Se connecterกองคาราวานพ่อค้าอัญมณีปลอมตัวของโม่อวิ๋นเตรียมออกเดินทางยามฟ้าสาง เสียงล้อรถม้ากลิ้งเบา ๆ บนทางหินเรียบ เสียงม้าฮึดฮัดอย่างเป็นจังหวะ ขบวนมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองด้วยท่าทีเงียบงันราวพ่อค้าธรรมดา
ก่อนที่ขบวนคาราวานพ่อค้าอัญมณีของโม่อวิ๋นจะเคลื่อนขบวนออกจากเมืองจู่ๆ พลันมีคนผู้หนึ่งพุ่งตัวมาหยุดรถม้าไว้ “หยุดนะ!”เป็นเสียงสตรีอ่อนวัย ภายใต้เสื้อผ้ามิดชิด ผ้าห่มที่ปกคลุมปิดบังใบหน้า ทหารลับหน้ารถม้าตกใจ รีบกระโดดลงมาปราดเดียวก็ยืนขวางนางไว้เพราะเกรงว่าจะเป็นเหตุให้ถูกเปิดโปง “แม่นางน้อยมาจากที่ใด ขบวนพ่อค้าจะรีบเดินทาง อย่าก่อความวุ่นวาย”ทหารลับเอ่ยถาม "พวกท่านคิดจะทิ้งข้าไว้ที่นี่คนเดียวงั้นหรือ อย่างไรข้าก็ไม่ยอม" หญิงสาวตะโกนดังลั่นไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับเรียกผู้คนให้มามุงดูเรื่องสนุก ทหารลับลุกลนประชิดตัวใกล้กระซิบถามนาง "เจ้าเล่นลูกไม้อะไรกัน ต้องการสิ่งใดกันแน่" หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างได้ที พลางเอ่ย"พวกท่านต้องพาข้าไปด้วย" นางเอ่ยจุดประสงค์ "เหตุใดข้าต้องพาเจ้าไป"ทหารเอ่ยถามละล่ำละลัก หญิงสาวไม่สนใจ กลับแย้มยิ้มยียวน ทหารเฝ้าประตูสองนายเห็นการทุ่มเถียงนี้ กำลังก้าวมาหาทั้งคู่ ก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ลง เสียงคนบนรถม้าส่งเสียงทรงอำนาจ ดังลอดมา "พวกเจ้าทั้งสองขึ้นรถก่อนเถอะ" ทหารลับรีบส่งเสียงรับคำ พร้อมทั้งดันตัวหญิงสาวให้ขึ้นรถไป เมื่อทหารเฝ้าประตูเดินมาถึง ทหารลับจึงยิ้มประจบ รีบเอ่ยก่อนว่า “นายท่าน ไม่มีอะไรขอรับ น้องสาวข้า นางมาร่วมขบวนช้า ข้าจึงเอ็ดสั่งสอนไปนิดหน่อยขอรับ” “งั้นก็ดี รีบ ๆ เดินไปข้างหน้า มัวชักช้าจะทำให้คนอื่นเสียเวลา”ทหารเฝ้าประตูส่งเสียงดังว่ากล่าว ภายในรถม้าประดับอย่างเรียบง่ายไม่หรูหราแต่มั่นคง สะดวกสบายยิ่ง โม่อวิ๋นนั่งสงบในชุดเรียบ แต่มือข้างหนึ่งถือพัดไม้ไผ่ปิดปากเบา ๆ เขามองหญิงสาวอย่างประเมิน ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าเปิดหน้ามา” หญิงสาวดึงผ้าคลุมออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามเกลี้ยงเกลา อ่อนวัย ดวงตากลมสดใสเครื่องหน้านับว่างามล่มเมือง “เจ้าคิดจะร่วมทางไปกับข้า มีจุดประสงค์อะไรกันแน่”โม่อวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบ แววตานิ่งเฉย “ข้าชื่อ เจี่ยเหลียน เป็นบุตรีของขุนนางกรมคลังแห่งเมืองหลวง บิดาข้าถูกใส่ความ ทั้งตระกูลถูกเนรเทศไปอยู่ชายแดน”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่น หากแต่สีหน้ายังสงบนิ่ง โม่อวิ๋นยกพัดลงเล็กน้อย เหลือบตามองอย่างเย็นชา แต่ภายในลึก ๆ คล้ายกำลังพินิจพิจารณา “แล้วมันเกี่ยวอันใดกับข้า”โม่อวิ๋นเอ่ยเสียงกึ่งวางอำนาจ “ท่านย่อมมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะพวกมันอ้างว่าท่านพ่อสมคบคิดกับท่าน ทำการค้าปกปิดเงินเข้าคลัง ทั้งยังช่วยท่านเลี่ยงภาษี”นางกล่าวรวดเดียวอย่างร้อนใจ “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยเหรอ ข้าเป็นเจ้าเมืองแท้ ๆ ยังไม่รู้เรื่องสักนิด เจ้าไม่ได้ปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อสร้างเรื่องเสนอตัวให้กับข้าหรอกนะ”โม่อวิ๋นกล่าวเย้ยหยัน ยามนี้สำหรับเขาสตรีอื่นล้วนคือยาพิษ เพราะรักที่ขื่นขม เขาพร้อมแดกดันสตรีทั้งโลก “ท่าน! นี่ท่านคิดได้อย่างไร ข้าไม่มีเจตนาต่ำช้าเช่นนั้นแน่”เจี่ยเหลียนโมโหขึ้นมา ใบหน้าแดงกล่ำ “ว่าได้หรือ เพราะที่ข้ารู้มาขุนนางกรมคลังแห่งเมืองหลวงขึ้นชื่อเรื่อง มือสะอาด ซื่อสัตย์ภักดี เที่ยงตรง มีคุณธรรม เหตุใดจู่ ๆ จึงถูกเนรเทศได้ มันฟังไม่ขึ้นเลยจริงๆ”โม่อวิ๋นกล่าวตามจริง ดังที่เขาเคยได้ยินมาจากขุนนางในเมืองของเขารายงาน เจี่ยเหลียนคลายท่าทีเดือดดาลลงด้วยคำกล่าวชื่นชมบิดาตนของโม่อวิ๋น นับว่าเขารู้จักบิดาของนางอยู่บ้าง “เพราะท่านพ่อเป็นคนเช่นนี้ เขาถูกขุนนางชั่วใส่ร้ายเมื่อไม่นานมานี้ ข้าจึงเสี่ยงมาหาท่าน เพื่อให้ท่านช่วยเหลือ”นางกล่าวน้ำเสียงจริงจัง โม่อวิ๋นเหล่ตามองนางแว่บหนึ่ง ดูท่านางก็ไม่ได้เสแสร้ง “ช่วยเหรอ เจ้าจะให้ข้าช่วยเจ้าอย่างไร แล้วข้าจะได้อะไรจากการช่วยนี้”โม่อวิ๋นเอ่ยด้วยท่าทีสบาย ๆ “ข้ามีข้อเสนอให้ท่านแน่นอน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ขอแค่ให้ข้าอาศัยเข้าเมืองอวิ๋นหนานไปพร้อมกับท่านก่อน ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังที่ช่วยข้า” “เช่นนั้น เจ้าก็จงไปกับข้าเถอะ แต่เมื่อเข้าเมืองของข้าแล้ว เจ้าทำไม่ได้อย่างที่พูด เจ้าจะนึกเสียใจก็ไม่ทันแล้ว” หญิงสาวพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ได้ข้าไม่นึกเสียใจ” โม่อวิ๋นมองใบหน้านวลที่ยังอ่อนเยาว์ นึกประเมินในใจอีกครั้ง เจี่ยเหลียนยิ้มอย่างดีใจพลางคิด “ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใด นอกจากคืนความบริสุทธิ์ให้กับท่านพ่อและตระกูลเท่านั้น” เบื้องหลังขบวนรถม้าประตูเมืองค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ แผ่นดินเบื้องหน้ากว้างใหญ่ ขบวนคาราวานค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกจากความวุ่นวาย ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง พร้อมกับ “ตัวแปรใหม่” ที่อาจทำให้หมากกระดานแห่งอำนาจ เปลี่ยนทิศไปตลอดกาลเงาสูงใหญ่แฝงกายไปกับเงามืดของยามเช้าอันสงัด เจี่ยเหลียนที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความโกรธและอับอาย รีบยื่นมือหมายจะผลักบานประตูเข้าสู่ห้องพัก หากแต่ยังไม่ทันแตะ ร่างบางถูกตีที่ท้ายทอยจนสลบก่อนจะคลุมด้วยถุงกระสอบใบเขื่อง ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำอำพรางเหลียวมองซ้าย ขวาให้แน่ใจ จึงอุ้มนางพาดไปบนบ่าวิ่งตามกันไป ก่อนจะลับหายเข้าเงามืด ไร้เสียง ไร้ร่องรอยแสงสว่างผ่านลอดหน้าต่างสู่อรุณรุ่ง โม่อวิ๋นต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตูจากภายนอก “นายท่านขอรับ มีจดหมายวางอยู่ตรงประตูห้องแม่นางเจี่ยขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวร้อนใจชายหนุ่มถลึงกายตรงไปเปิดประตูทันที เขาไม่รอช้าเปิดอ่านเนื้อความข้างใน‘หากต้องการตัวนางคืน ออกไปนอกเมืองทิศเหนือ ริมแม่น้ำม่านเหอ ต้องไปเพียงผู้เดียว หากมีคนติดตามมา นางตาย’ มือโม่อวิ๋นกำจดหมายแน่นใจพลันร้อนยิ่งกว่าไฟเผา เขาขบคิดคำนวณในใจ ก่อนจะรีบผลุบเข้าไปในห้องแต่งกายรัดกุม แอบซ่อนอาวุธลับไว้ที่เอว เขาเขียนจดหมายถึงเซี่ยหลิงเฉินหนึ่งฉบับ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เขาวางมันไว้ใต้ถาดชา แล้วเดินออกไป สั่งการกับเด็กรับใช้ “ เจ้าเอาถาดชาไปเปลี่ยนให้ข้า ข้าจะกลับมาดื่มตอนที่มันยังร้อนอ
ค่ำคืนแสงดาวสว่างทั่วฟ้า ประหนึ่งผืนผ้ากำมะหยี่ สายลับชุดดำย่อกายยกม้วนกระดาษในมือมอบให้ เซี่ยหลิงเฉิน ชายหนุ่มหยิบขึ้นอ่าน ไป๋ซูเหยายืนรอฟังใจจดจ่อ“ฮ่องเต้ ทรงจัดการฮองเฮาได้แล้ว อีกไม่นานฮ่องเต้เป่ยเซี่ยนจะหลงกลเข้าเมือง เราคงต้องรีบแล้ว นัดโม่อวิ๋นมาปรึกษากันก่อน”เซี่ยหลิงเฉินหันมาบอกไป๋ซูเหยา หญิงสาวพยักหน้ารับ ยิ่งใกล้เผด็จศึกใจทุกคนกลับขมึงเกลียว หากสำเร็จนั่นคือบ้านเมืองสงบ แต่ถ้าไม่….พวกเขาคงยอมสู้ตายโรงเตี๊ยมที่พักค้างแรมของนักเดินทางวันนี้คลาคล่ำด้วยชายฉกรรจ์มากผิดสังเกตุแต่ละห้องล้วนเข้าพักมากกว่าสี่คน พวกเขาดูจะไม่อึดอัดกับการรวมอยู่ด้วยกันเช่นนี้ โม่อวิ๋นกับเจี่ยเหลียนนั่งดื่มสุราบนชั้นสอง มีแม่นางคณิกาอวิ๋นโหรวนั่งดีดพิณสร้างบรรยากาศ แม้เขาดูตั้งใจทอดสายตามองนาง แต่เขากลับกวาดตามองข้างล่างผ่านๆเป็นระยะไม่ให้ผิดสังเกต เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดอาหารมายื่นให้เจี่ยเหลียน สายตากลับมองนางอย่างมีนัย หญิงสาวเอื้อมมือไปรับถาดมือพลางจงใจจับใต้ถาดมั่น เสี่ยวเอ้อเดินจากไป เจี่ยเหลียนเลื่อนมือกลับ นิ้วโป้งหนีบกระดาษไว้ในมือ สายตามองสบกับโม่อวิ๋นแว่บหนึ่ง“ท่านพี่ข้าขอตัวไป….”นางยกมือทำท
ภายในกระโจมโอ่อ่า แม่ทัพฉินผู้เลือดเย็น นั่งตื่นเต้นเมื่อคิดถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหลายปี หลังจากมารดาของเขาเสียชีวิตลง เขาได้ไปรับมาด้วยตัวเอง แต่ปิดบังฐานะไว้ เพราะเกรงศัตรูจะจับจุดอ่อนได้ แล้วนำภัยพิบัติมาสู่ตนจึงซ่อนเขาไว้มิดชิดจากใจ ฝึกสอนเขาอย่างลับ ๆ ให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อรอวันที่เหมาะสมนี้ ใบหน้าเขางดงามได้มาจากมารดา บางครั้งยังกริ่งเกรงว่าจะได้ความอ่อนโยนและอ่อนแอมาจากนางด้วย เขาจึงต้องให้บททดสอบสร้างความเหี้ยมโหดให้กับเขาบ่อยครั้งนับวันหลิงเยี่ยนยิ่งฉายแววผู้นำและความแข็งแกร่งให้เห็น สร้างความภูมิใจลึก ๆให้กับเขา“หลิงเยี่ยนยังไม่มาอีกหรือ”เขาเอ่ยกับทหารหน้ากระโจม“ยังขอรับ ให้ข้าน้อยไปตามไหมขอรับ”ทหารเอ่ยตอบกลับชายชรานิ่งงันแต่เอ่ยเสียงเฉียบออกไป “ไม่ต้อง”หากในใจกลับครุ่นคิดถึงการที่เขาไม่มาพบเสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้ากระโจม ทหารเฝ้ายามเอ่ยทักขึ้น“ท่านรองแม่ทัพ เชิญด้านในขอรับ ท่านแม่ทัพกำลังรอท่านอยู่”สิ้นเสียงด้านนอก ชายชราที่คราแรกรู้สึกห่อเหี่ยวพลันหลังตรงขึ้นทันทีกลับมามีท่าทางเกรงขามดังเดิมหลิงเยี่ยนเดินมาหยุดตรงหน้าเขา เอ่ยคำนับ “
หน่วยข่าวทั้งสองแคว้นต่างทำงานอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ทัพใหญ่ฉินเยว่ “รายงานท่านแม่ทัพ ข่าวจากแคว้นซือหนาน บัดนี้ทุกอย่างราบรื่น อีกสองเดือนจะส่งคนมารับทหารของเราแฝงตัวเข้าเมืองหลวงขอรับ” ทหารมือดีรายงาน แม่ทัพฉิน ยิ้มเหี้ยมภายในใจที่กระหายความยิ่งใหญ่และสงครามโลดแล่นอยู่ในอก “ดี ข้าจะนำทัพไปก่อนจำนวนหนึ่งตามคำเชิญฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ในงานเลี้ยงกระชับสัมพันธ์ที่เขาจัดขึ้น เขาคงไม่คิดว่า จะเป็นการจัดเลี้ยงส่งตัวเองไปยมโลกกระมัง”เสียงพูดปนหัวเราะเหี้ยม เขาเสมองไปยังหลิงเยี่ยนด้วยแววตาหมายมาด “หลิงเยี่ยนเจ้ารอฟังคำสั่งข้า รอเคลื่อนทัพไปสักสิบห้าวันเจ้าก็ยกทัพตามข้าไปทันที โอบล้อมประชิดเมืองไว้ มีสัญญาณขึ้นฟ้าเจ้าก็บุกเข้าไปได้ งานนี้สำเร็จข้าจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าขึ้นมาแทนข้า” สิ้นเสียงแม่ทัพฉิน เกิดเสียงซุบซิบขึ้นมา เขาตวัดสายตากราดมอง“มีใครไม่เห็นด้วยกับข้า ออกมา”เสียงอันดังเกรี้ยวกราด ทำให้ทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงทหารคนสนิทที่ทนเก็บความสงสัยนี้ไว้ไม่ได้ ก้าวออกมายกมือคำนับเอ่ยถาม“ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงแต่งตั้งเขาขึ้นมาแทนท่านขอรับ”“หึ เจ้ากล้าสงสัยข้างั้นรึ”ประกายตาอำมห
ค่ำคืนแห่งดวงดาวพร่างพราว ตำหนักอันหนาวเหน็บบัดนี้อบอุ่นขึ้นเพราะสองร่างโอบกระชับแนบชิดฮองเฮาหลิวอี้ผู้เฉียบขาด บารมีน่าเกรงขาม ยามนี้กลับเป็นเพียงหญิงสาวผู้อ่อนโยนยามอยู่ในอ้อมแขนของ เฉิ่งอี่ขันทีหนุ่ม ทั้งสองกำลังวางแผนชิงตัวบุตรชายเพียงคนเดียวให้พ้นเงื้อมมือฮ่องเต้โฉดชั่วแคว้นซือหนาน กลับไม่ทันได้รู้ถึงการมาของฮ่องเต้แคว้นชิ่งแต่อย่างใดข้าหลวงรับใช้ภายนอกแม้อยากส่งเสียงบอกนายก็ไม่อาจทำได้แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับความว่องไวขององค์รักษ์เงาของฝ่าบาททั้งหมดถูกควบคุมปิดปากสนิท ถึงมีความกล้าก็ไม่อาจจะทัดทานได้องค์ฮ่องเต้ยืนสง่าหน้าตำหนัก ส่งสัญญาณให้องค์รักษ์เปิดประตู เพียงฝ่ามือเดียวประตูก็เปิดออกง่ายดายฮองเฮาหลิวอี้ถึงกับตื่นตะลึงเมื่อ พบว่าผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือฝ่าบาท เฉิ่งอี่รีบเอากายมาปกป้องนางไว้ฝ่าบาททรงดำเนินเข้าไปด้านใน ดวงเนตรแข็งกร้าว เอ่ยเสียงอันดัง“เจ้าทั้งสองช่างบังอาจนัก” เมื่อหยุดยืนกลางห้อง แผ่อำนาจบารมีไปทุกหนแห่งครั้นหลิวอี้คืนสติ นางมิเพียงไม่โวยวายหรือแก้ตัว“ในเมื่อพระองค์ทรงรู้แล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัว”นางเอ่ยเสียงมั่นคง แม้สถานการณ์บีบรัด นางก็ไม่หวั่นไห
ณ จวนแม่ทัพไป๋ซูเหยารับเอกสารจากหลี่เยี่ยน สายตาคมกริบกวาดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนพยักหน้าให้เซี่ยหลิงเฉินที่ยืนอยู่ข้างกาย“สำเร็จโดยไร้ร่องรอย... ดีมาก”“เตรียมแผนต่อไป”คืนเงียบสงบเช่นเดิม—แต่สงครามข่าวกรอง...เพิ่งเริ่มต้นจวนเสนาบดี ยามราตรีที่มืดมิด ลมสงบดาวระยับฟ้า แสงตะเกียงส่องสว่างปรากฏเงาร่างคนกลุ่มหนึ่ง ภายในห้องหนังสือ ชุนเทียนได้รับฟังแผนการขุนนางชั่ว“นายท่านอีกสามเดือนเราก็สามารถแฝงกองทัพของแคว้นซือหนานได้มาจนหมดเป็นแน่ อีกทั้งกลุ่มก่อนหน้าได้เข้ามาซ่อนตัวในเมืองหลวงแล้วขอรับ”ใบหน้าเจ้าเล่ห์ของชุนเทียนแฝงความกระหยิ่มใจที่ซ่อนไม่มิด“ทางฮองเฮามีข่าวเคลื่อนไหวอันใดบ้างหรือไม่”เขาเอ่ยถามขึ้น“ฮองเฮาส่งข่าวไปยังเจ้าเมืองแคว้นซือหนานแล้วขอรับ พร้อมที่จะเปิดประตูเมืองเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน”ขุนนางชั่วเอ่ยรายงานชุนเทียนนึกถึงฮองเฮาผู้งดงามใจพลันกระสันอยากได้ ทั้งความงดงามเกินหญิงใดเทียบ หากแผนนี้สำเร็จเขาหมายทูลขอนางจากฮ่องเต้แคว้นซือหนาน ยิ่งใกล้วันคืนนั้นมากเท่าใด ใจเขาก็ยิ่งกระชุ่มกระชวย“ข้าอยากเข้าพบฮองเฮา เจ้าไปจัดการให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน”ชุนเทียนเอ่ย“เอ่อ” ขุนนางชั่วส







