Home / รักโบราณ / บุปผาพิทักษ์แผ่นดิน / ตอนที่ 10 มือที่ควบคุมเบื้องหลัง

Share

ตอนที่ 10 มือที่ควบคุมเบื้องหลัง

last update Last Updated: 2026-01-25 11:14:05

ณ เมืองชายแดน ภายในจวนท่านแม่ทัพเซี่ยหลิงเฉิน

ไป๋ซูเหยาเริ่มก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในฐานะฮูหยินแม่ทัพอย่างเต็มตัว บ่าวไพร่ต่างเคารพด้วยใจจริง

ทุก ๆวันนางจะไปจ่ายตลาดด้วยตัวเองพร้อมสาวใช้ และบ่าวในเรือน จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ไปแล้ว

นั่นเพราะแปลงผักที่ปลูกไว้ในจวนยังไม่ให้ผลผลิต อีกทั้งเพื่อดูว่าชาวบ้านมีสิ่งใดขายบ้าง จะได้วางแผนพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น ในภายหน้า

วันนี้ก็เช่นกัน นางต้องการสำรวจตลาดปลาน้ำจืดว่ามีมาขายหรือไม่ มากน้อยเพียงใด

นางพบว่ามีปลาสดๆ ที่ชาวบ้านจับมาได้ใส่โอ่งดินมาวางขาย แต่ไม่มีปลาตากแห้ง

“พวกเขาเอาปลาเหล่านี้ไปทำอะไรกินกันงั้นหรือ” นางเอ่ยถามสาวใช้ที่เป็นคนในท้องถิ่น

“พวกเราจะเอาไปต้มทำน้ำแกงเจ้าค่ะ”สาวใช้ตอบ

“แล้วทำอย่างอื่นได้อีกไหม”นางยังถามต่อ

“ไม่รู้เจ้าค่ะ ตั้งแต่เล็กข้าก็เห็นแต่เอาไปต้ม นึ่ง ทอด แต่การทอดใช้น้ำมันเยอะ พวกเราไม่มีเงินมากพอจะซื้อน้ำมันมากๆได้หรอกเจ้าค่ะ”สาวใช้ตอบตามจริง

ไป๋ซูเหยาพยักหน้าเข้าใจ พลางคิด หากนางนำวิธีการตากแห้ง แล้วนำมารมควัน ก็จะสามารถเก็บไว้กินในฤดูหนาวที่หิมะตกได้ หากนางหรือชาวบ้านเลี้ยงปลากันทุกบ้าน เช่นนี้ทุกคนในเมืองก็จะมีเนื้อปลาไว้กินในฤดูหนาวแล้ว

ส่วนเรื่องน้ำมันนี่ นางยังต้องเก็บไปคิดต่อ หรือว่านางจะจับหมูมาให้ชาวบ้านเลี้ยงดีนะ

เพราะอาหารการกินที่ดี จะนำพาให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดี ร่างกายแข็งแรง เหมาะแก่การพัฒนาชาติบ้านเมืองนางคิดในใจ

ขณะที่ไป๋ซูเหยาเดินไปตามถนน ได้เป็นที่จับตามองของสองสาวบนโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งแล้ว

“นั่นฮูหยินบ้านไหนกัน”หญิงสาวนางหนึ่งเอ่ยถาม เพื่อนสาวข้าง ๆ

“อ้อ นั่นน่ะฮูหยินจวนแม่ทัพเซี่ยอย่างไรล่ะ”เพื่อนของนางตอบ

ทั้งคู่คือ หนึ่งคนเป็นบุตรสาวคหบดีผู้มั่งคั่งของเมืองชายแดน อีกคนหนึ่งคือสหายสนิทของนางเป็นบุตรสาวบัณฑิตในเมืองนี้

แต่ละวันทั้งสองคนจะต้องหาเวลามานั่งเตร็ดเตร่ตั้งแต่ยามเช้าจนสาย

“นางนั่นเอง ที่มาแย่งท่านแม่ทัพไปจากข้า”ยู่เล่ยเอ่ยด้วยแววตาชิงชัง

“ข้าได้ข่าวมาว่า ท่านแม่ทัพมิได้ใยดีนาง วันเข้าเมืองก็ไม่มารับ อยู่แต่ที่ค่ายทหารไม่กลับบ้าน ท่านน่ะยังมีโอกาสอยู่บ้าง”เพื่อนสาวของนางนาม เลี่ยงหลี่ กล่าววาจาเอาใจ

“จริงรึ แล้วเหตุใดนางถึงได้แต่งเข้ามาล่ะ”ยู่เล่ยเอ่ยถาม เบาอาการหึงหวงลงแล้ว

“เรื่องนี้ข้าไม่แน่ชัดนัก ดูเหมือนจะเป็นการแต่งงานการเมือง”เหลี่ยงหลี่ตอบ

“เจ้าคอยสืบเรื่องราวให้ข้าได้หรือไม่”ยู่เล่ย ไหว้วานเพื่อนสาว

“แน่นอน ได้อยู่แล้วล่ะ”เหลียงหลี่ประจบเอาใจ

“ข้าอยากจะพูดคุยกับนางสักหน่อย ดูว่าเป็นคนเช่นไร รับมือยากหรือไม่”ยู่เล่ยว่าพลางลุกออกจากโรงเตี๊ยม โดยมีเพื่อนสาวเดินตาม

ไป๋ซูเหยากำลังเดินผ่านโรงเตี๊ยม ก็พบสองสาวยืนมองนาง ใช่ มองมาไม่ผิด

“ฮูหยิน ท่านแม่ทัพ เพื่อนของข้าอยากทำความรู้จักท่าน เชิญทางนี้หน่อย”เป็นเหลียงหลี่ที่ตะโกนด้วยเสียงอันดัง ร้องเรียกไป๋ซูเหยา จนผู้คนผ่านไปผ่านมาต้องหยุดมอง

ชาวเมืองไม่มีใครรู้จักฮูหยินท่านแม่ทัพเซี่ยมาก่อน เมื่อได้ยินต่างพากันมามุงดู ด้วยความอยากรู้

“นั่นฮูหยินท่านแม่ทัพเซี่ยเหรอ ไปเร็ว ไปดูกัน”บางคนชักชวนกันมา ราวกับดูมหรสพ

ไป๋ซูเหยายืนนิ่งสงบ ไม่ขยับ ใบหน้าเรียบเฉย พวกนางจงใจเสียงดังเอ่ยเรียกเช่นนี้ ดูท่าไม่ใช่เรื่องดี

เหลียงหลี่ เริ่มพูดเสียงดังราวกับจะให้ทุกคนได้ยิน

“ฮูหยินท่านแม่ทัพ เหตุใดไม่มาเล่า ท่านหญิงแห่งจวนคหบดี เชิญเจ้าให้ไปพบเชียวนะ”เหลียงหลี่ยังคงพูดต่อ

‘เอาความกล้ามาจากไหนกัน ข้าเป็นถึงฮูหยินท่านแม่ทัพ นางเป็นเพียงลูกสาวคหบดีแท้ ๆ จะไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเชียวหรือ’ไป๋ซูเหยาคิด “คนที่ร้องเรียกนั่นคือ เหลี่ยงหลี่บุตรสาวบัณฑิต ส่วนคนที่ยืนอยู่นั่นคือ ยู่เล่ย บุตรสาวท่านคหบดีแห่งเมืองนี้เจ้าค่ะ”สาวใช้ข้างกาย เอ่ยบอกชื่อของทั้งสองคนต่อนาง

ดูจากการแต่งตัวที่รุ่มรวยของนาง กับท่าทางยโสโอหังนั่น หากไม่โง่จนเกินไป ก็ต้องคิดว่าบิดานางใหญ่คับฟ้า กระทั่งเจ้าเมือง แม่ทัพยังต้องสยบให้กระมัง

ไป๋ซูเหยาไม่เหลียวแล เดินออกจากตรงนั้น เหลียงหลี่รีบเข้าขวางทางw;h

“เจ้าจะไปได้อย่างไร ไม่ได้ยินที่ข้าพูดเหรอ”เหลียงหลี่ขึ้นเสียงใส่

ไป๋ซูเหยาส่งสายตาเย็นชาจ้องเขม็ง จนเหลียงหลี่กริ่งเกรงขึ้นมา

“ท่านเรียกข้างั้นหรือ ข้านึกว่าท่านกำลังเล่นงิ้วข้างถนนเสียอีก”ไป๋ซูเหยาเอ่ยเสียงเรียบ เรียกเสียงซุบซิบของชาวบ้านอื้ออึง

“เจ้า ๆ ว่าใครเล่นงิ้วกัน”เหลียงหลี่พูดอย่างโมโห ใบหน้าแดงกล่ำ

ไป๋ซูเหยายกยิ้มบาง อย่างนึกสมเพช แล้วเอ่ย

“ข้าเห็นเจ้าร้องเสียงดังแหลมราวกับพวกงิ้ว ใครจะคิดว่ากุลสตรีนางหนึ่งจะทำกริยาเช่นนี้กันหล่ะ”

ไป๋ซูเหยากล่าววาจาเหน็บแนม

“เจ้า ๆ ปากคอเราะรายนัก มิผิดที่จะถูกท่านแม่ทัพทิ้งไม่กลับจวน แถมไม่ยินยอมไปรับเข้าจวนอีกด้วย”

เหลียงหลี่งัดคำพูดร้ายกาจออกมาหวังทิ่มแทงอีกฝ่าย

ไป๋ซูเหยาใบหน้าชาวูบ ในชีวิตไม่คิดว่าจะต้องพบเจอเรื่องริษยา รักใคร่อะไรพวกนี้มาก่อน นี่พวกนางเปิดศึกกันตรง ๆ เช่นนี้หรือ

“อ้อ ข้าก็เพิ่งรู้ว่ากุลสตรีที่ยังไม่ออกเรือนเช่นพวกเจ้า จะมาสอดรู้สอดเห็น พูดจาเรื่องแบบนี้โดยไม่ละอาย ราวกับหญิงกลางตลาดเช่นนี้ ดูจากเสื้อผ้าการแต่งตัวของพวกเจ้า ดูไม่เหมือนหญิงกลางตลาดเลยนี่”

ไป๋ซูเหยากล่าววาจาดูถูกเหน็บแนมเข้าไปอีก ในเมื่ออยากประจานข้า ข้าก็จะประจานเจ้า

ชาวบ้านบางคนรู้จักสองคนนี้ ต่างพากันซุบซิบ กันสนุกปาก

“แหม ๆ ฮูหยินช่างปากคอเราะรายเสียจริง หญิงยังไม่ออกเรือนเช่นพวกข้าคงต้องเรียนรู้ไว้บ้างแล้ว กิริยาใดจึงสมควรฐานะ ฮูหยินจวนใหญ่”คราวนี้เป็นเสียงเนิบนาบ แต่เสียดแทงผู้คนของยู่เล่ย ก้าวออกมาช้า ๆ ไม่รีบร้อน

นางหยุดยืน ไม่ห่างจากไป๋ซูเหยามากนัก

“ข้าน้อยขอโทษแทนเพื่อนของข้าด้วย ที่จริง ข้าเพียงต้องการพูดคุยเป็นกันเองกับท่าน ในฐานะที่ท่านมาอยู่ใหม่ ในเมืองชายแดนนี้ก็เท่านั้น ไม่คิดว่าฮูหยินท่านแม่ทัพ จะเป็นจริงเป็นจัง ทำเรื่องใหญ่โตเสียได้”แต่ละคำพูดของนาง ล้วนโยนผิดให้ผู้อื่น

ชาวบ้านบางคนเริ่มเสียงแตก เปลี่ยนข้าง

“อ้อเป็นข้าที่ใจคับแคบไปเอง จึงไม่รู้ว่ากิริยาการเรียกผู้คนของที่นี่ เป็นเช่นนี้ ขอถามพี่ ๆ ทุกท่าน การร้องเรียกเชื้อเชิญคนของคนที่นี่เป็นเช่นนี้ใช่หรือไหมเจ้าคะ” ไป๋ซูเหยาเอ่ยพูดกับยู่เล่ย แล้วหันไปถามกับชาวบ้านที่มุงดูอยู่เพื่อดึงพวกเขามามีส่วนร่วม

“ไม่ถูกไม่ถูก ถ้าคิดจะเป็นสหายกันก็ต้องพูดจาดี นุ่มนวลกว่านี้สิ”เสียงผู้เฒ่าท่านหนึ่งเอ่ย อีกหลายเสียงก็สำทับตาม

เหลียงหลี่ถึงกับมีอาการเสียหน้า ยู่เล่ยมีใบหน้านิ่งแต่ในใจกลับร้อนรุ่มแล้ว ไม่คิดว่าฮูหยินนี่จะรับมือยากเช่นนี้ นางมาจากเมืองหลวงควรจะหน้าบางมิใช่รึ นี่กลับ.....

เมื่อเห็นสถานการณ์ตัวเองเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ บุตรสาวคหบดีจึงเอ่ยว่า

“เอาเถอะ ถือว่าข้าและนางได้ล่วงเกินท่านแล้ว ครั้งหน้าข้าจะขอเลี้ยงน้ำชาท่านเป็นการขอโทษ ไม่ทราบว่าฮูหยินยินดีหรือไม่”ยู่เล่ยเอ่ยถามแต่แววตาแอบแฝงด้วยเลศนัย ไป๋ซูเหยาหรือจะไม่รู้ทัน หากนางตอบว่าไม่ได้ ก็จะทำให้ทุกคนเห็นว่าฮูหยินท่านแม่ทัพจิตใจคับแคบ หากตอบรับก็เป็นการฝืนใจตนเอง

“การขอโทษนี้ข้ารับไว้แล้ว ไม่ถือสา ๆ แต่คงไม่ต้องเลี้ยงน้ำชาข้าหรอก เพราะข้านั้นมีเรื่องที่ต้องคิดทำเพื่อชาวบ้านอีกมาก ไม่มีเวลานั่งจิบชาอย่างสบายใจได้ เชิญคุณหนูทั้งสองท่านใช้เวลาว่างอันมีค่าจิบชาไปเถอะ ไม่รบกวนแล้ว” คิดจะให้ข้าฝืนใจตัวเองหรือ ไม่มีวันล่ะ

ไป๋ซูเหยากล่าวปฏิเสธ ในเวลาเดียวกันก็ตำหนิ และยังเอ่ยเอาใจชาวบ้านได้อีก

ชาวบ้านบางคนถึงกับโห่ร้องในใจ ท่วงท่าสง่างามยามเดินจากไป ก็กดรัศมีของสองหญิงนั่นจนมิดแล้ว

เมื่อเรื่องราวสนุก ๆ บนถนนผ่านไป ต่างคนต่างแยกย้าย แต่ไม่จบเพียงเท่านั้นเพราะเรื่องนี้จะเป็นที่พูดถึงกันไปอีกหลายวัน

“หึ! นางรับมือได้ไม่ง่ายเลย ชักสนุกแล้วสิ”ยู่เล่ยยกยิ้มหยัน ส่งสายตาวาวโรจน์ตามหลังไป๋ซูเหยา

เมื่อกลับถึงจวน ไป๋ซูเหยาไม่รอช้า นางนึกสงสัยยู่เล่ยจึงเรียกสาวรับใช้มาซักถาม จนได้รู้ความ

หญิงสาวส่งสัญญาณให้สายลับของนางที่ติดตามมาด้วยห่างๆ เข้ามาพบ

“คุณหนูมีอะไรจะสั่งขอรับ”สายลับปรากฏกายรวดเร็วเมื่อได้รับสัญญาณ

“เจ้าไปสืบเรื่องคุณหนูยู่เล่ยและเพื่อนของนางมาให้ข้าที ข้ามีข้อสงสัย”ไป๋ซูเหยาเอ่ยสั่งการ

สายลับรับคำแล้วแฝงตัวในเงามืดลับตาไป

ลูกสาวคหบดีนางนี้ อาจเป็นเบาะแสให้เข้าใกล้ มือที่มองไม่เห็นคู่นั้น ไม่มากก็น้อย ไป๋ซูเหยาคิดคำนึง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บุปผาพิทักษ์แผ่นดิน   ตอนที่ 42 เจี่ยเหลียนถูกจับตัว

    เงาสูงใหญ่แฝงกายไปกับเงามืดของยามเช้าอันสงัด เจี่ยเหลียนที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความโกรธและอับอาย รีบยื่นมือหมายจะผลักบานประตูเข้าสู่ห้องพัก หากแต่ยังไม่ทันแตะ ร่างบางถูกตีที่ท้ายทอยจนสลบก่อนจะคลุมด้วยถุงกระสอบใบเขื่อง ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำอำพรางเหลียวมองซ้าย ขวาให้แน่ใจ จึงอุ้มนางพาดไปบนบ่าวิ่งตามกันไป ก่อนจะลับหายเข้าเงามืด ไร้เสียง ไร้ร่องรอยแสงสว่างผ่านลอดหน้าต่างสู่อรุณรุ่ง โม่อวิ๋นต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตูจากภายนอก “นายท่านขอรับ มีจดหมายวางอยู่ตรงประตูห้องแม่นางเจี่ยขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวร้อนใจชายหนุ่มถลึงกายตรงไปเปิดประตูทันที เขาไม่รอช้าเปิดอ่านเนื้อความข้างใน‘หากต้องการตัวนางคืน ออกไปนอกเมืองทิศเหนือ ริมแม่น้ำม่านเหอ ต้องไปเพียงผู้เดียว หากมีคนติดตามมา นางตาย’ มือโม่อวิ๋นกำจดหมายแน่นใจพลันร้อนยิ่งกว่าไฟเผา เขาขบคิดคำนวณในใจ ก่อนจะรีบผลุบเข้าไปในห้องแต่งกายรัดกุม แอบซ่อนอาวุธลับไว้ที่เอว เขาเขียนจดหมายถึงเซี่ยหลิงเฉินหนึ่งฉบับ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เขาวางมันไว้ใต้ถาดชา แล้วเดินออกไป สั่งการกับเด็กรับใช้ “ เจ้าเอาถาดชาไปเปลี่ยนให้ข้า ข้าจะกลับมาดื่มตอนที่มันยังร้อนอ

  • บุปผาพิทักษ์แผ่นดิน   ตอนที่ 41 นัดพบตอนเที่ยงคืน

    ค่ำคืนแสงดาวสว่างทั่วฟ้า ประหนึ่งผืนผ้ากำมะหยี่ สายลับชุดดำย่อกายยกม้วนกระดาษในมือมอบให้ เซี่ยหลิงเฉิน ชายหนุ่มหยิบขึ้นอ่าน ไป๋ซูเหยายืนรอฟังใจจดจ่อ“ฮ่องเต้ ทรงจัดการฮองเฮาได้แล้ว อีกไม่นานฮ่องเต้เป่ยเซี่ยนจะหลงกลเข้าเมือง เราคงต้องรีบแล้ว นัดโม่อวิ๋นมาปรึกษากันก่อน”เซี่ยหลิงเฉินหันมาบอกไป๋ซูเหยา หญิงสาวพยักหน้ารับ ยิ่งใกล้เผด็จศึกใจทุกคนกลับขมึงเกลียว หากสำเร็จนั่นคือบ้านเมืองสงบ แต่ถ้าไม่….พวกเขาคงยอมสู้ตายโรงเตี๊ยมที่พักค้างแรมของนักเดินทางวันนี้คลาคล่ำด้วยชายฉกรรจ์มากผิดสังเกตุแต่ละห้องล้วนเข้าพักมากกว่าสี่คน พวกเขาดูจะไม่อึดอัดกับการรวมอยู่ด้วยกันเช่นนี้ โม่อวิ๋นกับเจี่ยเหลียนนั่งดื่มสุราบนชั้นสอง มีแม่นางคณิกาอวิ๋นโหรวนั่งดีดพิณสร้างบรรยากาศ แม้เขาดูตั้งใจทอดสายตามองนาง แต่เขากลับกวาดตามองข้างล่างผ่านๆเป็นระยะไม่ให้ผิดสังเกต เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดอาหารมายื่นให้เจี่ยเหลียน สายตากลับมองนางอย่างมีนัย หญิงสาวเอื้อมมือไปรับถาดมือพลางจงใจจับใต้ถาดมั่น เสี่ยวเอ้อเดินจากไป เจี่ยเหลียนเลื่อนมือกลับ นิ้วโป้งหนีบกระดาษไว้ในมือ สายตามองสบกับโม่อวิ๋นแว่บหนึ่ง“ท่านพี่ข้าขอตัวไป….”นางยกมือทำท

  • บุปผาพิทักษ์แผ่นดิน   ตอนที่ 40 น้ำตาจากก้อนหิน

    ภายในกระโจมโอ่อ่า แม่ทัพฉินผู้เลือดเย็น นั่งตื่นเต้นเมื่อคิดถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหลายปี หลังจากมารดาของเขาเสียชีวิตลง เขาได้ไปรับมาด้วยตัวเอง แต่ปิดบังฐานะไว้ เพราะเกรงศัตรูจะจับจุดอ่อนได้ แล้วนำภัยพิบัติมาสู่ตนจึงซ่อนเขาไว้มิดชิดจากใจ ฝึกสอนเขาอย่างลับ ๆ ให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อรอวันที่เหมาะสมนี้ ใบหน้าเขางดงามได้มาจากมารดา บางครั้งยังกริ่งเกรงว่าจะได้ความอ่อนโยนและอ่อนแอมาจากนางด้วย เขาจึงต้องให้บททดสอบสร้างความเหี้ยมโหดให้กับเขาบ่อยครั้งนับวันหลิงเยี่ยนยิ่งฉายแววผู้นำและความแข็งแกร่งให้เห็น สร้างความภูมิใจลึก ๆให้กับเขา“หลิงเยี่ยนยังไม่มาอีกหรือ”เขาเอ่ยกับทหารหน้ากระโจม“ยังขอรับ ให้ข้าน้อยไปตามไหมขอรับ”ทหารเอ่ยตอบกลับชายชรานิ่งงันแต่เอ่ยเสียงเฉียบออกไป “ไม่ต้อง”หากในใจกลับครุ่นคิดถึงการที่เขาไม่มาพบเสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้ากระโจม ทหารเฝ้ายามเอ่ยทักขึ้น“ท่านรองแม่ทัพ เชิญด้านในขอรับ ท่านแม่ทัพกำลังรอท่านอยู่”สิ้นเสียงด้านนอก ชายชราที่คราแรกรู้สึกห่อเหี่ยวพลันหลังตรงขึ้นทันทีกลับมามีท่าทางเกรงขามดังเดิมหลิงเยี่ยนเดินมาหยุดตรงหน้าเขา เอ่ยคำนับ “

  • บุปผาพิทักษ์แผ่นดิน   ตอนที่ 39 ข้าคือบิดาเจ้า

    หน่วยข่าวทั้งสองแคว้นต่างทำงานอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ทัพใหญ่ฉินเยว่ “รายงานท่านแม่ทัพ ข่าวจากแคว้นซือหนาน บัดนี้ทุกอย่างราบรื่น อีกสองเดือนจะส่งคนมารับทหารของเราแฝงตัวเข้าเมืองหลวงขอรับ” ทหารมือดีรายงาน แม่ทัพฉิน ยิ้มเหี้ยมภายในใจที่กระหายความยิ่งใหญ่และสงครามโลดแล่นอยู่ในอก “ดี ข้าจะนำทัพไปก่อนจำนวนหนึ่งตามคำเชิญฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ในงานเลี้ยงกระชับสัมพันธ์ที่เขาจัดขึ้น เขาคงไม่คิดว่า จะเป็นการจัดเลี้ยงส่งตัวเองไปยมโลกกระมัง”เสียงพูดปนหัวเราะเหี้ยม เขาเสมองไปยังหลิงเยี่ยนด้วยแววตาหมายมาด “หลิงเยี่ยนเจ้ารอฟังคำสั่งข้า รอเคลื่อนทัพไปสักสิบห้าวันเจ้าก็ยกทัพตามข้าไปทันที โอบล้อมประชิดเมืองไว้ มีสัญญาณขึ้นฟ้าเจ้าก็บุกเข้าไปได้ งานนี้สำเร็จข้าจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าขึ้นมาแทนข้า” สิ้นเสียงแม่ทัพฉิน เกิดเสียงซุบซิบขึ้นมา เขาตวัดสายตากราดมอง“มีใครไม่เห็นด้วยกับข้า ออกมา”เสียงอันดังเกรี้ยวกราด ทำให้ทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงทหารคนสนิทที่ทนเก็บความสงสัยนี้ไว้ไม่ได้ ก้าวออกมายกมือคำนับเอ่ยถาม“ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงแต่งตั้งเขาขึ้นมาแทนท่านขอรับ”“หึ เจ้ากล้าสงสัยข้างั้นรึ”ประกายตาอำมห

  • บุปผาพิทักษ์แผ่นดิน   ตอนที่ 38 จับชู้

    ค่ำคืนแห่งดวงดาวพร่างพราว ตำหนักอันหนาวเหน็บบัดนี้อบอุ่นขึ้นเพราะสองร่างโอบกระชับแนบชิดฮองเฮาหลิวอี้ผู้เฉียบขาด บารมีน่าเกรงขาม ยามนี้กลับเป็นเพียงหญิงสาวผู้อ่อนโยนยามอยู่ในอ้อมแขนของ เฉิ่งอี่ขันทีหนุ่ม ทั้งสองกำลังวางแผนชิงตัวบุตรชายเพียงคนเดียวให้พ้นเงื้อมมือฮ่องเต้โฉดชั่วแคว้นซือหนาน กลับไม่ทันได้รู้ถึงการมาของฮ่องเต้แคว้นชิ่งแต่อย่างใดข้าหลวงรับใช้ภายนอกแม้อยากส่งเสียงบอกนายก็ไม่อาจทำได้แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับความว่องไวขององค์รักษ์เงาของฝ่าบาททั้งหมดถูกควบคุมปิดปากสนิท ถึงมีความกล้าก็ไม่อาจจะทัดทานได้องค์ฮ่องเต้ยืนสง่าหน้าตำหนัก ส่งสัญญาณให้องค์รักษ์เปิดประตู เพียงฝ่ามือเดียวประตูก็เปิดออกง่ายดายฮองเฮาหลิวอี้ถึงกับตื่นตะลึงเมื่อ พบว่าผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือฝ่าบาท เฉิ่งอี่รีบเอากายมาปกป้องนางไว้ฝ่าบาททรงดำเนินเข้าไปด้านใน ดวงเนตรแข็งกร้าว เอ่ยเสียงอันดัง“เจ้าทั้งสองช่างบังอาจนัก” เมื่อหยุดยืนกลางห้อง แผ่อำนาจบารมีไปทุกหนแห่งครั้นหลิวอี้คืนสติ นางมิเพียงไม่โวยวายหรือแก้ตัว“ในเมื่อพระองค์ทรงรู้แล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัว”นางเอ่ยเสียงมั่นคง แม้สถานการณ์บีบรัด นางก็ไม่หวั่นไห

  • บุปผาพิทักษ์แผ่นดิน   ตอนที่ 37 แผนล้อมเมือง

    ณ จวนแม่ทัพไป๋ซูเหยารับเอกสารจากหลี่เยี่ยน สายตาคมกริบกวาดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนพยักหน้าให้เซี่ยหลิงเฉินที่ยืนอยู่ข้างกาย“สำเร็จโดยไร้ร่องรอย... ดีมาก”“เตรียมแผนต่อไป”คืนเงียบสงบเช่นเดิม—แต่สงครามข่าวกรอง...เพิ่งเริ่มต้นจวนเสนาบดี ยามราตรีที่มืดมิด ลมสงบดาวระยับฟ้า แสงตะเกียงส่องสว่างปรากฏเงาร่างคนกลุ่มหนึ่ง ภายในห้องหนังสือ ชุนเทียนได้รับฟังแผนการขุนนางชั่ว“นายท่านอีกสามเดือนเราก็สามารถแฝงกองทัพของแคว้นซือหนานได้มาจนหมดเป็นแน่ อีกทั้งกลุ่มก่อนหน้าได้เข้ามาซ่อนตัวในเมืองหลวงแล้วขอรับ”ใบหน้าเจ้าเล่ห์ของชุนเทียนแฝงความกระหยิ่มใจที่ซ่อนไม่มิด“ทางฮองเฮามีข่าวเคลื่อนไหวอันใดบ้างหรือไม่”เขาเอ่ยถามขึ้น“ฮองเฮาส่งข่าวไปยังเจ้าเมืองแคว้นซือหนานแล้วขอรับ พร้อมที่จะเปิดประตูเมืองเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน”ขุนนางชั่วเอ่ยรายงานชุนเทียนนึกถึงฮองเฮาผู้งดงามใจพลันกระสันอยากได้ ทั้งความงดงามเกินหญิงใดเทียบ หากแผนนี้สำเร็จเขาหมายทูลขอนางจากฮ่องเต้แคว้นซือหนาน ยิ่งใกล้วันคืนนั้นมากเท่าใด ใจเขาก็ยิ่งกระชุ่มกระชวย“ข้าอยากเข้าพบฮองเฮา เจ้าไปจัดการให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน”ชุนเทียนเอ่ย“เอ่อ” ขุนนางชั่วส

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status