LOGINคืนที่เสียงระฆังผนึกฟ้าดังก้องไปทั่วเก้าชั้นสวรรค์ คือคืนที่ ธิดาสวรรค์ ถูกตราหน้าว่าเป็นรอยร้าวของระเบียบฟ้า หลินเยว่ซิน... อดีตผู้สูงส่งแห่งสวรรค์ กลับชาติมาเกิดในโลกมนุษย์พร้อมชะตาที่แหลกสลาย
View Moreเสียงระฆังผนึกฟ้าดังกึกก้องขึ้นพร้อมกันทั่วสวรรค์ชั้นเก้า
มิใช่หนึ่งใบ
มิใช่สิบใบหากนับพันใบที่สะท้านประสานกันราวมหันตภัยจากฟากฟ้า จนห้วงดาราดับวูบลงทีละดวง แสงดาวที่เคยสุกสกาวพลันสั่นพร่า ราวกับแม้แต่สวรรค์เองก็ไม่กล้าสบตาค่ำคืนแห่งการพิพากษานี้มันไม่ใช่เสียงแห่งสันติ
ไม่ใช่เสียงประกาศกฎฟ้าแต่มันคือเสียงของวันพิพากษา
วันพิพากษาของธิดาสวรรค์
ใต้ฐานวิหารศักดิ์สิทธิ์ เสียงคร่ำครวญของดวงวิญญาณนับหมื่นบิดเบี้ยวประสานกันเป็นทำนองอัปมงคล ลอยแทรกขึ้นมาจากใต้แผ่นหยกขาว ราวกับผืนดินทั้งผืนกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เทพชั้นผู้น้อยที่แม้จะชาชินกับการสังเวย ยังได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าเงยขึ้นมองลานพิพากษาเบื้องบน
เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในคืนนี้ มิใช่เพียงการลงทัณฑ์เทพองค์หนึ่ง
หากแต่เป็นการฉีกหน้ากากของสิ่งที่ถูกเรียกว่า
“ความชอบธรรม”กลางลานหยกขาว หญิงสาวผู้หนึ่งถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนอัสนี
ทุกห่วงโซ่ลุกไหม้ด้วยไฟบรรลัยกัลป์ เปลวเพลิงสีทองแดงแผดเผาทั้งอาภรณ์ เนื้อหนัง และลึกลงไปถึงวิญญาณ เลือดสีเงินไหลซึมผ่านอาภรณ์ขาว ก่อนหยดลงบนพื้นหยกเยียบเย็น
แล้วเบ่งบาน
เบ่งบานเป็นดอกบัวน้ำแข็งนับร้อยนับพัน
งดงามราวภาพฝัน
และแตกสลายในชั่วพริบตาประหนึ่งความงามในโลกนี้ไม่เคยได้รับอนุญาตให้อยู่ร่วมกับความจริง
ประหนึ่งทุกสิ่งที่บริสุทธิ์ ล้วนต้องถูกบดขยี้ภายใต้ฝ่าเท้าของสวรรค์นางคือ หลินเยว่ซิน
อดีตธิดาแห่งสวรรค์
อดีตความภาคภูมิใจของเก้าชั้นฟ้าและผู้ครอบครองสัญลักษณ์ต้องห้ามที่สุดในสามภพ—บุปผาทมิฬ
พลังที่ถูกตราว่าเป็นรอยร้าวแห่งระเบียบฟ้า
พลังที่สามารถฉีกชะตาซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วเขียนมันขึ้นใหม่ด้วยมือตนเองเหนือบัลลังก์ทองคำ มหาเทพทอดพระเนตรลงมา
พระองค์สูงส่ง สง่างาม และเยียบเย็นดุจหิมะนิรันดร์ ฉลองพระองค์ขาวบริสุทธิ์ไร้รอยด่าง ราวกับพระหัตถ์คู่นั้นไม่เคยแปดเปื้อนโลหิตของผู้ใด
แต่ภายใต้ความนิ่งสงบอันสมบูรณ์แบบนั้น
กลับมีบางสิ่งสั่นไหวอยู่ลึกสุดไม่ใช่ความโกรธ
ไม่ใช่อำนาจหากคือความหวาดกลัวเก่าแก่ที่ซุกซ่อนมานับหมื่นปี
ความหวาดกลัวของผู้เคยสูญเสียทุกสิ่ง
ความหวาดกลัวของผู้ไม่กล้ารักอีกต่อไปและความหวาดกลัวของผู้เชื่อว่า หากปล่อยให้หัวใจมีอำนาจ โลกทั้งใบจะพังทลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า“หลินเยว่ซิน”
พระสุรเสียงกึกก้องดุจอสนีบาตฟาดผ่ากลางฟ้า
“เจ้าครอบครองบุปผาทมิฬ พลังของเจ้าคือรอยร้าวที่จะทำให้ฟ้าพังทลาย”
แรงกดดันจากกฎสวรรค์แผ่กระจายลงมา พื้นหยกแตกร้าวเป็นทาง เทพชั้นผู้น้อยต่างทรุดคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว ทว่า หญิงสาวกลางลานพิพากษากลับยังยืนตัวตรง
แม้เข่าของนางแทบไม่อาจรับน้ำหนัก
แม้กระดูกทั่วร่างใกล้แตกละเอียดแม้เปลวไฟในโซ่ตรวนกำลังกัดกินถึงแก่นวิญญาณนางก็ไม่ยอมก้มศีรษะ
“ความเมตตาที่เจ้ามีต่อสรรพชีวิต” มหาเทพตรัสช้า ๆ ทีละถ้อย “คือเชื้อไฟแห่งความโกลาหล”
“ความรักของเจ้า คือจุดเริ่มต้นของหายนะ”
“และเจตจำนงเสรีที่เจ้ายึดมั่น คือสิ่งที่เคยทำลายโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง”
ทั่วทั้งลานพิพากษาเงียบงัน
เงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจที่ไม่มีผู้ใดกล้าปล่อยออกมา
เพราะถ้อยคำเหล่านั้น ฟังดูคล้ายคำพิพากษา
แต่เมื่อฟังให้ลึกลงไปกลับเหมือนคำสารภาพของผู้หวาดกลัวความจริงเสียมากกว่าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
โลหิตที่มุมปากย้อมริมฝีปากของนางเป็นสีชาดเข้ม ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับคมกล้ายิ่งกว่าแสงดาบ นางมิได้มองเพียงมหาเทพ หากมองทะลุผ่านพระองค์ ผ่านบัลลังก์ทองคำ ผ่านม่านอำนาจและคำลวงทั้งหมด ไปยังระฆังผนึกฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง
ในสายตาของนาง นางเห็นทุกสิ่ง
เห็นวิญญาณนับหมื่นที่ถูกสูบกลืนเพื่อหล่อเลี้ยงสวรรค์
เห็นเลือดและน้ำตาที่ถูกเรียกขานใหม่ว่า “ความสงบ”เห็นความเงียบงันที่อาบย้อมด้วยความหวาดกลัวและเห็นความโหดร้ายที่ถูกประดับชื่อใหม่อย่างงดงามว่า“ความยุติธรรม”แล้วนางก็หัวเราะ
หัวเราะทั้งที่เลือดยังไหลจากมุมปาก
หัวเราะราวกับในที่สุด นางก็ได้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังม่านฟ้ามาเนิ่นนาน“ที่แท้...” เสียงของนางแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมจนสะเทือนทั่วลานพิพากษา
“คำว่า ‘ปกป้องสามภพ’ ของท่าน ก็เป็นเพียงชื่ออันงดงามของการเหยียบชีวิตผู้อื่นขึ้นไปยืนบนบัลลังก์เท่านั้น”สีพระพักตร์ของมหาเทพเย็นเยียบลงในทันที
“หุบปาก”
แต่หลินเยว่ซินกลับยิ้ม
ยิ้มอย่างคนที่ไม่เหลือสิ่งใดให้สูญเสียอีกแล้ว
“หากระเบียบฟ้าที่ท่านหวงแหน...” นางเอ่ยช้า ๆ ราวกับใช้เลือดทุกหยดในกายหล่อเลี้ยงแต่ละคำ “ต้องแลกมาด้วยเลือดของผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน...”
นางหยุดเพียงชั่วลมหายใจ
ก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้สวรรค์ทั้งเก้าเย็นยะเยือกไปพร้อมกัน
“เช่นนั้น ฟ้านี้ก็สมควรถูกทำลาย”
สิ้นคำ
โซ่ตรวนอัสนีก็กระชากร่างของนางขึ้นกลางอากาศ
พลังจากกฎสวรรค์ระเบิดคำราม ลานพิพากษาสั่นสะเทือนราวกับจักรวาลทั้งผืนกำลังปริแตก ร่างบางถูกเหวี่ยงออกจากสวรรค์ชั้นเก้าราวดาวหางสีเงิน ดอกบัวน้ำแข็งทั่วกายแตกร่วงเป็นเศษแสงระยิบระยับกลางความมืด
งดงาม
เย็นเยียบและโหดร้ายจนเกินกว่าจะมองตรง ๆความเจ็บปวดนั้นรุนแรงพอจะทำให้เทพชั้นสูงดับสูญทั้งดวงวิญญาณ
แต่นางยังกำมือแน่น
แม้สติจะพร่าเลือน
แม้ความทรงจำจะถูกฉีกออกทีละเสี้ยวแม้ชะตาทั้งหมดกำลังถูกโยนลงสู่โลกมนุษย์อันต่ำต้อยในห้วงสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะมืดดับ หลินเยว่ซินยังสาบานกับตนเอง
วันหนึ่ง... ข้าจะกลับมา
กลับมาเขียนชะตาของตนขึ้นใหม่
กลับมากระชากหน้ากากของสวรรค์จอมปลอมและลากความจริงทั้งหมดลงมาประจานต่อหน้าสามภพทว่า ในเสี้ยววินาทีก่อนความมืดจะกลืนกินทุกสิ่ง นางกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังแทรกผ่านลมหนาวแห่งห้วงจักรวาล
เป็นเสียงทุ้มต่ำของบุรุษผู้หนึ่ง
สั่นพร่า
ร้าวลึกราวหัวใจกำลังแตกสลายอยู่จริง ๆ“ข้าจะตามหาเจ้า...”
“ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ”
“ข้าจะทิ้งฐานันดรแห่งเทพนี้”
“และปกป้องเจ้าด้วยชีวิตของข้าเอง”
ถ้อยคำนั้นฝังลึกลงในเศษเสี้ยววิญญาณของนาง
ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลงโดยสมบูรณ์หากย้อนกลับไปหนึ่งคืนก่อนชะตาฟ้าจะแตก—
ณ วิหารร้างที่ไร้แม้แสงดาวจะส่องถึง
บุรุษผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ท่ามกลางซากหินพังทลายเขากดหน้าผากแนบพื้นอย่างสิ้นศักดิ์ศรี มืออีกข้างกำป้ายหยกมังกรฟ้าแน่นจนข้อนิ้วซีดเผือด อาภรณ์สีเข้มเปรอะโลหิตสีทองทั่วทั้งร่าง ราวกับเพิ่งผ่านสนามรบที่ไม่มีวันชนะ
เขาคือ เซียวอวี๋เฉิน
แม่ทัพสวรรค์ผู้ไม่เคยคุกเข่าต่อผู้ใด
คมดาบแห่งเก้าชั้นฟ้าและบุรุษเพียงคนเดียวที่เคยทำให้หลินเยว่ซินยอมเชื่อว่า แม้แต่บนสวรรค์อันเยียบเย็น ก็ยังมีบางสิ่งที่เรียกว่าความอบอุ่นทว่าคืนนั้น เขาช่วยนางไม่ได้
ช่วยไม่ได้
แม้เพียงปลายนิ้วเขาช้าเกินไป
หรือบางที... อาจอ่อนแอเกินไปมาตลอดเสียงหัวเราะเย้ยหยันของลมหนาวพัดผ่านซากวิหาร ขณะที่เซียวอวี๋เฉินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำ ทว่ากลับว่างเปล่าจนน่าหวาดหวั่น ราวกับสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเพิ่งถูกควักออกไปทั้งเป็น
“ข้าสาบาน...” เขาเปล่งเสียงต่ำแหบ “ต่อให้ต้องลืมเจ้าในทุกครั้งที่เกิดใหม่ ต่อให้ต้องถูกสาป ต่อให้ต้องละทิ้งสวรรค์ทั้งเก้า...”
เขากำป้ายหยกแน่นขึ้น จนขอบคมบาดฝ่ามือ เลือดสีทองหยดลงบนพื้นหินเย็นเฉียบ
“ข้าก็จะหาเจ้าพบ”
“และครั้งนี้... ข้าจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดพรากเจ้าไปอีก”
คำสัตย์นั้นไม่ได้ดังกึกก้องดั่งระฆังผนึกฟ้า
แต่มันหนักแน่นยิ่งกว่า
เพราะมิได้หลุดออกมาจากฐานันดร
มิได้ถือกำเนิดจากอำนาจหากออกมาจากหัวใจของบุรุษผู้พ่ายแพ้ทุกสิ่ง
ยกเว้นการรักนางสิบแปดปีต่อมา
โลกมนุษย์หนาวเหน็บกว่าที่ผู้ใดจะจินตนาการ
หิมะโปรยปรายไม่หยุดเหนือกระท่อมทรุดโทรมกลางหุบเขา ไฟในเตาอ่อนแรงจนแทบไม่อาจขับไล่ความเย็น ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบงัน เด็กหญิงคนหนึ่งค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตาคู่นั้นมืดมัวด้วยความงุนงงและอ่อนแรง
ไม่มีผู้ใดรู้ว่า เด็กหญิงผอมบางในผ้าห่มเก่า ๆ คนนี้
เคยเป็นหนึ่งในผู้สูงศักดิ์ที่สุดแห่งเก้าชั้นฟ้าไม่มีผู้ใดรู้ว่า ใต้ร่างอันบอบบางนั้น
เคยมีวิญญาณที่กล้าท้าทายสวรรค์ทั้งผืนและไม่มีผู้ใดรู้ว่า ในส่วนลึกที่สุดของดวงวิญญาณ
ยังมีบางสิ่งกำลังหลับใหลบางสิ่งสีดำสนิท
เงียบงันเย็นเยียบรอเพียงวันผลิบานอีกครั้ง
บุปผาทมิฬ
ยังไม่ตายมันเพียงหลับอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ
และเฝ้ารอวันที่ชะตาเก่าจะถูกชำระหนี้เลือดจะถูกทวงคืนและสวรรค์ทั้งเก้าจะได้รู้ว่า—สิ่งที่มันผลักตกลงมาในวันนั้น
ไม่ใช่เพียงธิดาสวรรค์ผู้หนึ่งแต่คือหายนะ
ที่กำลังจะย้อนกลับไปเคาะประตูฟ้าอีกครั้งการเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้
เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล
“เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง











