LOGIN"ข้าควรจะถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้าอ่านภาษาฮั่นไม่ออกหรือ
นี่เป็นห้องทดลองเสื้อสำหรับบุรุษ มิใช่ของสตรีเสียหน่อยแล้วเจ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน?" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงถามกลับ"ข้า ข้า" ชางฉีเอ่ยออกมาน้ำเสียงขาดๆหายๆ นางยอมรับว่ามีภาษาฮั่นบางคำที่นางอ่านไม่ออกจริงๆ เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางชอบแอบหนีไปฝึกยุทธ์ด้วยความสนุกสนานมากกว่าการนั่งคัดตำราเป็นไหนๆ
"เอาเถอะ ข้ายังไม่สามารถออกจากห้องทดลองเสื้อไปในยามนี้ได้ ส่วนเจ้าเองก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว"
ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบแต่สายตากลับไม่ได้ละไปจากใบหน้างามหวานซึ้งเลยแม้แต่น้อย
"เจ้าหันหลังไปทีสิ" ชางฉีออกคำสั่ง องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอง
จึงต้องทำตามโดยไม่มีทางเลี่ยงเวลาผ่านไปได้สักพัก ชางฉีก็ยังแต่งกายไม่เสร็จเสียที เหตุใดเสื้อผ้าของคนแคว้นซ่งจึงได้ดูรัดรูปมากขนาดนี้กันนะ? หน้าอกหน้าใจของนางถูกเนื้อผ้าบีบรัดจนล้นทะลักออกมามากขนาดนี้แล้ว นางจะทำเช่นไรต่อไปดี
ให้คนโง่มาวิเคราะห์ก็ยังคิดได้ว่านางมิสามารถใส่ชุดนี้เดินออกไปภายนอกได้จริงๆ"พี่ชายเจ้าคะ" ชางฉีไม่มีทางเลือกแล้วในยามนี้จึงต้องเอ่ยขอร้องบุรุษตรงหน้าขึ้นมาแทน
"มีอันใดอีกเช่นนั้นรึ?"
องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงหันพระพักตร์กลับมาอย่างช้าๆพร้อมทั้งหรี่ตา
มองท่าทีของชางฉีด้วยความประหลาดใจ
"คือว่าข้ามีเรื่องอยากขอร้องท่านเจ้าค่ะ"
ชางฉีเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นไหว
"ขอร้องในเรื่องใดกัน?"
"พี่ชายท่านช่วยไปเลือกเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ข้าเปลี่ยนได้หรือไม่
เจ้าคะ ชุดนี้มันดูรัดรูปยิ่งนัก ข้าสวมใส่แล้วดูไม่สบายตาเลยแม้แต่น้อย เจ้าค่ะ" ชางฉีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังขึงขัง"รัดรูปเช่นใด ไม่สบายเช่นใด เจ้าต้องให้ข้าให้ข้าได้พิจารณาดูเสียก่อนเถอะ" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงตรัสขึ้นอย่างไม่ยอมลดละ
"หากท่านดูแล้ว ท่านจะยอมช่วยเหลือข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
ชางฉีถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
"ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ข้าพูดแล้วย่อมมิคืนคำ"
ชางฉีได้ยินดังนั้นจึงนำเสื้อผ้าชุดเดิมที่ตนนำมากอดปิดบังหน้าอกเอาไว้ออกและหมุนตัวให้บุรุษตรงหน้าดูความรัดรูปของเสื้อผ้าชุดนี้อยู่อีกหนึ่งรอบ จึงได้หยิบเสื้อผ้าของตนขึ้นมาปิดบังหน้าอกเอาไว้อีกครา
"หากข้ายอมช่วยเหลือเจ้าแล้ว หวังว่าเจ้าจะไม่ลืมบุญคุณของข้าในครั้งนี้ และหวังว่าเจ้าจะตอบแทนบุญคุณของข้าในอนาคตข้างหน้าด้วยใช่หรือไม่?" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงตรัสหยั่งเชิง
"ข้าชางฉีย่อมต้องตอบแทนบุญคุณของท่านอย่างแน่นอน"
ชางฉีเอ่ยขึ้นน้ำเสียงขึงขัง ในชั่วพริบตาเดียวบุรุษผู้นั้นจึงได้ใช้วิชาตัวเบาโผทะยานออกนอกหน้าต่างไปในทันที
ด้านชางฉีเองก็เฝ้าสวดมนต์อ้อนวอนขอให้ตนผ่านพ้นสถานการณ์
อันน่าอึดอัดลำบากใจนี้ไปให้ได้โดยไว
เวลาผ่านไปได้อีกสักพัก เสื้อผ้าชุดใหม่ที่มีลวดลายเดียวกันและแบบเดียวกันกับของฮ่องเต้จูอี้เหลียงก็ถูกยื่นส่งมาให้ตรงหน้าของชางฉี
นางหยิบเสื้อผ้าชุดนั้นมาไว้กับตัวพร้อมทั้งระบายรอยยิ้มน้อยๆออกมาด้วยความดีใจ แต่ยังไม่วายเอ่ยกำชับขึ้นมาว่า
"ขอบคุณมากนะเจ้าคะที่ช่วยเหลือข้า และรบกวนท่านหันหลังกลับไปด้วยนะเจ้าคะ"
ฮ่องเต้จูอี้เหลียงได้ยินดังนั้นจึงหันหลังกลับไปอย่างง่ายดาย
เมื่อชางฉีแต่งกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางจึงสังเกตเห็นว่าชุดที่ตนสวมใส่อยู่เป็นลวดลายเดียวกัน และแบบเดียวกันกับที่บุรุษตรงหน้าสวมใส่แล้ก็อดที่จะแปลกใจขึ้นมาไม่ได้ คิ้วเรียวเล็กเริ่มขมวดมุ่นด้วยความสงสัย พร้อมทั้งพูดโพล่งออกไปว่า"เหตุใดเจ้าจึงต้องใส่ชุดแต่งกายเลียนแบบข้าด้วยหรือเจ้าคะ?"
ฮ่องเต้จูอี้เหลียงได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะดังลั่นออกมาด้วยความชอบพอใจ ร้อนถึงชางฉีที่ต้องรีบเขย่งปลายเท้าเอื้อมมือขึ้นไปจนสุดแขนปิดปากบุรุษตรงหน้าเอาไว้มิให้ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นให้เป็นที่น่าอับอายขายขี้หน้าอีก
"เงียบเดี๋ยวนี้นะ!! หากผู้อื่นมาได้ยินเสียงหัวเราะของเจ้าเข้าแล้วจะเป็นเช่นไร?"
นางเอ็ดเขาขึ้นมาเสียงเขียวก่อนจะยอมปล่อยมือของตนลงมาได้
"ข้าคงต้องรีบไปแล้ว ขอบคุณเจ้ามากนะที่ช่วยเหลือข้าเอาไว้"
ชางฉีพูดพลางหยิบเงินถุงหนึ่งยื่นส่งไปให้บุรุษตรงหน้า แต่เขากลับ
ส่ายศีรษะไปมาเบาๆเท่านั้นมิยอมรับถุงเงินของนางแต่อย่างใด
"ข้ามิเคยพูดว่าเจ้าต้องให้เงินเป็นการตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ของข้าเสียหน่อย" เขากล่าวขึ้นมาอย่างมีเลศนัย
"แล้วเจ้าต้องการอะไรกันล่ะ?" ชางฉีเลิกคิ้วถาม
"เจ้าจุมพิตข้าก่อนสิ บุญคุณครั้งนี้ของเราจะได้หายขาดกัน"
เขาว่าพลางยืนกอดอกด้วยท่วงท่าสบายใจยิ่งทางด้านชางฉีเองก็ตอบกลับมาด้วยความรวดเร็วว่องไวยิ่งว่า
"เช่นนั้นข้าขอติดหนี้บุญคุณท่านเอาไว้ก่อนนะเจ้าคะ แล้วข้าจะ
หาทางตอบแทนท่านใหม่ ข้าไปล่ะ"
หลังกล่าวจบร่างเล็กก็รีบวิ่งปรู๊ดออกมาจากห้องทดลองเสื้อ จ่ายเงินให้กับเถ้าแก่เจ้าของร้าน และลากจูงเสี่ยวจูที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วพอดีออกไปขึ้นรถม้าโดยฉับพลันทันด่วน
สร้างความแปลกประหลาดใจให้เกิดขึ้นกับเสี่ยวจูเป็นอย่างมากว่าคุณหนูของตนหลบหนีอันใดมาอีก ถึงได้มีทีท่าร้อนรนเอาเช่นนี้ด้วย
ณ จวนท่านราชครูเหวินเฉียนบุรุษรูปร่างสูงโปร่ง ท่างท่าสง่างามยิ่งกำลังนั่งจิบชาดอกเหมยอยู่ด้วยอาการนิ่งสงบ เขานั่งนับนิ้วมือไปมาอยู่สักพัก จึงเอ่ยขึ้นมาว่า"อาฟุ เจ้าช่วยจัดเตรียมของว่างขนมหวานและชาขาวผสมน้ำผึ้งไว้สำหรับต้อนรับแขกสามคนของข้าที่กำลังจะมาเยือนในตอนนี้ด้วยนะ""ขอรับคุณชาย" อาฟุพ่อบ้านรุ่นใหญ่วัยชราค้อมกายรับคำสั่งด้วยความนอบน้อมเขาได้ยินคุณชายสั่งความเอาไว้ว่า จะมีดรุณีน้อยรูปงามจากต่างเมืองมาขออาศัยอยู่ภายในจวนเพื่อทำการศึกษาหาวิชาความรู้ในสถานศึกษาของท่านราชครูเหวินเฉียนคุณชายรูปงามของเขาเท่านั้นเองมิใช่หรอกหรือ? แต่เหตุใดคุณชายถึงได้กล่าวว่าจะมีแขกเดินทางมาหาถึงสามคนพร้อมกันในยามนี้ด้วยนะ"ยังไม่รีบไปจัดการอีก" เหวินเฉียนกล่าวกำชับ เขาจึงรีบเดินไปจัดเตรียมของว่างและน้ำชาโดยทันทีเวลาผ่านไปได้ชั่วขณะ อาฟุก็ได้นำของว่างมาจัดเรียงวางไว้จนเต็มโต๊ะ อีกหนึ่งเค่อผ่านไปชาขาวผสมน้ำผึ้งก็ถูกยกมาวางลงบนโต๊ะติดๆ กันเหวินเฉียนทอดสายตามองขนมหวานบนโต๊ะด้วยความพึงพอใจ ของทุกอย่างวันนี้ที่เขาจัดเตรียมเอาไว้ล้วนเป็นของชอบของชางฉีทั้งหมด ไม่ได้พบเจอกันมานานหลายปี ป
"ข้าควรจะถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้าอ่านภาษาฮั่นไม่ออกหรือนี่เป็นห้องทดลองเสื้อสำหรับบุรุษ มิใช่ของสตรีเสียหน่อยแล้วเจ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน?" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงถามกลับ"ข้า ข้า" ชางฉีเอ่ยออกมาน้ำเสียงขาดๆหายๆ นางยอมรับว่ามีภาษาฮั่นบางคำที่นางอ่านไม่ออกจริงๆ เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางชอบแอบหนีไปฝึกยุทธ์ด้วยความสนุกสนานมากกว่าการนั่งคัดตำราเป็นไหนๆ"เอาเถอะ ข้ายังไม่สามารถออกจากห้องทดลองเสื้อไปในยามนี้ได้ ส่วนเจ้าเองก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว"ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบแต่สายตากลับไม่ได้ละไปจากใบหน้างามหวานซึ้งเลยแม้แต่น้อย"เจ้าหันหลังไปทีสิ" ชางฉีออกคำสั่ง องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเองจึงต้องทำตามโดยไม่มีทางเลี่ยงเวลาผ่านไปได้สักพัก ชางฉีก็ยังแต่งกายไม่เสร็จเสียที เหตุใดเสื้อผ้าของคนแคว้นซ่งจึงได้ดูรัดรูปมากขนาดนี้กันนะ? หน้าอกหน้าใจของนางถูกเนื้อผ้าบีบรัดจนล้นทะลักออกมามากขนาดนี้แล้ว นางจะทำเช่นไรต่อไปดี ให้คนโง่มาวิเคราะห์ก็ยังคิดได้ว่านางมิสามารถใส่ชุดนี้เดินออกไปภายนอกได้จริงๆ"พี่ชายเจ้าคะ" ชางฉีไม่มีทางเลือกแล้วในยามนี้จึงต้องเอ่ยขอร้องบุรุษตรงหน้าขึ้นมา
ชางฉีรีบเดินมาที่รถม้าของตน และพยักหน้าลงน้อยๆให้เสี่ยวจูช่วยประคองตนเองขึ้นรถม้า ก่อนจะร้องบอกให้ติงเกอกับเหอจิ้งเดินทางต่อไปได้สายลมเย็นอันอ่อนโยนพัดเข้ามาในรถม้าอยู่เป็นระยะ กลีบดอกเหมยดอกหนึ่งได้ถูกสายลมพัดเข้ามาข้างในรถม้าตกลงบนตักของชางฉีเข้าพอดี นางจึงให้เสี่ยวจูช่วยประดับดอกเหมยนี้ไว้บนมวยผม"วันนี้บ่าวสังเกตพบว่าดอกเหมยร่วงหล่นลงมามากกว่าปกติเลยนะเจ้าคะ ราวกับว่ากำลังให้การต้อนรับคุณหนูอยู่อย่างไรอย่างนั้น"เสี่ยวจูพูดพลางจัดตกแต่งประดับดอกเหมยลงบนมวยผมให้คุณหนูของตนอย่างเบามือ"ดอกเหมยร่วงโรยโปรยปราย แต่ภายในใจกลับอบอุ่นยิ่ง"ชางฉีเอ่ยขึ้นยิ้มๆ ใบหน้างามหวานซึ้งมีริ้วสีแดงปรากฏขึ้นจางๆ"คุณชายผู้นั้นเขาเป็นใครกันหรือเจ้าคะคุณหนู?"เสี่ยวจูอดถามขึ้นด้วยความสงสัยมิได้"เขาบอกเขาชื่อเฉินลู่"ชางฉีตอบไปเพียงเท่านั้น ติงเกอก็ส่งเสียงร้องบอกอยู่ข้างนอกรถม้าว่าตอนนี้ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงของแคว้นซ่งแล้ว คาดว่าคงใช้เวลาเดินทางอีกเพียงหนึ่งเค่อก็จะถึงจวนของท่านราชครูเหวินเฉียนแล้วชางฉีได้ยินแล้วจึงส่งเสียงตอบออกไปว่า"ติงเกอ เหอจิ้ง พวกเจ้าช่วยแวะร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
เสี่ยวจูเดินตามหลังคุณหนูของตนมาติดๆ จนกระทั่งชางฉีแอบลอบใช้วิชาตัวเบาโผทะยานขึ้นสู่ปลายยอดไม้เพื่ออาบแดด ด้วยไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาผู้ใดอีก เสี่ยวจูก็พลันตกตะลึงอ้าปากค้างขึ้นมาในทันที"คุณหนูเจ้าคะ!!" เสี่ยวจูร้องขึ้นด้วยความตกใจมือเล็กทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาปิดปากเอาไว้ด้วยคาดไม่ถึง"เสี่ยวจูเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า รีบกลับไปที่จุดพักรถม้า ซื้อน้ำและอาหารไปให้ติงเกอ เหอจิ้งและข้าด้วย" ชางฉีเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสดใสพร้อมทั้งยกมือขึ้นโบกไปมาหวังให้เสี่ยวจูได้สบายใจ แต่นอกจากบ่าวรับใช้ของตนจะยังคงอ้าปากค้างราวคนกรามแข็งหุบไม่ลงแล้ว ยังเอาแต่จ้องมองไปที่ด้านหลังของชางฉีด้วย"ข้าบอกให้ไปอย่างไรเล่า" ชางฉีกล่าวย้ำขึ้นมาอีกรอบพร้อมทั้งเม้มริมฝีปากนิดๆอย่างนึกขัดใจได้ยินดังนั้นเสี่ยวจูจึงจำต้องล่าถอยไปอย่างไม่มีทางเลี่ยงในขณะที่ชางฉีได้หันเสี้ยวหน้ามองมายังด้านหลัง นางก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อพบเจอเข้ากับบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่รูปร่างสูงใหญ่กำยำเป็นอย่างมาก หากเทียบขนาดตัวกันระหว่างบุรุษหนุ่มผู้นี้กับติงเกอและเหอจิ้งแล้วเขาสูงกว่าสองคนนั้นได้ราวครึ่งศอก (ยี่สิบห้าเซนติเมตร) ได้กระ
วันที่แปด เดือนสิบเอ็ด ช่วงคิมหันตฤดู รถม้าคันงามที่บังคับด้วยสารถีร่างโตถึงสองคนด้วยกันกำลังวิ่งเหยาะย่างมาตามทางรถม้าด้วยความสง่าผ่าเผยดอกเหมยสีชมพูสดปลิวร่วงหล่นลงมาจากต้นต้องกระทบหลังคารถม้าอยู่เป็นระยะ ราวกับกำลังเปิดทางต้อนรับโฉมสะคราญอยู่อย่างใจจดใจจ่อ"คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู" เสียงร้องเรียกแผ่วเบาที่ดังขึ้นอยู่ข้างริมใบหูเล็ก ทำให้ชางฉีดรุณีน้อยรูปงามบุตรีขุนนางขั้นหนึ่งท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินแห่งลั่วหลางต้องค่อยๆปรือเปลือกตาจากการหลับใหลตื่นขึ้นมาโดยทันที"มีอันใดกันหรือเสี่ยวจู?" ร่างเล็กเอ่ยถามพร้อมทั้งกระชับเสื้อคลุมที่ปักลายวิหคชมบุปผาของตนให้แน่นขึ้นมาอีก"ตอนนี้เป็นเวลารุ่งเช้าแล้วอากาศดียิ่งนัก บ่าวเลยปลุกคุณหนูให้ตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าเจ้าค่ะ" เสี่ยวจูบ่าวสาวคนสนิทข้างกายของชางฉีบุตรีรูปงามเพียงหนึ่งเดียวของท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสดใส ทำเอาผู้เป็นนายถึงกับเปิดผ้าม่านรถม้าออกมาดูบรรยากาศภายนอกเช่นเดียวกัน"ติงเกอ เหอจิ้ง จอดรถม้าด้วย ข้าอยากจะลงไปอาบแดดรับความอบอุ่นจากแสงตะวันยามเช้าก่อน แล้วเราค่อยเดินทางไปหาท







