เข้าสู่ระบบชางฉี โฉมสะคราญล่มปฐพี หวังเพียงจะมีรักดีแค่รักเดียว แต่ไฉน ไยต้องได้แต่งงานกับสามีบ้าตัณหาราคะอย่างหนัก ถึงสองคนนี้กันด้วยเล่า!!?
ดูเพิ่มเติมวันที่แปด เดือนสิบเอ็ด ช่วงคิมหันตฤดู รถม้าคันงามที่บังคับด้วยสารถีร่างโตถึงสองคนด้วยกันกำลังวิ่งเหยาะย่างมาตามทางรถม้าด้วยความสง่าผ่าเผย
ดอกเหมยสีชมพูสดปลิวร่วงหล่นลงมาจากต้นต้องกระทบหลังคา
รถม้าอยู่เป็นระยะ ราวกับกำลังเปิดทางต้อนรับโฉมสะคราญอยู่อย่าง ใจจดใจจ่อ"คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู" เสียงร้องเรียกแผ่วเบาที่ดังขึ้นอยู่ข้างริมใบหูเล็ก ทำให้ชางฉีดรุณีน้อยรูปงามบุตรีขุนนางขั้นหนึ่งท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินแห่งลั่วหลางต้องค่อยๆปรือเปลือกตาจากการหลับใหลตื่นขึ้นมาโดยทันที
"มีอันใดกันหรือเสี่ยวจู?"
ร่างเล็กเอ่ยถามพร้อมทั้งกระชับเสื้อคลุมที่ปักลายวิหคชมบุปผาของตนให้แน่นขึ้นมาอีก
"ตอนนี้เป็นเวลารุ่งเช้าแล้วอากาศดียิ่งนัก บ่าวเลยปลุกคุณหนูให้ตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าเจ้าค่ะ"
เสี่ยวจูบ่าวสาวคนสนิทข้างกายของชางฉีบุตรีรูปงามเพียง
หนึ่งเดียวของท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสดใสทำเอาผู้เป็นนายถึงกับเปิดผ้าม่านรถม้าออกมาดูบรรยากาศภายนอกเช่นเดียวกัน
"ติงเกอ เหอจิ้ง จอดรถม้าด้วย ข้าอยากจะลงไปอาบแดด
รับความอบอุ่นจากแสงตะวันยามเช้าก่อน แล้วเราค่อยเดินทางไปหา ท่านราชครูเหวินเฉียนได้หรือไม่?"ชางฉีกล่าวกับสารถีของตนน้ำเสียงนุ่ม
"ขออภัยด้วยขอรับคุณหนู ท่านอัครมหาเสนาบดีสั่งความเอาไว้ว่าห้ามจอดรถม้าในพื้นที่สุ่มเสี่ยงอันก่อให้เกิดอันตรายได้นะขอรับ"
ติงเกอตอบกลับมาน้ำเสียงเคร่งขรึม
"อ้อ เช่นนั้นเองหรอกหรือ แล้วพอจะมีที่ใด ที่ข้าสามารถลงไปเดินเล่นผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางครั้งนี้ได้บ้างเล่า?"
ชางฉีเอ่ยถามด้วยความอ่อนโยน ถึงแม้ว่านางจะมีชาติตระกูลที่สูงส่งแต่นางก็ไม่เคยถือตัวและวางท่าทางยิ่งใหญ่คับฟ้าแต่ประการใด
อีกทั้งนางยังเป็นคนจิตใจดีงามเหมาะสมกับความงดงามของรูปร่างหน้าตาตนเองอีกด้วย
"เรียนคุณหนูผ่านไปอีกราวสิบลี้ก็จะถึงจุดพักรถม้าแล้วขอรับ บริเวณนั้นถึงจะมีคนพลุกพล่านนัก แต่ใกล้กันกับจุดพักรถม้า
จะมีสวนดอกไม้ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันมากเท่าใดนัก คุณหนูสามารถลงไปเดินเล่นได้นานราวหนึ่งเค่อขอรับ" เหอจิ้งตอบขึ้นอย่างฉะฉาน"ขอบใจพวกเจ้ามากนะ"
ชางฉีเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งระบายรอยยิ้มน้อยๆออกมาทางสีหน้า
ทำเอาเสี่ยวจูถึงกับนิ่งอึ้งตะลึงงันตัวแข็งค้างไปชั่วขณะ"เสี่ยวจู เสี่ยวจู เจ้าเป็นอันใดไปหรือ?"
ชางฉีเอ่ยถามขึ้นพร้อมทั้งโบกมือไปมาข้างหน้าเสี่ยวจูเบาๆ
"คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูช่างงดงามนัก หากบ่าวมิได้คอยติดตาม
รับใช้ใกล้ชิดคุณหนูมาตั้งแต่บ่าวยังเล็ก บ่าวคงอดที่จะใจสั่นหวั่นไหวจนอกแตกตายมิได้เลยนะเจ้าคะกับความงดงามของคุณหนู"เสี่ยวจูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหม่อลอยก่อนจะดึงสติกลับคืนมาหาตนเองได้
"เจ้าก็ช่างกล่าวหนักเกินไปแล้ว หญิงงามเมืองหลวงแคว้นซ่งมีมากมายนัก ชาวเมืองลั่วหลางอย่างเราคงจะเทียบอันใดกับพวกนางมิติดหรอกกระมัง" ชางฉีเอ่ยขึ้นยิ้มๆพร้อมทั้งส่ายศีรษะไปมาเบาๆ
"บ่าวพูดจริงๆนะเจ้าคะ" เสี่ยวจูยังคงยืนยันน้ำเสียงหนักแน่น
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถม้าได้หยุดลงเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าได้เดินทางมาถึงยังจุดพักรถม้าแล้วชางฉีค่อยๆแง้มผ้าม่านเปิดออกมาดูบรรยากาศภายนอกด้วยความตื่นตาตื่นใจ
แทบจะนับครั้งได้เลยกระมังที่นางได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกจวนของท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินได้
และเหตุผลในการที่บิดาจำต้องกัดฟันหลั่งเลือดส่งนางออกนอกเมืองลั่วหลางคือ ต้องการให้นางมาศึกษาหาความรู้กับท่านราชครู
เหวินเฉียนบุตรชายสหายสนิทของบิดาเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้และช่วยต่อดวงชะตาให้กับนางนั่นเองย้อนไปเมื่อสองเดือนก่อนในวันที่ชางฉีอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์ จวนของท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินได้เกิดปรากฏการณ์
ฝนดาวตกครั้งใหญ่ขึ้น ทั่วทั้งจวนได้มีม่านหมอกสีทองมาปกคลุมเอาไว้เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม หลังจากนั้นท้องฟ้าจึงนิ่งสงบลงได้ดังเดิม และพระจันทร์บนท้องฟ้าจึงสามารถกลับมาทอแสงเย็นนวลตาได้ดังเก่าเหตุการณ์ครานั้นสะเทือนไปถึงพระราชวังหลวงของแคว้นหลง
อีกทั้งเหตุยังเกิดขึ้นที่เมืองลั่วหลางซึ่งเมืองหลวงของแคว้นหลงอีกด้วย จึงทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีชางหม่าเวินถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับวันรุ่งขึ้นจึงได้ให้คนไปเชิญนักพรตผู้เก่งกล้าสามารถจากนอก
เมืองหลวงให้เข้ามายังจวนของตนโดยเร่งด่วนนักพรตผู้นั้นได้ทำนายดวงชะตาของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยละเอียดพร้อมทั้งบอกถึงวิธีแก้ไขเอาไว้อย่างเสร็จสรรพ
หลังจากส่งท่านนักพรตกลับไปแล้ว บิดาจึงได้เรียกพบนางเป็นการด่วนเพื่อชี้แจงให้นางได้รับทราบถึงคำทำนายนั้น และขอให้นางช่วยเหลือครอบครัวโดยการปฏิบัติตามคำสั่งของบิดาอย่างเคร่งครัด นางจึง
ต้องออกเดินทางมาที่แคว้นซ่งโดยไม่มีทางเลี่ยง
"เราไปกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู"
เสี่ยวจูเอ่ยขึ้นและรีบลงจากรถม้าไปยืนต้อนรับคุณหนูของนางด้านข้างรถม้า
ชางฉีค่อยๆก้าวขาเดินลงจากรถม้าไปด้วยท่วงท่าสง่างามยิ่ง
ผู้คนโดยรอบบริเวณนั้นต่างพากันหยุดนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง
บ้างก็เผลอทำของหลุดจากมือ บ้างก็เข่าอ่อนแรงจนทรุดลงไปกับพื้น บ้างก็ตื่นตะลึงตาค้างอ้าปากหวอเสียจนแมลงวันบินเข้าไปวางไข่ได้จนเต็มท้อง บางคนก็ถึงกับยกมือขึ้นมากอบกุมทรวงอกข้างซ้ายบริเวณตำแหน่งหัวใจเอาไว้แน่น และพยายามอ้าปากสูดลมหายใจเข้าปอดไปด้วยอาการติดขัดชางฉีเห็นดังนั้นจึงรีบเดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่งด้วยความรวดเร็ว
'ผู้คนแคว้นซ่งช่างแปลกประหลาดกันนัก ทำราวกับมิเคยพบเจอคนต่างถิ่นมาก่อน!?'
ชางฉีคิดขึ้นพลางทอดสายตาลงมองการแต่งกายของตนแล้วก็ต้องเผลอคิดหนักขึ้นมาในทันใด
หรือว่าก่อนจะเดินทางไปหาพี่เฉียนที่จวนท่านราชครู นางควรแวะร้านขายเสื้อผ้าแล้วเลือกซื้อเครื่องแต่งกายใหม่ด้วยชุดของคนเมืองนี้กันดีนะ?
ณ จวนท่านราชครูเหวินเฉียนบุรุษรูปร่างสูงโปร่ง ท่างท่าสง่างามยิ่งกำลังนั่งจิบชาดอกเหมยอยู่ด้วยอาการนิ่งสงบ เขานั่งนับนิ้วมือไปมาอยู่สักพัก จึงเอ่ยขึ้นมาว่า"อาฟุ เจ้าช่วยจัดเตรียมของว่างขนมหวานและชาขาวผสมน้ำผึ้งไว้สำหรับต้อนรับแขกสามคนของข้าที่กำลังจะมาเยือนในตอนนี้ด้วยนะ""ขอรับคุณชาย" อาฟุพ่อบ้านรุ่นใหญ่วัยชราค้อมกายรับคำสั่งด้วยความนอบน้อมเขาได้ยินคุณชายสั่งความเอาไว้ว่า จะมีดรุณีน้อยรูปงามจากต่างเมืองมาขออาศัยอยู่ภายในจวนเพื่อทำการศึกษาหาวิชาความรู้ในสถานศึกษาของท่านราชครูเหวินเฉียนคุณชายรูปงามของเขาเท่านั้นเองมิใช่หรอกหรือ? แต่เหตุใดคุณชายถึงได้กล่าวว่าจะมีแขกเดินทางมาหาถึงสามคนพร้อมกันในยามนี้ด้วยนะ"ยังไม่รีบไปจัดการอีก" เหวินเฉียนกล่าวกำชับ เขาจึงรีบเดินไปจัดเตรียมของว่างและน้ำชาโดยทันทีเวลาผ่านไปได้ชั่วขณะ อาฟุก็ได้นำของว่างมาจัดเรียงวางไว้จนเต็มโต๊ะ อีกหนึ่งเค่อผ่านไปชาขาวผสมน้ำผึ้งก็ถูกยกมาวางลงบนโต๊ะติดๆ กันเหวินเฉียนทอดสายตามองขนมหวานบนโต๊ะด้วยความพึงพอใจ ของทุกอย่างวันนี้ที่เขาจัดเตรียมเอาไว้ล้วนเป็นของชอบของชางฉีทั้งหมด ไม่ได้พบเจอกันมานานหลายปี ป
"ข้าควรจะถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้าอ่านภาษาฮั่นไม่ออกหรือนี่เป็นห้องทดลองเสื้อสำหรับบุรุษ มิใช่ของสตรีเสียหน่อยแล้วเจ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน?" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงถามกลับ"ข้า ข้า" ชางฉีเอ่ยออกมาน้ำเสียงขาดๆหายๆ นางยอมรับว่ามีภาษาฮั่นบางคำที่นางอ่านไม่ออกจริงๆ เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางชอบแอบหนีไปฝึกยุทธ์ด้วยความสนุกสนานมากกว่าการนั่งคัดตำราเป็นไหนๆ"เอาเถอะ ข้ายังไม่สามารถออกจากห้องทดลองเสื้อไปในยามนี้ได้ ส่วนเจ้าเองก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว"ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบแต่สายตากลับไม่ได้ละไปจากใบหน้างามหวานซึ้งเลยแม้แต่น้อย"เจ้าหันหลังไปทีสิ" ชางฉีออกคำสั่ง องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเองจึงต้องทำตามโดยไม่มีทางเลี่ยงเวลาผ่านไปได้สักพัก ชางฉีก็ยังแต่งกายไม่เสร็จเสียที เหตุใดเสื้อผ้าของคนแคว้นซ่งจึงได้ดูรัดรูปมากขนาดนี้กันนะ? หน้าอกหน้าใจของนางถูกเนื้อผ้าบีบรัดจนล้นทะลักออกมามากขนาดนี้แล้ว นางจะทำเช่นไรต่อไปดี ให้คนโง่มาวิเคราะห์ก็ยังคิดได้ว่านางมิสามารถใส่ชุดนี้เดินออกไปภายนอกได้จริงๆ"พี่ชายเจ้าคะ" ชางฉีไม่มีทางเลือกแล้วในยามนี้จึงต้องเอ่ยขอร้องบุรุษตรงหน้าขึ้นมา
ชางฉีรีบเดินมาที่รถม้าของตน และพยักหน้าลงน้อยๆให้เสี่ยวจูช่วยประคองตนเองขึ้นรถม้า ก่อนจะร้องบอกให้ติงเกอกับเหอจิ้งเดินทางต่อไปได้สายลมเย็นอันอ่อนโยนพัดเข้ามาในรถม้าอยู่เป็นระยะ กลีบดอกเหมยดอกหนึ่งได้ถูกสายลมพัดเข้ามาข้างในรถม้าตกลงบนตักของชางฉีเข้าพอดี นางจึงให้เสี่ยวจูช่วยประดับดอกเหมยนี้ไว้บนมวยผม"วันนี้บ่าวสังเกตพบว่าดอกเหมยร่วงหล่นลงมามากกว่าปกติเลยนะเจ้าคะ ราวกับว่ากำลังให้การต้อนรับคุณหนูอยู่อย่างไรอย่างนั้น"เสี่ยวจูพูดพลางจัดตกแต่งประดับดอกเหมยลงบนมวยผมให้คุณหนูของตนอย่างเบามือ"ดอกเหมยร่วงโรยโปรยปราย แต่ภายในใจกลับอบอุ่นยิ่ง"ชางฉีเอ่ยขึ้นยิ้มๆ ใบหน้างามหวานซึ้งมีริ้วสีแดงปรากฏขึ้นจางๆ"คุณชายผู้นั้นเขาเป็นใครกันหรือเจ้าคะคุณหนู?"เสี่ยวจูอดถามขึ้นด้วยความสงสัยมิได้"เขาบอกเขาชื่อเฉินลู่"ชางฉีตอบไปเพียงเท่านั้น ติงเกอก็ส่งเสียงร้องบอกอยู่ข้างนอกรถม้าว่าตอนนี้ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงของแคว้นซ่งแล้ว คาดว่าคงใช้เวลาเดินทางอีกเพียงหนึ่งเค่อก็จะถึงจวนของท่านราชครูเหวินเฉียนแล้วชางฉีได้ยินแล้วจึงส่งเสียงตอบออกไปว่า"ติงเกอ เหอจิ้ง พวกเจ้าช่วยแวะร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
เสี่ยวจูเดินตามหลังคุณหนูของตนมาติดๆ จนกระทั่งชางฉีแอบลอบใช้วิชาตัวเบาโผทะยานขึ้นสู่ปลายยอดไม้เพื่ออาบแดด ด้วยไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาผู้ใดอีก เสี่ยวจูก็พลันตกตะลึงอ้าปากค้างขึ้นมาในทันที"คุณหนูเจ้าคะ!!" เสี่ยวจูร้องขึ้นด้วยความตกใจมือเล็กทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาปิดปากเอาไว้ด้วยคาดไม่ถึง"เสี่ยวจูเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า รีบกลับไปที่จุดพักรถม้า ซื้อน้ำและอาหารไปให้ติงเกอ เหอจิ้งและข้าด้วย" ชางฉีเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสดใสพร้อมทั้งยกมือขึ้นโบกไปมาหวังให้เสี่ยวจูได้สบายใจ แต่นอกจากบ่าวรับใช้ของตนจะยังคงอ้าปากค้างราวคนกรามแข็งหุบไม่ลงแล้ว ยังเอาแต่จ้องมองไปที่ด้านหลังของชางฉีด้วย"ข้าบอกให้ไปอย่างไรเล่า" ชางฉีกล่าวย้ำขึ้นมาอีกรอบพร้อมทั้งเม้มริมฝีปากนิดๆอย่างนึกขัดใจได้ยินดังนั้นเสี่ยวจูจึงจำต้องล่าถอยไปอย่างไม่มีทางเลี่ยงในขณะที่ชางฉีได้หันเสี้ยวหน้ามองมายังด้านหลัง นางก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อพบเจอเข้ากับบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่รูปร่างสูงใหญ่กำยำเป็นอย่างมาก หากเทียบขนาดตัวกันระหว่างบุรุษหนุ่มผู้นี้กับติงเกอและเหอจิ้งแล้วเขาสูงกว่าสองคนนั้นได้ราวครึ่งศอก (ยี่สิบห้าเซนติเมตร) ได้กระ





