Masukณ เมืองชายแดน ภายในจวนท่านแม่ทัพเซี่ยหลิงเฉิน
ไป๋ซูเหยาเริ่มก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในฐานะฮูหยินแม่ทัพอย่างเต็มตัว บ่าวไพร่ต่างเคารพด้วยใจจริง ทุก ๆวันนางจะไปจ่ายตลาดด้วยตัวเองพร้อมสาวใช้ และบ่าวในเรือน จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ไปแล้ว นั่นเพราะแปลงผักที่ปลูกไว้ในจวนยังไม่ให้ผลผลิต อีกทั้งเพื่อดูว่าชาวบ้านมีสิ่งใดขายบ้าง จะได้วางแผนพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น ในภายหน้า วันนี้ก็เช่นกัน นางต้องการสำรวจตลาดปลาน้ำจืดว่ามีมาขายหรือไม่ มากน้อยเพียงใด นางพบว่ามีปลาสดๆ ที่ชาวบ้านจับมาได้ใส่โอ่งดินมาวางขาย แต่ไม่มีปลาตากแห้ง “พวกเขาเอาปลาเหล่านี้ไปทำอะไรกินกันงั้นหรือ” นางเอ่ยถามสาวใช้ที่เป็นคนในท้องถิ่น “พวกเราจะเอาไปต้มทำน้ำแกงเจ้าค่ะ”สาวใช้ตอบ “แล้วทำอย่างอื่นได้อีกไหม”นางยังถามต่อ “ไม่รู้เจ้าค่ะ ตั้งแต่เล็กข้าก็เห็นแต่เอาไปต้ม นึ่ง ทอด แต่การทอดใช้น้ำมันเยอะ พวกเราไม่มีเงินมากพอจะซื้อน้ำมันมากๆได้หรอกเจ้าค่ะ”สาวใช้ตอบตามจริง ไป๋ซูเหยาพยักหน้าเข้าใจ พลางคิด หากนางนำวิธีการตากแห้ง แล้วนำมารมควัน ก็จะสามารถเก็บไว้กินในฤดูหนาวที่หิมะตกได้ หากนางหรือชาวบ้านเลี้ยงปลากันทุกบ้าน เช่นนี้ทุกคนในเมืองก็จะมีเนื้อปลาไว้กินในฤดูหนาวแล้ว ส่วนเรื่องน้ำมันนี่ นางยังต้องเก็บไปคิดต่อ หรือว่านางจะจับหมูมาให้ชาวบ้านเลี้ยงดีนะ เพราะอาหารการกินที่ดี จะนำพาให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดี ร่างกายแข็งแรง เหมาะแก่การพัฒนาชาติบ้านเมืองนางคิดในใจ ขณะที่ไป๋ซูเหยาเดินไปตามถนน ได้เป็นที่จับตามองของสองสาวบนโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งแล้ว “นั่นฮูหยินบ้านไหนกัน”หญิงสาวนางหนึ่งเอ่ยถาม เพื่อนสาวข้าง ๆ “อ้อ นั่นน่ะฮูหยินจวนแม่ทัพเซี่ยอย่างไรล่ะ”เพื่อนของนางตอบ ทั้งคู่คือ หนึ่งคนเป็นบุตรสาวคหบดีผู้มั่งคั่งของเมืองชายแดน อีกคนหนึ่งคือสหายสนิทของนางเป็นบุตรสาวบัณฑิตในเมืองนี้ แต่ละวันทั้งสองคนจะต้องหาเวลามานั่งเตร็ดเตร่ตั้งแต่ยามเช้าจนสาย “นางนั่นเอง ที่มาแย่งท่านแม่ทัพไปจากข้า”ยู่เล่ยเอ่ยด้วยแววตาชิงชัง “ข้าได้ข่าวมาว่า ท่านแม่ทัพมิได้ใยดีนาง วันเข้าเมืองก็ไม่มารับ อยู่แต่ที่ค่ายทหารไม่กลับบ้าน ท่านน่ะยังมีโอกาสอยู่บ้าง”เพื่อนสาวของนางนาม เลี่ยงหลี่ กล่าววาจาเอาใจ “จริงรึ แล้วเหตุใดนางถึงได้แต่งเข้ามาล่ะ”ยู่เล่ยเอ่ยถาม เบาอาการหึงหวงลงแล้ว “เรื่องนี้ข้าไม่แน่ชัดนัก ดูเหมือนจะเป็นการแต่งงานการเมือง”เหลี่ยงหลี่ตอบ “เจ้าคอยสืบเรื่องราวให้ข้าได้หรือไม่”ยู่เล่ย ไหว้วานเพื่อนสาว “แน่นอน ได้อยู่แล้วล่ะ”เหลียงหลี่ประจบเอาใจ “ข้าอยากจะพูดคุยกับนางสักหน่อย ดูว่าเป็นคนเช่นไร รับมือยากหรือไม่”ยู่เล่ยว่าพลางลุกออกจากโรงเตี๊ยม โดยมีเพื่อนสาวเดินตาม ไป๋ซูเหยากำลังเดินผ่านโรงเตี๊ยม ก็พบสองสาวยืนมองนาง ใช่ มองมาไม่ผิด “ฮูหยิน ท่านแม่ทัพ เพื่อนของข้าอยากทำความรู้จักท่าน เชิญทางนี้หน่อย”เป็นเหลียงหลี่ที่ตะโกนด้วยเสียงอันดัง ร้องเรียกไป๋ซูเหยา จนผู้คนผ่านไปผ่านมาต้องหยุดมอง ชาวเมืองไม่มีใครรู้จักฮูหยินท่านแม่ทัพเซี่ยมาก่อน เมื่อได้ยินต่างพากันมามุงดู ด้วยความอยากรู้ “นั่นฮูหยินท่านแม่ทัพเซี่ยเหรอ ไปเร็ว ไปดูกัน”บางคนชักชวนกันมา ราวกับดูมหรสพ ไป๋ซูเหยายืนนิ่งสงบ ไม่ขยับ ใบหน้าเรียบเฉย พวกนางจงใจเสียงดังเอ่ยเรียกเช่นนี้ ดูท่าไม่ใช่เรื่องดี เหลียงหลี่ เริ่มพูดเสียงดังราวกับจะให้ทุกคนได้ยิน “ฮูหยินท่านแม่ทัพ เหตุใดไม่มาเล่า ท่านหญิงแห่งจวนคหบดี เชิญเจ้าให้ไปพบเชียวนะ”เหลียงหลี่ยังคงพูดต่อ ‘เอาความกล้ามาจากไหนกัน ข้าเป็นถึงฮูหยินท่านแม่ทัพ นางเป็นเพียงลูกสาวคหบดีแท้ ๆ จะไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเชียวหรือ’ไป๋ซูเหยาคิด “คนที่ร้องเรียกนั่นคือ เหลี่ยงหลี่บุตรสาวบัณฑิต ส่วนคนที่ยืนอยู่นั่นคือ ยู่เล่ย บุตรสาวท่านคหบดีแห่งเมืองนี้เจ้าค่ะ”สาวใช้ข้างกาย เอ่ยบอกชื่อของทั้งสองคนต่อนาง ดูจากการแต่งตัวที่รุ่มรวยของนาง กับท่าทางยโสโอหังนั่น หากไม่โง่จนเกินไป ก็ต้องคิดว่าบิดานางใหญ่คับฟ้า กระทั่งเจ้าเมือง แม่ทัพยังต้องสยบให้กระมัง ไป๋ซูเหยาไม่เหลียวแล เดินออกจากตรงนั้น เหลียงหลี่รีบเข้าขวางทางw;h “เจ้าจะไปได้อย่างไร ไม่ได้ยินที่ข้าพูดเหรอ”เหลียงหลี่ขึ้นเสียงใส่ ไป๋ซูเหยาส่งสายตาเย็นชาจ้องเขม็ง จนเหลียงหลี่กริ่งเกรงขึ้นมา “ท่านเรียกข้างั้นหรือ ข้านึกว่าท่านกำลังเล่นงิ้วข้างถนนเสียอีก”ไป๋ซูเหยาเอ่ยเสียงเรียบ เรียกเสียงซุบซิบของชาวบ้านอื้ออึง “เจ้า ๆ ว่าใครเล่นงิ้วกัน”เหลียงหลี่พูดอย่างโมโห ใบหน้าแดงกล่ำ ไป๋ซูเหยายกยิ้มบาง อย่างนึกสมเพช แล้วเอ่ย “ข้าเห็นเจ้าร้องเสียงดังแหลมราวกับพวกงิ้ว ใครจะคิดว่ากุลสตรีนางหนึ่งจะทำกริยาเช่นนี้กันหล่ะ” ไป๋ซูเหยากล่าววาจาเหน็บแนม “เจ้า ๆ ปากคอเราะรายนัก มิผิดที่จะถูกท่านแม่ทัพทิ้งไม่กลับจวน แถมไม่ยินยอมไปรับเข้าจวนอีกด้วย” เหลียงหลี่งัดคำพูดร้ายกาจออกมาหวังทิ่มแทงอีกฝ่าย ไป๋ซูเหยาใบหน้าชาวูบ ในชีวิตไม่คิดว่าจะต้องพบเจอเรื่องริษยา รักใคร่อะไรพวกนี้มาก่อน นี่พวกนางเปิดศึกกันตรง ๆ เช่นนี้หรือ “อ้อ ข้าก็เพิ่งรู้ว่ากุลสตรีที่ยังไม่ออกเรือนเช่นพวกเจ้า จะมาสอดรู้สอดเห็น พูดจาเรื่องแบบนี้โดยไม่ละอาย ราวกับหญิงกลางตลาดเช่นนี้ ดูจากเสื้อผ้าการแต่งตัวของพวกเจ้า ดูไม่เหมือนหญิงกลางตลาดเลยนี่” ไป๋ซูเหยากล่าววาจาดูถูกเหน็บแนมเข้าไปอีก ในเมื่ออยากประจานข้า ข้าก็จะประจานเจ้า ชาวบ้านบางคนรู้จักสองคนนี้ ต่างพากันซุบซิบ กันสนุกปาก “แหม ๆ ฮูหยินช่างปากคอเราะรายเสียจริง หญิงยังไม่ออกเรือนเช่นพวกข้าคงต้องเรียนรู้ไว้บ้างแล้ว กิริยาใดจึงสมควรฐานะ ฮูหยินจวนใหญ่”คราวนี้เป็นเสียงเนิบนาบ แต่เสียดแทงผู้คนของยู่เล่ย ก้าวออกมาช้า ๆ ไม่รีบร้อน นางหยุดยืน ไม่ห่างจากไป๋ซูเหยามากนัก “ข้าน้อยขอโทษแทนเพื่อนของข้าด้วย ที่จริง ข้าเพียงต้องการพูดคุยเป็นกันเองกับท่าน ในฐานะที่ท่านมาอยู่ใหม่ ในเมืองชายแดนนี้ก็เท่านั้น ไม่คิดว่าฮูหยินท่านแม่ทัพ จะเป็นจริงเป็นจัง ทำเรื่องใหญ่โตเสียได้”แต่ละคำพูดของนาง ล้วนโยนผิดให้ผู้อื่น ชาวบ้านบางคนเริ่มเสียงแตก เปลี่ยนข้าง “อ้อเป็นข้าที่ใจคับแคบไปเอง จึงไม่รู้ว่ากิริยาการเรียกผู้คนของที่นี่ เป็นเช่นนี้ ขอถามพี่ ๆ ทุกท่าน การร้องเรียกเชื้อเชิญคนของคนที่นี่เป็นเช่นนี้ใช่หรือไหมเจ้าคะ” ไป๋ซูเหยาเอ่ยพูดกับยู่เล่ย แล้วหันไปถามกับชาวบ้านที่มุงดูอยู่เพื่อดึงพวกเขามามีส่วนร่วม “ไม่ถูกไม่ถูก ถ้าคิดจะเป็นสหายกันก็ต้องพูดจาดี นุ่มนวลกว่านี้สิ”เสียงผู้เฒ่าท่านหนึ่งเอ่ย อีกหลายเสียงก็สำทับตาม เหลียงหลี่ถึงกับมีอาการเสียหน้า ยู่เล่ยมีใบหน้านิ่งแต่ในใจกลับร้อนรุ่มแล้ว ไม่คิดว่าฮูหยินนี่จะรับมือยากเช่นนี้ นางมาจากเมืองหลวงควรจะหน้าบางมิใช่รึ นี่กลับ..... เมื่อเห็นสถานการณ์ตัวเองเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ บุตรสาวคหบดีจึงเอ่ยว่า “เอาเถอะ ถือว่าข้าและนางได้ล่วงเกินท่านแล้ว ครั้งหน้าข้าจะขอเลี้ยงน้ำชาท่านเป็นการขอโทษ ไม่ทราบว่าฮูหยินยินดีหรือไม่”ยู่เล่ยเอ่ยถามแต่แววตาแอบแฝงด้วยเลศนัย ไป๋ซูเหยาหรือจะไม่รู้ทัน หากนางตอบว่าไม่ได้ ก็จะทำให้ทุกคนเห็นว่าฮูหยินท่านแม่ทัพจิตใจคับแคบ หากตอบรับก็เป็นการฝืนใจตนเอง “การขอโทษนี้ข้ารับไว้แล้ว ไม่ถือสา ๆ แต่คงไม่ต้องเลี้ยงน้ำชาข้าหรอก เพราะข้านั้นมีเรื่องที่ต้องคิดทำเพื่อชาวบ้านอีกมาก ไม่มีเวลานั่งจิบชาอย่างสบายใจได้ เชิญคุณหนูทั้งสองท่านใช้เวลาว่างอันมีค่าจิบชาไปเถอะ ไม่รบกวนแล้ว” คิดจะให้ข้าฝืนใจตัวเองหรือ ไม่มีวันล่ะ ไป๋ซูเหยากล่าวปฏิเสธ ในเวลาเดียวกันก็ตำหนิ และยังเอ่ยเอาใจชาวบ้านได้อีก ชาวบ้านบางคนถึงกับโห่ร้องในใจ ท่วงท่าสง่างามยามเดินจากไป ก็กดรัศมีของสองหญิงนั่นจนมิดแล้ว เมื่อเรื่องราวสนุก ๆ บนถนนผ่านไป ต่างคนต่างแยกย้าย แต่ไม่จบเพียงเท่านั้นเพราะเรื่องนี้จะเป็นที่พูดถึงกันไปอีกหลายวัน “หึ! นางรับมือได้ไม่ง่ายเลย ชักสนุกแล้วสิ”ยู่เล่ยยกยิ้มหยัน ส่งสายตาวาวโรจน์ตามหลังไป๋ซูเหยา เมื่อกลับถึงจวน ไป๋ซูเหยาไม่รอช้า นางนึกสงสัยยู่เล่ยจึงเรียกสาวรับใช้มาซักถาม จนได้รู้ความ หญิงสาวส่งสัญญาณให้สายลับของนางที่ติดตามมาด้วยห่างๆ เข้ามาพบ “คุณหนูมีอะไรจะสั่งขอรับ”สายลับปรากฏกายรวดเร็วเมื่อได้รับสัญญาณ “เจ้าไปสืบเรื่องคุณหนูยู่เล่ยและเพื่อนของนางมาให้ข้าที ข้ามีข้อสงสัย”ไป๋ซูเหยาเอ่ยสั่งการ สายลับรับคำแล้วแฝงตัวในเงามืดลับตาไป ลูกสาวคหบดีนางนี้ อาจเป็นเบาะแสให้เข้าใกล้ มือที่มองไม่เห็นคู่นั้น ไม่มากก็น้อย ไป๋ซูเหยาคิดคำนึงเมืองชายแดนยามรุ่งเช้า ณ เส้นทางหุบเขา พายุหิมะหยุดลงแล้ว ทหารนำหน้าขบวนคาราวานจัดการกับหิมะเพื่อเปิดทางโม่อวิ๋นดูอารมณ์เบิกบานกว่าทุกวัน เมื่อเขาคิดว่าใกล้ถึงเวลาที่จะได้พบกับไป๋ซูเหยาในอีกไม่นานแม้แต่เจี่ยเหลียน ก็ถูกเขาละเลยเช่นกัน ตั้งแต่เช้ามาเขาแทบไม่ได้สนใจสิ่งใดนอกจากการเตรียมตัวออกเดินทางหญิงสาวเองก็ทำตัวเงียบ ๆ หลบเลี่ยงเขาไม่ให้เป็นที่สังเกต เพราะยังนึกเสียใจเรื่องเมื่อค่ำคืนนางอาศัยนั่งไปบนเกวียนขนของท้ายขบวน อากาศที่หนาวเย็นนี้แทบทำผู้คนให้แข็งตาย ยังดีที่มีเสื้อคลุมขนสัตว์ของโม่อวิ๋นที่ให้ความอบอุ่นมาตลอดทาง กลิ่นหอมอ่อนจากกายเจ้าของเสื้อ ยังอบอวลไม่จาง พลันใบหน้าหญิงสาวแดงเรื่อขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเมื่อนึกขึ้นมาหลายวันมานี้ นางใกล้ชิดกับเขาหลายครั้งทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เกิดความรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้างแล้วบางครั้งกลัวเกรงเขาแต่ทำใจดีสู้เสือ บางครั้งโมโหเดือดดาล และหลายครั้งทำอะไรไม่ถูกเมื่อยามเขาจ้องมองทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วตั้งแต่พบกัน ต้องโทษความใจกล้าบ้าบิ่นของตนเอง ที่คิดแต่เพียงจะช่วยบิดา ไม่ได้เตรียมใจให้ดี วันหน้ายังต้องพบเจออะไรอีกก็ยากจะรู้ได้ นางหวังเพ
“ฮองเฮาพะย่ะค่ะ ข่าวรายงานว่า โม่อวิ๋นที่ออกจากเมืองหลวงไป กำลังจะมุ่งกลับแคว้น แต่ว่าเส้นทางที่ไปต้องผ่านเมืองชายแดนอยู่ดีพะย่ะค่ะ เรื่องนี้คาดว่า โม่อวิ๋นกับคุณหนูไป๋คงต้องได้พบกันระหว่างทางเป็นแน่”ขันทีข้างกายฝ่าบาท เอ่ยกระซิบเพียงลำพังกับฮองเฮาใบหน้างามที่ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มบาง แววตาเยาะหยัน“ข้ารู้อยู่แล้ว และสั่งการไปยังคหบดียู่กับท่านแม่ทัพฉินเยว่ให้ดำเนินการ ไฟกองโตยังไม่แรงพอ ข้ายังต้องกระพือลมโหมเข้าไปอีกหน่อย”นางออกคำสั่งด้วยท่าทีสงบ ในมือถือดอกโบตั๋นปักลงไปในแจกัน“ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่ง จะให้หม่อมฉันทำเช่นไรต่อไป พะย่ะค่ะ”ขันทีน้อมกายคำนับเอ่ย“เจ้าคอยพูดให้ฝ่าบาทระแวงสงสัยในตัวแม่ทัพเซี่ยต่อไป จำไว้อย่าพูดออกนอกหน้าจนเกินไป”“พะย่ะค่ะ หม่อมฉันเข้าใจแล้ว หากวันหน้างานใหญ่สำเร็จ หวังว่าฮองเฮาจะมีความสุขยิ่งขึ้นในทุกๆวัน”ยามเอ่ยสายตาจับจ้องฮองเฮา แววตาราวซ่อนเรื่องราวยากจะเอ่ยเขาก้าวเดินจากมาด้วยใบหน้านิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ฮองเฮาหลังตรงสง่าไม่หันเหลือบแล หากลมหายใจไม่สม่ำเสมอ ดวงเนตรเหลือบมองท้องฟ้าราวสะกัดกลั้นข่มมิให้ใครเห็นรอยอาดูรเรื่องราวทุกอย่างล้วนมีเงื่อนงำ ไม่เว้
ยามค่ำหลังอาหารเย็น โม่อวิ๋นให้เจี่ยเหลียนเข้าพบ เพื่อรายงานเรื่องการตรวจสอบบัญชีที่เขามอบหมาย“วันนี้เจ้าตรวจสิ่งของแล้วพบสินค้าผิดปกติอีกหรือไม่” โม่อวิ๋นสอบถามอย่างปกติ“เรียนท่านเจ้าเมือง ไม่พบแล้วเจ้าค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี เพียงแต่ข้ายังเห็นว่าบัญชีนี้ยังไม่เป็นระเบียบนัก สิ่งของคัดแยกโดยยังแบ่งราคาบางชิ้นน้อยกว่าราคาที่ควรจะเป็นอยู่บ้างเจ้าค่ะ” เจี่ยเหลียนรายงานทั้งเสนอความคิดโม่อวิ๋นเหลือบสายตามองนางแว่บหนึ่ง แล้วหันกลับไปมองหนังสือในมือ พร้อมกล่าวขึ้นว่า“งั้นเจ้าก็เอาบัญชีออกมาทำเถอะ” โม่อวิ๋นสั่งเจี่ยเหลียนมองไปรอบ ๆ ห้อง โต๊ะที่นางต้องนั่งทำบัญชี อยู่ข้างเตียงนอนของเขาเพียงตัวเดียวเท่านั้น“ท่านให้ข้านำกลับไปทำในห้องได้หรือไม่” นางถาม“ไม่ได้ ทำตรงนี้ เกิดเจ้าเล่นตุกติกขึ้นมาข้าจะได้รู้” โม่อวิ๋นเอ่ยตอบโดยไม่หันมองหน้านางเจี่ยเหลียนไม่มีทางเลือกจึงจำใจนั่ง และลงมือทำบัญชีดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยเหนือยอดไม้ ลมหนาวพัดพลิ้วผ่านกิ่งไผ่ เกิดเสียงตามสายลมโม่อวิ๋นนั่งอ่านรายงานเงียบ ๆ ในขณะที่เจี่ยเหลียนนั่งทำบัญชี ขะมักเขม้น สีหน้าจริงจังมีสมาธิชายหนุ่มเหลือบตามองนางเป็นบางคร
ขบวนคาราวานอัญมณีของโม่อวิ๋นได้เคลื่อนผ่านช่องเขาทางเหนือของแคว้นชิ่งแล้ว ม้าเทียมเกวียนหลายสิบตัวลากกล่องไม้ที่บรรจุเพชร พลอยหยกดิบจากแดนไกล แต่ละกล่องมีตราประทับรูปมังกรเพลิงของ “พ่อค้าตงหยาง” นามลับของโม่อวิ๋นที่ใครในยุทธจักรก็เกรงกลัว เขาใช้นามแฝงนี้มาหลายปีเพื่อเข้าออกไปยังแคว้นต่าง ๆชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของนั่งอยู่ในกระโจมพักแรม สีหน้าเรียบเย็น ดวงตาเยือกแข็ง แม้แต่มุมคิ้วยังขมวดเล็กน้อยแววตาหม่นไม่สดใสเฉียบคมเช่นเคย นับตั้งแต่จากกับไป๋ซูเหยามาด้านนอกกระโจมมีการรายงานขอเข้าพบ เป็นองค์รักษ์ข้างกายที่เข้ามา“ท่านเจ้าเมือง หญิงสาวที่ท่านรับขึ้นรถม้าวันก่อน ตอนนี้นางกำลังสำรวจสินค้าที่ซื้อมาจากแคว้นอื่นและทำการบันทึกบัญชีขอรับ”โม่อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย“งั้นรึ”ช่างน่าสนใจ เขาคิด“นาง... ตรวจสอบพลอยจากหีบทีละลัง แล้วยังชี้จุดผิดพลาดของเครื่องประดับจากพ่อค้าคนกลางได้ตรงนัก ขอรับ”คำรายงานเรียบง่าย แต่ทำให้เขาหันไปมองอย่างสนใจลังสิ่งของวางเรียงรายอยู่ บริเวณกลางกระโจมที่พักแรมโดยมีพ่อค้าจากเมืองลั่วยืนอยู่ด้วย เพื่อตรวจรับสินค้าเจี่ยเหลียนยืนดูเครื่องประดับหยกที่อยู่ในมือ พูดกับพ่อค
ท้องฟ้ายามค่ำ ในพื้นที่ราบลุ่มมีแต่เสียงแมลงกรีดร้อง พวกผู้ประสบภัยบางส่วนหลับใหลหลังจากได้รับการดูแล ส่วนหนึ่งยังคงนั่งผิงไฟแววตาไม่อาจวางใจจากความสูญเสียไป๋ซูเหยาสวมชุดธรรมดาสีเข้ม เดินตรวจตราแต่ละกระโจมด้วยตนเอง ถามไถ่ผู้คนอย่างอ่อนโยนเซี่ยหลิงเฉินยืนมองจากระยะไกล แววตาหนักแน่นแต่ยังคงซ่อนความแปลกใจระคนชื่นชม“ในสนามรบ...ข้าเคยรู้มาว่านางนั้นเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ชาย”“แต่ในยามต้องแบกความทุกข์ของผู้คน นางกลับอ่อนโยนกว่าข้าเสียอีก”ทว่าท่ามกลางเสียงไฟปะทุ และความเงียบของรัตติกาล เงาร่างหนึ่งแอบย่องเข้าไปยังกระโจมของเซี่ยหลิงเฉินทางเบื้องหลังกระโจมแม่ทัพ ใกล้ชายแดนดงไม้ เป็นหนึ่งในชายรูปร่างสูงที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เขาลอบค้นถุงผ้า ล้วงแผนผังเส้นทางของแคว้นชิ่งกับบัญชีทหารขณะกำลังคิดจะหลบหนี เสียงคำรามของสุนัขทหารดังลั่น พร้อมแสงคบไฟพุ่งเข้าใส่ทันที!“จับมันไว้!”เสียงของทหารนายหนึ่งตะโกนลั่นชายคนนั้นวิ่งหนีเข้าไปในป่าทึบเซี่ยหลิงเฉินพร้อมทหารกลุ่มหนึ่ง ไล่ตามทันทีโดยไม่รอช้าเพราะเขาได้เตรียมคนดักซุ่มอยู่ในป่าตามแผนที่วางไว้อยู่แล้วณ กระโจมบัญชาการชั่วคราว หลังเหตุการณ์ไล่ล่าบรรลุผล
ตอนที่ 14 รวบรวมเสบียงไป๋ซูเหยาเริ่มรวบรวมเสบียง จัดซื้อหาสิ่งของจากตลาดและชาวบ้าน ทำให้เงินทองสะพัด หลายครอบครัวรีบนำสิ่งของที่ตัวเองมีออกมาเสนอขายให้นางเรื่องในจวนนางสั่งงานบ่าวในบ้านให้จัดการสิ่งต่างๆ ระหว่างที่นางกับท่านแม่ทัพไม่อยู่สวนผัก บ่อปลา กิจการงานที่นางได้เคยสอนไว้ บ่าวทุกคนต่างรู้หน้าที่ดีอยู่แล้วจึงไม่น่าห่วง นางกำชับให้พ่อบ้าน จัดการสอนวิธีทำการเกษตรผสมผสานนี้ให้กับชาวบ้านอย่าได้ขาด ผักดอง ปลาตากแห้ง ถ่าน ที่นางทำไว้ ได้นำไปด้วยบางส่วนข่าวการรวบรวมเสบียงของจวนแม่ทัพเพื่อผู้ประสบภัยนั้นคหบดียู่รู้อยู่แล้ว เขาได้จัดคนนำสิ่งของมาให้ถึงจวนคหบดียู่ ชายร่างสันทัด ขาวท้วม ยืนยิ้มด้วยแววตาเป็นมิตร ยกมือคาราวะไป๋ซูเหยา“ฮูหยิน ข้าน้อยนำสิ่งของเหล่านี้มาร่วมบริจาค หวังว่าช่วยเหลือชาวบ้าน ขอรับ”ไป๋ซูเหยามองสิ่งของ บนรถสองสามคัน นางมองไปยังทหารให้เข้าไปตรวจดูทหารหันมารายงาน “เรียนฮูหยิน ล้วนเป็นของที่ใช้ได้ขอรับ”นางเพียงพยักหน้ารับ หันไปเจรจากับคหบดียู่ ยิ้มบางเอ่ย“ขอบใจคหบดียู่ แต่ข้าไม่ขอรับไว้เปล่า จะให้ราคาสิ่งของเหล่านี้”คหบดียู่รีบเอ่ยปฏิเสธทันควัน “มิเป็นไรขอรั







