Share

บทที่ 5

Author: กากา
นางกำลังจะอ้าปากอธิบาย บอกเขาว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น นางเพียงแต่ถูกคนชนจนกระเด็นมา...

"อย่าเพิ่งพูดเลย" ทว่าฉู่เซ่อกลับเอ่ยขัดนางขึ้นมา "เจ้าเพิ่งฟื้น เรี่ยวแรงยังไม่ฟื้นคืน พักผ่อนให้ดีเสียก่อน เดี๋ยวข้าจะสั่งให้คนนำอาหารรสอ่อนและยาสมุนไพรมาส่งให้"

หลายวันต่อมา ฉู่เซ่อแทบไม่ยอมออกห่างจากตำหนักจิ้งหลานเลยแม้แต่ก้าวเดียว

เขาปฏิบัติต่อนางดียิ่งนัก ดีเสียจนทำให้ข้าทาสบริวารทั่วทั้งตำหนักบูรพาเริ่มแอบคาดเดากันในใจว่า องค์รัชทายาททรงมองเห็นความดีงามของพระชายารองแล้วใช่หรือไม่

ซ่งซูฉือเอ่ยปากโน้มน้าวให้เขาออกไปทำงานราษฎร์การเมืองและพักผ่อนอยู่หลายคราว ทว่าเขากลับไม่พอใจทุกครั้ง

"เจ้าอยากจะขับไล่ข้าไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"

ซ่งซูฉือไม่อาจเอ่ยว่า "เพคะ หม่อมฉันไม่อยากเห็นหน้าพระองค์" ทำได้เพียงหลุบตาลง แล้วเอ่ยเสียงเบา "หม่อมฉันเพียงเกรงว่า... องค์รัชทายาทจะทรงเหน็ดเหนื่อยเกินไปเพคะ"

คำพูดนี้ดูเหมือนจะทำให้เขาพอใจ สีหน้าของเขาจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย น้ำเสียงก็อ่อนลงตามไปด้วย "ดูแลเจ้า ไม่ถือว่าเหน็ดเหนื่อยหรอก หลายวันนี้ข้างดว่าราชการ พอจะอยู่เฝ้าเจ้าได้ตลอด"

แม้จะเอ่ยเช่นนั้น ท้ายที่สุดฉู่เซ่อก็ยังต้องจากไปอยู่ดี

เพราะนางกำนัลจากทางชุยเหวินอิงมาคุกเข่าอยู่หน้าประตู เอ่ยด้วยเสียงสั่นร้อนรน บอกว่าพระชายารัชทายาทมีอาการปวดศีรษะกำเริบรุนแรง เจ็บจนร้องไห้ไม่หยุด จึงอยากให้องค์รัชทายาทเสด็จไปดูอาการ

ซ่งซูฉือพิงนั่งอยู่บนหัวเตียง มองฉู่เซ่อที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ยามลุกยืนขึ้น ชายเสื้อได้ปัดไปโดนชามยาข้างเตียง ชามกระเบื้องตกลงแตกบนพื้น น้ำยาสีน้ำตาลกระเด็นเปื้อนเสื้อของเขา

"องค์รัชทายาทโปรดระวังเพคะ" นางเอ่ยเสียงเบา

ฉู่เซ่อก้มหน้าปรายตามองรอยเปื้อนบนชายเสื้อ แล้วหันกลับมามองนาง เขาขยับปาก คล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด ทว่าสุดท้ายทำเพียงเอ่ยอย่างรีบร้อน "เจ้าพักผ่อนให้ดี ยามค่ำข้าจะกลับมาหาเจ้าอีก"

เสียงก้าวเท้าอันรีบร้อนค่อยๆ ห่างไกลออกไป

เมื่อประตูตำหนักปิดลงอีกครั้ง ภายในห้องก็เงียบสงัดขึ้นมาในทันใด ซ่งซูฉือค่อยๆ ถอนลมหายใจออก ร่างกายที่เกร็งอยู่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย

ยามเขาจากไป นางจึงรู้สึกว่าห้องนี้ถึงจะกลับมาหายใจได้อีกครั้ง

ลวี่จูยกน้ำร้อนเข้ามา เก็บรวบรวมเศษกระเบื้องบนพื้นอย่างระมัดระวังและบ่นพึมพำเสียงเบา "พระชายารัชทายาทก็เหลือเกินจริงๆ ยามอื่นไม่เจ็บยามอื่นไม่ปวด เจาะจงมาปวดเอายามที่องค์รัชทายาทประทับอยู่ที่นี่พอดี"

"ระวังวาจาด้วย" ซ่งซูฉือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

ลวี่จูเม้มริมฝีปาก ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก

ในช่วงวันต่อๆ มาซ่งซูฉือปิดประตูตำหนักไม่ออกไปไหน

ฉู่เซ่อจะมาหาบ้างเป็นครั้งคราว ทว่าทุกกยามที่อยู่ไม่นาน ทางฝั่งชุยเหวินอิงก็มักส่งคนมาเชิญตัวไปเสมอ ไม่บอกว่าร่างกายไม่สบาย ก็บอกว่าฝันร้าย

ซ่งซูฉือไม่เคยเอ่ยรั้งเขาไว้เลยสักครั้ง บางคราวถึงขั้นแอบหวังให้เขารีบจากไปเสียด้วยซ้ำ

ค่ำคืนนี้แสงจันทร์งดงามยิ่งนัก ซ่งซูฉือกำลังหลับสนิท จู่ๆ ก็ถูกเขย่าตัวอย่างเร่งรีบจนสะดุ้งตื่น

"พระชายา ไม่ดีแล้วเพคะ... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"

ซ่งซูฉือลุกขึ้นนั่ง หัวใจดิ่งวูบลงอย่างหาสาเหตุไม่ได้ "ค่อยๆ พูด เกิดเรื่องอันใดขึ้น?"

“พระชายารัชทายาท... หลายวันนี้ทรงมีไข้สูงไม่ยอมลด ยามเย็นวันนี้ถึงขั้นกระอักเลือดออกมาเพคะ หมอหลวงมาตรวจตั้งหลายรอบ ทั้งกรอกยา ทั้งฝังเข็ม ก็ยังไม่ดีขึ้นเลยเพคะ" เสียงของลวี่จูยิ่งพูดก็ยิ่งเบาลง "เมื่อครู่นี้... เมื่อครู่นี้แม่นมข้างกายพระชายารัชทายาทบอกว่า ต้องมีคนสาปแช่งพระชายาแน่ๆ จึงเชิญนักบวชเข้ามาทำพิธีในจวน นักบวชผู้นั้นบอกว่า... ในตำหนักบูรพามีสิ่งอัปมงคล ต้องทำการตรวจค้นตำหนักเพคะ"

หัวใจของซ่งซูฉือดิ่งลงสู่ก้นบึ้งโดยสมบูรณ์

"แล้วผลลัพธ์เล่า?"

น้ำตาของลั่วจูไหลรินลงมา "พวกเขา... พวกเขาค้นพบหุ่นไสยศาสตร์ในตำหนักของเรา บนตัวหุ่นปักเข็มไว้เต็มไปหมด ทั้งยังเขียนวันเดือนปีเกิดของพระชายารัชทายาทไว้อีกด้วยเพคะ..."

ซ่งซูฉือหลับตาลง รู้สึกเพียงว่าทั่วทั้งตัวเย็นเยียบ

มุขเดิมๆ อีกแล้ว

"องค์รัชทายาทสั่งให้พระชายาเสด็จไปเดี๋ยวนี้เพคะ"

ซ่งซูฉือสูดหายใจเข้าลึก ก่อนเปิดผ้านวมลงจากเตียง

ตำหนักที่พักของชุยเหวินอิงสว่างไสวด้วยแสงไฟ ด้านนอกและด้านในมีผู้คนล้อมรอบอยู่มากมาย นักบวชสวมชุดพิธียังคงพึมพำท่องคาถาอะไรบางอย่างอยู่

ซ่งซูฉือเพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูตำหนัก ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไป ก็เห็นฉู่เซ่อยืนอยู่ใต้ระเบียง ชายฉลองพระองค์สีดำพลิ้วไหวเบาๆ ตามสายลมยามค่ำคืน

เขายืนอยู่ตรงนั้น ราวกับกำลังรอนางมาสักพักแล้ว

ซ่งซูฉือชะงักฝีเท้า ก่อนหยุดอยู่ด้านหลังเขา “องค์รัชทายาท”

ฉู่เซ่อหันกลับมา แสงไฟใต้ระเบียงตกกระทบลงบนใบหน้าของเขา เผยให้เห็นรอยขมวดคิ้วตรงกลางหน้าผากและความเหนื่อยล้าในแววตา

ซ่งซูฉือเงยหน้ามองเขา กำลังจะเอ่ยปากบอกว่า "หม่อมฉันไม่ได้ทำเพคะ" ทว่าฉู่เซ่อกลับเอ่ยขึ้นมาก่อน

"ข้ารู้"

ซ่งซูฉือถึงกลับตกตะลึงไป

น้ำเสียงของฉู่เซ่อราบเรียบและแฝงความจนใจอยู่บ้าง "ข้าไม่ใช่คนโง่ เจ้าเองก็ไม่ใช่ แผนการเช่นนี้ มองออกได้ชัดเจนยิ่งนัก"

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบเข้าไปด้านในตำหนัก ก่อนจะหันกลับมา "แม่นมหลี่ข้างกายเหวินอิงผู้นั้น ไม่ใช่คนที่น่าไว้วางใจมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว คงเป็นนางที่ยุยงเหวินอิง ให้จัดฉากเรื่องทั้งหมดขึ้นมาเอง

ซ่งซูฉืออ้าปากเล็กน้อย ทว่ากลับส่งเสียงไม่ออก

ฉู่เซ่อเอ่ย ต่อไปอีกว่า "คงเป็นเพราะหลายวันนี้ข้าไปหาเจ้าบ่อยๆ ในใจของเหวินอิงจึงรู้สึกไม่มั่นคง ถึงได้คิดใช้วิธีเช่นนี้เพื่ออยากให้ข้าลงโทษเจ้า"

เขากลับเปลี่ยนน้ำเสียง "ทว่าหลายวันนี้ร่างกายของเหวินอิงไม่ค่อยดีจริงๆ เรื่องไข้สูงก็เป็นเรื่องจริง เจ้าเองก็รู้ดีถึงนิสัยใจคอของนาง หากครั้งนี้ข้าไม่ยอมทำตามความปรารถนาของนาง นางย่อมต้องร้องไห้งอแงทุกวัน เสียอกเสียใจ จนร่างกายยิ่งออดๆ แอดๆ หายยากขึ้นไปอีก"

"ดังนั้น ข้าจะเล่นละครฉากนี้ไปพร้อมกับนาง เมื่อเจ้าเข้าไปด้านในแล้ว ก็แค่นยอมรับผิดไปเสีย บอกว่าหุ่นไสยศาสตร์นั้นเป็นฝีมือของเจ้า แล้วข้าจะลงโทษเจ้าตามความประสงค์ของนางสักหน่อย เรื่องนี้ก็จะได้ผ่านพ้นไป"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 24

    “ฝ่าบาท! จะทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ! พระองค์ทรงเป็นองค์เหนือหัวผู้สูงศักดิ์ ร่างกายของพระองค์เกี่ยวพันกับความมั่นคงของแผ่นดิน! วิธีการอันชั่วร้ายเช่นนี้อาจทำร้ายร่างกายของพระองค์ได้ กระหม่อมมิกล้าทำเช่นนั้น ต่อให้ต้องตายหมื่นครั้งก็ตาม!”“ข้าบอกว่า ให้ใช้ของข้า” ฉู่เซ่อเอ่ยย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงเด็ดขาดจนไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “ไม่ต้องพูดให้มากความ รีบเตรียมการเดี๋ยวนี้ หากช่วยชีวิตเขาไม่ได้ เจ้าก็เตรียมตัวตายตามไปได้เลย และหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแม้เพียงคำเดียว ข้าจะสั่งประหารเก้าชั่วโคตร!”หมอหลวงหน้าซีดเผือด ร่างกายอ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น ตลอดเจ็ดวันต่อจากนั้น ฉู่เซ่ออ้างว่าจะปิดตำหนักบำเพ็ญตน จึงไม่พบผู้ใดทั้งสิ้น ทุกวัน หมอหลวงจะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ก่อนดึงเลือดสดอุ่นร้อนหนึ่งชามออกจากบริเวณหัวใจของเขา ในทุกๆ คราวที่กรีดเอาเลือด คล้ายกับได้ก้าวผ่านหน้าประตูนรกไปคราวหนึ่ง ความเจ็บปวดรุนแรง ความอ่อนแรง ความหนาวเย็น และสติที่พร่าเลือนถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ฉู่เซ่อขบฟันแน่น ไม่ส่งเสียงคร่ำครวญแม้แต่น้อยภาพที่ปรากฏตรงหน้าเขาคือภาพซ่งซูฉือกอดกระบี่ของเสิ่นหวยจิ่นไว้แน

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 23

    ไม่นาน ข่าวจากชายแดนก็ถูกส่งกลับมา ซ่งซูฉือกับเสิ่นหวยจิ่นได้กราบไหว้ฟ้าดินเข้าพิธีสมรสกันที่จวนแม่ทัพเล็กๆ ที่เรียบง่ายแต่อบอุ่นในเมืองชายแดน ทันทีที่พิธีเสร็จสิ้น หิมะโปรยปรายบางๆ ก็เริ่มตกลงมาในดินแดนชายแดนที่แทบไม่เคยมีหิมะ เกล็ดหิมะปลิวว่อน ตกลงบนชุดเจ้าสาวและเส้นผมของซ่งซูฉือ นางเงยหน้ามองหิมะที่โปรยปรายเต็มท้องฟ้า ในชั่วขณะหนึ่ง ราวกับได้เห็นภาพเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง วันที่นางพบองค์รัชทายาทเป็นครั้งแรกที่ตำหนักบูรพา บุรุษผู้ยืนอยู่ท่ามกลางตำหนักอันโอ่อ่าและมองนางด้วยสายตาเย็นชาและหยิ่งทะนง นางเหม่อลอยไปเล็กน้อย ทันใดนั้น ก็ยิ้มออกมาด้วยความปล่อยวางเรื่องราวในอดีตทั้งหมด ทั้งความรัก ความแค้น ความลุ่มหลง ความเจ็บปวด การดิ้นรน รวมถึงการพรากจากและความตาย… ล้วนร่วงหล่น ละลาย และซึมลงสู่ผืนดินไปพร้อมกับหิมะแห่งชายแดน เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ สถานการณ์ในราชสำนักก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้น เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างพากันถวายฎีกา ขอให้ฝ่าบาททรงรับพระสนมเข้าวังเพิ่ม เพื่อสืบทอดสายเลือดของราชวงศ์ ฉู่เซ่อปฏิเสธฎีกาเหล่านั้นทั้งหมด มีอยู่คราวหนึ่งในพิธีเข้าเฝ้าขุน

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 22

    นางยืนนิ่งอย่างเหม่อลอย มองริมฝีปากของทหารที่มารายงานข่าวขยับขึ้นลง ทว่าในหูกลับมีเพียงเสียงอื้ออึง จนไม่ได้ยินอะไรเลย มีเพียงถ้อยคำไม่กี่คำอย่าง "ร่วงหล่นลงสู่หน้าผา" และ "เป็นตายไม่อาจทราบ" ที่กระแทกกระทบแก้วหูของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่านางค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ท่ามกลางความยุ่งเหยิงตรงนั้น โดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย นั่งตั้งแต่ยามกลางวัน จวบจนยามค่ำคืนดึกดื่นแล้วก็นั่งจากยามค่ำคืนดึกดื่น จวบจนกระทั่งยามรุ่งสางยามเย็นของวันที่สาม เสิ่นหวยจิ่นกลับมาถึงค่ายใหญ่พร้อมบาดแผลทั่วร่างและความเหนื่อยล้า เขาพบฉู่เซ่อห้อยติดอยู่กับต้นไม้แห้งต้นหนึ่งตรงช่วงกลางหน้าผา ร่างของฉู่เซ่อเต็มไปด้วยเลือด กระดูกหักหลายแห่ง ลมหายใจโรยแรงจนแทบสัมผัสไม่ได้ทว่าภายในมือของเขา กลับกุมปิ่นหยกที่เปรอะคราบเลือดเล่มหนึ่งไว้แน่นเสิ่นหวยจิ่นจำได้ว่า นั่นเป็นของของซ่งซูฉือเสิ่นหวยจิ่นช่วยฉู่เซ่อกลับมาด้วยความรู้สึกซับซ้อน ก่อนส่งคนเสี่ยงชีวิตไปเก็บสมุนไพรหายากที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจากหน้าผาสูงชันบนภูเขาหิมะ เพื่อใช้ยื้อชีวิตเขา ยามที่ฉู่เซ่อถูกแบกกลับมา ก็อยู่ในช่วงเวลาใกล้สิ้นลมหายใจแล้วหมอทหารส่ายห

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 21

    ไข้สูงทำให้สายตาของเขาพร่ามัว ทว่ากลับทำให้การได้ยินของเขาไวผิดปกติ เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาของสตรี เสียงถอนหายใจกระหึ่มต่ำของบุรุษ เสียงเตียงนอนขยับไหวเบาๆ ที่เล็ดลอดมาจากภายในกระโจมข้างๆ อย่างแผ่วบาง...ราวกับมีดร้อนแดงนับเล่มที่ค่อยๆ กรีดเฉือนแก้วหูและหัวใจของเขาทีละน้อย เขากัดริมฝีปากล่างแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดคล้ายสนิมแผ่ซ่านอยู่ในปาก เล็บจิกลงบนฟูกใต้ร่างลึกจนแทบจะทำให้เลือดไหล เขาอยากจะขยับตัวข้ามไปอยากจะแผดเสียงคำรามอยากจะสังหารคนทว่าร่างกายของเขาเจ็บปวดไปทั่วตัว ไข้สูงจนไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะขยับนิ้วสักนิ้วยังเป็นเรื่องยาก เขาทำได้เพียงลืมตาแดงก่ำ ฟังเสียงที่หมายถึงการสูญเสียทุกสิ่งไปอย่างสิ้นเชิง และฟังเสียงของสตรีอันเป็นที่รักของเขา ขณะอยู่ใต้ร่างของชายอื่น ตลอดทั้งคืนราวกับถูกทรมานอยู่ในกระทะน้ำมันเดือดแห่งนรกตลอดทั้งคืน ยามฟ้าสาง เสียงเหล่านั้นหยุดลงนานแล้วประกายแสงสุดท้ายในดวงตาของฉู่เซ่อ ก็มอดสูญลงเช่นกันเหลือเพียงความมืดมนอันไร้ชีวิตชีวาเท่านั้นในช่วงไม่กี่วันต่อมา บาดแผลของฉู่เซ่อค่อยๆ ดีขึ้นเล็กน้อย พอจะพยุงตัวลงจากเตียงได้บ้างซ่งซูฉือคล้ายกับต

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 20

    ความโกรธที่ไร้ชื่อปนกับความกังวลอย่างรุนแรงพลันพุ่งขึ้นในใจ ฉู่เซ่อไม่ทันคิดให้มากความ ควบม้าพุ่งไปทางนั้นทันที หมายจะลากตัวนางออกมาแล้วส่งกลับไปยังพื้นที่ด้านหลังที่ปลอดภัย ทว่าในชั่วขณะที่เขากำลังควบม้าพุ่งไปข้างหน้า เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น!ลูกธนูเย็นเฉียบดอกหนึ่งถูกยิงออกมาอย่างเงียบเชียบจากกลุ่มทหารที่กำลังชุลมุนทางด้านข้าง พุ่งตรงเข้าใส่กลางหลังของเสิ่นหวยจิ่น! เสิ่นหวยจิ่นกำลังทุ่มกำลังทั้งหมดรับมือกับทหารม้าศัตรูหลายนายด้านหน้า จึงไม่ทันรู้ตัวแม้แต่น้อย!“หวยจิ่น!” ม่านตาของซ่งซูฉือหดเกร็ง นางร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่คิดชีวิต ทว่ากลับถูกฝูงชนที่กำลังชุลมุนขวางเอาไว้ ในชั่วพริบตา ร่างในชุดสีดำสนิทพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ก่อนจะกระแทกเสิ่นหวยจิ่นจนตกจากหลังม้าลงไปกับพื้นอย่างแรง! "ฉึก!"เสียงลูกธนูแทงทะลุเนื้อดังขึ้นอย่างชัดเจน ลูกธนูที่เดิมควรพุ่งทะลุกลางหลังของเสิ่นหวยจิ่น กลับปักลึกเข้าไปที่สะบักขวาของฉู่เซ่อ ตำแหน่งนั้น...แทบจะตรงกับจุดที่ซ่งซูฉือเคยรับลูกธนูแทนเขาในวันนั้น ราวกับเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เสิ่นหวยจิ่นถูกกระแทกล้มลง

  • บุปผาแดง ลมพัดดั่งเมามาย   บทที่ 19

    ฉู่เซ่อค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองนางภายใต้แสงเทียน ใบหน้าของนางสงบนิ่ง เย็นชาเหินห่าง และยังแฝงไว้ด้วยความรังเกียจจางๆ ในแววตานั้น ไม่มีความว่าว่าง่าย หรือความอดทนเหมือนในอดีตอีกต่อไป และยิ่งไม่มีความรักที่เขาเคยคิดว่านางซุกซ่อนไว้อยู่ภายใน มีเพียงความเย็นชาอย่างสิ้นเชิงเท่านั้นในที่สุด เขาก็ตระหนักรู้อย่างชัดเจนยิ่งว่าเขาเสียนางไปแล้วเสียไป...ตลอดกาลเขาพยุงตัวกับขอบเตียง ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างโซเซ ก่อนจะมองนางเป็นครั้งสุดท้ายอย่างลึกซึ้ง ราวกับต้องการสลักใบหน้าของนางเอาไว้ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ จากนั้นเขาก็หันหลังกลับ เดินโซเซออกจากห้องไป ราวกับร่างไร้วิญญาณที่ถูกดึงเอาจิตวิญญาณออกไปจนหมด ก่อนจะเลือนหายเข้าไปในราตรีอันมืดมิดด้านนอก คืนนั้น ฉู่เซ่อเดินไปตามถนนหนทางอันเหน็บหนาวของเมืองชายแดนอย่างไร้จุดหมายในที่สุด เขาเดินเข้าไปในร้านสุราซบเซาที่ยังไม่ปิดร้าน ควักของมีค่าทั้งหมดบนตัวออกมา แลกกับสุราดีกรีแรงที่สุดมาหนึ่งไหเขานั่งลงบนขั้นบันไดหินอันเย็นเยียบ เงยหน้าขึ้นแล้วกรอกสุรารสเผ็ดร้อนเข้าคอทีละอึกใหญ่ ราวกับมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะข่มความเจ็บปวดปวดร้าวถึงกระดูกและคว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status