่เทียนเหวินที่







