Mag-log inค่ำวันหนึ่ง บ่าวรับใช้เข้ามาเชิญไป๋ซูเหยาไปพบเซี่ยหลิงเฉิน
“ฮูหยิน นายท่านเชิญพบที่ห้องหนังสือขอรับ”บ่าวรับใช้น้อมกายกล่าวเชิญ “เขาต้องการพบข้าด้วยเรื่องอันใด บอกได้ไหม”ไป๋ซูเหยาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ไม่ได้บอกขอรับ เพียงให้ข้าน้อยมาเชิญ”บ่าวรับใช้กล่าว “ได้ งั้นนำข้าไป”ไป๋ซูเหยากล่าว ภายในห้องหนังสือของจวนแม่ทัพ แผนที่ห้าแคว้นแผ่กว้างบนโต๊ะไม้แกะสลัก เซี่ยหลิงเฉินนั่งทอดสายตาแน่วนิ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างไม่หันมอง เมื่อไป๋ซูเหยาเข้าไปถึง “ข้าอยากรู้ ว่าเจ้าคิดอย่างไรกับข่าวลือเรื่องเจ้าเมืองฉิน ที่เริ่มเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนแคว้นที่ติดกับเมืองเรา”น้ำเสียงกึ่งออกจะกังวล ไป๋ซูเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนก้าวไปข้างหน้า “เจ้าเมืองฉินชอบเล่นหมากเงียบ ช่วงหลังมีการติดต่อกับหัวเมืองทางใต้บ่อยผิดปกติ หากข่าวลือเรื่องคลังเสบียงเริ่มขาดแคลนเป็นจริง นั่นอาจเป็นการเรียกความสนใจ...เพื่อเบี่ยงเป้าจากการสะสมกำลังพลทางทิศเหนือ” เซี่ยหลิงเฉินหันกลับมามองนางอย่างชัดเต็มตาเป็นครั้งแรก ดวงตานิ่งเฉียบเช่นเคย แต่คล้ายมีอะไรบางอย่างไหววูบอยู่ลึก ๆ “เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยหรือ แม้กระทั่งเรื่องการเดินเส้นทางเสบียง?”เซี่ยหลิงเฉินถามอย่างแปลกใจ “ข้าเคยดูแลบัญชีคลังแคว้นไป๋มาแต่เด็ก เอกสารลับบางอย่าง บิดาข้าไม่เคยห้ามหากข้าจะศึกษา อีกทั้งข้าและท่านพ่อต่างส่งข่าวพูดคุยกันตลอดเรื่องบ้านเมือง ดังนั้นข่าวนี้ข้าย่อมรู้ ก่อนออกเดินทางมาที่นี่ข้าก็ได้ศึกษาทำความเข้าใจเอาไว้แล้ว” เซี่ยหลิงเฉินยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นเจ้าควรรู้ว่า ข้ากำลังวางแผนกระจายข่าวเท็จเพื่อล่อสายสืบศัตรู ผู้อยู่เบื้องหลังครั้งนี้อาจมีคนในวังหลวงร่วมด้วย ข้าจึงต้องการปล่อยข่าว เพื่อให้นอกประสานใน จะได้จับตัวการที่แท้จริง ซึ่งงานนี้ข้าต้องการคนที่พูดแล้วคนน่าเชื่อถือ ที่ไม่ใช่เพียงทหาร”เขาอธิบาย “แล้วเจ้าคิดว่า ข้าควรเป็นผู้นั้นหรือ?” นางถามกลับ “เจ้าเพียงปลอมตัวเป็นคนรุ่มรวยสักหน่อย เข้าไปในหมู่พ่อค้า ปล่อยข่าวนี้” เขาตอบนิ่ง “เช่นนั้นข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง เพียงแต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้ามีข้อสงสัย”ไป๋ซูเหยาเอ่ยถาม “เจ้าว่ามาเถอะ”เซี่ยหลิงเฉินรอฟังนาง ขณะเดียวกันเขาพบว่ายามนางพูดเรื่องแผนการ และบ้านเมืองแล้ว นางน่ามองนัก “ท่านรู้จัก ยู่เล่ยหรือไม่”นางถามพร้อมมองหน้าเขาตรงๆ สายตาราวกับมีรอยยิ้มแฝงอยู่ “ข้ารู้จัก นางเป็นบุตรสาวของคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองนี้”เซี่ยหลิงเฉินตอบตามจริง แต่สายตาของนาง ทำให้เขารู้สึกทำอะไรไม่ถูกราว กับถูกคนพบเห็นความผิด ยู่เล่ย ทำไมเขาจะไม่รู้จักนางกัน นางต้องการเป็นฮูหยินแม่ทัพเช่นเขาถึงกับทำเรื่องมากมาย ดีว่าเขามีสายข่าวเป็นเยี่ยมจึงรอดพ้นมาได้ทุกครั้ง “เช่นนั้นเอง ท่านรู้หรือไม่ วันนี้ข้าได้พบนางแล้ว”ไป๋ซูเหยาเอ่ยพูดราวหยอกเย้ากรายๆ “เจ้า ๆ ได้พบนางงั้นหรือ แล้วนางทำอะไรเจ้าหรือไม่”เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยถามฉับพลันอย่างไม่เก็บอาการ “นางทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”ไป๋ซูเหยาเอ่ยเสียงเรียบ เซี่ยหลิงเฉินโล่งอกในที “เช่นนั้นเจ้าสงสัยอะไรในตัวนาง”เขาถาม เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของไป๋ซูเหยา “ข้าสงสัยว่า นางเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน ถึงกล้าเปิดฉากมีเรื่องกับฮูหยินท่านแม่ทัพ โดยปกติข้าราชการย่อมมีอำนาจมากกว่าพ่อค้าคหบดีมิใช่หรือ ยิ่งหัวเมืองชายแดนเช่นนี้ พวกเขาไม่น่ากำเริบเสิบสาน เว้นแต่.....”ไป๋ซูเหยาพูดทิ้งท้ายให้เซี่ยหลิงเฉินได้ขบคิด ใช่แล้ว ทำไมหลายปีมานี้เขาลืมคิดข้อนี้ไปได้ เขานึกถึงใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนของคหบดียู่ นั่นทำให้เขาไม่ทันระวังสงสัย อีกทั้งคหบดียู่ยังยื่นมือบริจาคช่วยเหลือชาวบ้านบ่อยครั้ง ไม่มีทีท่าวางอำนาจบาดใหญ่ มีเพียงเรื่องที่ลูกสาวของเขากระทำตัวลอยชาย เที่ยวเตร่แล้ว เรื่องอื่น ไม่ระแคะระคายให้สงสัยเลย “เจ้าคิดว่า คหบดียู่จะมีผู้อยู่เบื้องหลังลับๆให้การสนับสนุนเช่นนั้นหรือ”เซี่ยหลิงเฉินกล่าว “หรือท่านไม่เคยสืบ สงสัยเลยหรือ การค้าย่อมมาจากหลายเมือง หากเขาเป็นตัวกลาง ของการค้าระหว่างเมืองเล่า ท่านว่าเป็นไปได้หรือไม่”ไป๋ซูเหยาเอ่ย เซี่ยหลิงเฉินเดิมคิดว่าตนเองนั้นรอบครอบ รอบด้าน วางแผนน้อยครั้งจะผิดพลาด บัดนี้กลับรู้สึกว่า ตนเองได้มองข้ามรูรั่วใกล้ตัวเสียแล้ว ค่ำคืนต่อมา แสงโคมแดงพลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อน เสียงขลุ่ยผสานพิณบางเบาดังคลอจากห้องชั้นบน ม่านไหมสีชาดเคลื่อนไหวตามร่างนางระบำที่ส่ายกายยั่วยวนกลางเวทีไม้ น้ำหอมจากดอกมู่ตานผสมกลิ่นเครื่องเทศจาง ๆ ตลบอยู่ในอากาศ เจือกลิ่นบุหงารำไป และความลับที่ยากหยั่ง ในมุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่ “เล่อเซวียน”พ่อค้าหนุ่มหน้าใหม่ผู้อ้างว่าเร่ขายเครื่องเทศหายากมาจากแดนไกลหรือก็คือไป๋ซูเหยาคุณชายผู้แต่งกายร่ำรวย ถือพัดวิจิตรงดงาม วางมาดหรูหรา นั่งประจำโต๊ะไม้เตี้ยดวงตาคมเข้ม ยิ้มเพรา บางคนเชื่อว่าเขาคือพ่อค้าจริง บางคนกลับมองอย่างไม่สนใจ ด้วยผู้คนมาที่นี่ล้วนมากหน้าหลายตา ย่อมมาเพื่อหาความสำราญไหนเลยจะสนใจผู้อื่น เสียงหัวเราะดังลั่นจากกลุ่มนักพนัน พวกเขาเขย่าลูกเต๋าบนถาดไม้ เสียงกระทบดังกรุ๊งกริ๊ง ก่อนจะหยุดลง ผู้ถือถาดไม้เปิดออก เสียงโห่ร้องของผู้ได้และผู้เสียดังขึ้นในคราเดียวกัน สร้างบรรยากาศครึกครื้น ในขณะที่พ่อค้าจากเมืองชายแดนหลายคนเลือกนั่งเงียบงันในมุมมืด พวกเขาสังเกตการณ์ หาใช่เพื่อความบันเทิง แต่เพื่อหาข่าว และ”ข่าว”ก็กำลังจะถูกปล่อย เล่อเซวียนยกถ้วยสุราขึ้นจิบทีหนึ่ง หัวเราะในลำคอ ขณะคุยกับชายอีกคนที่แสร้งเป็นพ่อค้าเช่นกัน “ข้าล่ะไม่เข้าใจ ว่าทำไมจู่ ๆ ราคาขิงแห้งถึงขึ้นสามเท่า ที่ตลาดเมืองหลวงบอกว่าเสบียงหายาก อีกทั้งเครื่องเทศกับสิ่งที่ข้าต้องการก็ราคาแพงขึ้น หรือว่าในคลังเริ่มจะว่างเปล่าเสียแล้ว ต้องมาขูดรีดราคาจากพ่อค้าเช่นข้า” เขาหยุด จิบสุราอีกคราหนึ่งเพื่อดูปฏิกิริยาผู้คน มีบางคนเริ่มหันมาสนใจทางเขาแล้ว “น่าจะจริงดังว่า หมู่บ้านที่ข้าผ่านมาเมื่อสองสามวันก่อนก็พูดถึง”ชายผู้หนึ่งใบหน้าขาวรูปร่างอ้วนท้วน แต่งกายประณีตเอ่ยขึ้นกับเพื่อนร่วมโต๊ะ หลายคนเริ่มเงี่ยหูฟังเรื่องเล่า เล่อเซวียนเห็นมีผู้สนใจมากขึ้นจึงทำที คุยต่อ “ที่เมืองหลวงข้าได้ยินคำร่ำลือว่า ขุนนางบางกลุ่มคบคิดกับแคว้นอื่น ขโมยเงินคลังไปเงียบ ๆ” “เรื่องแบบนี้....ท่านว่า จะเป็นไปได้หรือ?”เพื่อนร่วมโต๊ะเล่อเซวียนเอ่ยถามขึ้นเหมือนก่อปัญหาให้ผู้คนได้ขบคิด ประโยคพูดคุยกันของทั้งสอง กระทบใจผู้ฟังรอบ ๆ มีผู้หนึ่งหยุดขบคิด อีกผู้หนึ่งเลิกคิ้วอย่างสนใจ แต่ไม่มีใครเอ่ยโต้แย้ง ชายหนุ่มแต่งกายหรูหราในมุมหนึ่ง นั่งเอนพิงเสา มือข้างหนึ่งกำเงินก้อนในมือ นั่งมองวงพนันทำทีไม่สนใจ หากแต่ในวงสายตาของเขามีเล่อเซวียนอยู่ แม้เขาจะไม่เอ่ยคำ แต่ร่างกายประสาทสัมผัส เตรียมพร้อมเสมอที่จะปกป้องนางทันทีหากมีเหตุการณ์พลิกผัน เป็นเซี่ยหลิงเฉินที่ลอบปลอมตัวมาเพื่อคอยคุ้มกันไป๋ซูเหยา ทันใดนั้น.... “เจ้าหนุ่ม รู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากชายรูปร่างสูงใหญ่หนวดเคราครึ้มกรอบหน้า เขานั่งเงียบในมุมหนึ่งฟังเรื่องราวมาตลอด สายตาของเขาราวจับผิด ดวงตาเฉียบคม เล่อเซวียนยิ้มตลกกลบเกลื่อน พลางเอ่ยน้ำเสียงสบาย ๆ ขึ้นว่า “ข่าวก็เหมือนกับกลิ่นเครื่องเทศ เพียงได้กลิ่นข้าก็แยกแยะได้ เหมือนพวกท่านกลิ่นปลาร้าที่บ้านกับกลิ่นมู่ตานท่านก็เลือกได้ว่าจะเข้าห้องไหนแล้ว” จบประโยค เสียงหัวเราะของผู้คนก็ระเบิดขึ้น กลบความอึดอัด ก่อนที่บทสนทนาจะไหลลื่นกลับสู่เรื่องขำขัน เสียงพิณดังแผ่วกลับมา นางระบำโบกสะบัดชายผ้าพลิ้วไหวล้อไปกับเสียงเพลง เสี่ยวเอ้อทำทีเดินถือถาด ขึ้นไปยังชั้นบนห้องซ้ายมือสุด หน้าห้องมีชายฉกรรจ์สูงใหญ่ยืนอยู่สองข้างประตู เขาเปิดประตูให้เสี่ยวเอ้อเข้าไป ภายในห้อง คหบดียู่อี่เล่ยนั่งบนโต๊ะตัวเขื่อง มีสุราหนึ่งป้าน ขนม จานผลไม้ วางเรียง “นายท่านมีพ่อค้าเครื่องเทศผู้หนึ่งปล่อยข่าวขอรับ เขาเล่าว่าราคาเครื่องเทศแพงขึ้น หรือเสบียงในคลังจะว่างเปล่า และยังเอ่ยอีกว่ามีขุนนางสมคบคิดกับแคว้นอื่นขโมยเงินในคลังไปจนหมด ขอรับ”เสี่ยวเอ้อรายงาน คหบดียู่ฟังจบเอ่ยถามลักษณะรูปร่างหน้าตา แล้วโบกมือ เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดออกไป “เจ้านำข่าวนี้ส่งไปยังหอนางโลมสาขา สืบถามมาให้แน่ชัด แล้วส่งข่าวไปยังในวัง รอฟังคำสั่งแล้วค่อยกลับมาบอกข้า”คหบดียู่เอ่ยสั่งการมือสังหารข้างกาย สายตาของเขายามนี้ไม่มีแววตาอ่อนน้อม ถ่อมตน ดังที่ทำเสมอมาต่อหน้าผู้คน หากแต่ฉายแวววางอำนาจ เลือดเย็นแทน เมื่อมาถึงจวน ไป๋ซูเหยาพบว่า เซี่ยหลิงเฉินยืนรอการกลับมาของนาง “เจ้าทำได้ดีมาก”เขากล่าวเสียงแผ่วแต่จริงใจ แววตาทอแสงอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย “ท่านส่งคนจับตาดูข้ารึ”ไป๋ซูเหยาเอ่ยถามไม่จริงจัง “แน่นอนอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจ ข้าแค่...ห่วงความปลอดภัยของเจ้า”เซี่ยหลิงเฉินแก้ตัวเสียงเรียบใบหน้ากลับมานิ่งเฉย ไป๋ซูเหยาคลี่ยิ้มหยัน นางย่อมรู้ว่าท่านแม่ทัพไม่ปล่อยให้นางหลุดรอดสายตา ด้วยหวาดระแวงนางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว “ข้ารู้ ขอบคุณท่านที่เป็นห่วง แผนการนี้ข้าย่อมไม่กล้าทำผิดพลาด เพราะครั้งหน้าก็จะไม่มีใครเชื่อแล้ว ข้าย่อมต้องทำให้ดีที่สุด”ไป๋ซูเหยาเอ่ย “ขอบใจเจ้ามากที่ทำเพื่อข้า”เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยวาจาเสียงอ่อนลง “ข้าไม่ได้ทำเพื่อท่าน ข้าทำไปเพื่อแผ่นดินต่างหากล่ะ”กล่าวจบนางได้เดินจากไป ทิ้งให้เซี่ยหลิงเฉินมองตามเงาเสื้อคลุมของนาง ห่างไกลออกไปทุกที “ไป๋ซูเหยา เจ้าจะไม่มีวันลืมเขาคนนั้นจริงหรือ ข้าต้องทำอย่างไรถึงจะแทนที่เขาได้” เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยพึมพำกับตัวเองเบา ๆ บัดนี้เขารู้ตัวแล้วว่า สิ่งที่เขาเฝ้ามองมาตลอดไม่ใช่เพียงความงามของนาง แต่คือ "ความแน่วแน่ของหญิงผู้มีปณิธานในใจเพื่อบ้านเมือง" ที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้ ณ จวนคหบดีแห่งเมืองชายแดน ภายในห้องโถงใหญ่ คหบดียู่ ได้ถูกบุตรสาวเอ่ยรบเร้า “ท่านพ่อ ไหนท่านสัญญากับข้าว่า จะทำให้ข้าได้เป็นฮูหยินท่านแม่ทัพอย่างไรเล่า จนถึงตอนนี้ท่านแม่ทัพแต่งฮูหยินแล้วนะ ท่านจะว่าอย่างไร” “เจ้าจะให้พ่อทำอย่างไรได้เล่า มีเพียงเจ้าต้องใช้ความสามารถเจ้าเองแล้ว ฮูหยินเป็นไม่ได้ ก็เป็นอนุเถอะ”เขาตอบไป ยู่เล่ยส่งเสียงโวยวายไม่หยุด “ข้าไม่อยากเป็นอนุนี่ ท่านพ่อ ท่านต้องช่วยข้านะ” ยู่อี่เล่ย ทำใบหน้าอึดอัดใจ เขานั้นได้ทำทุกวิถีทางแล้วจริง ๆ แต่แม่ทัพหนุ่มนั่นก็เล่ห์เหลี่ยมไม่เบา ถึงกับหนีรอดจากแผนการของเขาไปตลอด ในร้ายมีดี เมื่อเขามัวแต่หลบหนีแผนการเหล่านี้ ก็ทำให้แผนการลักลอบขนคนและเสบียงช่วยเมืองฉิน เป็นไปโดยสะดวก ข่าวจากในวังหลวงส่งมาพร้อมกับขบวนเจ้าสาวมาถึงเมืองชายแดน ว่า “ปล่อยข่าวลือ” นั่นเขาก็ทำสำเร็จไปแล้ว ตอนนี้เขามีผลประโยชน์ทั้งจากวังหลวงและหัวเมืองต่าง ๆ ที่คิดร่วมมือกันโค่นบัลลังก์ บัลลังก์จะเป็นของใครก็ช่าง นั่นเป็นเรื่องไกลตัว แต่เงินและอำนาจในเมืองชายแดนนี้อยู่ในกำมือเขาเงาสูงใหญ่แฝงกายไปกับเงามืดของยามเช้าอันสงัด เจี่ยเหลียนที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความโกรธและอับอาย รีบยื่นมือหมายจะผลักบานประตูเข้าสู่ห้องพัก หากแต่ยังไม่ทันแตะ ร่างบางถูกตีที่ท้ายทอยจนสลบก่อนจะคลุมด้วยถุงกระสอบใบเขื่อง ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำอำพรางเหลียวมองซ้าย ขวาให้แน่ใจ จึงอุ้มนางพาดไปบนบ่าวิ่งตามกันไป ก่อนจะลับหายเข้าเงามืด ไร้เสียง ไร้ร่องรอยแสงสว่างผ่านลอดหน้าต่างสู่อรุณรุ่ง โม่อวิ๋นต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตูจากภายนอก “นายท่านขอรับ มีจดหมายวางอยู่ตรงประตูห้องแม่นางเจี่ยขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวร้อนใจชายหนุ่มถลึงกายตรงไปเปิดประตูทันที เขาไม่รอช้าเปิดอ่านเนื้อความข้างใน‘หากต้องการตัวนางคืน ออกไปนอกเมืองทิศเหนือ ริมแม่น้ำม่านเหอ ต้องไปเพียงผู้เดียว หากมีคนติดตามมา นางตาย’ มือโม่อวิ๋นกำจดหมายแน่นใจพลันร้อนยิ่งกว่าไฟเผา เขาขบคิดคำนวณในใจ ก่อนจะรีบผลุบเข้าไปในห้องแต่งกายรัดกุม แอบซ่อนอาวุธลับไว้ที่เอว เขาเขียนจดหมายถึงเซี่ยหลิงเฉินหนึ่งฉบับ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เขาวางมันไว้ใต้ถาดชา แล้วเดินออกไป สั่งการกับเด็กรับใช้ “ เจ้าเอาถาดชาไปเปลี่ยนให้ข้า ข้าจะกลับมาดื่มตอนที่มันยังร้อนอ
ค่ำคืนแสงดาวสว่างทั่วฟ้า ประหนึ่งผืนผ้ากำมะหยี่ สายลับชุดดำย่อกายยกม้วนกระดาษในมือมอบให้ เซี่ยหลิงเฉิน ชายหนุ่มหยิบขึ้นอ่าน ไป๋ซูเหยายืนรอฟังใจจดจ่อ“ฮ่องเต้ ทรงจัดการฮองเฮาได้แล้ว อีกไม่นานฮ่องเต้เป่ยเซี่ยนจะหลงกลเข้าเมือง เราคงต้องรีบแล้ว นัดโม่อวิ๋นมาปรึกษากันก่อน”เซี่ยหลิงเฉินหันมาบอกไป๋ซูเหยา หญิงสาวพยักหน้ารับ ยิ่งใกล้เผด็จศึกใจทุกคนกลับขมึงเกลียว หากสำเร็จนั่นคือบ้านเมืองสงบ แต่ถ้าไม่….พวกเขาคงยอมสู้ตายโรงเตี๊ยมที่พักค้างแรมของนักเดินทางวันนี้คลาคล่ำด้วยชายฉกรรจ์มากผิดสังเกตุแต่ละห้องล้วนเข้าพักมากกว่าสี่คน พวกเขาดูจะไม่อึดอัดกับการรวมอยู่ด้วยกันเช่นนี้ โม่อวิ๋นกับเจี่ยเหลียนนั่งดื่มสุราบนชั้นสอง มีแม่นางคณิกาอวิ๋นโหรวนั่งดีดพิณสร้างบรรยากาศ แม้เขาดูตั้งใจทอดสายตามองนาง แต่เขากลับกวาดตามองข้างล่างผ่านๆเป็นระยะไม่ให้ผิดสังเกต เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดอาหารมายื่นให้เจี่ยเหลียน สายตากลับมองนางอย่างมีนัย หญิงสาวเอื้อมมือไปรับถาดมือพลางจงใจจับใต้ถาดมั่น เสี่ยวเอ้อเดินจากไป เจี่ยเหลียนเลื่อนมือกลับ นิ้วโป้งหนีบกระดาษไว้ในมือ สายตามองสบกับโม่อวิ๋นแว่บหนึ่ง“ท่านพี่ข้าขอตัวไป….”นางยกมือทำท
ภายในกระโจมโอ่อ่า แม่ทัพฉินผู้เลือดเย็น นั่งตื่นเต้นเมื่อคิดถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหลายปี หลังจากมารดาของเขาเสียชีวิตลง เขาได้ไปรับมาด้วยตัวเอง แต่ปิดบังฐานะไว้ เพราะเกรงศัตรูจะจับจุดอ่อนได้ แล้วนำภัยพิบัติมาสู่ตนจึงซ่อนเขาไว้มิดชิดจากใจ ฝึกสอนเขาอย่างลับ ๆ ให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อรอวันที่เหมาะสมนี้ ใบหน้าเขางดงามได้มาจากมารดา บางครั้งยังกริ่งเกรงว่าจะได้ความอ่อนโยนและอ่อนแอมาจากนางด้วย เขาจึงต้องให้บททดสอบสร้างความเหี้ยมโหดให้กับเขาบ่อยครั้งนับวันหลิงเยี่ยนยิ่งฉายแววผู้นำและความแข็งแกร่งให้เห็น สร้างความภูมิใจลึก ๆให้กับเขา“หลิงเยี่ยนยังไม่มาอีกหรือ”เขาเอ่ยกับทหารหน้ากระโจม“ยังขอรับ ให้ข้าน้อยไปตามไหมขอรับ”ทหารเอ่ยตอบกลับชายชรานิ่งงันแต่เอ่ยเสียงเฉียบออกไป “ไม่ต้อง”หากในใจกลับครุ่นคิดถึงการที่เขาไม่มาพบเสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้ากระโจม ทหารเฝ้ายามเอ่ยทักขึ้น“ท่านรองแม่ทัพ เชิญด้านในขอรับ ท่านแม่ทัพกำลังรอท่านอยู่”สิ้นเสียงด้านนอก ชายชราที่คราแรกรู้สึกห่อเหี่ยวพลันหลังตรงขึ้นทันทีกลับมามีท่าทางเกรงขามดังเดิมหลิงเยี่ยนเดินมาหยุดตรงหน้าเขา เอ่ยคำนับ “
หน่วยข่าวทั้งสองแคว้นต่างทำงานอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ทัพใหญ่ฉินเยว่ “รายงานท่านแม่ทัพ ข่าวจากแคว้นซือหนาน บัดนี้ทุกอย่างราบรื่น อีกสองเดือนจะส่งคนมารับทหารของเราแฝงตัวเข้าเมืองหลวงขอรับ” ทหารมือดีรายงาน แม่ทัพฉิน ยิ้มเหี้ยมภายในใจที่กระหายความยิ่งใหญ่และสงครามโลดแล่นอยู่ในอก “ดี ข้าจะนำทัพไปก่อนจำนวนหนึ่งตามคำเชิญฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ในงานเลี้ยงกระชับสัมพันธ์ที่เขาจัดขึ้น เขาคงไม่คิดว่า จะเป็นการจัดเลี้ยงส่งตัวเองไปยมโลกกระมัง”เสียงพูดปนหัวเราะเหี้ยม เขาเสมองไปยังหลิงเยี่ยนด้วยแววตาหมายมาด “หลิงเยี่ยนเจ้ารอฟังคำสั่งข้า รอเคลื่อนทัพไปสักสิบห้าวันเจ้าก็ยกทัพตามข้าไปทันที โอบล้อมประชิดเมืองไว้ มีสัญญาณขึ้นฟ้าเจ้าก็บุกเข้าไปได้ งานนี้สำเร็จข้าจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าขึ้นมาแทนข้า” สิ้นเสียงแม่ทัพฉิน เกิดเสียงซุบซิบขึ้นมา เขาตวัดสายตากราดมอง“มีใครไม่เห็นด้วยกับข้า ออกมา”เสียงอันดังเกรี้ยวกราด ทำให้ทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงทหารคนสนิทที่ทนเก็บความสงสัยนี้ไว้ไม่ได้ ก้าวออกมายกมือคำนับเอ่ยถาม“ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงแต่งตั้งเขาขึ้นมาแทนท่านขอรับ”“หึ เจ้ากล้าสงสัยข้างั้นรึ”ประกายตาอำมห
ค่ำคืนแห่งดวงดาวพร่างพราว ตำหนักอันหนาวเหน็บบัดนี้อบอุ่นขึ้นเพราะสองร่างโอบกระชับแนบชิดฮองเฮาหลิวอี้ผู้เฉียบขาด บารมีน่าเกรงขาม ยามนี้กลับเป็นเพียงหญิงสาวผู้อ่อนโยนยามอยู่ในอ้อมแขนของ เฉิ่งอี่ขันทีหนุ่ม ทั้งสองกำลังวางแผนชิงตัวบุตรชายเพียงคนเดียวให้พ้นเงื้อมมือฮ่องเต้โฉดชั่วแคว้นซือหนาน กลับไม่ทันได้รู้ถึงการมาของฮ่องเต้แคว้นชิ่งแต่อย่างใดข้าหลวงรับใช้ภายนอกแม้อยากส่งเสียงบอกนายก็ไม่อาจทำได้แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับความว่องไวขององค์รักษ์เงาของฝ่าบาททั้งหมดถูกควบคุมปิดปากสนิท ถึงมีความกล้าก็ไม่อาจจะทัดทานได้องค์ฮ่องเต้ยืนสง่าหน้าตำหนัก ส่งสัญญาณให้องค์รักษ์เปิดประตู เพียงฝ่ามือเดียวประตูก็เปิดออกง่ายดายฮองเฮาหลิวอี้ถึงกับตื่นตะลึงเมื่อ พบว่าผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือฝ่าบาท เฉิ่งอี่รีบเอากายมาปกป้องนางไว้ฝ่าบาททรงดำเนินเข้าไปด้านใน ดวงเนตรแข็งกร้าว เอ่ยเสียงอันดัง“เจ้าทั้งสองช่างบังอาจนัก” เมื่อหยุดยืนกลางห้อง แผ่อำนาจบารมีไปทุกหนแห่งครั้นหลิวอี้คืนสติ นางมิเพียงไม่โวยวายหรือแก้ตัว“ในเมื่อพระองค์ทรงรู้แล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัว”นางเอ่ยเสียงมั่นคง แม้สถานการณ์บีบรัด นางก็ไม่หวั่นไห
ณ จวนแม่ทัพไป๋ซูเหยารับเอกสารจากหลี่เยี่ยน สายตาคมกริบกวาดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนพยักหน้าให้เซี่ยหลิงเฉินที่ยืนอยู่ข้างกาย“สำเร็จโดยไร้ร่องรอย... ดีมาก”“เตรียมแผนต่อไป”คืนเงียบสงบเช่นเดิม—แต่สงครามข่าวกรอง...เพิ่งเริ่มต้นจวนเสนาบดี ยามราตรีที่มืดมิด ลมสงบดาวระยับฟ้า แสงตะเกียงส่องสว่างปรากฏเงาร่างคนกลุ่มหนึ่ง ภายในห้องหนังสือ ชุนเทียนได้รับฟังแผนการขุนนางชั่ว“นายท่านอีกสามเดือนเราก็สามารถแฝงกองทัพของแคว้นซือหนานได้มาจนหมดเป็นแน่ อีกทั้งกลุ่มก่อนหน้าได้เข้ามาซ่อนตัวในเมืองหลวงแล้วขอรับ”ใบหน้าเจ้าเล่ห์ของชุนเทียนแฝงความกระหยิ่มใจที่ซ่อนไม่มิด“ทางฮองเฮามีข่าวเคลื่อนไหวอันใดบ้างหรือไม่”เขาเอ่ยถามขึ้น“ฮองเฮาส่งข่าวไปยังเจ้าเมืองแคว้นซือหนานแล้วขอรับ พร้อมที่จะเปิดประตูเมืองเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน”ขุนนางชั่วเอ่ยรายงานชุนเทียนนึกถึงฮองเฮาผู้งดงามใจพลันกระสันอยากได้ ทั้งความงดงามเกินหญิงใดเทียบ หากแผนนี้สำเร็จเขาหมายทูลขอนางจากฮ่องเต้แคว้นซือหนาน ยิ่งใกล้วันคืนนั้นมากเท่าใด ใจเขาก็ยิ่งกระชุ่มกระชวย“ข้าอยากเข้าพบฮองเฮา เจ้าไปจัดการให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน”ชุนเทียนเอ่ย“เอ่อ” ขุนนางชั่วส







