Share

บทที่ 8

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-24 07:03:13

“ผู้ตายสองคนเป็นคนของตระกูลโจวและตระกูลเกา พวกเขาย่อมพ้นจากการถูกสงสัย ดังนั้นคงเหลือเจ้าบ้าน และบิดาของท่าน” หญิงสาวยังคงกล่าวต่อไป พร้อมกับก้าวนำชายหนุ่มไปก้าวหนึ่ง

“แม่นางมายังที่เกิดเหตุก็เห็นหุ่นฟางนั้นเป็นคนแรก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดเห็น” หลี่เทียนเสียงกล่าวด้วยใบหน้าเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม

“สงสัยข้าหรือ” เยว่ป่ายเหอเอ่ยถามเขาน้ำเสียงรื่นรมย์ นางหยุดเดินแล้วหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม

เขาหรุบดวงตาลงต่ำ ราวเมื่อครู่ไม่ได้แอบมองพัดในมือของนาง “แม่นางเองก็มิใช่เพิ่งจะสงสัยคนตระกูลหลี่ของข้าหรอกหรือ”

ทั้งสองต่างคนต่างก็ยืนเผชิญหน้ากันเงียบ ๆ หลังจากจบประโยคของของหลี่เทียนเสียง

เยว่ป่ายเหอมองเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบยากจะคาดเดา “ผู้คนจากหวงยี่ซานลือกันว่าคุณชายรองตระกูลหลี่ปราดเปรื่องยิ่งกว่าผู้ใด สงสัยจะมิใช่เพียงแค่ข่าวลือ”

“พวกเขาอาจจะพูดเกินจริงไปบ้าง ข้าเพียงคาดเดาไปตามสิ่งที่เห็นเท่านั้น” หลี่เทียนเสียงเองก็ใช้น้ำเสียงในระดับเดียวกัน ผิดก็แต่ใบหน้าของเขายังคงประดับรอยยิ้มเป็นมิตรอยู่เสมอ

เยว่ป่ายเหอพยักหน้าราวเห็นด้วย นางผายมือไปด้านหน้าให้เขาก้าวไปก่อน จากนั้นนางก็ก้าวตามไป ทั้งสองเดินไปตามทางเดินซึ่งแม้ไม่มีผู้นำทางก็พอจะรู้ว่าต้องไปทิศทางใด เนื่องจากบ่าวไพร่ของตระกูลหม่าต่างก็มุ่งตรงไปตามทางเดินดังกล่าว

ความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนยังคงสามารถเอาชนะทุกสิ่ง...

“ท่านถูกพิษได้อย่างไร” เยว่ป่ายเหอเอ่ยถามทั้งที่ไม่ได้มองเขา นางยังคงก้าวเดินไปเรื่อย ๆ เช่นกันกับหลี่เทียนที่ไม่แม้แต่จะชะงักในยามที่ได้ยินคำถามของนาง

“ข้าเองก็จำไม่ได้แล้ว”

ทั้งสองไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อจากนั้น เนื่องจากเดินมาถึงยังห้องของสาวใช้หนึ่งเดียวที่เป็นผู้พบศพคนแรก “โดนสังหารจริง ๆ ด้วย” เยว่ป่ายเหอส่ายหน้าอย่างแสนเสียดาย

นางยังไม่ได้สอบถามสาวใช้นางนี้ อีกฝ่ายก็ถูกฆ่าปิดปากไปแล้ว

หลี่เทียนเสียงหันไปมองนางแวบหนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปยังที่เกิดเหตุ ด้านหลังยังมีเหล่าผู้อาวุโสที่เพิ่งจะมาถึงเช่นกัน พวกเขายังไม่ได้สังเกตเห็นหญิงสาว เนื่องจากความสนใจทั้งหมดพุ่งเป้าไปยังร่างแน่นิ่งที่ฟุบอยู่บนโต๊ะ

“ผู้ใดเป็นผู้เห็นเหตุการณ์” หลี่เทียนเสียงเอ่ยถาม

“ข้าน้อยขอรับ” หนึ่งในยามเฝ้ารักษาการก้าวออกมาก้าวหนึ่ง “เมื่อครู่มีสาวใช้นำอาหารมาให้นาง แต่จากนั้นไม่นานกลับมีสาวใช้อีกคนนำอาหารเข้ามาอีก ข้าเห็นว่าไม่ชอบมาพากลจึงเร่งเปิดประตูเข้ามาดู กว่าจะรู้ว่านางโดนยาพิษนางก็อยู่ในสภาพนี้แล้วขอรับ”

“แล้วสาวใช้ผู้นั้นเล่า ผู้ที่นำอาหารเข้ามา” หลี่เทียนเสียงเอ่ยถามขึ้นอีกประโยค

“คนของเราตามไปแล้วขอรับ ดูเหมือนคนของวังบุปผาและคนของหุบเขาพยัคฆ์เพลิงเองก็ตามไปด้วยเช่นกัน คาดว่านางคงหนีไปไหนไม่รอด”

ไม่นานนักผู้ที่ไล่ล่าตัวคนร้ายก็กลับมา ทั้งยังได้ตัวคนก่อเหตุกลับมาด้วย สาวใช้ผู้นั้นกวาดสายตามองไปรอบห้อง ในปากของนางยังมีเศษผ้าอุดเอาไว้ เพราะเกรงว่านางจะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย

เมื่อเห็นว่าคนร้ายเป็นสตรี สี่ตระกูลใหญ่จากฝ่ายธรรมะตกลงให้คนของวังบุปผา และสาวใช้ของตระกูลหม่าเป็นคนตรวจค้นบนตัวของนาง ซึ่งแน่นอนว่าบนตัวสาวใช้คนนั้นยังคงมีกระพรวนบุปผาปลอมอีกอันซุกซ่อนอยู่

        ภายในห้องเงียบกริบทันทีที่ทุกคนหันไปมองใบหน้าของรองประมุขเยว่ ผู้ซึ่งเพิ่งจะเดินทางมาถึงกวงหมิงซาน

หลิวหรงยิ้มเย็น ก่อนจะลุกขึ้นก้าวเดินมายังตรงหน้าสาวใช้ผู้นั้น “ถึงกับกล้าล้อเล่นกับวังบุปผา” นางก้มลงมองสาวใช้ที่นั่งตัวสั่นไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า

ป๋ายฉานลอบเงยหน้าสบตากับจื่อเยียน นางกลั้นยิ้มเมื่อเห็นท่าทีที่ลอกเลียนมาจากรองประมุขเยว่ไม่ผิดเพี้ยนของหลิวหรง

จื่อเยียนลอบหันไปมองรองประมุขตัวจริง ซึ่งยังคงนั่งมองกระพรวนปลอมที่สาวใช้ของคฤหาสน์ตระกูลหม่าวางเอาไว้

รองประมุขเยว่ของพวกนางไม่สนใจการสอบสวนตรงหน้า กลับเอาแต่จ้องข้าวของในมือด้วยดวงตาพราวระยับไปด้วยความขบขัน เล่นบทบาทกุนซืออย่างสนุกสนาน ดูสมจริงจนนางแทบอยากจะร้องไห้ออกมา

...รองประมุขของนางมาเพื่อเที่ยวเล่นจริงเสียกระมัง

“ยังคงเป็นของปลอม” เยว่ป่ายเหอวางกระพรวนบุปผาลง นางก้าวเข้ามานั่งลงบนปลายเท้า ก่อนใช้พัดเชยคางสาวใช้ผู้นั้นขึ้น “ผู้อาวุโสหม่า ไม่ทราบว่าสาวใช้ผู้นี้เข้ามาในตระกูลหม่านานแล้วหรือ”

“แม่นางอวี้เหลียน สาวใช้ผู้นี้เป็นสาวใช้ก้นครัวมาสองปีแล้ว”

พ่อบ้านตระกูลหม่าเป็นผู้ที่ตอบแทน เขาก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวก่อนยื่นสมุดรายชื่อสาวใช้ออกมา หลี่เทียนเสียงรับเอาไว้เสียเอง ก่อนกวาดสายตามองรอบหนึ่ง

“เสี่ยวลี่เอ๋อร์ ถูกบิดามารดาขายมาเพื่อใช้หนี้ หลังจากไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าที่นา” พ่อบ้านตระกูลหม่ายังคงเอ่ยต่อไป “สาวใช้ที่ตายไปคือเสี่ยวหมิ่นเอ๋อร์ ทั้งสองถูกรับเข้ามาไล่เลี่ยกัน”

“เป็นสาวใช้ก้นครัวแต่กลับแต่งตัวงดงามเฉิดฉันท์ ใบหน้าหรือก็นวลเนียนเปล่งปลั่ง” เยว่ป่ายเหอเลิกคิ้วมองสำรวจร่างอรชรที่ตัวสั่นงันงก “เห็นชัดว่าการเป็นอยู่ของสาวใช้คฤหาสน์ตระกูลหม่านั้นดียิ่ง”

หลิวหรงเองก็เลิกคิ้วมองพ่อบ้านตระกูลหม่า

“เรื่องนั้น...” หม่าเซียวหรานกระแอม “นาง...นางเคยเป็นสาวใช้คอยอุ่นเตียงให้ข้าเอง ตอนนี้ฮูหยินของข้าตั้งครรภ์แล้วจึงส่งนางไปก้นครัว” เขาเกิดความเก้อกระดากเล็กน้อยในยามที่เอ่ย

“ข้าจะดึงผ้าออกและถามคำถามเจ้าสองข้อ หากเจ้าพยายามกัดลิ้นฆ่าตัวตาย ข้าจะตามหาครอบครัวเจ้าสังหารทุกชีวิตจนสิ้น ก่อนจะจับเจ้าแก้ผ้าแล้วแขวนเอาไว้ยังประตูโรงเตี๊ยมทางขึ้นเขา” หลิวหรงยิ้มเย็นในยามที่เอ่ยประโยคนั้น

ทุกคนสูดลมหายใจเข้าลึกทันทีที่ได้ยิน กระนั้นกลับไม่มีใครกล่าวอะไร เนื่องจากคนของวังบุปผาทุกคนหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีผู้ใดจะคัดค้านหรือไม่

แม้จะมีท่าทีไม่เห็นด้วย แต่คนของฝ่ายธรรมะทุกคนกลับเงียบงัน มีเพียงพ่อบ้านตระกูลหม่าที่อ้าปากพะงาบ ๆ แต่ก็ถอยหลังกลับไป เมื่อสบตากับหลิวหรงที่หันมามองเขาพอดี

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 64 จบ

    นี่อาจเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดแล้ว...เขาเองก็ไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ที่ต้องโทษตัวเองไปตลอดชีวิต อย่างน้อยเขาก็ได้ส่งบุตรชายไปดูแลทายาทคนเดียวของเหอจือวั่นแม้ไม่อาจทดแทน อย่างน้อยความรู้สึกผิดท่วมท้นก็บรรเทาลง เพื่อความสบายใจของเขาเอง...ยังไม่ทันที่จะได้ออกจากเหลียนหัวซาน เยว่จื่อจิงพลันขมวดคิ้ว สายตาของนางกวาดมองไปยังด้านหลัง ทำให้หลี่เทียนเหวินเองก็มีท่าทีระแวดระวัง รถม้าขนาดกลางซึ่งกำลังวิ่งตามมาด้านหลัง ทำให้คนทั้งสองหรี่ตาลงมองไม่วางตาผู้ที่บังคับรถม้าสวมชุดสีดำทั้งตัว เขาเป็นบุรุษที่สวมหมวกที่มีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้มิดชิด กระทั่งรถม้าจอดลงผู้มาใหม่ก็ยังไม่ยอมเผยใบหน้าให้เห็น“จอมยุทธ์ท่านนี้ ท่านตามเราสองคนมาด้วยเหตุใด”มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง บรรยากาศเริ่มกดดันทันทีที่เยว่จื่อจิงก้าวมายืนตรงหน้าหลี่เทียนเหวินคนผู้นั้นดึงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ของสิ่งนั้นถูกกำลังภายในซัดออกมา เยว่จื่อจิงรับเอาไว้อย่างง่ายดาย ก่อนที่นางจะอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นว่าของสิ่งนั้นคืออะไร“พวกเจ้า! เจ้า...ท่านมีวรยุทธ์! นางเล่า นาง...”ไม่มีเสียงตอบรับอีกทั้งรถม้าก็เริ่มออกว

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 63

    “หากคนที่นี่ยุ่งยากมากเรื่องกันนัก พรุ่งนี้ข้าจะพาเขากลับวังบุปผาทันที” เอ่ยจบนางก็ละสายตากลับมา ก่อนเริ่มพันแผลให้ชายหนุ่มที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาตั้งแต่แรกเริ่ม หลี่เซวียนกระแอมออกมาเสียงหนึ่ง คนด้านหลังของเขามีท่าทีประดักประเดิด กระนั้นพวกเขาก็ยังมีแก่ใจส่งเสียงขอโทษนางออกมา ก่อนจะทยอยกันเดินหายไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ดังเดิม“ข้าจะกลับวังบุปผา” เยว่จื่อจิงเอ่ยหลังจากพันผ้าพันแผลให้เขาเสร็จ “เกี้ยวจะถูกส่งมารับท่านหนึ่งเดือนข้างหน้า คิดว่าท่านคงเตรียมตัวทัน”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มพลันเลิกคิ้วมองนางอย่างอ่อนใจ “เช่นนี้เป็นอย่างไร ข้าจะกลับพร้อมเจ้า แต่เราไหว้ฟ้าดินกันก่อนอย่างถูกต้อง จากนั้นเราค่อยออกเดินทางจากเหลียนหัวซานพร้อมกัน”หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาด้วยท่าทีลังเล “เช่นนั้นข้าจะให้พวกนางเดินทางล่วงหน้าไปเตรียมการณ์ ข้า...ให้เวลาท่านสองวัน วันที่สามออกเดินทาง”“ได้”เขารับปากนางอย่างง่ายดายจนแม้แต่หญิงสาวเองก็คาดไม่ถึง“ท่าน...ยอมไปกับข้าจริง ๆ หรือ”“หากข้าไม่ไปตอนนี้แล้วเจ้ากลับคำไม่ส่งเกี้ยวมารับ ข้ามิต้องม่ายขันหมากหรอกหรือ” เขายังคงเห็นขันกับเรื่องนี้“จิงเอ๋อร์...เจ้าเป็นส

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 62

    “ข้ายังทนหิวได้อีกนิดหน่อย” นางกระซิบก่อนจุมพิตคนที่เอาแต่อดทนอดกลั้น “เดินทางมาหลายวันท่านไม่คิดถึงข้าเลยหรือ ข้าคิดถึงท่านแทบแย่”“มิใช่เพราะเจ้าที่บอกว่าไม่ชอบพื้นหยาบ ๆ หรือไร” เขากระซิบเสียงพร่า กระทั่งอุ้มนางตัวลอยขึ้นแล้วก้าวเดินไปยังฉากกั้นที่เขาเตรียมน้ำสำหรับอาบเอาไว้ “หากอาหารเย็นชืดอย่าโทษข้า เป็นเจ้าเองที่ยั่วยวนข้า”และแล้ววันนั้นกว่าที่คนทั้งสองจะได้กินมื้อเย็น ก็ในอีกชั่วยามต่อมา ซึ่งแน่นอนว่าอาหารทั้งหมดเสี่ยวเอ้อต้องนำลงมาอุ่นใหม่ หลังจากมื้อเย็น ทั้งสองจึงเริ่มปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรจึงจะสามารถเข้าถึงตัวเยว่จื่อจิง ในยามที่ตระกูลหลี่วุ่นวายเช่นนี้ในความมืดเยว่จื่อจิงจ้องมองหลี่เทียนเหวิน ด้วยดวงตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ หญิงสาวกำลังใคร่ครวญบางอย่างในใจเงียบ ๆ คิดทบทวนและพยายามคาดเดาการกระทำของอีกฝ่ายอย่างละเอียดนางถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนตั้งใจจะลุกขึ้น กระนั้นคนที่นางคิดว่าหลับอยู่กลับคว้าข้อมือนางเอาไว้“หากถอนหายใจครั้งหนึ่งต้องอายุสั้นลงหนึ่งปี เช่นนั้นตั้งแต่เจ้ามานั่งลงข้างเตียงคงอายุสั้นแล้วอย่างแน่นอน”“ท่านกำลังแช่งข้าหรือ” นางเอ่ยถามเขาเสียงเข้ม“ช่วยข้าไ

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 61

    หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างโกรธกรุ่น เมื่อครู่นางมองไม่ผิดอย่างแน่นอน เขาจงใจไม่ปัดป้องกระบี่ของนางชัด ๆ “ท่านจงใจยอมแพ้หรือ” หญิงสาวกัดฟันกรอด“อย่าลืมคำสัญญาของตัวเองเล่า”“บัดซบ! หลี่เทียนเหวิน เจ้าคนสมควรตาย!” นางสบถออกมาแม้จะสบถออกมาแต่นางกลับดึงกระบี่ออก ปรี่เข้ามาสกัดจุดบนร่างใหญ่ กระทั่งเข้าไปประคองร่างที่กำลังโงนเงน แต่ท่าทีเช่นนั้นดูเผิน ๆ แล้วคือการถลาเข้าไปกอดชายหนุ่มเอาไว้ในสายตาชาวยุทธ์ทั่วหล้าหลี่เทียนเหวินเอนตัวเข้าหาร่างเล็ก เกาะกุมนางเอาไว้จนมั่นใจว่านางจะไม่ดิ้นหลุดมือไปแน่ ๆ กระทั่งมองเห็นเหล่าผู้อาวุโสกำลังปรี่เข้ามาดูอาการของเขา“จิงเอ๋อร์ ข้ารู้นะว่าเจ้าเองก็จงใจจะพ่ายแพ้ให้ข้า” เขากระซิบเสียงเบาให้นางได้ยินเพียงคนเดียว “คิดไปจากข้าตอนนี้ ไม่ง่ายแล้ว”เยว่จื่อจิงสบถด่าทอชายหนุ่มออกมาหลายคำ กระทั่งผู้คนมากมายห้อมล้อมเข้ามา นางเงยหน้ามองทุกคนด้วยดวงตราโกรธเกรี้ยว “ไสหัวไปให้หมด!! หาไม่ข้าจะไม่เกรงใจแล้ว!!”พูดจบก็ตะโกนเรียกชุ่ยจวี๋ให้มารับกระบี่ไปจากมือของตน มองใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้มของหลี่เทียนเหวิน นางพลันรู้สึกอยากสังหารคนขึ้นมาหญิงสาวกระชับมือเข้ากับร่างแกร่

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 60

    “ท่านพ่อเช่นนั้นข้าขอเสนอตัวเอง” หลี่เทียนเหวินพลันเอ่ยออกมาทุกคนสูดหายใจเข้าด้วยความประหลาดใจ แม้แต่เยว่จื่อจิงเองก็ยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม“ย่อมได้” นางตกลงก่อนจะหันไปมองหลี่เซวียน “หากข้าชนะ ข้าจะพาเขาไปทันที เรื่องในยุทธภพพวกท่านไม่อาจยุ่งเกี่ยว เรื่องฝ่ายมารตระกูลหลี่ยิ่งไม่อาจสอดมือ หากข้าพ่ายแพ้จากวันนี้ไปอีกห้าสิบปี วังบุปผาจะไม่ย่างกรายเข้ามาในหวงยี่ซานอีก”หลินยวี๋หรงขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินกระนั้นหลินเจ๋ออี้กลับยิ้มออกมา “นี่เป็นวิธีที่ชาญฉลาด ประมุขเยว่ถึงกับประนีประนอมขนาดนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง” ชายหนุ่มพึมพำมองอย่างไรเขาก็ยังคิดว่าเยว่จื่อจิงกำลังหาทางออกให้กับทุกคน ดูท่าแล้วเรื่องราวความแค้นที่คิดว่าไม่อาจสะสาง อาจจะจบลงในวันนี้โดยที่ไม่จำเป็นต้องนองเลือดแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องดูว่าการประลองจะจบลงเช่นไร เนื่องจากฝีมือของหลี่เทียนเหวินอยู่ในระดับที่ไม่อาจคาดเดา แต่เยว่จื่อจิงที่มีคัมภีร์เทพกระบี่ตระกูลเหอก็ไม่อาจดูแคลนดูแล้วการประลองครั้งนี้คงยากที่จะตัดสิน...เวทีประลองในยามนี้สองฝ่ายต่างก็ยืนเตรียมพร้อม เยว่จื่อจิงสะบัดฝักกระบี่สีแดงออกไป กระบี่หั่วซานร้อนแรงดังอั

  • บุปผาพรางเล่ห์   บทที่ 59

    หลินยวี๋หรงมองดูผู้คนมากมายที่กำลังให้ความสนใจเยว่จื่อจิง กระทั่งสายตาของเขาสะดุดเข้ากับร่างอรชรที่กำลังก้าวขึ้นไปยังลานประลองหญิงสาวในชุดสีชมพูใบหน้าโกรธกรุ่น กำลังมองตรงมายังหลี่เทียนเหวิน กระทั่งจงใจส่งสายตาเกลียดชังมายังเยว่จื่อจิง“ผู้อาวุโสทั้งหลาย ข้าน้อยขอเสียมารยาท” อวิ๋นรั่วหลุนเดินขึ้นไปยังลานประลอง ซึ่งบัดนี้คู่ที่กำลังจะประลองยังไม่ทันได้ก้าวขึ้นมาเรื่องนี้หาได้เกินความคาดหมายหรือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะในบางครั้งท่ามกลางการประลอง หากมีชาวยุทธ์คนใดข้องใจกับฝีมือของบางคน พวกนาง หรือพวกเขาสามารถขึ้นมาท้าทายคู่ต้อสู้ได้แต่เรื่องนี้ต้องอยู่ก่อนหน้าการประลองยุทธ์ระดับสูง การที่อวิ๋นรั่วหลุนทำเช่นนี้แม้ไม่ผิด แต่ก็นับว่าไม่ถูกไม่ควรเสียทีเดียว เนื่องจากการกระทำนี้นับว่าเป็นการล่วงเกินเหล่ายอดฝีมือ ซึ่งกำลังจะขึ้นประลองเป็นลำดับถัดไป“น้องเล็กเจ้ากำลังจะทำอะไร อย่าเสียมารยาท ลงมาจากลานประลองเดี๋ยวนี้”“พี่ใหญ่ข้าได้ท้าทายจอมยุทธ์หญิงท่านหนึ่งเอาไว้ นางกับข้าตกลงกันแล้ว ใครชนะย่อมได้แต่งให้พี่เหวิน” อวิ๋นรั่วหลุนผู้ไม่รู้จักที่ตายเอ่ยด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจหลี่เทียนเหวินที่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status