LOGINเหวินเฉียนเห็นดังนั้นจึงคว้าอุ้มเอาร่างเล็กขึ้นมาแนบอก
เดินมุ่งหน้านำชางฉีไปวางไว้บนตั่งกุ้ยเฟยในมุมหนึ่งของห้องโดยทันที"อาฉี อาฉีตื่นขึ้นมาเถิด พี่เฉียนอยู่ตรงนี้แล้ว" เหวินเฉียนพูดพลางเขย่าตัวของชางฉีไปมาเบาๆ
'ตีข้าให้ตาย ข้าก็จะไม่ยอมลืมตาตื่นขึ้นมาเป็นอันขาด'
ชางฉีคิดขึ้นมาในใจ ก็ในเมื่อนางสู้อุตส่าห์แสร้งเป็นลมเป็นแล้ง
ได้อย่างแนบเนียนขนาดนี้ก็ด้วยเพราะไม่อยากพบเจอกับบุรุษแปลกหน้า ถึงสองคนนี้อย่างไรกันเล่า!ฮ่องเต้จูอี้เหลียงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงได้ทรุดตัวลงไปนั่ง
บนตั่งกุ้ยเฟยข้างกายชางฉี และยกข้อมือขาวผ่องขึ้นมาวางบนหน้าขาตนเองอย่างช้าๆ ก่อนจะเริ่มทำการตรวจดูชีพจรของชางฉีโดยทันที
หลังจากนั้นไม่นานก็ทรงอมยิ้มน้อยๆออกมาทางสีหน้าด้วยอาการรู้เท่าทัน
"เห็นทีว่าข้าคงต้องให้คนไปตามหมอมาดูอาการของนางสักหน่อยแล้ว" เหวินเฉียนพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"เจ้ามิต้องกระทำการถึงเพียงนั้นหรอกอาเฉียน ข้าคนนี้มีวิธีดีๆในการรักษานางแล้ว"
อ๋องน้อยเฉินลู่พูดพลางโน้มใบหน้าของตนให้เข้าไปใกล้กับใบหน้าของชางฉีมากขึ้น จนกระแสลมหายใจอุ่นๆของทั้งคู่ปะทะเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายแล้วในตอนนี้
ชางฉีหรี่ตามองดูสัมผัสแปลกๆ นั่นด้วยความสงสัยก่อนจะรีบผลักอกอีกฝ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว
'ให้ตายเถอะ!! บุรุษพวกนี้นี่ชายหญิงมิควรใกล้ชิดกันจนเกินงาม
เรื่องแค่นี้ก็มิรู้หรือ?' ชางฉีนึกตำหนิค่อนขอดขึ้นมาในใจ"เจ้าฟื้นแล้วหรือ?" เหวินเฉียนพูดขึ้นน้ำเสียงดีใจ
"ขะ ข้าอยากพักผ่อนแล้ว พี่เฉียนเจ้าคะข้าเดินทางมาเหนื่อยๆ
ข้าอยากจะขอตัวไปพักผ่อนก่อนจะได้หรือไม่เจ้าคะ"ชางฉีพูดขึ้นน้ำเสียงเบา มิยอมเงยหน้าขึ้นมาสบสายตากับผู้ใดทั้งสิ้น
"เช่นนั้น อาฉีไปพักผ่อนที่เรือนน้อยจวี๋ฮวา (ดอกเบญจมาศ) ก่อนก็ย่อมได้ ช่วงเย็นยามโหย่ว (เวลา 18.00น.) เราค่อยมาร่วมกินอาหารเย็นด้วยกัน แล้วเราจึงปรึกษาหารือเรื่องการเล่าเรียนของเจ้าต่อดีหรือไม่?"
เหวินเฉียนกล่าวรับคำอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย และเข้าใจในสถานการณ์ทุกอย่างตรงหน้าเป็นอย่างดี
"ขอบคุณมากเจ้าค่ะ อ้อ พี่เฉียนเจ้าคะ ข้าอยากจะขอให้ผู้ติดตามของข้าพักผ่อนอยู่ที่นี่สักสองสามวันก่อนเดินทางกลับเมืองลั่วหลางได้หรือไม่เจ้าคะ พวกเขาจะได้พักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อนเริ่มเดินทางกลับไป"
ชางฉีพูดขึ้นน้ำเสียงอ่อนเจือความออดอ้อนนิดๆ ทำเอาหัวใจของคนฟังแทบจะหลอมละลายไปกับน้ำเสียงหวานชวนฟังนั้นอย่างห้ามใจเอาไว้ไม่อยู่
"เช่นนั้นให้ผู้ติดตามของเจ้าพักที่เรือนอิงฮวาก็แล้วกันนะ"
เหวินเฉียนตอบรับด้วยความเต็มใจ'คำก็พี่เฉียนอย่างนั้น สองคำก็พี่เฉียนอย่างนี้ หึ! ที่ข้าเดินทาง
มาหาเจ้าถึงจวนในวันนี้ มิได้มาเพื่อให้พวกเจ้าออดอ้อนกันหรอกนะ'องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงคิดขึ้นมาในใจ แต่หากจะให้ปล่อยดรุณีน้อยรูปงามในดวงใจจากไปอย่างง่ายดายนัก นั่นมิเท่ากับว่าเขาเป็นฮ่องเต้ที่
ไม่มีชั้นเชิงหรืออย่างไร?"ชุดที่แม่นางสวมใส่ช่างงดงามนัก มิทราบว่านำมาจากที่ใดกันหรือ?"
ขณะที่ชางฉีกำลังจะก้าวขาเดินผ่านหน้าตนเองไปนั้นฮ่องเต้
จูอี้เหลียงก็เอ่ยทักขึ้นมาเสียก่อนเหวินเฉียนเห็นดังนั้น จึงต้องกล่าวแนะนำตัวให้ทั้งสามคนรู้จักกันอย่างเสียมิได้ว่า
"อาฉี สองคนนี้คือเพื่อนสนิทของข้า ผู้นี้ชื่อ เอ่อ ชื่อ"
เหวินเฉียน กล่าวอ้ำๆ อึ้งๆ พร้อมทั้งแอบลอบสบสายตากับฮ่องเต้
จู้อี้เหลียงด้วยความหนักใจ มิกล้าเอ่ยถึงสรรพนามเต็มขององค์ฮ่องเต้
แต่อย่างใด
"ข้าจะมีชื่อแซ่อันใดไม่สำคัญ พวกเจ้าเรียกข้าว่าอาเหลียงก็พอแล้ว" องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงตรัสขึ้นน้ำเสียงเรียบง่าย
"ส่วนข้าชื่อเฉินลู่ เป็นสหายสนิทของท่านราชครูเหวินเฉียน ตั้งใจเดินทางมาเยี่ยมเยือนเขาพร้อมทั้งจะเข้าศึกษาหาความรู้ในสถานศึกษาของท่านราชครูด้วย อย่างไรก็ต้องขอฝากเนื้อฝากตัวกับพวกเจ้าทุกคนด้วยนะ" อ๋องน้อยเฉินลู่พูดพลางยกมือขึ้นมาคำนับทุกคนไปจนทั่ว
ชางฉีเองจึงกล่าวแนะนำตัวเองขึ้นมาเช่นกันว่า
"ข้าชื่อชางฉีเดินทางมาจากเมืองลั่วหลาง ตั้งใจมาเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาของท่านราชครูเหวินเฉียนเจ้าค่ะ ส่วนเสื้อผ้าชุดนี้ข้าได้ผลัดเปลี่ยนที่ร้านลองชุดแห่งหนึ่งตรงหัวมุมโค้งถนนเจ้าค่ะ"
หลังกล่าวจบชางฉีก็พลันกำหมัดแน่นขึ้นมาด้วยความคับแค้นใจ บุรุษผู้นี้จงใจจะกลั่นแกล้งฉีกหน้านางชัดๆ จึงได้เอ่ยปากถามขึ้นมาเช่นนี้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเห็นนางเดินทางมาจากต่างถิ่นกระมังจึงคิดจะข่มเหงรังแกนางยังไงก็ได้
"ชุดนี้ช่างงดงามนัก ดูเหมือนชุดที่ข้าสวมใส่มิมีผิดเพี้ยน เห็นทีว่าเราคงมีชะตาต้องกัน จึงได้สวมใส่ชุดที่คล้ายคลึงกันเช่นนี้"
ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นยิ้มๆ แต่เมื่อสังเกตพบหยาดน้ำตาที่ไหลซึมอยู่ปลายหางตาของชางฉีแล้วจึงได้เงียบเสียงของตนไปในทันที
"ตัวข้าพอจะรู้จักเส้นทางที่ตั้งของเรือนน้อยจวี๋ฮวาอยู่บ้าง หาก
แม่นางชางฉีมิรังเกียจ ให้ข้าช่วยนำทางเจ้าไปได้หรือไม่ แลดูแล้วท่านราชครูเหวินเฉียนอาจจะมีเรื่องพูดคุยกับสหายสนิทต่อไปอยู่บ้าง สักเล็กน้อยกระมัง"อ๋องน้อยเฉินลู่รีบกล่าวแก้ไขสถานการณ์อึมครึมตรงหน้า
"ขอบคุณมากนะเจ้าคะที่เมตตาข้า ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ
พี่เฉียน" ชางฉีพูดพลางค้อมตัวเดินจากไปโดยมิได้ปรายสายตามามองดูองค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเลยแม้แต่น้อยชางฉีใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับทั้งสองสามีอย่างมีความสุข นางเดินทางไปมาหาสู่กันกับเหวินเฉียนอย่างไม่ขาดสาย สัมพันธภาพระหว่างผู้ที่นับถือกันดุจพี่น้องแน่นแฟ้นดังเก่าสามีทั้งสองเองต่างก็มอบความรักและปรนนิบัตินางอย่างถึงใจในแต่ละค่ำคืนอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจวบจนกระทั่งวันเปิดภาคเรียนแรกของสถานศึกษาที่เหวินเฉียนทำการก่อสร้างได้เวียนมาถึงชางฉีตื่นนอนขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ นางรีบอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้า อีกทั้งยังช่วยสามีทั้งสองคนอาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนจึงร่วมกินอาหารเช้าร่วมกัน ก่อนจะเดินทางด้วยรถม้าคันเดียวกันมุ่งหน้าไปยังสถานศึกษาของเหวินเฉียนต่อในขณะที่กำลังนั่งรถม้าเดินทางไปยังสถานศึกษาอยู่นั้น ชางฉีก็เริ่มล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของตนพร้อมทั้งพยายามเปิดคอเสื้อขึ้นแสร้งทำเป็นมองหาอะไรอยู่ในนั้นไปมาอยู่สักพัก ทำเอาสามีทั้งสองคนของนางถึงกับเริ่มพากันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย“เจ้าเป็นอันใดไปเช่นนั้นหรืออาฉี?” อ๋องน้อยเฉินลู่เอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ทางด้านองค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเองก็จับมือเล็กของชางฉีเอาไว้มั่น และเริ่มแหวกคอเสื้อของชางฉีออกกว้างจนเผยให้เห็นถึ
“การปรนนิบัติสามีมีมากมายหลากหลายรูปแบบและวิธีการนัก” ‘องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงทรงตรัสขึ้นมาสั้นๆ มิขยายความเช่นนี้แล้วจะให้นางเข้าใจในสิ่งที่ตนต้องให้การปรนนิบัติอย่างไรบ้างเช่นนั้นหรือ?’ชางฉีขบคิดขึ้นมาในใจ มิรอให้ชางฉีได้นึกถึงการปรนนิบัติสามีได้นานนัก อ๋องน้อยเฉินลู่ได้อุ้มเอาชางฉีขึ้นมาบนเตียงและกระซิบข้างริมใบหูเล็กแผ่วเบาว่า “อาฉีช่วยปรนนิบัติอาเหลียงเหมือนตอนที่พวกเราอยู่บนรถม้ากันด้วยเถอะนะ”ทำให้ชางฉีจำต้องโน้มใบหน้างดงามหวานซึ้งลงไปอ้าปากเข้าครอบครองแก่นกายขนาดใหญ่ขององค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอาไว้ในอุ้งปากเล็กของนางโดยทันทีเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ช่องทางรักของนางโดนปลายลิ้นร้อนของอ๋องน้อยเฉินลู่ส่งเข้ามาทักทายและโดนเล้าโลมเลียอยู่อย่างนั้นจนน้ำหวานของนางไหลซึมออกมาไม่หยุด“ขย่มข้าลงมาแรงๆเลยอาฉี”องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่น พระองค์เฝ้ารอวันนี้มานานนัก วันที่จะถูกภรรยารักปรนนิบัติพระองค์เช่นนี้ชางฉีได้ยินดังนั้นจึงหันหน้ามามองดูอ๋องน้อยเฉินลู่ด้วยแววตายั่วยวนก่อนจะจับแก่นกายขององค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงมาจ่อเข้าที่ช่องทางรักของตนและเลื่อนตัวลงครอบครองเจ้าสิ
อรุณรุ่งของเช้าวันใหม่ได้มาเยือนอีกครั้ง ขบวนรถม้าได้พากันเดินทางมาถึงยังแคว้นซ่งแล้ว โดยจุดหมายปลายทางของขบวนรถม้าครานี้คือพากันมุ่งหน้ามาที่จวนของเหวินเฉียนก่อนนั่นเองทางด้านเหวินเฉียนเองก็เหมือนจะรับรู้ได้ว่าพวกเขาได้พากันเดินทางมาถึงแคว้นซ่งในวันนี้แล้ว จึงได้เตรียมการต้อนรับพวกเขาเอาไว้อย่างสมเกียรติพร้อมทั้งยังมอบของขวัญอันล้ำค่าและคำอวยพรมากมายให้กับพวกเขาด้วยทั้งสามสามีภรรยาต่างอยู่พูดคุยกันกับเหวินเฉียนมาได้สักพักใหญ่ ทางด้านแม่นมอี้หลัน และคนในขบวนเดินทางต่างได้รับพระบรมราชานุญาตให้แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยส่วนเสี่ยวจูได้รับมอบหมายให้ไปเก็บข้าวของต่างๆ ของตน และชางฉีออกมาจากเรือนน้อยจวี๋ฮวาให้หมด เพื่อที่จะได้พากันเดินทางไปยังเรือนหอที่ทางองค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงจัดให้คนมาจัดตกแต่งเอาไว้รอคอยการกลับมาของพวกเขาทั้งสามคนเอาไว้อย่างงดงาม ใหญ่โตและโอ่โถงยิ่งแล้วหลังจากนั่งสนทนา จิบชาและพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันไปได้สักพักแล้ว ขบวนรถม้าคันใหม่จากทางพระราชวังก็ได้มาจอดเทียบท่ายังหน้าจวนของเหวินเฉียน ทั้งสามคนจึงพากันกล่าวคำร่ำลาและขอตัวกลับไปพักผ่อนยังเรื
ชางฉีได้ยินดังนั้นแล้วจึงช้อนสายตาขึ้นไปมององค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงราวกับจะขอความคิดเห็นไปในตัว นางหวังว่าเขาจะส่ายศีรษะปฏิเสธอ๋องน้อยเฉินลู่ไปเพื่อที่นางจะได้ไม่ต้องทำอันใดบัดสีบนรถม้านี่ ท่านอ๋องน้อยเฉินลู่มิคิดบ้างหรอกหรือว่าหากคนบังคับรถม้าได้ยินเสียงร้องครวญครางของพวกเขาและนางเข้า แล้วนางจะเอาหน้าไปไว้ ณ ที่ใดกันแต่องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงกลับพยักหน้าลงน้อยๆ เป็นเชิงอนุญาตให้นาง และท่านอ๋องสามารถร่วมรักกันบนรถม้านี้ได้ตามอำเภอใจ ก่อนที่พระองค์จะทรงเปิดผ้าม่านรถม้าออกไปพูดกับคนบังคับรถม้าทั้งสองคนว่า “พวกเจ้าเป็นคนหูหนวกตาบอดใช่หรือไม่ พวกเจ้าจะมิสามารถรับรู้ถึงเหตุการณ์ใด และเสียงใดในรถม้าคันนี้ใช่หรือไม่?” องค์ฮ่องเต้จู้อี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงวางอำนาจ และดุดันเหี้ยมเกรียมเป็นอย่างยิ่ง“กระหม่อมล้วนแต่หูหนวกและเป็นใบ้พ่ะย่ะค่ะ” สารถีทั้งสองคนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นงันงกอย่างพร้อมเพรียงกัน“เช่นนั้นก็ดี หากเรื่องราวครั้งนี้ถูกแพร่ออกไปล่ะก็ข้าจะสั่งประหารชีวิตพวกเจ้าจนเก้าชั่วโคตรเลยทีเดียวเข้าใจหรือไม่?” องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงกล่าวย้ำขึ้นมาอีกครั้ง“รับด้วยเกล้าพะย
เมื่อเช้าวันที่แปดหลังการเข้าหอมาเยือน ชางฉีตื่นนอนตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่ นางเข้าไปพูดคุยกับบิดาที่จวนหลักหลังใหญ่มาได้นานราวหนึ่งชั่วยามแล้ว พร้อมทั้งบรรดาพี่ชายอีกสามคนก็กำลังนั่งพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับนางด้วยเช่นกัน แต่ละคนต่างก็ให้คำอวยพรให้นางมีความสุขในการใช้ชีวิตคู่ มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินเองก็ได้ให้คำอบรมสั่งสอนชางฉีถึงการใช้ชีวิตคู่ และการดูแลปรนนิบัติเอาใจสามีให้ชางฉีได้รับฟังเช่นเดียวกันก่อนเหล่าบรรดาพี่ชายของชางฉีจะพากันร่ำลาขอกลับจวนของตนไปก่อนแต่ชางฉีกลับยังคิดมิตกในเรื่องของลูกที่อาจจะกำลังมาเกิดในเร็ววันนี้นัก เนื่องด้วยนางมีสามีพร้อมกันทีเดียวถึงสองคนแล้วลูกที่เกิดมาจะรู้สึกมีปมด้อยอันใดหรือไม่นะ เห็นทีว่านางคงต้องได้ตั้งคำถามนี้กับองค์ฮ่องเต้ และท่านอ๋องดูเสียแล้วกระมังหลังจากนั้นมินานนัก อ๋องน้อยเฉินลู่และองค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงจึงได้เข้ามาร่ำลาท่านอัครมหาเสนบดีชางหม่าเวินก่อนจะพากันเดินทางกลับแคว้นซ่งไปขบวนการเดินทางเริ่มออกเดินทางกันในช่วงเช้ายามเฉิน (เวลา 08.00น.) ชางฉีนั่งรถม้ามาด้วยท่าทีที่นิ่งขรึมจนผิด
“ตัวข้าพอจะมีวิชาความรู้ด้านการรักษาบาดแผลมาอยู่บ้าง มิสู้อาฉีลองให้ข้าตรวจดูลักษณะบาดแผลให้บ้างเล่า เพื่อที่ข้าจะได้ให้การรักษาได้” อ๋องน้อยเฉินลู่พูดขึ้นน้ำเสียงจริงจังเคร่งขรึม แต่หากชางฉีสังเกตให้ดีจะพบว่าใบหน้าของผู้พูดนั้นแดงจัดซับสีมากเพียงใด‘มิมีวิธีใดในการขอดูช่องทางรักและช่อบุปผางามของภรรยารักได้ดีเท่ากับวิธีนี้อีกแล้ว’ อ๋องน้อยเฉินลู่นึกขึ้นมาในใจ“ใช่แล้วอาฉี เจ้าเจ็บมากหรือไม่ ให้พวกเราช่วยดูบาดแผลของเจ้าทีเถอะ เผื่อมีอันใดที่พวกเราสามารถช่วยเจ้าได้ พวกเรายินดีขอยอมมอบกายถวายชีวิตให้การช่วยเหลือเจ้าอย่างเต็มที่เลยที่เดียวเชียวล่ะ” องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นเป็นปี่เป็นขลุ่ย“พวกท่านพี่พากันหน้าไม่อายกันหนักมากแล้วนะ รู้ตัวบ้างหรือไม่เจ้าคะ?” ชางฉีพูดขึ้นอย่างเหลืออด“ทีของพวกเรา อาฉียังจับดูได้ ลูบคลำได้ เรายังมิเห็นว่าจะเขินอายเจ้าเลยแม้แต่เพียงนิด แต่ของเจ้ากลับหวงมิอยากจะให้พวกเราดูเช่นนั้นหรือ อาฉีไม่รักพวกเราแล้ว” อ๋องน้อยเฉินลู่แสร้งเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเศร้า“จริงด้วยอาลู่ อาฉีไม่รักพวกเราแล้ว” องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงตรัสขึ้นน้ำเสียงเศร้าสร้อ
ชางฉีเดินตามหลังอ๋องน้อยเฉินลู่ไปด้วยใจที่เหม่อลอย ดูเอาเถอะเดินทางมาถึงวันแรกนางก็เจอคนใจร้ายใช้คำพูดทำร้ายจิตใจเข้าเสียแล้ว'อีกทั้งเขายังบอกว่าจะเข้าเรียนที่สถานศึกษาของพี่เฉียนด้วยเช่นนั้นหรือ?' ชางฉีขบคิดขึ้นมาในใจพร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆหวังเรียกความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นของตนกลับคื
เหวินเฉียนเดินมาที่ห้องรับรองด้านหน้าราวกับเหาะได้ เขาหยุดชะงักนิ่งอยู่หน้าประตูทางเข้าราวกับคนวิญญาณแทบหลุดออกมาจากร่างดรุณีน้อยรูปงามราวสรวงสวรรค์สร้าง คืออาฉีน้องรักของเขาเมื่อหลายปีก่อนจริงๆหรือ? 'เจ้ามันงดงามเกินกว่านางเซียนไปแล้วนะอาฉี!' เหวินเฉียนนึกขึ้นมาในใจพร้อมทั้งก้าวขาเดินเข้าไปข
ณ จวนท่านราชครูเหวินเฉียนบุรุษรูปร่างสูงโปร่ง ท่างท่าสง่างามยิ่งกำลังนั่งจิบชาดอกเหมยอยู่ด้วยอาการนิ่งสงบ เขานั่งนับนิ้วมือไปมาอยู่สักพัก จึงเอ่ยขึ้นมาว่า"อาฟุ เจ้าช่วยจัดเตรียมของว่างขนมหวานและชาขาวผสมน้ำผึ้งไว้สำหรับต้อนรับแขกสามคนของข้าที่กำลังจะมาเยือนในตอนนี้ด้วยนะ""ขอรับคุณชาย" อาฟุพ
"ข้าควรจะถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้าอ่านภาษาฮั่นไม่ออกหรือนี่เป็นห้องทดลองเสื้อสำหรับบุรุษ มิใช่ของสตรีเสียหน่อยแล้วเจ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน?" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงถามกลับ"ข้า ข้า" ชางฉีเอ่ยออกมาน้ำเสียงขาดๆหายๆ นางยอมรับว่ามีภาษาฮั่นบางคำที่นางอ่านไม่ออกจริงๆ เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางชอบแอบหนี







