LOGINเทพีพฤกษาผู้ครอบครองรากวิญญาณหมื่นพฤกษา อยู่ ๆ ก็ถึงคราวชดใช้เคราะห์กรรม ตกสู่ห้วงภพมนุษย์ เข้าสู่ร่างของบุตรสาวราชครู "จูอี้เฟย" นางร้ายที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ "ให้ตายสิสวรรค์ เหตุใดถึงทำกับข้าได้กันนะ"
View Moreจูอี้เฟยกะพริบตาปริบ ๆ นางก้มลงมองมือของตนเอง... ไม่สิ มือของร่างมนุษย์ที่นางเพิ่งเข้ามจุติเมื่อเสี้ยววินาทีก่อน นิ้วมือเรียวยาว ผิวขาวเนียนละเอียด แต่ทว่าตอนนี้ฝ่ามือนั้นกลับแดงระเรื่อ
นางเงยหน้าขึ้นมองภาพเบื้องหน้า
สตรีในชุดสีชมพูอ่อนผู้หนึ่งกำลังนั่งพับเพียบอยู่กับพื้น กุมแก้มซ้ายที่มีรอยนิ้วมือห้านิ้วประทับตราแดงเถือก น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้ม ปากก็พร่ำพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่ฟังแล้วน่ารำคาญเป็นที่สุด
“อี้เฟย... ฮึก... ข้าผิดไปแล้ว เจ้าอย่าโกรธเคืองข้าเลย ข้าไม่ได้ตั้งใจแย่งองค์ชายสามมาจากเจ้าเลยนะ...ฮึก ๆ ฮื่อ หากเจ้าไม่พอใจ…ข้า…”
จูอี้เฟยมึนงง นี่คือที่ไหน นี่นางอยู่ภพมนุษย์อย่างนั้นหรือ? แล้วสตรีชุดชมพูเป็นใครกัน มาทำหน้าสำออย น่าสงสารอยู่ตรงนี้อยู่ได้ยังไง ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่เรื่องที่งุนงงไปหมด
นางแค่เผลอหลับไปในสวนหมื่นพฤกษาเองนะ เหตุใดนางจึงมาอยู่โลกมนุษย์ได้?
และบริเวณรอบข้างต่างมีชาวบ้านเข้ามามุงดูเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมป้องปากกระซิบกัน
“ดูสิ บุตรสาวราชครูจูอาละวาดอีกแล้ว”
“จิตใจคับแคบยิ่งนัก แค่เดินชนนิดเดียวถึงกับตบตีคน”
“นางมารร้ายชัด ๆ รูปโฉมสะสวยเสียเปล่า แต่นิสัยช่างต่ำตม”
ในขณะที่ผู้คนกำลังซุบซิบ ภาพความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไหลเข้ามาในหัวราว โชคดีที่นางจิตใจแข็งแกร่ง มิเช่นนั้นคงได้สลบเป็นลมไปเป็นแน่
...อ้อ แม่นางชุดชมพูผู้นี้คือหลินชิงชิงบุตรสาวอนุภรรยาเสนาบดีหยาง ผู้ชอบทำตัวเป็นดอกบัวขาวบริสุทธิ์ แสร้งเดินเซมาเหยียบชายกระโปรงร่างเดิมจนเกือบล้ม พอร่างเดิมโวยวายเข้าหน่อย นางก็บีบน้ำตาเรียกร้องความสนใจ
จูอี้เฟยเจ้าของร่างเดิมก็ผู้โง่เขลาและอารมณ์ร้อน จึงฟาดฝ่ามือใส่ไปหนึ่งฉาดท่ามกลางตลาด
“...”
คุณหนูสกุลจูสูดลมหายใจเข้าลึก ให้ตายเถอะ เป็นถึงบุตรสาวราชครู สถานะสูงส่ง เหตุใดจึงไม่รู้จักเก็บอารมณ์บ้างเลยนะ นางจับจ้องไปที่ฝ่ามือขวาของตนเองอีกครั้ง กำมือแน่นแล้วคลายออก สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่อ่อนปวกเปียก ร่างกายที่ไร้ซึ่งตบะ ไร้ซึ่งพลังวิเศษ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่นางมิค่อยถูกใจเลยสักนิด ที่นี่พลังปราณฟ้าดินเบาบางยิ่งนัก แต่ก็ยังดีที่พอสัมผัสถึงอะไรบางอย่างได้
เมื่อตอนอยู่ภพสวรรค์ นางบรรลุกลายเป็นเทพได้เพราะรากวิญญาณหมื่นพฤกษา ไม่คิดว่าเมื่อได้ลงมาอยู่โลกมนุษย์ มันจะตามลงมาด้วย ในขณะที่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของหลินชิงชิงก็ดังเข้ามาอีกครั้ง ร่างงามจึงเลิกมอบมือของตัวเอง
หญิงสาวพึมพำเสียงเบา “...อ่อนหัด”
หลินชิงชิงที่กำลังร้องไห้ชะงักไปเล็กน้อย “อี้เฟย นั่นเจ้าว่าอะไรนะ”
จูอี้เฟยเหยียดยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ดูเกรี้ยวกราดเหมือนนางร้ายแต่มันเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความดูแคลนอย่างถึงที่สุด นางสะบัดข้อมือเบา ๆ สองสามทีราวกับกำลังเตรียมพร้อมร่างกาย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่ดังไปทั่วบริเวณ
“ข้าบอกว่า... มันเบาไปไงเล่า เจ้าหูหนวกงั้นหรือไง?”
เกิดความเงียบกริบไปทั่วตลาด
หลินชิงชิงเบิกตากว้าง ลืมบีบน้ำตาไปชั่วขณะ
จูอี้เฟยเชิดหน้าขึ้น นางก้าวเท้าเข้าไปหาหลินชิงชิงช้าๆ ท่าทางสง่างามสมกับคุณหนูในห้องหอ และกลิ่นอายแปลก ๆ ทำให้หลินชิงชิงรู้สึกหนาวเย็น
“องศาการเหวี่ยงแขนเมื่อครู่กว้างเกินไป แรงส่งจากไหล่ก็ไม่ดี ข้อมือก็เกร็ง...” นางวิเคราะห์ฉพลางส่ายหน้าอย่างผิดหวัง “ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นแค่รอยแดงจาง ๆ บนหน้าเจ้า แทนที่เจ้าจะฟันหักหรือกรามเคลื่อน... ช่างน่าขายหน้านัก หากท่านพ่อรู้ว่าข้าจูอี้เฟย ตบคนได้ไร้ประสิทธิภาพเพียงนี้ ข้าคงไม่กล้าสู้หน้าบรรพชน”
“!!!”
ผู้คนอ้าปากค้าง แทนที่นางจะแก้ตัวว่าไม่ได้ทำ หรือสำนึกผิด นางกลับวิจารณ์การตบของตัวเองแทน!
คุณหนูสกุลจูย่อตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเชยคางหลินชิงชิงขึ้นมาพิจารณา แววตาที่มองมาทำเอาหญิงสาวผู้ถูกกระทำขนลุกซู่ มันไม่ใช่สายตาของความริษยา แต่มันคือสายตาของผู้ที่อยู่สูงกว่าจนเทียบไม่ติด
“ฟังไว้นะ หลินชิงชิง และพวกเจ้าทุกคนที่กำลังสอดรู้สอดเห็น...”
จูอี้เฟยกวาดสายตาไปรอบ ๆ
“ข้าคือจูอี้เฟย บุตรสาวราชครูจูเหวินเจิ้ง ผู้เป็นอาจารย์ของจักรพรรดิ หากข้าคิดจะรังแกใครจริง ๆ ... พวกเจ้าคิดว่ามันจะจบแค่การตบหน้าเท่านั้นหรอกหรือ หากข้าต้องการทำจริง ๆ เจ้าคงไปเป็นปุ๋ยอยู่ที่ไหนแล้วล่ะ”
“วันหลังหากจะใส่ร้ายว่าข้ารังแกเจ้าน่ะ” จูอี้เฟยปัดมือที่เปื้อนแป้งประทินโฉมของหลินชิงชิงออกอย่างรังเกียจ “...ช่วยทำตัวให้สมกับเป็นเหยื่อหน่อย อย่าให้เสียชื่อข้าว่ารังแกได้แค่สตรีไร้ทางสู้ที่สะดุดขาตัวเอง”
กล่าวจบ นางก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรง ทิ้งให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ทั้งหลายต่างตกตะลึงกับความจริง แต่ส่วนใหญ่ก็ย่อมมิเชื่อนางร้ายอย่างจูอี้เฟยอยู่แล้ว ซึ่งนางหาได้ใส่ใจไม่ ร่างงามส่งเสียงเรียกสาวใช้
“เสี่ยวถัง! กลับจวน ข้าหิวแล้ว เสียพลังงานไปกับการออกแรงที่ไร้ประโยชน์จริง ๆ”
สาวใช้คนสนิทที่ยืนตัวสั่นงก ๆ รีบวิ่งตามคุณหนูของตนไปอย่างงุนงง ทิ้งให้ชาวบ้านและหลินชิงชิงมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงอย่างไม่วางตา
ขณะที่เดินหันหลังกลับ จูอี้เฟยแอบเหลือบมองหลินชิงชิงอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเบะปากให้แม่ดอกบัวขาวประจำเมืองหลวงสักที นางเกลียดคนแบบนี้ที่สุด ไม่ว่าจะภพสวรรค์หรือมนุษย์ นางก็ล้วนเจอทั้งนั้น!
หลังจากนั้นหญิงสาวกับสาวใช้นามว่าเสี่ยวถังก็พากันเดินกลับเรือนมาจากย่านตลาดจนถึงเรือนหลังบุปผาหลังงาม เรือนที่ใหญ่ที่สุดในจวนราชครูจู
อี้เฟยเดินนำเข้าไปในห้องนอน มิได้แสดงอาการปกติอะไรออกมาให้เสี่ยวถังพบรุธเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งท่วงท่าการเดิน การพูดก็ยังเหมือนกับอี้เฟยคนก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
หญิงสาวเอนหลังลงบนเตียงนุ่ม โดยมีเสี่ยวถังยืนอยู่ตรงปลายเท้า อี้เฟยเปลี่ยนอริยาบถเป็นเท้าคาง มองดูเสี่ยวถังตั้งแต่หัวจรดเท้า สร้างความกดดันให้แก่สาวใช้ตัวน้อย
แต่หารู้ไม่ว่า บุตรสาวสกุลจูผู้งดงามกำลังนึกถึงความทรงจำทั้งหมดต่างหาก
‘ว่ากันว่าภพมนุษย์จะเริ่มเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญพรตได้ จะต้องเข้าพิธีชำระวิญญาณ เพื่อปลุกรากวิญญาณประจำตัวขึ้นมา แต่ดูเหมือนว่านางจะเข้าพิธีชำระวิญญาณไปหลายครั้งแล้ว ก็ยังไร้วี่แววรากวิญญาณที่ตื่นขึ้น แต่พอมาเป็นนาง เทพีพฤกษาผู้งดงามจากสวรรค์ชั้นฟ้า กลับทำให้ร่างนี้มีรากวิญญาณขึ้นมาแทนเสียได้’
เสี่ยวถังเห็นคุณหนูของตนจดจ้องอยู่ก็ก้มหน้างุด ไม่กล้าสู้สายตา
‘คุณหนูกำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการอย่างไรกับคุณหนูหลินผู้นั้นเป็นแน่’
‘ไม่ได้ ๆ คนทั้งเมืองหลวงรังเกียจคุณหนูหมดแล้ว เราจะยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้!’
“คุณหนูเจ้าคะ... บ่าวว่า...ท่านอย่าไปยุ่งกับคุณหนูหลินเลยเจ้าค่ะ”
“โอ ทำไมล่ะ?”
“ก็...ตอนนี้ทั้งเมืองหลวงต่างมิชอบคุณหนูหมดแล้ว แต่เพราะยังเห็นแก่หน้าของราชครู เลยมิกล้าแสดงออกมาโจ่งแจ้ง ข้าไม่อยากให้คุณหนูถูกดูแคลนเจ้าค่ะ”
พูดความในใจจบ ใบหน้าเล็กก้มลงทันทีเพื่อหลบสายตา
‘ยัยเด็กน้อยคนนี้ดูท่าจะเป็นห่วงนาง’
‘แต่ชะตาชีวิตนางร้ายมันจะเงียบเหงาได้อย่างไรกัน’
เด็กสาวครุ่นคิดไปถึงบรรดาหน้าคุณหนูตระกูลน้อยใหญ่ทั้งหลาย ที่เคยแอบด่าทอเจ้าของร่างเดิมลับหลังว่าเป็นคนไร้ค่า ไหน ๆ ก็มาใช้ชีวิตอยู่ในร่างที่ทั้งงดงาม ทั้งเยาว์วัยขนาดนี้แล้ว
‘หึหึ... เสร็จข้าแน่!’
ตอนที่ 56 เงินซื้อใจคนไม่ได้ยามเช้าอันอบอุ่น พ่อค้าแม่ค้าต่างร้องเรียกนำเสนอสินค้าของตนอย่างขะมักเขม้น เพราะหวังจะสร้างรายได้ กลิ่นหอมกรุ่นของหมั่นโถวเพิ่งนึ่งสุกใหม่ ๆ น้ำแกงกระดูกรสเข้มข้น และกลิ่นยาสมุนไพรแห้งโชยมาตามสายลมที่พัดผ่านท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินก้าวเดินไปอยู่ภายในตรอกแถวตลาด รูปร่างของเขาดูธรรมดาในชุดผ้าไหมสีเทาเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความโดดเด่น ทว่าหากเป็นผู้ฝึกตนระดับสูงย่อมสังเกตเห็นว่า ฝีเท้าของเขาทุกก้าวที่เหยียบลงบนแผ่นหินนั้นสม่ำเสมอจนน่าประหลาดเขาคือ อาหย่วน หนึ่งในองครักษ์ของจวนฉินอ๋อง ผู้รับหน้าที่คอยดูแลความเรียบร้อยและสืบข่าวทั่วไปวันนี้เป็นวันหยุดพักของเขา อาหย่วนจึงตั้งใจออกมาซื้อหาสิ่งของจำเป็นกลับไปให้ครอบครัว หัวใจของเขาอิ่มเอิบยามคิดถึงดวงตากลมโตของบุตรชายตัวน้อยที่อีกไม่นานจะลืมตาดูโลก และภรรยาคนงามที่กำลังอยู่ที่บ้านอาหย่วนหยุดยืนอยู่หน้าร้านขายผ้า มือหนาลูบไล้ไปบนพับผ้าสีอ่อนเนื้อละเอียดอย
ในค่ำคืนวันเดียวกัน ณ เรือนรับรองแขกบ้านแขกเมืองหลังใหญ่บรรยากาศภายในห้องนอนของตำหนักรับรอง มีเพียงแสงเทียนที่ส่องให้เห็นร่างขององค์หญิงเก้าอี้ว์เพียวเสวี่ยที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าของนางขาวซีดราวกับกระดาษ ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึกทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งเคลื่อนผ่านหลังคาเรือนรับรองอย่างไร้เสียง เงาร่างนั้นเล็ดลอดผ่านหน้าต่างที่แง้มไว้เข้ามาในห้องอย่างแนบเนียน ฝีเท้าแผ่วเบาก้าวเข้ามาเรื่อยเรื่อยภายใต้ความสลัว เงาดำชูมือขึ้น เผยให้เห็นเข็มยาวสีดำสนิทเล่มหนึ่งที่คีบอยู่ระหว่างปลายนิ้ว บนตัวเข็มสลักอักขระโบราณสีแดงเข้มที่กำลังเปล่งประกายสีเลือดจาง ๆ‘โอกาสมาถึงแล้ว นังเด็กอวดดีผู้นี้จิตวิญญาณบอบช้ำ หากปักเข็มมนต์สะกดวิญญาณนี้ลงไปได้ นางย่อมกลายเป็นหุ่นเชิดของตระกูลฝูอย่างสมบูรณ์’ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำวาวโรจน์ด้วยความอำมหิตทว่า... ที่มุมมืดนอกหน้าต่างตำหนักรับรอง องค์ชายแปด อี้ว์หานโจว ที
ตอนที่ 54 พิณเดียวสะท้านวิญญาณสิ้นคำนั้น เสียงกระซิบกระซาบด้วยความตระหนกพลันดังขึ้นรอบทิศ เหล่าขุนนางต่างพากันหน้าซีดเผือด เพราะทุกคนต่างรู้ดี ว่าวิชาพิณสำหรับแคว้นหอคอยหยกมันคือศาสตร์ลับเฉพาะ ภายนอกดูเหมือนการดีดพิณธรรมดา ทว่าแท้จริงแล้วเป็นการผสานพลังปราณสะกดวิญญาณเข้ากับคลื่นเสียง โจมตีเข้าไปที่จิตวิญญาณโดยตรง หากผู้รับการทดสอบมีตบะอ่อนด้อยกว่า อาจถึงขั้นวิญญาณแตกสลายหรือกลายเป็นคนเสียสติไปชั่วชีวิตอี้ว์เพียวเสวี่ยเหยียดยิ้มในใจ‘นึกว่าเป็นตัวตนสูงส่งมาจากไหน ที่แท้ก็แค่สตรีไร้หัวนอนปลายเท้า ต่อให้สายสืบจะรายงานว่านางมีฝีมือลึกลับ แต่ในแง่ของศาสตร์แห่งวิญญาณ แคว้นหอคอยหยกของข้าย่อมเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า!’ไม่นานนัก พิณโบราณสองตัวก็ถูกจัดเตรียมไว้กลางลานประลองหน้าท้องพระโรง ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระยะ ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบข้างตึงเครียดขึ้นทวีคูณอี้ว์เพียวเสวี่ยนั่งลงหน้าพิณ นิ้วมือเรียวยาวกรีดกรายลงบนสายพิณ ท่วงทำนองแรกที่ดังขึ้นเยือกเย็น คลื่นพล
ตอนที่ 53 องค์หญิงเก้าหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ พระราชวังหลวงแคว้นพฤกษาเหมันต์โคมไฟสีแดงและสีทองถูกจุดสว่างไสวทั่วทั้งท้องพระโรงใหญ่ งานเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตจาก แคว้นหอคอยหยก ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เสียงดนตรีบรรเลงต้อนรับผู้มาเยือนอย่างสมเกียรติคณะผู้มาเยือนจากแคว้นหอคอยหยกนำโดยราชนิกุลสามพระองค์องค์ชายใหญ่ อี้ว์ซั่ว บุรุษหนุ่มในชุดหรูหราสีคราม ท่าทางของเขาดูเรื่อยเปื่อยไร้สาระ ใบหน้าประดับรอยยิ้มเกียจคร้านอยู่ตลอดเวลา ทว่าในแววตาส่วนลึกกลับซ่อนประกายแหลมคมดั่งสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ถัดมาคือ องค์ชายแปด อี้ว์หานโจว ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นองค์ชายเจ้าสำราญ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่านางรำและนางกำนัลในงานเลี้ยงอย่างโจ่ง
เซี่ยหยางเอ่ยพลางลูบหน้าผากนางเพื่อลบความหวาดกลัวทั้งหมดทิ้งไป“แต่มันมิใช่ปัญหาใหญ่ หากมันมาอีก ข้าก็จะฆ่ามันอีกครั้ง! สามีเจ้าอยู่ตรงนี้ มิมีสิ่งใดต้องกลัว”“พักผ่อนนะยอดรักของข้า ที่เหลือให้ข้าช่วยเจ้าจัดการเอง”หลังจากปลอบจนอี้เฟยหลับใหล เซี่ยหยางก้าวออกมาด้านนอกเขาจ้องมอง กระบี่ผนึกโลหิตกลืนด
หลังจากเหตุการณ์นองเลือดที่เมืองหลินหนานผ่านพ้นไป อี้เฟยก็ตัดสินใจละความสนใจจากตระกูลซวินไว้ชั่วคราว อย่างไรเสีย ตอนนี้ตระกูลซวินก็กำลังจะตกอยู่ในกำมือของนางแล้ว อีกทั้งตอนนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนุกและน่าสนใจกว่าเยอะ เพราะมันคือสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากจะทำมานานแล้ว นั่นคือการสร้างสำนักศึกษาและเปลี่ยนแปลง
ภายในห้องโถงลับของตระกูลซวิน กลิ่นอายคาวเลือดจาง ๆ ลอยออกมาจากกล่องไม้ที่วางอยู่ตรงหน้าคุณชายใหญ่ กลิ่นมันคาวมากแม้แต่กำยานกลิ่นไม้หอมก็ยังไม่อาจดับมันได้ ซวินจูหลงเขามองมันด้วยสายตาพึงพอใจประหนึ่งมองดูศาตราวุธล้ำค่าชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้านักฆ่าคุกเข่าลงรายงาน“คุณชาย งานที่ท่านมอบหมายสำเร็จลุล่วงแ
ณ เกาะลอยฟ้าบนแคว้นพฤกษาเหมันต์ เสียงตวาดด่าทออันดุร้ายทำลายความสงบเงียบของเกาะแห่งนี้“นังโง่ ข้าให้เจ้าสุขสบายอยู่บนเกาะลอยฟ้าแห่งนี้เจ้ามิชอบ อยากจะลงไปใช้ชีวิตเบื้องล่าง เจ้านี่มันโง่เง่าจริง ๆ!”“ถ้าข้าโง่ เจ้ามันก็ชั่ว! บังอาจไม่ทำตามภารกิจที่นายท่านทิ้งเอาไว้ นางภูตทรยศ!”เพี๊ยะ!“แล้วอย่างไ











