Masukสำหรับศัตรูและคนทั้งแผ่นดิน เขาคือมารร้ายธงแดงที่โหดเหี้ยม อำมหิต และพร้อมจะฟาดฟันผู้คนเป็นผักปลา ทว่าสำหรับนางเพียงผู้เดียว... เขาคือบุรุษคลั่งรักที่ยอมสยบแทบเท้า และพร้อมจะเผาโลกทั้งใบเพื่อแลกกับรอยยิ้มของนาง! "ข้าไม่สนใจฮ่องเต้ ข้าไม่สนใจคุณธรรมใต้หล้า สิ่งเดียวที่ข้าสนใจคือเจ้า... ผู้ใดกล้าทำให้เจ้าขุ่นข้องหมองใจแม้แต่ปลายเล็บ ข้าจะสับมันเป็นหมื่นชิ้นแล้วโยนให้สุนัขกิน!" *** นางเอกสายสตรอง ฉลาด มีมิติวิเศษ เอาคืนพวกคนพาลแบบสะใจสุดๆ *** พระเอกธงแดงที่หมายความว่ารักแค่เธอคนเดียว *** พระเอกสายโบ้ สายเปย์ ปกป้อง ดุดันกับคนอื่น แต่อ่อนโยนกับเมียเพียงคนเดียว *** ไม่มีฮาเร็ม พระเอกไม่มีอนุ รักเมียคนเดียว มีเมียคนเดียว ไม่เคยชายตามองผู้หญิงคนไหน มอบพรหมจรรย์ให้นางเอกเพียงคนเดียว *** มีลูกแฝดแสนน่ารัก *** จบฟีลกู๊ด
Lihat lebih banyakลมเหมันต์พัดกระหน่ำรุนแรงราวกับเสียงก่นด่าของปีศาจ หิมะสีขาวโพลนร่วงหล่นลงมาปกคลุมทั่วบริเวณจวนตระกูลหลี่อันกว้างใหญ่และวิจิตรตระการตา ทว่าลึกเข้าไปในสุดเขตจวนหลังกำแพงสูงตระหง่าน กลับมีกระท่อมไม้ผุพังซอมซ่อหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว สภาพของมันเอนเอียงคล้ายจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อหากถูกลมพัดแรงอีกเพียงระลอกเดียว
ภายในกระท่อมมืดมิดและอับชื้น กลิ่นเหม็นอับของฟางแห้งผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้ง บนกองฟางที่แทบไม่เหลือความอบอุ่น ร่างเล็กจ้อยของเด็กหญิงวัยห้าขวบนอนขดตัวสั่นสะท้านอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน ผิวพรรณที่ควรจะขาวผ่องอมชมพูตามวัยกลับซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผากแตกเป็นขุย ลมหายใจรวยรินแผ่วเบาจนแทบไม่อาจสัมผัสได้
หลี่ลั่วลั่ว คุณหนูเก้าแห่งจวนตระกูลหลี่ ผู้เกิดมาพร้อมกับคำทำนายของนักพรตเฒ่าว่าเป็นตัวกาลกิณีที่จะนำพาความพินาศมาสู่ตระกูล มารดาของนางสิ้นใจทันทีที่คลอดนางออกมา บิดาผู้เป็นถึงเสนาบดีกรมพิธีการจึงรังเกียจเดียดฉันท์ สั่งให้คนนำนางมาทิ้งไว้ที่กระท่อมท้ายจวนตั้งแต่ยังเป็นทารก ปล่อยให้เติบโตมาตามยถากรรมโดยมีเพียงลุงฝู บ่าวชราขาเป๋ผู้ภักดีต่อนายหญิงคนเก่าคอยดูแลประคับประคอง
ทว่าเมื่อสามวันก่อน ลุงฝูทนเห็นคุณหนูของตนหิวโซจนหน้ามืดไม่ไหว จึงแอบเข้าไปในโรงครัวเพื่อขอเศษอาหาร แต่กลับถูกพ่อบ้านจับได้และกล่าวหาว่าขโมยของมีค่า ฮูหยินเอกคนปัจจุบันสั่งลงหวายบ่าวชราห้าสิบไม้ ลุงฝูทนพิษบาดแผลไม่ไหว สิ้นใจตายคาลานหน้าเรือนใหญ่ ทิ้งไว้เพียงหมั่นโถวแข็งๆ ครึ่งลูกที่กำแน่นอยู่ในมือเปื้อนเลือด ซึ่งท้ายที่สุดก็ถูกสุนัขในจวนคาบไปกิน
บัดนี้หลี่ลั่วลั่วเหลือเพียงตัวคนเดียว ร่างกายเล็กๆ นี้กำลังถูกไข้ป่าและภาวะขาดสารอาหารรุมเร้าอย่างหนัก สติสัมปชัญญะของเด็กหญิงเลือนรางลงทุกขณะ จนกระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้ายหลุดลอยไปพร้อมกับเกล็ดหิมะที่ปลิวลอดช่องหน้าต่างเข้ามาตกกระทบแก้มซูบตอบ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมกระท่อมร้าง ทว่าเพียงชั่วจิบชา ร่างที่แน่นิ่งไปแล้วกลับกระตุกเฮือกขึ้นมาอย่างแรง!
ดวงตากลมโตที่เคยเลื่อนลอยเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืด แววตาที่ฉายชัดถึงความอ่อนแอหวาดกลัวมลายหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยประกายตาคมกริบและเยือกเย็นราวกับมีดน้ำแข็ง
ปวดหัวชะมัด นี่ฉันยังไม่ตายอีกหรือ
หลี่ลั่วลั่วพยายามขยับตัว แต่ความเจ็บปวดร้าวลึกแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูขุมขนจนนางต้องสูดปาก นางจำได้แม่นยำว่าตนเองคือนักเจรจาต่อรองและผู้เชี่ยวชาญด้านภาพลักษณ์องค์กรระดับดับโลก กำลังนั่งรถสปอร์ตคันหรูมุ่งหน้าไปเซ็นสัญญามูลค่าหลายหมื่นล้าน แต่กลับถูกรถบรรทุกปริศนาพุ่งชนประสานงาเข้าอย่างจัง สภาพรถพังยับเยินไม่มีชิ้นดี ร่างกายของนางถูกเหล็กเสียบทะลุจนพรุนไปหมด แล้วเหตุใดตอนนี้นางถึงมานอนหนาวสั่นอยู่บนกองฟางเหม็นๆ ในสภาพที่เหมือนเด็กขาดสารอาหารเช่นนี้ได้
ทันใดนั้น ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของตนเองก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก ทั้งภาพบิดาที่มองนางเหมือนขยะ ภาพแม่เลี้ยงที่สั่งโบยตี ภาพลุงฝูที่นอนจมกองเลือด และคำด่าทอสารพัดที่เรียกนางว่าตัวกาลกิณี
ลั่วลั่วหลับตาลงเพื่อย่อยข้อมูลทั้งหมด นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงวัยห้าขวบที่มีชื่อเดียวกัน แถมยังเป็นลูกชังที่ถูกทิ้งขว้างในยุคจีนโบราณที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีกฎหมายคุ้มครองเด็ก และไม่มีแม้กระทั่งผ้าห่มอุ่นๆ
ติ๊ง!
เสียงใสกังวานราวกับกระดิ่งแก้วดังขึ้นในโสตประสาท ตามมาด้วยหน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
"ระบบแต้มบุญขัดเกลาตัวร้ายเริ่มต้นการทำงาน ตรวจพบโฮสต์อยู่ในภาวะวิกฤต ระดับพลังชีวิตเหลือเพียงร้อยละสาม ร่างกายติดเชื้อและขาดสารอาหารขั้นรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาภายในครึ่งชั่วยาม โฮสต์จะเสียชีวิตอย่างถาวร"
ลั่วลั่วจ้องมองหน้าจอตรงหน้าด้วยความนิ่งอึ้ง แม้นางจะเคยอ่านนิยายแนวนี้มาบ้างเพื่อพักผ่อนสมอง แต่การมาเจอกับตัวจริงๆ ก็แอบทำให้หงุดหงิดไม่น้อย
"ระบบ ถ้าฉันกำลังจะตายในอีกครึ่งชั่วโมง แล้วฉันจะเอาปัญญาที่ไหนไปหาแต้มบุญมาแลกยารักษา นี่นายจงใจส่งฉันมาตายซ้ำสองหรือไง" ลั่วลั่วบ่นอุบอิบด้วยเสียงแหบพร่าเหมือนเป็ดป่วย
ระบบตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ "ระบบมีแพ็กเกจของขวัญสำหรับผู้เริ่มต้น โฮสต์ต้องการเปิดใช้งานหรือไม่"
"เปิดสิ รอให้ยมบาลมาตัดริบบิ้นหรือไง"
"ติ๊ง! ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับยาระงับอาการชั่วคราวหนึ่งเม็ด สามารถต่อลมหายใจได้สองชั่วยาม และได้รับแต้มบุญเริ่มต้นสิบแต้ม"
เม็ดยาสีขาวขนาดเล็กหล่นตุบลงมาบนฝ่ามือ ลั่วลั่วไม่รอช้า นางโยนมันเข้าปากแล้วกลืนลงคออย่างยากลำบาก ทันทีที่ยาตกถึงท้อง ความอบอุ่นสายหนึ่งก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง อาการสั่นสะท้านและความเจ็บปวดบรรเทาลงไปมาก แม้จะยังรู้สึกไร้เรี่ยวแรง แต่นางก็พอจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงผนังไม้ได้แล้ว
"โฮสต์โปรดทราบ ภารกิจหลักของท่านคือการปกป้องและขัดเกลาฉู่จวินเหยา เป้าหมายระดับอันตรายสูงสุดของโลกใบนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เขากลายเป็นมหาเสนาบดีจอมโหดเหี้ยมที่ทำลายล้างทุกสิ่งในอนาคต ทุกครั้งที่ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาหรือเยียวยาจิตใจของเขาได้ ท่านจะได้รับแต้มบุญเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนสิ่งของในร้านค้าระบบ"
ลั่วลั่วแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ให้เด็กห้าขวบที่กำลังจะอดตาย ไปปกป้องว่าที่ตัวร้ายระดับบอส ระบบ นายประเมินความสามารถของร่างกายนี้สูงไปไหม"
ยังไม่ทันที่ระบบจะได้ตอบโต้ เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังย่ำหิมะใกล้เข้ามา ตามมาด้วยเสียงพูดคุยที่แว่วมาตามลม
ภาพตรงหน้ายิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวเขาให้ลุกโชนขึ้นไปอีก จวินเหยาเลื่อนริมฝีปากลงมาพรมจูบที่ซอกคอขาวผ่องของนาง ขบเม้มแผ่วเบาจนเกิดรอยสีแดงกุหลาบจางๆ เพื่อประทับตรารักและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้ง"อ๊ะ... พี่จวินเหยา... อย่า..." ลั่วลั่วร้องห้ามเสียงสั่น มือเล็กลูบไล้แผ่นหลังของเขาพยายามดึงสติบุรุษหนุ่มกลับมา "แผลของท่าน... เลือดซึมออกมาอีกแล้ว"จวินเหยาหยุดชะงัก เขายอมถอนใบหน้าออกมาจากลำคอระหงของนาง ทว่าวงแขนยังคงกอดรัดเอวบางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง แววตาของหมาป่าที่กำลังคลั่งรักค่อยๆ อ่อนโยนลง ทว่าความเด็ดขาดและหวงแหนยังคงฉายชัด"ข้าไม่สนใจแผลบ้าๆ นี่ สิ่งเดียวที่ข้าสนใจคือเจ้า" จวินเหยากระซิบชิดริมฝีปากนาง "ข้าเกลียดจดหมายของมัน เกลียดที่มันมีสิทธิ์เรียกชื่อเจ้า เกลียดที่มันมีข้ออ้างให้เจ้าต้องไปพบเจอมัน ลั่วลั่ว... เจ้าเข้าใจความรู้สึกของข้าหรือไม่ ข้าแทบอยากจะบุกเข้าตำหนักเหมันต์แล้วตัดมือที่มันใช้เขียนจดหมายหาเจ้าทิ้งเสียเดี๋ยวนี้" ความหวงก้างที่ไร้เหตุผลและดุดันนี้ หากเป็นสตรีอื่นคงหวาดกลัวจนวิ่งหนี ทว่าสำหรับหลี่ลั่วลั่ว นา
ลั่วลั่วชะงักมือ นางรับรู้ได้ถึงความหมายแฝงในคำพูดและแววตาที่ร้อนแรงประดุจเปลวเพลิงของเขา ความรู้สึกที่เคยเป็นเพียงความผูกพันแบบพี่น้องและคู่หูร่วมสาบาน บัดนี้ถูกความใกล้ชิดและความโหยหาผลักดันให้ก้าวล้ำเส้นแบ่งนั้นไปไกลจนกู่ไม่กลับ นางรีบหลบสายตา ก้มหน้าก้มตาโรยผงยาสมานแผลลงบนรอยแยกของผิวหนัง "แผลแค่นี้ไม่กี่วันก็หายสนิทแล้วเจ้าค่ะ ท่านอย่าไปท้าทายศัตรูให้มากนัก ข้าไม่อยากเห็นท่านต้องเจ็บตัวอีก" จวินเหยาไม่ได้ตอบรับ เขายังคงจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนาง ทว่าในขณะที่สายตาของเขากำลังไล่ละไปตามกรอบหน้าและลำคอระหงที่โผล่พ้นเสื้อนอนผ้าไหม สายตาอันเฉียบคมของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของนางมันคือซองจดหมายที่ทำจากกระดาษสาชั้นดีสีขาวงาช้าง ประทับตราครั่งสีแดงสดเป็นรูปพยัคฆ์เหินหาว ตราสัญลักษณ์ที่เขาจำได้ขึ้นใจและเกลียดชังเข้ากระดูกดำ! รังสีอำมหิตที่เคยกดทับไว้พวยพุ่งออกมาจากร่างของบุรุษหนุ่มในพริบตา บรรยากาศภายในห้องที่เคยอบอวลไปด้วยความหวานล้ำ พลันเย็นยะเยือกดุจถ้ำน้ำแข็ง จวินเหยาเอื้อมมือขวาไปคว้าซองจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาถือไว
งานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ที่จัดขึ้นเป็นการภายใน ณ เรือนชานเมืองสิ้นสุดลงเมื่อยามจื่อ (23.00-00.59 น.) ล่วงเลยมาถึง บรรดาสายลับแห่งหอสดับลมต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนหลังจากได้ร่วมดื่มสุราคารวะท่านองครักษ์เสื้อแพรคนใหม่ ความคึกคักวุ่นวายจางหายไป เหลือเพียงความเงียบสงัดของค่ำคืนในฤดูวสันต์ที่มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรขับขาน หลี่ลั่วลั่วกลับมายังห้องนอนของตนเอง นางผลัดเปลี่ยนชุดหรูหราออก สวมเพียงชุดนอนผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์เนื้อบางเบาที่ทิ้งตัวแนบลู่ไปกับทรวดทรงอรชร เรือนผมสีดำขลับที่เคยถูกรวบตึงบัดนี้ปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง ดรุณีวัยปักปิ่นนั่งเอนกายอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวหยิบหวีไม้จันทน์ขึ้นมาสางผมอย่างเชื่องช้า ทว่าในสมองกลับกำลังประมวลผลข้อมูลข่าวสารมากมายที่เพิ่งได้รับรายงานมาตลอดทั้งวัน จู่ๆ เปลวเทียนในตะเกียงแก้วก็วูบไหวอย่างรุนแรง ลมเย็นยะเยือกพัดลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เพียงครึ่งเดียว ตามมาด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยปะปนมากับกลิ่นดอกท้อ ลั่วลั่วไม่ได้ตื่นตระหนก นางเพียงแค่วางหวีไม้ลงบนโต๊ะและหมุนตัวกลับไปมองยังมุมมืดของห้อง ร่างสูงโปร่งข
"ท่านอัครเสนาบดีกล่าวหนักเกินไปแล้ว"เสียงนุ่มนวลทว่าแฝงด้วยอำนาจดังแทรกขึ้น องค์ชายรองจ้าวอวี่เฉินลุกขึ้นยืนและก้าวเดินออกมาร่วมวงสนทนา เขาทอดสายตามองจวินเหยาด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างประหลาด แม้รูปโฉมจะเติบโตขึ้นมากและบรรยากาศรอบตัวจะเปลี่ยนไป ทว่าความเย็นชาในดวงตาคู่นั้น ทำให้เขานึกถึงเด็กชายชุดดำในตรอกต้นหลิวเมื่อสิบปีก่อน"ข้าได้ให้คนไปสืบประวัติของผู้เข้าประลองทุกคนอย่างละเอียดแล้ว เหยียนจวินผู้นี้เคยช่วยเหลือกองทหารชายแดนปราบปรามโจรภูเขาเมื่อปีกลาย มีบันทึกความดีความชอบชัดเจนที่กรมทหาร ประวัติของเขาสะอาดหมดจดไร้รอยด่างพร้อย หากราชสำนักปฏิเสธยอดฝีมือที่จงรักภักดีเพียงเพราะความหวาดระแวงไร้สาระ เกรงว่าแผ่นดินนี้คงไร้ผู้กล้ามาปกป้องแล้ว" จ้าวอวี่เฉินใช้หลักฐานที่ลั่วลั่วแอบส่งให้สายลับนำไปยัดไว้ในกรมทหารอย่างแนบเนียน มาเป็นข้ออ้างสนับสนุนอย่างเต็มที่ปังเหยียนหน้าเขียวคล้ำ เขาไม่อาจโต้แย้งคำพูดขององค์ชายรองซึ่งเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ได้ จึงจำต้องถอยหลังกลับไปยืนกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นใจฮ่องเต้พยักพระพักตร์อย่างเห็นด้วย "คำพูดของอวี่เฉินมีเหตุผล ราชสำนักต้องการเลือดใหม่ที่กล
จวินเหยาไม่ได้โต้ตอบสิ่งใด เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง ประสานมือคารวะไปยังพลับพลาหยกขาวตามธรรมเนียม "ข้าน้อย เหยียนจวิน จอมยุทธ์พเนจรไร้สังกัด ขอท้าประลอง"นาม เหยียนจวิน คือชื่อที่ลั่วลั่วและเขาร่วมกันตั้งขึ้น โดยนำแซ่ของอาจารย์มาผสานกับชื่อกลางของเขา เพื่อซ่อนเร้นตัวตนที่แท้จริงฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองบุรุษช
ลานประลองหลวงแห่งเมืองหลวงกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ปูลาดด้วยหินแกรนิตสีเทาเข้มที่ถูกขัดจนเรียบกริบ ธงทิวสีแดงสดปักดิ้นทองลายมังกรเหินหาวโบกสะบัดไปตามสายลมวสันตฤดู เสียงกลองศึกดังกึกก้องเป็นจังหวะหนักหน่วง สะท้อนก้องไปถึงชั้นฟ้า บ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ของงานในวันนี้การประลองคัดเลือกองครั
จวินเหยาเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างตั่งไม้ เขาทอดสายตามองโฉนดที่ดินในมือของนาง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้าง แขนแกร่งวาดโอบเอวบางของนางไว้อย่างเป็นธรรมชาติและถือวิสาสะ"เจ้าตั้งใจจะยึดจวนของมันอยู่แล้วใช่หรือไม่" จวินเหยาเอ่ยถามพลางเกลี่ยปอยผมที่ปรกแก้มของนางออกอย่างเบามือ "ขุนนางที่พึ่งพาเงินกู้เพื่อรัก
ลั่วลั่วมองภาพบิดาบังเกิดเกล้าที่กำลังก้มหัวอ้อนวอนนางด้วยแววตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเวทนาหรือความสะใจ มีเพียงความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี สตรีผู้นี้ไม่มีหัวใจหลงเหลือให้ตระกูลหลี่อีกต่อไปแล้ว"หอสดับลมคือสถานที่ทำธุรกิจ มิใช่โรงทานแจกจ่ายความเมตตา" ลั่วลั่วเอ่ยเสียงเรียบ "ท่านต้องการเงินจำนวนเท่าใด""












Ulasan-ulasan