Masukป๋ายฉานกระแอมก่อนละสายตามาจากเยว่ป่ายเหอ นางลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ในยามที่เห็นรองประมุขเหลือบสายตามองหลิวหรง
แน่นอนว่าการข่มขู่เช่นนี้ไม่ใช่วิธีในแบบของรองประมุขเยว่ นี่เป็นวิธีที่หลิวหรงกำลังพยายามช่วยชีวิตสาวใช้ผู้นั้นอยู่ หากเป็นรองประมุขของพวกนางลงมือเอง หากกล้าใช้แผนใส่ความวังบุปผา ก็มีเพียงเส้นทางแห่งความตายเท่านั้นที่รออยู่
จะถูกหลอกใช้หรือไม่หาใช่สิ่งสำคัญ พวกนางรู้ว่าสาวใช้ผู้นี้เป็นเพียงแพะรับบาปแล้วอย่างไรเล่า เพราะอย่างไรเสียก็คือหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิด
ทันทีที่ดึงผ้าที่อุดปากออก สาวใช้ผู้นั้นสะอื้นไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว นางเงยหน้ามองหลิวหรง ก่อนมองไปโดยรอบด้วยความหวดกลัว
“ขะ...ข้าน้อยกลัวแล้ว ข้าน้อยแค่...ข้าน้อยไม่อยากตาย”
“ผู้ใดบงการเจ้าให้วางยาผู้อื่น ทั้งยังกล้าลงมือในคฤหาสน์ตระกูลหม่า” หม่าเซียวหรานเอ่ยถามเสียงเครียด
หลิวหรงนั่งลงตรงหน้านางอีกครั้ง ใช้พัดเชยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนน้ำตานั้นขึ้น “เจ้าบอกว่าหวาดกลัว ผู้ใดทำให้เจ้าหวาดกลัวหรือ” คำถามแรกจากหลิวหรงทำให้สาวใช้ผู้นั้นสั่นเทา
ไม่ทันได้เอ่ยอะไรรังสีเข่นฆ่ารุนแรงก็แผ่กระจายไปทั่ว เยว่ป่ายเหอขมวดคิ้วมองไปยังประตูห้องโถง อาวุธบางอย่างที่คมกริบและบางเฉียบพุ่งเข้ามาทุกทิศทุกทาง
คนของวังบุปผาคลี่พัดออก ก่อนเหวี่ยงออกไปต้านอาวุธดังกล่าว
เยว่ป่ายเหอกดร่างเล็กของสาวใช้ผู้นั้นให้หมอบลง ก่อนคิ้วเรียวจะขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจ เมื่อมองเห็นเงาร่างของหลี่เทียนเสียงทางหางตา
นางยื่นมือออกไปคว้าร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ไกล มือซ้ายผลักชายหนุ่มให้ถอยหลังไปหลายก้าว พัดในมือขวาก็วาดออกไปปัดอาวุธเหล่านั้นที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขา
หลายคนที่ยืนอยู่ในห้องโถงโดนอาวุธนั้นเข้าก็ล้มลงขาดใจแทบจะทันที ความเร็วและความแม่นยำที่น่าตื่นตะลึงนั้น ส่งผลให้ภายในห้องโถงวุ่นวายขึ้น
ผู้ที่มีวรยุทธ์สามารถต้านทานได้ ทำได้เพียงแค่หลบอาวุธมากมายเหล่านั้นที่พุ่งเข้ามา
หลิวหรงลากร่างที่คุดคู้อยู่บนพื้นขึ้น ก่อนเหวี่ยงไปยังหลังโต๊ะซึ่งป๋ายฉานตะแคงล้มลงตั้งพื้นเพื่อเป็นปราการ เยว่ป่ายเหอเหวี่ยงร่างของหลี่เทียนเสียงเข้าไปให้หลี่เทียนลู่และบิดาของเขา ก่อนที่นางจะเหินกายออกไป พร้อมกับซัดกำลังภายในกวาดเอาอาวุธเหล่านั้นให้กระเด็นออกไปจากวิถี
หลินเจ๋ออี้กับหลิ่วเฉินเหินกายตามไปติด ๆ ด้านหลังยังมีโจวจื่อหยวน หม่าเซียวหราน และหลี่เทียนเหวินตามไปไล่ล่าคนร้าย
“อวี้เหลียน!” จื่อเยียนตระโกนพร้อมกับเหินกายตามไป หลิวหรงขยับกาย แต่ป๋ายฉานรั้งนางเอาไว้ก่อนส่ายหน้าช้า ๆ เพื่อเตือนสติ
ทันทีที่เยว่ป่ายเหอและคนอื่น ๆ เหินกายออกไปพ้นประตู อาวุธเหล่านั้นก็หายวับไปด้วย คงเพราะการจู่โจมกลับอย่างกะทันหัน ทำให้อีกฝ่ายจำต้องล่าถอย
กระนั้นผลของการโจมตีคฤหาสน์ตระกูลหม่าครั้งนี้ กลับสร้างความเสียหายได้มากที่สุดเท่าที่คนตระกูลหม่าเคยประสบ
“พี่รอง” หลี่เทียนลู่ขยับเข้ามาพยุงหลี่เทียนเสียงขึ้น ตอนเห็นร่างอีกฝ่ายถูกโยนเข้ามา เขาแทบหัวใจกระเด็นกระดอนออกมาเพราะความตื่นตระหนก หากรับไม่ทันเขาไม่อาจจินตนาการเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“สตรีวังบุปผาผู้นั้น...” หลี่เทียนลู่เดือดดาล กระนั้นกลับไม่อาจก่นด่าอีกฝ่ายออกมาได้ เพราะหากนางไม่ทำเช่นนั้น ผู้เป็นพี่ชายของเขาย่อมตกอยู่ในอันตราย
“ข้าไม่เป็นไร”
“ข้า...” หลี่เทียนลู่ทำหน้าราวกับเพิ่งกลืนยาขม
เมื่อครู่เขาและหลี่เทียนเหวินยืนอยู่กับบิดา จึงขยับเข้ามาช่วยผู้เป็นพี่ชายไม่ทัน ยังดีที่คนของวังบุปผายื่นมือเข้าช่วย หาไม่เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“ข้าปลอดภัยดี อย่าโทษตัวเองเลย” หลี่เทียนเสียงยังคงยิ้มให้ผู้เป็นน้องชายอย่างอ่อนโยน
“ใบหลิว” หลี่เซวียนเสียงเลิกคิ้วมองใบหลิวซึ่งเสียบอยู่ ทั้งที่บนโต๊ะและเสาห้องโถงรวมไปถึงจุดต่าง ๆ รอบห้อง มันคือใบหลิวสีเขียว นัยว่ามาจากต้นหลิวสองต้นที่ปลูกอยู่ไม่ไกลจากกำแพงด้านนอกห้องโถง
“ต้องวรยุทธ์ล้ำเลิศถึงเพียงใดจึงจะสามารถใช้ใบหลิวบางเบาซัดเข้ามาเป็นอาวุธสังหารผู้คนได้” หม่าชิงเหลยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแตกตื่น
“ข้ามองไม่เห็นทั้งยังเดาไม่ถูกด้วยซ้ำว่าซัดมาจากทิศทางใด” เกาซวี่ไห่เองก็เบิกตากว้างในยามที่มองไปรอบห้อง
“คนถูกปิดปากเสียแล้ว” เสียงของหลี่เทียนเสียงเรียกความสนใจของหลายคน พวกเขาหันมามองสาวใช้ผู้ซึ่งกำลังจะเปิดปากนอนนิ่งจมกองเลือดอยู่กับพื้น
ร่างเล็กถูกพลิกขึ้นและพบว่าข้างลำคอของนาง มีใบหลิวสองใบแทงทะลุเข้าไปเกือบมิด ดวงตาของนางเบิกกว้าง ใบหน้ายังคงหลงเหลือหวาดกลัวอยู่ แม้ในยามที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว
หลี่เทียนเสียงก้าวออกไปยังประตูห้องโถง เขาเงยหน้าขึ้นมองต้นหลิวซึ่งอยู่อีกด้านของกำแพงสูง กระนั้นยอดของต้นหลิวกลับโผล่พ้นขึ้นมาพอสมควร
เมื่อครู่คนร้ายคงจะยืนอยู่ตรงต้นหลิวสองต้นนั้น ซัดใบหลิวเข้ามา ก่อนจะหนีไปทันทีที่เห็นว่าคนในห้องโถงจับทิศทางได้และเริ่มตอบโต้กลับ
มือใหญ่ยกขึ้นขยับคอเสื้อที่ถูกหญิงสาวคว้าเอาไว้เมื่อครู่ให้เข้าที่ เขาขมวดคิ้วยามที่คิดย้อนหลังไปเมื่อไม่กี่อึดใจก่อนหน้า เขายืนอยู่ข้างกุนซือหญิงแห่งวังบุปผาผู้นั้น จึงมองเห็นการขยับตัวของพวกนางทุกคนอย่างชัดเจน
กระบวนท่าเดียวกัน ลงมือรวดเร็วและว่องไวแทบมองไม่ทัน กระนั้นเขากลับสะกิดใจบางอย่างขึ้นมา บางอย่างที่เขาเองก็บอกไม่ถูก พวกนางแต่งกายคล้ายกัน ทั้งยังใช้พัดเป็นอาวุธทุกคน
นี่อาจเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดแล้ว...เขาเองก็ไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ที่ต้องโทษตัวเองไปตลอดชีวิต อย่างน้อยเขาก็ได้ส่งบุตรชายไปดูแลทายาทคนเดียวของเหอจือวั่นแม้ไม่อาจทดแทน อย่างน้อยความรู้สึกผิดท่วมท้นก็บรรเทาลง เพื่อความสบายใจของเขาเอง...ยังไม่ทันที่จะได้ออกจากเหลียนหัวซาน เยว่จื่อจิงพลันขมวดคิ้ว สายตาของนางกวาดมองไปยังด้านหลัง ทำให้หลี่เทียนเหวินเองก็มีท่าทีระแวดระวัง รถม้าขนาดกลางซึ่งกำลังวิ่งตามมาด้านหลัง ทำให้คนทั้งสองหรี่ตาลงมองไม่วางตาผู้ที่บังคับรถม้าสวมชุดสีดำทั้งตัว เขาเป็นบุรุษที่สวมหมวกที่มีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้มิดชิด กระทั่งรถม้าจอดลงผู้มาใหม่ก็ยังไม่ยอมเผยใบหน้าให้เห็น“จอมยุทธ์ท่านนี้ ท่านตามเราสองคนมาด้วยเหตุใด”มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง บรรยากาศเริ่มกดดันทันทีที่เยว่จื่อจิงก้าวมายืนตรงหน้าหลี่เทียนเหวินคนผู้นั้นดึงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ของสิ่งนั้นถูกกำลังภายในซัดออกมา เยว่จื่อจิงรับเอาไว้อย่างง่ายดาย ก่อนที่นางจะอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นว่าของสิ่งนั้นคืออะไร“พวกเจ้า! เจ้า...ท่านมีวรยุทธ์! นางเล่า นาง...”ไม่มีเสียงตอบรับอีกทั้งรถม้าก็เริ่มออกว
“หากคนที่นี่ยุ่งยากมากเรื่องกันนัก พรุ่งนี้ข้าจะพาเขากลับวังบุปผาทันที” เอ่ยจบนางก็ละสายตากลับมา ก่อนเริ่มพันแผลให้ชายหนุ่มที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาตั้งแต่แรกเริ่ม หลี่เซวียนกระแอมออกมาเสียงหนึ่ง คนด้านหลังของเขามีท่าทีประดักประเดิด กระนั้นพวกเขาก็ยังมีแก่ใจส่งเสียงขอโทษนางออกมา ก่อนจะทยอยกันเดินหายไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ดังเดิม“ข้าจะกลับวังบุปผา” เยว่จื่อจิงเอ่ยหลังจากพันผ้าพันแผลให้เขาเสร็จ “เกี้ยวจะถูกส่งมารับท่านหนึ่งเดือนข้างหน้า คิดว่าท่านคงเตรียมตัวทัน”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มพลันเลิกคิ้วมองนางอย่างอ่อนใจ “เช่นนี้เป็นอย่างไร ข้าจะกลับพร้อมเจ้า แต่เราไหว้ฟ้าดินกันก่อนอย่างถูกต้อง จากนั้นเราค่อยออกเดินทางจากเหลียนหัวซานพร้อมกัน”หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาด้วยท่าทีลังเล “เช่นนั้นข้าจะให้พวกนางเดินทางล่วงหน้าไปเตรียมการณ์ ข้า...ให้เวลาท่านสองวัน วันที่สามออกเดินทาง”“ได้”เขารับปากนางอย่างง่ายดายจนแม้แต่หญิงสาวเองก็คาดไม่ถึง“ท่าน...ยอมไปกับข้าจริง ๆ หรือ”“หากข้าไม่ไปตอนนี้แล้วเจ้ากลับคำไม่ส่งเกี้ยวมารับ ข้ามิต้องม่ายขันหมากหรอกหรือ” เขายังคงเห็นขันกับเรื่องนี้“จิงเอ๋อร์...เจ้าเป็นส
“ข้ายังทนหิวได้อีกนิดหน่อย” นางกระซิบก่อนจุมพิตคนที่เอาแต่อดทนอดกลั้น “เดินทางมาหลายวันท่านไม่คิดถึงข้าเลยหรือ ข้าคิดถึงท่านแทบแย่”“มิใช่เพราะเจ้าที่บอกว่าไม่ชอบพื้นหยาบ ๆ หรือไร” เขากระซิบเสียงพร่า กระทั่งอุ้มนางตัวลอยขึ้นแล้วก้าวเดินไปยังฉากกั้นที่เขาเตรียมน้ำสำหรับอาบเอาไว้ “หากอาหารเย็นชืดอย่าโทษข้า เป็นเจ้าเองที่ยั่วยวนข้า”และแล้ววันนั้นกว่าที่คนทั้งสองจะได้กินมื้อเย็น ก็ในอีกชั่วยามต่อมา ซึ่งแน่นอนว่าอาหารทั้งหมดเสี่ยวเอ้อต้องนำลงมาอุ่นใหม่ หลังจากมื้อเย็น ทั้งสองจึงเริ่มปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรจึงจะสามารถเข้าถึงตัวเยว่จื่อจิง ในยามที่ตระกูลหลี่วุ่นวายเช่นนี้ในความมืดเยว่จื่อจิงจ้องมองหลี่เทียนเหวิน ด้วยดวงตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ หญิงสาวกำลังใคร่ครวญบางอย่างในใจเงียบ ๆ คิดทบทวนและพยายามคาดเดาการกระทำของอีกฝ่ายอย่างละเอียดนางถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนตั้งใจจะลุกขึ้น กระนั้นคนที่นางคิดว่าหลับอยู่กลับคว้าข้อมือนางเอาไว้“หากถอนหายใจครั้งหนึ่งต้องอายุสั้นลงหนึ่งปี เช่นนั้นตั้งแต่เจ้ามานั่งลงข้างเตียงคงอายุสั้นแล้วอย่างแน่นอน”“ท่านกำลังแช่งข้าหรือ” นางเอ่ยถามเขาเสียงเข้ม“ช่วยข้าไ
หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างโกรธกรุ่น เมื่อครู่นางมองไม่ผิดอย่างแน่นอน เขาจงใจไม่ปัดป้องกระบี่ของนางชัด ๆ “ท่านจงใจยอมแพ้หรือ” หญิงสาวกัดฟันกรอด“อย่าลืมคำสัญญาของตัวเองเล่า”“บัดซบ! หลี่เทียนเหวิน เจ้าคนสมควรตาย!” นางสบถออกมาแม้จะสบถออกมาแต่นางกลับดึงกระบี่ออก ปรี่เข้ามาสกัดจุดบนร่างใหญ่ กระทั่งเข้าไปประคองร่างที่กำลังโงนเงน แต่ท่าทีเช่นนั้นดูเผิน ๆ แล้วคือการถลาเข้าไปกอดชายหนุ่มเอาไว้ในสายตาชาวยุทธ์ทั่วหล้าหลี่เทียนเหวินเอนตัวเข้าหาร่างเล็ก เกาะกุมนางเอาไว้จนมั่นใจว่านางจะไม่ดิ้นหลุดมือไปแน่ ๆ กระทั่งมองเห็นเหล่าผู้อาวุโสกำลังปรี่เข้ามาดูอาการของเขา“จิงเอ๋อร์ ข้ารู้นะว่าเจ้าเองก็จงใจจะพ่ายแพ้ให้ข้า” เขากระซิบเสียงเบาให้นางได้ยินเพียงคนเดียว “คิดไปจากข้าตอนนี้ ไม่ง่ายแล้ว”เยว่จื่อจิงสบถด่าทอชายหนุ่มออกมาหลายคำ กระทั่งผู้คนมากมายห้อมล้อมเข้ามา นางเงยหน้ามองทุกคนด้วยดวงตราโกรธเกรี้ยว “ไสหัวไปให้หมด!! หาไม่ข้าจะไม่เกรงใจแล้ว!!”พูดจบก็ตะโกนเรียกชุ่ยจวี๋ให้มารับกระบี่ไปจากมือของตน มองใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้มของหลี่เทียนเหวิน นางพลันรู้สึกอยากสังหารคนขึ้นมาหญิงสาวกระชับมือเข้ากับร่างแกร่
“ท่านพ่อเช่นนั้นข้าขอเสนอตัวเอง” หลี่เทียนเหวินพลันเอ่ยออกมาทุกคนสูดหายใจเข้าด้วยความประหลาดใจ แม้แต่เยว่จื่อจิงเองก็ยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม“ย่อมได้” นางตกลงก่อนจะหันไปมองหลี่เซวียน “หากข้าชนะ ข้าจะพาเขาไปทันที เรื่องในยุทธภพพวกท่านไม่อาจยุ่งเกี่ยว เรื่องฝ่ายมารตระกูลหลี่ยิ่งไม่อาจสอดมือ หากข้าพ่ายแพ้จากวันนี้ไปอีกห้าสิบปี วังบุปผาจะไม่ย่างกรายเข้ามาในหวงยี่ซานอีก”หลินยวี๋หรงขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินกระนั้นหลินเจ๋ออี้กลับยิ้มออกมา “นี่เป็นวิธีที่ชาญฉลาด ประมุขเยว่ถึงกับประนีประนอมขนาดนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง” ชายหนุ่มพึมพำมองอย่างไรเขาก็ยังคิดว่าเยว่จื่อจิงกำลังหาทางออกให้กับทุกคน ดูท่าแล้วเรื่องราวความแค้นที่คิดว่าไม่อาจสะสาง อาจจะจบลงในวันนี้โดยที่ไม่จำเป็นต้องนองเลือดแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องดูว่าการประลองจะจบลงเช่นไร เนื่องจากฝีมือของหลี่เทียนเหวินอยู่ในระดับที่ไม่อาจคาดเดา แต่เยว่จื่อจิงที่มีคัมภีร์เทพกระบี่ตระกูลเหอก็ไม่อาจดูแคลนดูแล้วการประลองครั้งนี้คงยากที่จะตัดสิน...เวทีประลองในยามนี้สองฝ่ายต่างก็ยืนเตรียมพร้อม เยว่จื่อจิงสะบัดฝักกระบี่สีแดงออกไป กระบี่หั่วซานร้อนแรงดังอั
หลินยวี๋หรงมองดูผู้คนมากมายที่กำลังให้ความสนใจเยว่จื่อจิง กระทั่งสายตาของเขาสะดุดเข้ากับร่างอรชรที่กำลังก้าวขึ้นไปยังลานประลองหญิงสาวในชุดสีชมพูใบหน้าโกรธกรุ่น กำลังมองตรงมายังหลี่เทียนเหวิน กระทั่งจงใจส่งสายตาเกลียดชังมายังเยว่จื่อจิง“ผู้อาวุโสทั้งหลาย ข้าน้อยขอเสียมารยาท” อวิ๋นรั่วหลุนเดินขึ้นไปยังลานประลอง ซึ่งบัดนี้คู่ที่กำลังจะประลองยังไม่ทันได้ก้าวขึ้นมาเรื่องนี้หาได้เกินความคาดหมายหรือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะในบางครั้งท่ามกลางการประลอง หากมีชาวยุทธ์คนใดข้องใจกับฝีมือของบางคน พวกนาง หรือพวกเขาสามารถขึ้นมาท้าทายคู่ต้อสู้ได้แต่เรื่องนี้ต้องอยู่ก่อนหน้าการประลองยุทธ์ระดับสูง การที่อวิ๋นรั่วหลุนทำเช่นนี้แม้ไม่ผิด แต่ก็นับว่าไม่ถูกไม่ควรเสียทีเดียว เนื่องจากการกระทำนี้นับว่าเป็นการล่วงเกินเหล่ายอดฝีมือ ซึ่งกำลังจะขึ้นประลองเป็นลำดับถัดไป“น้องเล็กเจ้ากำลังจะทำอะไร อย่าเสียมารยาท ลงมาจากลานประลองเดี๋ยวนี้”“พี่ใหญ่ข้าได้ท้าทายจอมยุทธ์หญิงท่านหนึ่งเอาไว้ นางกับข้าตกลงกันแล้ว ใครชนะย่อมได้แต่งให้พี่เหวิน” อวิ๋นรั่วหลุนผู้ไม่รู้จักที่ตายเอ่ยด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจหลี่เทียนเหวินที่







