Masukค่ำวันหนึ่ง บ่าวรับใช้เข้ามาเชิญไป๋ซูเหยาไปพบเซี่ยหลิงเฉิน
“ฮูหยิน นายท่านเชิญพบที่ห้องหนังสือขอรับ”บ่าวรับใช้น้อมกายกล่าวเชิญ “เขาต้องการพบข้าด้วยเรื่องอันใด บอกได้ไหม”ไป๋ซูเหยาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ไม่ได้บอกขอรับ เพียงให้ข้าน้อยมาเชิญ”บ่าวรับใช้กล่าว “ได้ งั้นนำข้าไป”ไป๋ซูเหยากล่าว ภายในห้องหนังสือของจวนแม่ทัพ แผนที่ห้าแคว้นแผ่กว้างบนโต๊ะไม้แกะสลัก เซี่ยหลิงเฉินนั่งทอดสายตาแน่วนิ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างไม่หันมอง เมื่อไป๋ซูเหยาเข้าไปถึง “ข้าอยากรู้ ว่าเจ้าคิดอย่างไรกับข่าวลือเรื่องเจ้าเมืองฉิน ที่เริ่มเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนแคว้นที่ติดกับเมืองเรา”น้ำเสียงกึ่งออกจะกังวล ไป๋ซูเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนก้าวไปข้างหน้า “เจ้าเมืองฉินชอบเล่นหมากเงียบ ช่วงหลังมีการติดต่อกับหัวเมืองทางใต้บ่อยผิดปกติ หากข่าวลือเรื่องคลังเสบียงเริ่มขาดแคลนเป็นจริง นั่นอาจเป็นการเรียกความสนใจ...เพื่อเบี่ยงเป้าจากการสะสมกำลังพลทางทิศเหนือ” เซี่ยหลิงเฉินหันกลับมามองนางอย่างชัดเต็มตาเป็นครั้งแรก ดวงตานิ่งเฉียบเช่นเคย แต่คล้ายมีอะไรบางอย่างไหววูบอยู่ลึก ๆ “เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยหรือ แม้กระทั่งเรื่องการเดินเส้นทางเสบียง?”เซี่ยหลิงเฉินถามอย่างแปลกใจ “ข้าเคยดูแลบัญชีคลังแคว้นไป๋มาแต่เด็ก เอกสารลับบางอย่าง บิดาข้าไม่เคยห้ามหากข้าจะศึกษา อีกทั้งข้าและท่านพ่อต่างส่งข่าวพูดคุยกันตลอดเรื่องบ้านเมือง ดังนั้นข่าวนี้ข้าย่อมรู้ ก่อนออกเดินทางมาที่นี่ข้าก็ได้ศึกษาทำความเข้าใจเอาไว้แล้ว” เซี่ยหลิงเฉินยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นเจ้าควรรู้ว่า ข้ากำลังวางแผนกระจายข่าวเท็จเพื่อล่อสายสืบศัตรู ผู้อยู่เบื้องหลังครั้งนี้อาจมีคนในวังหลวงร่วมด้วย ข้าจึงต้องการปล่อยข่าว เพื่อให้นอกประสานใน จะได้จับตัวการที่แท้จริง ซึ่งงานนี้ข้าต้องการคนที่พูดแล้วคนน่าเชื่อถือ ที่ไม่ใช่เพียงทหาร”เขาอธิบาย “แล้วเจ้าคิดว่า ข้าควรเป็นผู้นั้นหรือ?” นางถามกลับ “เจ้าเพียงปลอมตัวเป็นคนรุ่มรวยสักหน่อย เข้าไปในหมู่พ่อค้า ปล่อยข่าวนี้” เขาตอบนิ่ง “เช่นนั้นข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง เพียงแต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้ามีข้อสงสัย”ไป๋ซูเหยาเอ่ยถาม “เจ้าว่ามาเถอะ”เซี่ยหลิงเฉินรอฟังนาง ขณะเดียวกันเขาพบว่ายามนางพูดเรื่องแผนการ และบ้านเมืองแล้ว นางน่ามองนัก “ท่านรู้จัก ยู่เล่ยหรือไม่”นางถามพร้อมมองหน้าเขาตรงๆ สายตาราวกับมีรอยยิ้มแฝงอยู่ “ข้ารู้จัก นางเป็นบุตรสาวของคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองนี้”เซี่ยหลิงเฉินตอบตามจริง แต่สายตาของนาง ทำให้เขารู้สึกทำอะไรไม่ถูกราว กับถูกคนพบเห็นความผิด ยู่เล่ย ทำไมเขาจะไม่รู้จักนางกัน นางต้องการเป็นฮูหยินแม่ทัพเช่นเขาถึงกับทำเรื่องมากมาย ดีว่าเขามีสายข่าวเป็นเยี่ยมจึงรอดพ้นมาได้ทุกครั้ง “เช่นนั้นเอง ท่านรู้หรือไม่ วันนี้ข้าได้พบนางแล้ว”ไป๋ซูเหยาเอ่ยพูดราวหยอกเย้ากรายๆ “เจ้า ๆ ได้พบนางงั้นหรือ แล้วนางทำอะไรเจ้าหรือไม่”เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยถามฉับพลันอย่างไม่เก็บอาการ “นางทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”ไป๋ซูเหยาเอ่ยเสียงเรียบ เซี่ยหลิงเฉินโล่งอกในที “เช่นนั้นเจ้าสงสัยอะไรในตัวนาง”เขาถาม เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของไป๋ซูเหยา “ข้าสงสัยว่า นางเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน ถึงกล้าเปิดฉากมีเรื่องกับฮูหยินท่านแม่ทัพ โดยปกติข้าราชการย่อมมีอำนาจมากกว่าพ่อค้าคหบดีมิใช่หรือ ยิ่งหัวเมืองชายแดนเช่นนี้ พวกเขาไม่น่ากำเริบเสิบสาน เว้นแต่.....”ไป๋ซูเหยาพูดทิ้งท้ายให้เซี่ยหลิงเฉินได้ขบคิด ใช่แล้ว ทำไมหลายปีมานี้เขาลืมคิดข้อนี้ไปได้ เขานึกถึงใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนของคหบดียู่ นั่นทำให้เขาไม่ทันระวังสงสัย อีกทั้งคหบดียู่ยังยื่นมือบริจาคช่วยเหลือชาวบ้านบ่อยครั้ง ไม่มีทีท่าวางอำนาจบาดใหญ่ มีเพียงเรื่องที่ลูกสาวของเขากระทำตัวลอยชาย เที่ยวเตร่แล้ว เรื่องอื่น ไม่ระแคะระคายให้สงสัยเลย “เจ้าคิดว่า คหบดียู่จะมีผู้อยู่เบื้องหลังลับๆให้การสนับสนุนเช่นนั้นหรือ”เซี่ยหลิงเฉินกล่าว “หรือท่านไม่เคยสืบ สงสัยเลยหรือ การค้าย่อมมาจากหลายเมือง หากเขาเป็นตัวกลาง ของการค้าระหว่างเมืองเล่า ท่านว่าเป็นไปได้หรือไม่”ไป๋ซูเหยาเอ่ย เซี่ยหลิงเฉินเดิมคิดว่าตนเองนั้นรอบครอบ รอบด้าน วางแผนน้อยครั้งจะผิดพลาด บัดนี้กลับรู้สึกว่า ตนเองได้มองข้ามรูรั่วใกล้ตัวเสียแล้ว ค่ำคืนต่อมา แสงโคมแดงพลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อน เสียงขลุ่ยผสานพิณบางเบาดังคลอจากห้องชั้นบน ม่านไหมสีชาดเคลื่อนไหวตามร่างนางระบำที่ส่ายกายยั่วยวนกลางเวทีไม้ น้ำหอมจากดอกมู่ตานผสมกลิ่นเครื่องเทศจาง ๆ ตลบอยู่ในอากาศ เจือกลิ่นบุหงารำไป และความลับที่ยากหยั่ง ในมุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่ “เล่อเซวียน”พ่อค้าหนุ่มหน้าใหม่ผู้อ้างว่าเร่ขายเครื่องเทศหายากมาจากแดนไกลหรือก็คือไป๋ซูเหยาคุณชายผู้แต่งกายร่ำรวย ถือพัดวิจิตรงดงาม วางมาดหรูหรา นั่งประจำโต๊ะไม้เตี้ยดวงตาคมเข้ม ยิ้มเพรา บางคนเชื่อว่าเขาคือพ่อค้าจริง บางคนกลับมองอย่างไม่สนใจ ด้วยผู้คนมาที่นี่ล้วนมากหน้าหลายตา ย่อมมาเพื่อหาความสำราญไหนเลยจะสนใจผู้อื่น เสียงหัวเราะดังลั่นจากกลุ่มนักพนัน พวกเขาเขย่าลูกเต๋าบนถาดไม้ เสียงกระทบดังกรุ๊งกริ๊ง ก่อนจะหยุดลง ผู้ถือถาดไม้เปิดออก เสียงโห่ร้องของผู้ได้และผู้เสียดังขึ้นในคราเดียวกัน สร้างบรรยากาศครึกครื้น ในขณะที่พ่อค้าจากเมืองชายแดนหลายคนเลือกนั่งเงียบงันในมุมมืด พวกเขาสังเกตการณ์ หาใช่เพื่อความบันเทิง แต่เพื่อหาข่าว และ”ข่าว”ก็กำลังจะถูกปล่อย เล่อเซวียนยกถ้วยสุราขึ้นจิบทีหนึ่ง หัวเราะในลำคอ ขณะคุยกับชายอีกคนที่แสร้งเป็นพ่อค้าเช่นกัน “ข้าล่ะไม่เข้าใจ ว่าทำไมจู่ ๆ ราคาขิงแห้งถึงขึ้นสามเท่า ที่ตลาดเมืองหลวงบอกว่าเสบียงหายาก อีกทั้งเครื่องเทศกับสิ่งที่ข้าต้องการก็ราคาแพงขึ้น หรือว่าในคลังเริ่มจะว่างเปล่าเสียแล้ว ต้องมาขูดรีดราคาจากพ่อค้าเช่นข้า” เขาหยุด จิบสุราอีกคราหนึ่งเพื่อดูปฏิกิริยาผู้คน มีบางคนเริ่มหันมาสนใจทางเขาแล้ว “น่าจะจริงดังว่า หมู่บ้านที่ข้าผ่านมาเมื่อสองสามวันก่อนก็พูดถึง”ชายผู้หนึ่งใบหน้าขาวรูปร่างอ้วนท้วน แต่งกายประณีตเอ่ยขึ้นกับเพื่อนร่วมโต๊ะ หลายคนเริ่มเงี่ยหูฟังเรื่องเล่า เล่อเซวียนเห็นมีผู้สนใจมากขึ้นจึงทำที คุยต่อ “ที่เมืองหลวงข้าได้ยินคำร่ำลือว่า ขุนนางบางกลุ่มคบคิดกับแคว้นอื่น ขโมยเงินคลังไปเงียบ ๆ” “เรื่องแบบนี้....ท่านว่า จะเป็นไปได้หรือ?”เพื่อนร่วมโต๊ะเล่อเซวียนเอ่ยถามขึ้นเหมือนก่อปัญหาให้ผู้คนได้ขบคิด ประโยคพูดคุยกันของทั้งสอง กระทบใจผู้ฟังรอบ ๆ มีผู้หนึ่งหยุดขบคิด อีกผู้หนึ่งเลิกคิ้วอย่างสนใจ แต่ไม่มีใครเอ่ยโต้แย้ง ชายหนุ่มแต่งกายหรูหราในมุมหนึ่ง นั่งเอนพิงเสา มือข้างหนึ่งกำเงินก้อนในมือ นั่งมองวงพนันทำทีไม่สนใจ หากแต่ในวงสายตาของเขามีเล่อเซวียนอยู่ แม้เขาจะไม่เอ่ยคำ แต่ร่างกายประสาทสัมผัส เตรียมพร้อมเสมอที่จะปกป้องนางทันทีหากมีเหตุการณ์พลิกผัน เป็นเซี่ยหลิงเฉินที่ลอบปลอมตัวมาเพื่อคอยคุ้มกันไป๋ซูเหยา ทันใดนั้น.... “เจ้าหนุ่ม รู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากชายรูปร่างสูงใหญ่หนวดเคราครึ้มกรอบหน้า เขานั่งเงียบในมุมหนึ่งฟังเรื่องราวมาตลอด สายตาของเขาราวจับผิด ดวงตาเฉียบคม เล่อเซวียนยิ้มตลกกลบเกลื่อน พลางเอ่ยน้ำเสียงสบาย ๆ ขึ้นว่า “ข่าวก็เหมือนกับกลิ่นเครื่องเทศ เพียงได้กลิ่นข้าก็แยกแยะได้ เหมือนพวกท่านกลิ่นปลาร้าที่บ้านกับกลิ่นมู่ตานท่านก็เลือกได้ว่าจะเข้าห้องไหนแล้ว” จบประโยค เสียงหัวเราะของผู้คนก็ระเบิดขึ้น กลบความอึดอัด ก่อนที่บทสนทนาจะไหลลื่นกลับสู่เรื่องขำขัน เสียงพิณดังแผ่วกลับมา นางระบำโบกสะบัดชายผ้าพลิ้วไหวล้อไปกับเสียงเพลง เสี่ยวเอ้อทำทีเดินถือถาด ขึ้นไปยังชั้นบนห้องซ้ายมือสุด หน้าห้องมีชายฉกรรจ์สูงใหญ่ยืนอยู่สองข้างประตู เขาเปิดประตูให้เสี่ยวเอ้อเข้าไป ภายในห้อง คหบดียู่อี่เล่ยนั่งบนโต๊ะตัวเขื่อง มีสุราหนึ่งป้าน ขนม จานผลไม้ วางเรียง “นายท่านมีพ่อค้าเครื่องเทศผู้หนึ่งปล่อยข่าวขอรับ เขาเล่าว่าราคาเครื่องเทศแพงขึ้น หรือเสบียงในคลังจะว่างเปล่า และยังเอ่ยอีกว่ามีขุนนางสมคบคิดกับแคว้นอื่นขโมยเงินในคลังไปจนหมด ขอรับ”เสี่ยวเอ้อรายงาน คหบดียู่ฟังจบเอ่ยถามลักษณะรูปร่างหน้าตา แล้วโบกมือ เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดออกไป “เจ้านำข่าวนี้ส่งไปยังหอนางโลมสาขา สืบถามมาให้แน่ชัด แล้วส่งข่าวไปยังในวัง รอฟังคำสั่งแล้วค่อยกลับมาบอกข้า”คหบดียู่เอ่ยสั่งการมือสังหารข้างกาย สายตาของเขายามนี้ไม่มีแววตาอ่อนน้อม ถ่อมตน ดังที่ทำเสมอมาต่อหน้าผู้คน หากแต่ฉายแวววางอำนาจ เลือดเย็นแทน เมื่อมาถึงจวน ไป๋ซูเหยาพบว่า เซี่ยหลิงเฉินยืนรอการกลับมาของนาง “เจ้าทำได้ดีมาก”เขากล่าวเสียงแผ่วแต่จริงใจ แววตาทอแสงอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย “ท่านส่งคนจับตาดูข้ารึ”ไป๋ซูเหยาเอ่ยถามไม่จริงจัง “แน่นอนอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจ ข้าแค่...ห่วงความปลอดภัยของเจ้า”เซี่ยหลิงเฉินแก้ตัวเสียงเรียบใบหน้ากลับมานิ่งเฉย ไป๋ซูเหยาคลี่ยิ้มหยัน นางย่อมรู้ว่าท่านแม่ทัพไม่ปล่อยให้นางหลุดรอดสายตา ด้วยหวาดระแวงนางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว “ข้ารู้ ขอบคุณท่านที่เป็นห่วง แผนการนี้ข้าย่อมไม่กล้าทำผิดพลาด เพราะครั้งหน้าก็จะไม่มีใครเชื่อแล้ว ข้าย่อมต้องทำให้ดีที่สุด”ไป๋ซูเหยาเอ่ย “ขอบใจเจ้ามากที่ทำเพื่อข้า”เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยวาจาเสียงอ่อนลง “ข้าไม่ได้ทำเพื่อท่าน ข้าทำไปเพื่อแผ่นดินต่างหากล่ะ”กล่าวจบนางได้เดินจากไป ทิ้งให้เซี่ยหลิงเฉินมองตามเงาเสื้อคลุมของนาง ห่างไกลออกไปทุกที “ไป๋ซูเหยา เจ้าจะไม่มีวันลืมเขาคนนั้นจริงหรือ ข้าต้องทำอย่างไรถึงจะแทนที่เขาได้” เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยพึมพำกับตัวเองเบา ๆ บัดนี้เขารู้ตัวแล้วว่า สิ่งที่เขาเฝ้ามองมาตลอดไม่ใช่เพียงความงามของนาง แต่คือ "ความแน่วแน่ของหญิงผู้มีปณิธานในใจเพื่อบ้านเมือง" ที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้ ณ จวนคหบดีแห่งเมืองชายแดน ภายในห้องโถงใหญ่ คหบดียู่ ได้ถูกบุตรสาวเอ่ยรบเร้า “ท่านพ่อ ไหนท่านสัญญากับข้าว่า จะทำให้ข้าได้เป็นฮูหยินท่านแม่ทัพอย่างไรเล่า จนถึงตอนนี้ท่านแม่ทัพแต่งฮูหยินแล้วนะ ท่านจะว่าอย่างไร” “เจ้าจะให้พ่อทำอย่างไรได้เล่า มีเพียงเจ้าต้องใช้ความสามารถเจ้าเองแล้ว ฮูหยินเป็นไม่ได้ ก็เป็นอนุเถอะ”เขาตอบไป ยู่เล่ยส่งเสียงโวยวายไม่หยุด “ข้าไม่อยากเป็นอนุนี่ ท่านพ่อ ท่านต้องช่วยข้านะ” ยู่อี่เล่ย ทำใบหน้าอึดอัดใจ เขานั้นได้ทำทุกวิถีทางแล้วจริง ๆ แต่แม่ทัพหนุ่มนั่นก็เล่ห์เหลี่ยมไม่เบา ถึงกับหนีรอดจากแผนการของเขาไปตลอด ในร้ายมีดี เมื่อเขามัวแต่หลบหนีแผนการเหล่านี้ ก็ทำให้แผนการลักลอบขนคนและเสบียงช่วยเมืองฉิน เป็นไปโดยสะดวก ข่าวจากในวังหลวงส่งมาพร้อมกับขบวนเจ้าสาวมาถึงเมืองชายแดน ว่า “ปล่อยข่าวลือ” นั่นเขาก็ทำสำเร็จไปแล้ว ตอนนี้เขามีผลประโยชน์ทั้งจากวังหลวงและหัวเมืองต่าง ๆ ที่คิดร่วมมือกันโค่นบัลลังก์ บัลลังก์จะเป็นของใครก็ช่าง นั่นเป็นเรื่องไกลตัว แต่เงินและอำนาจในเมืองชายแดนนี้อยู่ในกำมือเขาเมืองชายแดนยามรุ่งเช้า ณ เส้นทางหุบเขา พายุหิมะหยุดลงแล้ว ทหารนำหน้าขบวนคาราวานจัดการกับหิมะเพื่อเปิดทางโม่อวิ๋นดูอารมณ์เบิกบานกว่าทุกวัน เมื่อเขาคิดว่าใกล้ถึงเวลาที่จะได้พบกับไป๋ซูเหยาในอีกไม่นานแม้แต่เจี่ยเหลียน ก็ถูกเขาละเลยเช่นกัน ตั้งแต่เช้ามาเขาแทบไม่ได้สนใจสิ่งใดนอกจากการเตรียมตัวออกเดินทางหญิงสาวเองก็ทำตัวเงียบ ๆ หลบเลี่ยงเขาไม่ให้เป็นที่สังเกต เพราะยังนึกเสียใจเรื่องเมื่อค่ำคืนนางอาศัยนั่งไปบนเกวียนขนของท้ายขบวน อากาศที่หนาวเย็นนี้แทบทำผู้คนให้แข็งตาย ยังดีที่มีเสื้อคลุมขนสัตว์ของโม่อวิ๋นที่ให้ความอบอุ่นมาตลอดทาง กลิ่นหอมอ่อนจากกายเจ้าของเสื้อ ยังอบอวลไม่จาง พลันใบหน้าหญิงสาวแดงเรื่อขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเมื่อนึกขึ้นมาหลายวันมานี้ นางใกล้ชิดกับเขาหลายครั้งทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เกิดความรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้างแล้วบางครั้งกลัวเกรงเขาแต่ทำใจดีสู้เสือ บางครั้งโมโหเดือดดาล และหลายครั้งทำอะไรไม่ถูกเมื่อยามเขาจ้องมองทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วตั้งแต่พบกัน ต้องโทษความใจกล้าบ้าบิ่นของตนเอง ที่คิดแต่เพียงจะช่วยบิดา ไม่ได้เตรียมใจให้ดี วันหน้ายังต้องพบเจออะไรอีกก็ยากจะรู้ได้ นางหวังเพ
“ฮองเฮาพะย่ะค่ะ ข่าวรายงานว่า โม่อวิ๋นที่ออกจากเมืองหลวงไป กำลังจะมุ่งกลับแคว้น แต่ว่าเส้นทางที่ไปต้องผ่านเมืองชายแดนอยู่ดีพะย่ะค่ะ เรื่องนี้คาดว่า โม่อวิ๋นกับคุณหนูไป๋คงต้องได้พบกันระหว่างทางเป็นแน่”ขันทีข้างกายฝ่าบาท เอ่ยกระซิบเพียงลำพังกับฮองเฮาใบหน้างามที่ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มบาง แววตาเยาะหยัน“ข้ารู้อยู่แล้ว และสั่งการไปยังคหบดียู่กับท่านแม่ทัพฉินเยว่ให้ดำเนินการ ไฟกองโตยังไม่แรงพอ ข้ายังต้องกระพือลมโหมเข้าไปอีกหน่อย”นางออกคำสั่งด้วยท่าทีสงบ ในมือถือดอกโบตั๋นปักลงไปในแจกัน“ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่ง จะให้หม่อมฉันทำเช่นไรต่อไป พะย่ะค่ะ”ขันทีน้อมกายคำนับเอ่ย“เจ้าคอยพูดให้ฝ่าบาทระแวงสงสัยในตัวแม่ทัพเซี่ยต่อไป จำไว้อย่าพูดออกนอกหน้าจนเกินไป”“พะย่ะค่ะ หม่อมฉันเข้าใจแล้ว หากวันหน้างานใหญ่สำเร็จ หวังว่าฮองเฮาจะมีความสุขยิ่งขึ้นในทุกๆวัน”ยามเอ่ยสายตาจับจ้องฮองเฮา แววตาราวซ่อนเรื่องราวยากจะเอ่ยเขาก้าวเดินจากมาด้วยใบหน้านิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ฮองเฮาหลังตรงสง่าไม่หันเหลือบแล หากลมหายใจไม่สม่ำเสมอ ดวงเนตรเหลือบมองท้องฟ้าราวสะกัดกลั้นข่มมิให้ใครเห็นรอยอาดูรเรื่องราวทุกอย่างล้วนมีเงื่อนงำ ไม่เว้
ยามค่ำหลังอาหารเย็น โม่อวิ๋นให้เจี่ยเหลียนเข้าพบ เพื่อรายงานเรื่องการตรวจสอบบัญชีที่เขามอบหมาย“วันนี้เจ้าตรวจสิ่งของแล้วพบสินค้าผิดปกติอีกหรือไม่” โม่อวิ๋นสอบถามอย่างปกติ“เรียนท่านเจ้าเมือง ไม่พบแล้วเจ้าค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี เพียงแต่ข้ายังเห็นว่าบัญชีนี้ยังไม่เป็นระเบียบนัก สิ่งของคัดแยกโดยยังแบ่งราคาบางชิ้นน้อยกว่าราคาที่ควรจะเป็นอยู่บ้างเจ้าค่ะ” เจี่ยเหลียนรายงานทั้งเสนอความคิดโม่อวิ๋นเหลือบสายตามองนางแว่บหนึ่ง แล้วหันกลับไปมองหนังสือในมือ พร้อมกล่าวขึ้นว่า“งั้นเจ้าก็เอาบัญชีออกมาทำเถอะ” โม่อวิ๋นสั่งเจี่ยเหลียนมองไปรอบ ๆ ห้อง โต๊ะที่นางต้องนั่งทำบัญชี อยู่ข้างเตียงนอนของเขาเพียงตัวเดียวเท่านั้น“ท่านให้ข้านำกลับไปทำในห้องได้หรือไม่” นางถาม“ไม่ได้ ทำตรงนี้ เกิดเจ้าเล่นตุกติกขึ้นมาข้าจะได้รู้” โม่อวิ๋นเอ่ยตอบโดยไม่หันมองหน้านางเจี่ยเหลียนไม่มีทางเลือกจึงจำใจนั่ง และลงมือทำบัญชีดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยเหนือยอดไม้ ลมหนาวพัดพลิ้วผ่านกิ่งไผ่ เกิดเสียงตามสายลมโม่อวิ๋นนั่งอ่านรายงานเงียบ ๆ ในขณะที่เจี่ยเหลียนนั่งทำบัญชี ขะมักเขม้น สีหน้าจริงจังมีสมาธิชายหนุ่มเหลือบตามองนางเป็นบางคร
ขบวนคาราวานอัญมณีของโม่อวิ๋นได้เคลื่อนผ่านช่องเขาทางเหนือของแคว้นชิ่งแล้ว ม้าเทียมเกวียนหลายสิบตัวลากกล่องไม้ที่บรรจุเพชร พลอยหยกดิบจากแดนไกล แต่ละกล่องมีตราประทับรูปมังกรเพลิงของ “พ่อค้าตงหยาง” นามลับของโม่อวิ๋นที่ใครในยุทธจักรก็เกรงกลัว เขาใช้นามแฝงนี้มาหลายปีเพื่อเข้าออกไปยังแคว้นต่าง ๆชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของนั่งอยู่ในกระโจมพักแรม สีหน้าเรียบเย็น ดวงตาเยือกแข็ง แม้แต่มุมคิ้วยังขมวดเล็กน้อยแววตาหม่นไม่สดใสเฉียบคมเช่นเคย นับตั้งแต่จากกับไป๋ซูเหยามาด้านนอกกระโจมมีการรายงานขอเข้าพบ เป็นองค์รักษ์ข้างกายที่เข้ามา“ท่านเจ้าเมือง หญิงสาวที่ท่านรับขึ้นรถม้าวันก่อน ตอนนี้นางกำลังสำรวจสินค้าที่ซื้อมาจากแคว้นอื่นและทำการบันทึกบัญชีขอรับ”โม่อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย“งั้นรึ”ช่างน่าสนใจ เขาคิด“นาง... ตรวจสอบพลอยจากหีบทีละลัง แล้วยังชี้จุดผิดพลาดของเครื่องประดับจากพ่อค้าคนกลางได้ตรงนัก ขอรับ”คำรายงานเรียบง่าย แต่ทำให้เขาหันไปมองอย่างสนใจลังสิ่งของวางเรียงรายอยู่ บริเวณกลางกระโจมที่พักแรมโดยมีพ่อค้าจากเมืองลั่วยืนอยู่ด้วย เพื่อตรวจรับสินค้าเจี่ยเหลียนยืนดูเครื่องประดับหยกที่อยู่ในมือ พูดกับพ่อค
ท้องฟ้ายามค่ำ ในพื้นที่ราบลุ่มมีแต่เสียงแมลงกรีดร้อง พวกผู้ประสบภัยบางส่วนหลับใหลหลังจากได้รับการดูแล ส่วนหนึ่งยังคงนั่งผิงไฟแววตาไม่อาจวางใจจากความสูญเสียไป๋ซูเหยาสวมชุดธรรมดาสีเข้ม เดินตรวจตราแต่ละกระโจมด้วยตนเอง ถามไถ่ผู้คนอย่างอ่อนโยนเซี่ยหลิงเฉินยืนมองจากระยะไกล แววตาหนักแน่นแต่ยังคงซ่อนความแปลกใจระคนชื่นชม“ในสนามรบ...ข้าเคยรู้มาว่านางนั้นเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ชาย”“แต่ในยามต้องแบกความทุกข์ของผู้คน นางกลับอ่อนโยนกว่าข้าเสียอีก”ทว่าท่ามกลางเสียงไฟปะทุ และความเงียบของรัตติกาล เงาร่างหนึ่งแอบย่องเข้าไปยังกระโจมของเซี่ยหลิงเฉินทางเบื้องหลังกระโจมแม่ทัพ ใกล้ชายแดนดงไม้ เป็นหนึ่งในชายรูปร่างสูงที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เขาลอบค้นถุงผ้า ล้วงแผนผังเส้นทางของแคว้นชิ่งกับบัญชีทหารขณะกำลังคิดจะหลบหนี เสียงคำรามของสุนัขทหารดังลั่น พร้อมแสงคบไฟพุ่งเข้าใส่ทันที!“จับมันไว้!”เสียงของทหารนายหนึ่งตะโกนลั่นชายคนนั้นวิ่งหนีเข้าไปในป่าทึบเซี่ยหลิงเฉินพร้อมทหารกลุ่มหนึ่ง ไล่ตามทันทีโดยไม่รอช้าเพราะเขาได้เตรียมคนดักซุ่มอยู่ในป่าตามแผนที่วางไว้อยู่แล้วณ กระโจมบัญชาการชั่วคราว หลังเหตุการณ์ไล่ล่าบรรลุผล
ตอนที่ 14 รวบรวมเสบียงไป๋ซูเหยาเริ่มรวบรวมเสบียง จัดซื้อหาสิ่งของจากตลาดและชาวบ้าน ทำให้เงินทองสะพัด หลายครอบครัวรีบนำสิ่งของที่ตัวเองมีออกมาเสนอขายให้นางเรื่องในจวนนางสั่งงานบ่าวในบ้านให้จัดการสิ่งต่างๆ ระหว่างที่นางกับท่านแม่ทัพไม่อยู่สวนผัก บ่อปลา กิจการงานที่นางได้เคยสอนไว้ บ่าวทุกคนต่างรู้หน้าที่ดีอยู่แล้วจึงไม่น่าห่วง นางกำชับให้พ่อบ้าน จัดการสอนวิธีทำการเกษตรผสมผสานนี้ให้กับชาวบ้านอย่าได้ขาด ผักดอง ปลาตากแห้ง ถ่าน ที่นางทำไว้ ได้นำไปด้วยบางส่วนข่าวการรวบรวมเสบียงของจวนแม่ทัพเพื่อผู้ประสบภัยนั้นคหบดียู่รู้อยู่แล้ว เขาได้จัดคนนำสิ่งของมาให้ถึงจวนคหบดียู่ ชายร่างสันทัด ขาวท้วม ยืนยิ้มด้วยแววตาเป็นมิตร ยกมือคาราวะไป๋ซูเหยา“ฮูหยิน ข้าน้อยนำสิ่งของเหล่านี้มาร่วมบริจาค หวังว่าช่วยเหลือชาวบ้าน ขอรับ”ไป๋ซูเหยามองสิ่งของ บนรถสองสามคัน นางมองไปยังทหารให้เข้าไปตรวจดูทหารหันมารายงาน “เรียนฮูหยิน ล้วนเป็นของที่ใช้ได้ขอรับ”นางเพียงพยักหน้ารับ หันไปเจรจากับคหบดียู่ ยิ้มบางเอ่ย“ขอบใจคหบดียู่ แต่ข้าไม่ขอรับไว้เปล่า จะให้ราคาสิ่งของเหล่านี้”คหบดียู่รีบเอ่ยปฏิเสธทันควัน “มิเป็นไรขอรั




![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [ตัวประกอบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


