Masukณ จวนท่านราชครูเหวินเฉียน
บุรุษรูปร่างสูงโปร่ง ท่างท่าสง่างามยิ่งกำลังนั่งจิบชาดอกเหมย
อยู่ด้วยอาการนิ่งสงบ เขานั่งนับนิ้วมือไปมาอยู่สักพัก จึงเอ่ยขึ้นมาว่า"อาฟุ เจ้าช่วยจัดเตรียมของว่างขนมหวานและชาขาวผสมน้ำผึ้งไว้สำหรับต้อนรับแขกสามคนของข้าที่กำลังจะมาเยือนในตอนนี้ด้วยนะ"
"ขอรับคุณชาย" อาฟุพ่อบ้านรุ่นใหญ่วัยชราค้อมกายรับคำสั่งด้วยความนอบน้อม
เขาได้ยินคุณชายสั่งความเอาไว้ว่า จะมีดรุณีน้อยรูปงามจาก
ต่างเมืองมาขออาศัยอยู่ภายในจวนเพื่อทำการศึกษาหาวิชาความรู้ ในสถานศึกษาของท่านราชครูเหวินเฉียนคุณชายรูปงามของเขาเท่านั้นเองมิใช่หรอกหรือ? แต่เหตุใดคุณชายถึงได้กล่าวว่าจะมีแขกเดินทางมาหาถึงสามคนพร้อมกันในยามนี้ด้วยนะ"ยังไม่รีบไปจัดการอีก" เหวินเฉียนกล่าวกำชับ เขาจึงรีบเดินไปจัดเตรียมของว่างและน้ำชาโดยทันที
เวลาผ่านไปได้ชั่วขณะ อาฟุก็ได้นำของว่างมาจัดเรียงวางไว้
จนเต็มโต๊ะ อีกหนึ่งเค่อผ่านไปชาขาวผสมน้ำผึ้งก็ถูกยกมาวางลงบนโต๊ะติดๆ กันเหวินเฉียนทอดสายตามองขนมหวานบนโต๊ะด้วยความ
พึงพอใจ ของทุกอย่างวันนี้ที่เขาจัดเตรียมเอาไว้ล้วนเป็นของชอบของ ชางฉีทั้งหมด ไม่ได้พบเจอกันมานานหลายปี ป่านนี้นางคงเติบโตขึ้นมามากแล้วกระมังหลังจากคิดอะไรเพลินๆไปได้สักระยะ สายลมเย็นวูบหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามาในห้องก็ได้นำพาบุรุษร่างยักษ์ผู้หนึ่งให้เข้ามาด้วย เหวินเฉียนเบิกตาโตขึ้นด้วยความประหลาดใจแกมคาดไม่ถึง
"สวัสดีสหายรัก มิได้พบปะกันมานานหลายปีนัก เจ้าสุขสบายดีหรือไม่?" อ๋องน้อยเฉินลู่แห่งหนานจิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาสบายยิ่งมิได้อนาทรร้อนใจกับท่าทีตื่นตะลึงของผู้ที่ตนเรียกว่าสหายรักแต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อย
เขาพอจะมีความสามารถในการเสี่ยงทายอนาคตข้างหน้ามา
อยู่บ้าง จึงพอจะคาดเดาได้ว่าตนเองจะมีแขกมาหาที่จวนพร้อมกันถึง สามคนโดยมิได้นัดหมาย แต่ก็คาดคิดไม่ถึงเลยแม้แต่เพียงสักนิดว่า ท่านอ๋องเฉินลู่ผู้นี้จะเป็นหนึ่งในสามของแขกผู้ที่จะมาเยือนตนในวันนี้ด้วย"ทะ ท่านอ๋องทรงเสด็จเข้ามาจากทางใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
เหวินเฉียนถามขึ้นด้วยความสงสัย"คงจะเป็นทางหลังคานั่นล่ะกระมัง"
อ๋องน้อยเฉินลู่ว่าพลางนั่งลงตรงหน้าของเหวินเฉียน
"แล้วที่ทรงเสด็จมาหากระหม่อมในวันนี้ มิทราบทรงมีธุระอื่นใดกับกระหม่อมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
"ได้ข่าวว่าสหายจะเปิดสำนักศึกษามิใช่หรือ วันนี้ข้าจึงมาร่วมแสดงความยินดีด้วย และอยากจะขอฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านราชครูด้วยพอจะได้หรือไม่?"
คำกล่าวเรียบง่ายที่ออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูปนั้นทำเอา
เหวินเฉียนแทบจะล้มทั้งยืนด้วยความตกตะลึงอย่างหนัก"ท่านอ๋องทรงล้อกระหม่อมเล่นแล้ว ท่านอ๋องทรงล้อกระหม่อมเล่นแล้วจริงๆ"
เหวินเฉียนพูดพลางยกชายแขนเสื้อขึ้นมาซับเหงื่อเม็ดโตที่
ผุดขึ้นมาตามไรผมย้อนไปได้ราวสิบปีก่อน เหวินเฉียนได้ถูกบิดาส่งตัวไปศึกษากับปรมาจารย์แห่งยุคนามไต้หลี่แห่งเทือกเขาหัวซานอันเลื่องชื่อ ครานั้นเขาได้พบเจอกับอ๋องน้อยเฉินลู่โดยมิรู้ฐานะของกันและกันมาก่อน
ทั้งสองนับได้เป็นสหายสนิทกันมาตั้งแต่นั้น ที่ไหนมีเฉินลู่ที่นั่นต้องมีเหวินเฉียนด้วย
ท่านอ๋องน้อยเฉินลู่นั้นมีความเก่งกล้าสามารถทั้งทางบุ๋นและทางบู๊ เพียงแต่ว่าทางบุ๋นนั้นอาจเป็นรองเหวินเฉียนอยู่หน่อยๆ เนื่องด้วยทรงขี้เกียจท่องจำตำรา ส่วนเหวินเฉียนนั้นก็เป็นพวกชอบใช้ปัญญามากว่าการใช้กำลังเข้าต่อสู้ ทั้งคู่จึงเป็นสหายที่เติมเต็มในสิ่งที่ขาดของกันและกันได้เป็นอย่างดี
"เจ้ามิยินดีที่จะต้อนรับข้าหรือ เช่นนั้นเห็นทีข้าคงต้องขอตัวลาไปก่อนนะ" อ๋องน้อยเฉินลู่ว่าพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
"มิใช่เช่นนั้น มิได้เป็นเช่นนั้น ท่านอ๋องอย่าได้ทรงคิดมากไป
พ่ะย่ะค่ะ" เหวินเฉียนรีบกล่าวแก้ไขสถานการณ์"อยู่ที่แคว้นซ่ง ข้าอยากขอให้ท่านราชครูเรียกข้าด้วยชื่อแซ่ธรรมดาและมองข้าเป็นเพียงสหายผู้หนึ่งได้หรือไม่?"
อ๋องน้อยเฉินลู่เอ่ยขึ้นน้ำเสียงเคร่งขรึม เมื่อเหวินเฉียนลอบมองไปที่ใบหน้าและแววตาของอีกฝ่ายแล้ว แม้ตนอยากจะถามเหตุผลว่าเพราะ
เหตุใดกัน แต่ก็ทำได้เพียงกลืนคำถามนั้นลงคอไปเสียและเอ่ยรับคำขึ้นมาได้เพียง "กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ"เวลาผ่านไปได้อีกชั่วขณะ อาฟุก็ได้เดินเข้ามาหาเหวินเฉียน
หน้าตาตื่นและกระซิบขึ้นมาเสียงเบาว่า"ขณะนี้ฝ่าบาทมารอพบคุณชายอยู่ที่ห้องหนังสือแล้วขอรับ"
"ท่านอ๋อง เอ่อ! อาลู่ข้าขอตัวไปคุยธุระกับแขกที่มาคุยเรื่องกิจการงานสำคัญวันนี้ที่ห้องหนังสือก่อนได้หรือไม่ หากคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าจะมาเจรจาพูดคุยกับเจ้าต่อในทันที"
เหวินเฉียนเอ่ยขอตัวขึ้นอย่างมีมารยาท สหายสนิทที่ร่ำเรียนวิชาด้วยกันมาตั้งหลายปีมาเยี่ยมเยือนทั้งที นั่งพักเก้าอี้ยังไม่ทันร้อน
จะให้เขาเชิญสหายออกไปพักที่อื่นก่อน ก็เกรงว่าใจคอคงจะคับแคบเสียยิ่งกว่าเมล็ดงาเสียแล้วกระมัง
"เจ้าไปเถอะ" อ๋องน้อยเฉินลู่กล่าวรับคำพร้อมทั้งพยักหน้าลงน้อยๆเป็นเชิงรับรู้
"ถวายพระพรฝ่าบาทขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี
พ่ะย่ะค่ะ" เหวินเฉียนเอ่ยคำถวายพระพรเสียงดังพอประมาณพร้อมทั้งคุกเข่าลงไปกับพื้น"ลุกขึ้นได้ไม่ต้องมากพิธี" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงตรัสพลางผายมือขึ้น
"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ"
เหวินเฉียนเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
"ข้าอยากจะมาเป็นศิษย์ในสำนักของเจ้า ที่เจ้าวางแผนจะเปิดขึ้นในเร็ววันนี้ ห้ามคัดค้าน ห้ามถามหาเหตุผล"
องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ" เหวินเฉียนเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีทางเลี่ยง
‘นี่มันเป็นวันอะไรของเขากันนะ ที่โดนผู้สูงศักดิ์ถึงสองคนมา
บีบบังคับขอให้ตัวเองได้เข้ามาศึกษาในสำนักสถานศึกษาที่เขาวางแผน จะเปิดในเร็ววันนี้ด้วย?’"เวลาที่ข้าอยู่ในจวนท่านราชครูของเจ้าเราคือสหายกัน เจ้าห้ามเรียกข้าว่าฝ่าบาท ห้ามใช้คำราชาศัพท์กับข้า ให้เรียกข้าว่าอาเหลียงเข้าใจหรือไม่?" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงกล่าวกำชับ
"ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!" เหวินเฉียนร้องครางขึ้นมาอย่างไม่ค่อยเชื่อหูตนเองนัก
"นี่คือคำสั่ง"
น้ำเสียงเข้มที่เปล่งออกมานั้นฟังดูมีความกดดันมากถึงแปดส่วนด้วยกัน
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"
เหวินเฉียนจำต้องกล่าวรับคำสั่งขึ้นมาอีกครา
คราวนี้อาฟุจำต้องเดินเข้ามาด้อมๆ มองๆ ที่หน้าประตูห้องหนังสือของเหวินเฉียนอีกครั้ง ด้วยแขกผู้มาเยือนที่จวนราชครูเป็นคน
ที่สามนั้นกำลังรอคอยที่จะพบกับเหวินเฉียนอยู่ในห้องรับรองด้านหน้าอยู่ ณ ตอนนี้ฮ่องเต้จูอี้เหลียงทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ประเมินสถานการณ์ตรงหน้าได้โดยรอบทันที จึงแสร้งตรัสขึ้นมาว่า
"เจ้าจะไปทำอันใดก็ไปเถิด ข้าขอนั่งพักอยู่ที่ห้องหนังสือนี่
สักประเดี๋ยวก็จะกลับแล้ว""พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" เหวินเฉียนพูดพลางเดินถอยหลังออกจาก
ห้องหนังสือไปอย่างเงียบเชียบชางฉีใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับทั้งสองสามีอย่างมีความสุข นางเดินทางไปมาหาสู่กันกับเหวินเฉียนอย่างไม่ขาดสาย สัมพันธภาพระหว่างผู้ที่นับถือกันดุจพี่น้องแน่นแฟ้นดังเก่าสามีทั้งสองเองต่างก็มอบความรักและปรนนิบัตินางอย่างถึงใจในแต่ละค่ำคืนอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจวบจนกระทั่งวันเปิดภาคเรียนแรกของสถานศึกษาที่เหวินเฉียนทำการก่อสร้างได้เวียนมาถึงชางฉีตื่นนอนขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ นางรีบอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้า อีกทั้งยังช่วยสามีทั้งสองคนอาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนจึงร่วมกินอาหารเช้าร่วมกัน ก่อนจะเดินทางด้วยรถม้าคันเดียวกันมุ่งหน้าไปยังสถานศึกษาของเหวินเฉียนต่อในขณะที่กำลังนั่งรถม้าเดินทางไปยังสถานศึกษาอยู่นั้น ชางฉีก็เริ่มล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของตนพร้อมทั้งพยายามเปิดคอเสื้อขึ้นแสร้งทำเป็นมองหาอะไรอยู่ในนั้นไปมาอยู่สักพัก ทำเอาสามีทั้งสองคนของนางถึงกับเริ่มพากันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย“เจ้าเป็นอันใดไปเช่นนั้นหรืออาฉี?” อ๋องน้อยเฉินลู่เอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ทางด้านองค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเองก็จับมือเล็กของชางฉีเอาไว้มั่น และเริ่มแหวกคอเสื้อของชางฉีออกกว้างจนเผยให้เห็นถึ
“การปรนนิบัติสามีมีมากมายหลากหลายรูปแบบและวิธีการนัก” ‘องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงทรงตรัสขึ้นมาสั้นๆ มิขยายความเช่นนี้แล้วจะให้นางเข้าใจในสิ่งที่ตนต้องให้การปรนนิบัติอย่างไรบ้างเช่นนั้นหรือ?’ชางฉีขบคิดขึ้นมาในใจ มิรอให้ชางฉีได้นึกถึงการปรนนิบัติสามีได้นานนัก อ๋องน้อยเฉินลู่ได้อุ้มเอาชางฉีขึ้นมาบนเตียงและกระซิบข้างริมใบหูเล็กแผ่วเบาว่า “อาฉีช่วยปรนนิบัติอาเหลียงเหมือนตอนที่พวกเราอยู่บนรถม้ากันด้วยเถอะนะ”ทำให้ชางฉีจำต้องโน้มใบหน้างดงามหวานซึ้งลงไปอ้าปากเข้าครอบครองแก่นกายขนาดใหญ่ขององค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอาไว้ในอุ้งปากเล็กของนางโดยทันทีเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ช่องทางรักของนางโดนปลายลิ้นร้อนของอ๋องน้อยเฉินลู่ส่งเข้ามาทักทายและโดนเล้าโลมเลียอยู่อย่างนั้นจนน้ำหวานของนางไหลซึมออกมาไม่หยุด“ขย่มข้าลงมาแรงๆเลยอาฉี”องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่น พระองค์เฝ้ารอวันนี้มานานนัก วันที่จะถูกภรรยารักปรนนิบัติพระองค์เช่นนี้ชางฉีได้ยินดังนั้นจึงหันหน้ามามองดูอ๋องน้อยเฉินลู่ด้วยแววตายั่วยวนก่อนจะจับแก่นกายขององค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงมาจ่อเข้าที่ช่องทางรักของตนและเลื่อนตัวลงครอบครองเจ้าสิ
อรุณรุ่งของเช้าวันใหม่ได้มาเยือนอีกครั้ง ขบวนรถม้าได้พากันเดินทางมาถึงยังแคว้นซ่งแล้ว โดยจุดหมายปลายทางของขบวนรถม้าครานี้คือพากันมุ่งหน้ามาที่จวนของเหวินเฉียนก่อนนั่นเองทางด้านเหวินเฉียนเองก็เหมือนจะรับรู้ได้ว่าพวกเขาได้พากันเดินทางมาถึงแคว้นซ่งในวันนี้แล้ว จึงได้เตรียมการต้อนรับพวกเขาเอาไว้อย่างสมเกียรติพร้อมทั้งยังมอบของขวัญอันล้ำค่าและคำอวยพรมากมายให้กับพวกเขาด้วยทั้งสามสามีภรรยาต่างอยู่พูดคุยกันกับเหวินเฉียนมาได้สักพักใหญ่ ทางด้านแม่นมอี้หลัน และคนในขบวนเดินทางต่างได้รับพระบรมราชานุญาตให้แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยส่วนเสี่ยวจูได้รับมอบหมายให้ไปเก็บข้าวของต่างๆ ของตน และชางฉีออกมาจากเรือนน้อยจวี๋ฮวาให้หมด เพื่อที่จะได้พากันเดินทางไปยังเรือนหอที่ทางองค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงจัดให้คนมาจัดตกแต่งเอาไว้รอคอยการกลับมาของพวกเขาทั้งสามคนเอาไว้อย่างงดงาม ใหญ่โตและโอ่โถงยิ่งแล้วหลังจากนั่งสนทนา จิบชาและพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันไปได้สักพักแล้ว ขบวนรถม้าคันใหม่จากทางพระราชวังก็ได้มาจอดเทียบท่ายังหน้าจวนของเหวินเฉียน ทั้งสามคนจึงพากันกล่าวคำร่ำลาและขอตัวกลับไปพักผ่อนยังเรื
ชางฉีได้ยินดังนั้นแล้วจึงช้อนสายตาขึ้นไปมององค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงราวกับจะขอความคิดเห็นไปในตัว นางหวังว่าเขาจะส่ายศีรษะปฏิเสธอ๋องน้อยเฉินลู่ไปเพื่อที่นางจะได้ไม่ต้องทำอันใดบัดสีบนรถม้านี่ ท่านอ๋องน้อยเฉินลู่มิคิดบ้างหรอกหรือว่าหากคนบังคับรถม้าได้ยินเสียงร้องครวญครางของพวกเขาและนางเข้า แล้วนางจะเอาหน้าไปไว้ ณ ที่ใดกันแต่องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงกลับพยักหน้าลงน้อยๆ เป็นเชิงอนุญาตให้นาง และท่านอ๋องสามารถร่วมรักกันบนรถม้านี้ได้ตามอำเภอใจ ก่อนที่พระองค์จะทรงเปิดผ้าม่านรถม้าออกไปพูดกับคนบังคับรถม้าทั้งสองคนว่า “พวกเจ้าเป็นคนหูหนวกตาบอดใช่หรือไม่ พวกเจ้าจะมิสามารถรับรู้ถึงเหตุการณ์ใด และเสียงใดในรถม้าคันนี้ใช่หรือไม่?” องค์ฮ่องเต้จู้อี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงวางอำนาจ และดุดันเหี้ยมเกรียมเป็นอย่างยิ่ง“กระหม่อมล้วนแต่หูหนวกและเป็นใบ้พ่ะย่ะค่ะ” สารถีทั้งสองคนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นงันงกอย่างพร้อมเพรียงกัน“เช่นนั้นก็ดี หากเรื่องราวครั้งนี้ถูกแพร่ออกไปล่ะก็ข้าจะสั่งประหารชีวิตพวกเจ้าจนเก้าชั่วโคตรเลยทีเดียวเข้าใจหรือไม่?” องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงกล่าวย้ำขึ้นมาอีกครั้ง“รับด้วยเกล้าพะย
เมื่อเช้าวันที่แปดหลังการเข้าหอมาเยือน ชางฉีตื่นนอนตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่ นางเข้าไปพูดคุยกับบิดาที่จวนหลักหลังใหญ่มาได้นานราวหนึ่งชั่วยามแล้ว พร้อมทั้งบรรดาพี่ชายอีกสามคนก็กำลังนั่งพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับนางด้วยเช่นกัน แต่ละคนต่างก็ให้คำอวยพรให้นางมีความสุขในการใช้ชีวิตคู่ มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินเองก็ได้ให้คำอบรมสั่งสอนชางฉีถึงการใช้ชีวิตคู่ และการดูแลปรนนิบัติเอาใจสามีให้ชางฉีได้รับฟังเช่นเดียวกันก่อนเหล่าบรรดาพี่ชายของชางฉีจะพากันร่ำลาขอกลับจวนของตนไปก่อนแต่ชางฉีกลับยังคิดมิตกในเรื่องของลูกที่อาจจะกำลังมาเกิดในเร็ววันนี้นัก เนื่องด้วยนางมีสามีพร้อมกันทีเดียวถึงสองคนแล้วลูกที่เกิดมาจะรู้สึกมีปมด้อยอันใดหรือไม่นะ เห็นทีว่านางคงต้องได้ตั้งคำถามนี้กับองค์ฮ่องเต้ และท่านอ๋องดูเสียแล้วกระมังหลังจากนั้นมินานนัก อ๋องน้อยเฉินลู่และองค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงจึงได้เข้ามาร่ำลาท่านอัครมหาเสนบดีชางหม่าเวินก่อนจะพากันเดินทางกลับแคว้นซ่งไปขบวนการเดินทางเริ่มออกเดินทางกันในช่วงเช้ายามเฉิน (เวลา 08.00น.) ชางฉีนั่งรถม้ามาด้วยท่าทีที่นิ่งขรึมจนผิด
“ตัวข้าพอจะมีวิชาความรู้ด้านการรักษาบาดแผลมาอยู่บ้าง มิสู้อาฉีลองให้ข้าตรวจดูลักษณะบาดแผลให้บ้างเล่า เพื่อที่ข้าจะได้ให้การรักษาได้” อ๋องน้อยเฉินลู่พูดขึ้นน้ำเสียงจริงจังเคร่งขรึม แต่หากชางฉีสังเกตให้ดีจะพบว่าใบหน้าของผู้พูดนั้นแดงจัดซับสีมากเพียงใด‘มิมีวิธีใดในการขอดูช่องทางรักและช่อบุปผางามของภรรยารักได้ดีเท่ากับวิธีนี้อีกแล้ว’ อ๋องน้อยเฉินลู่นึกขึ้นมาในใจ“ใช่แล้วอาฉี เจ้าเจ็บมากหรือไม่ ให้พวกเราช่วยดูบาดแผลของเจ้าทีเถอะ เผื่อมีอันใดที่พวกเราสามารถช่วยเจ้าได้ พวกเรายินดีขอยอมมอบกายถวายชีวิตให้การช่วยเหลือเจ้าอย่างเต็มที่เลยที่เดียวเชียวล่ะ” องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นเป็นปี่เป็นขลุ่ย“พวกท่านพี่พากันหน้าไม่อายกันหนักมากแล้วนะ รู้ตัวบ้างหรือไม่เจ้าคะ?” ชางฉีพูดขึ้นอย่างเหลืออด“ทีของพวกเรา อาฉียังจับดูได้ ลูบคลำได้ เรายังมิเห็นว่าจะเขินอายเจ้าเลยแม้แต่เพียงนิด แต่ของเจ้ากลับหวงมิอยากจะให้พวกเราดูเช่นนั้นหรือ อาฉีไม่รักพวกเราแล้ว” อ๋องน้อยเฉินลู่แสร้งเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเศร้า“จริงด้วยอาลู่ อาฉีไม่รักพวกเราแล้ว” องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงตรัสขึ้นน้ำเสียงเศร้าสร้อ
ชางฉีเดินตามหลังอ๋องน้อยเฉินลู่ไปด้วยใจที่เหม่อลอย ดูเอาเถอะเดินทางมาถึงวันแรกนางก็เจอคนใจร้ายใช้คำพูดทำร้ายจิตใจเข้าเสียแล้ว'อีกทั้งเขายังบอกว่าจะเข้าเรียนที่สถานศึกษาของพี่เฉียนด้วยเช่นนั้นหรือ?' ชางฉีขบคิดขึ้นมาในใจพร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆหวังเรียกความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นของตนกลับคื
เหวินเฉียนเห็นดังนั้นจึงคว้าอุ้มเอาร่างเล็กขึ้นมาแนบอกเดินมุ่งหน้านำชางฉีไปวางไว้บนตั่งกุ้ยเฟยในมุมหนึ่งของห้องโดยทันที"อาฉี อาฉีตื่นขึ้นมาเถิด พี่เฉียนอยู่ตรงนี้แล้ว" เหวินเฉียนพูดพลางเขย่าตัวของชางฉีไปมาเบาๆ'ตีข้าให้ตาย ข้าก็จะไม่ยอมลืมตาตื่นขึ้นมาเป็นอันขาด' ชางฉีคิดขึ้นมาในใจ ก็ในเมื่อน
เหวินเฉียนเดินมาที่ห้องรับรองด้านหน้าราวกับเหาะได้ เขาหยุดชะงักนิ่งอยู่หน้าประตูทางเข้าราวกับคนวิญญาณแทบหลุดออกมาจากร่างดรุณีน้อยรูปงามราวสรวงสวรรค์สร้าง คืออาฉีน้องรักของเขาเมื่อหลายปีก่อนจริงๆหรือ? 'เจ้ามันงดงามเกินกว่านางเซียนไปแล้วนะอาฉี!' เหวินเฉียนนึกขึ้นมาในใจพร้อมทั้งก้าวขาเดินเข้าไปข
"ข้าควรจะถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้าอ่านภาษาฮั่นไม่ออกหรือนี่เป็นห้องทดลองเสื้อสำหรับบุรุษ มิใช่ของสตรีเสียหน่อยแล้วเจ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน?" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงถามกลับ"ข้า ข้า" ชางฉีเอ่ยออกมาน้ำเสียงขาดๆหายๆ นางยอมรับว่ามีภาษาฮั่นบางคำที่นางอ่านไม่ออกจริงๆ เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางชอบแอบหนี







