Mag-log inผับเล็ก ๆ ที่คิมหันต์เลือกมาดับอารมณ์ บรรยากาศแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับไนต์คลับชั้นสูง ที่ประจำของเขาชนิดเทียบกันไม่เห็นฝุ่น แต่เพราะความเบื่อที่จะเมากับบรรดาเพื่อนงี่เง่าในวงสังคม ผลักดันให้คืนนี้ชายหนุ่ม เลือกที่จะค้นหาความต่าง
ยิ่งได้ยินเสียงเพลงโปรดในจังหวะเร้าดังเข้ามากระทบโสต เขาก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ตรงดิ่งไปนั่งยังโต๊ะซึ่งอยู่ในมุมที่ดีที่สุดทันที กระหายอย่างเต็มที่ ที่จะได้ย้อมใจตัวเองด้วยเหล้ายี่ห้อโปรด ผู้หญิงสวยๆ สักคน หวังลบลืมเรื่องปวดหัวไปชั่วครู่
โต๊ะที่คิมหันต์เลือก ตั้งเยื้องกับหน้าเวทีพอดี เสียงดนตรีจากวงเล่นสดกำลังบรรเลงเพลงดังกระหึ่ม ไม่นานเหล้านอกสนนราคาแพงระยับก็หมดไปเกือบครึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแดงก่ำไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ถึงอย่างนั้นความโกรธในใจเขาก็ยังไม่จางไป ยิ่งอยู่ดี ๆ เสียงเพลงบนเวทีเกิดเปลี่ยนไปเล่นในจังหวะเนิบช้า นั่นยิ่งทำให้คนฟังหงุดหงิดงุ่นง่าน
ทายาทหมื่นล้านของเจ้าสัวเจี่ย กราดมองตาขวางขึ้นไปบนเวที แต่ทว่า... เมื่อดวงตาคมกริบได้พบเข้ากับเจ้าของดวงหน้า
สวยหวาน และเสียงร้องอันมีเสน่ห์ คิมหันต์ก็ถึงกับตกอยู่ในภวังค์ทันทีนักร้องสาวสวยคนนั้น... มีดวงหน้าเรียวสวย นัยน์ตากลมโต ใสแจ๋ว แววตาเธอเปล่งประกายได้ราวกับแสงดาว ผิวขาวลออตา
ริมฝีปากสีแดงสุกปลั่ง เรือนร่างบอบบาง ทว่ามีสัดส่วนโค้งเว้าละมุนตา หน้าอกหน้าใจอะร้าอร่าม เธออยู่ในเดรสปักเลื่อมระยิบระยับสีแดงเขาตกตะลึงจ้องมองประติมากรรมชิ้นเอกนั้นอยู่นาน และแทบไม่น่าเชื่อว่าความขุ่นมัวที่คุกรุ่นอยู่ในใจเมื่อครู่ อยู่ดี ๆ จะมอดดับไปเสียเฉยๆ
ฝ่ายบัวชมพู หญิงสาวกำลังขับร้องบทเพลงหวานซึ้ง ตามคำเรียกร้องของบรรดาเพื่อนสนิทที่พากันมาฉลองรับปริญญากันที่ร้านของพอลลีนซึ่งเป็นรุ่นพี่สาวประเภทสอง ซ้ำยังเป็นเพื่อนบ้านของเธอ
แม้วันนี้แขกเหรื่อจะบางตา แต่ความประหม่าของสาวน้อย แสนสวยบนเวที กลับไม่ลดน้อยลงเลย ที่กล้ามายืนอยู่บนนี้ได้ก็เป็นเพราะ เดิมพัน ที่วางไว้กับพวกเพื่อนล้วน ๆ ‘ไหน ๆ ก็เรียนจบแล้ว ต้องแต่งตัวเซ็กซี่ขึ้นไปร้องเพลงบนเวที เรียกทิปหนัก ๆ ตอบแทนให้เจ๊พอลลีนเขาบ้าง เจ๊แกอุตส่าห์เปิดโต๊ะให้พวกเราได้ฉลองกัน’ เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเสนอความคิด
หญิงสาวถ่ายทอดบทเพลงแสนหวานได้อย่างไร้ที่ติ ไม่นานดนตรีท่อนสุดท้ายก็จบลง แขกทุกคนลุกขึ้นยืนปรบมือให้เธอ ทิปสีเทาหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย
นักร้องจำเป็นค้อมศีรษะกล่าวขอบคุณทุกคน จากนั้นจึงค่อยส่งคืนไมโครโฟนให้กับนักร้องประจำรับช่วงต่อไป ส่วนตัวเธอก็ค่อยๆ ก้าวลงจากเวที กิริยาอ่อนหวานน่ามอง แม้ท่าทางเดินเหินจะแฝงความประหม่า ขัดกับการแต่งตัวฉูดฉาดราวกับนางพญา แต่บัวชมพูก็งดงามจับใจ เส้นผมดัดเป็นลอนของเธอยาวสยาย ระไปกับบั้นท้ายกลมกลึง
“รีบลงมาทำไมกันยะ ชะนีบัว น่าจะแถมให้เจ๊อีกซักเพลง ดูสิ แขกกำลังเคลิ้ม มองตามหล่อนจนตาปรอย” พอลลีนในเดรสสีดำ เรียบหรูปรี่เข้ามาทักทาย อดเสียดายไม่ได้ที่บัวชมพูไม่ยอมร้องเพลงต่อ แค่นึกว่ากว่าจะกล่อมคุณอรณี มารดาของหญิงสาว ให้ยอมอนุญาตพาสาวน้อยคนนี้ออกมาเลี้ยงฉลองได้ พอลลีนก็หมดน้ำลายไปหลายปี๊บ
“ไม่ไหวแล้วค่ะเจ๊ บัวอายเขาจะแย่อยู่แล้วเนี่ย ประหม่าไปหมด” ใจจริงอยากบอกอีกฝ่ายออกไปเหลือเกินว่า ไอ้เขาที่ว่านั่นก็คือ
อีตาผู้ชายหน้าหล่อนัยน์ตาคมท่าทางเอาเรื่อง ที่เอาแต่จ้องเธออย่างไม่วางตาอยู่ที่โต๊ะด้านซ้ายมือของเวทีนั่นแหละ... ผู้ชายคนนั้นเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ ‘จ้องเอา จ้องเอา ยังกับเราไม่ได้ใส่เสื้อผ้า’ หญิงสาวนึกค่อน“ก็ได้ ๆ เอาเถอะ งั้นก็ไม่เป็นไรหรอก กลับไปสนุกกับเพื่อนต่อเถอะไป๊ เจ๊ขอเวลาเคลียร์บัญชีร้านต่ออีกแป๊บ พอร้านเลิก แล้วจะพาไปส่งทันที พรุ่งนี้ต้องเริ่มทำงานวันแรกแล้วนี่ ขืนพากลับดึก เจ๊ถูกบ่นจนหูชาแน่?” พอลลีนกลอกตา แล้วสองสาวจึงยิ้มให้กัน ก่อนแยกย้ายไปคนละทาง
บัวชมพูกลับมาเฮฮากับเพื่อนต่อได้สักครู่ก็ถึงเวลาร้านปิด ทุกคนแยกย้ายกันกลับ ทั้งโต๊ะจึงเหลือเธอนั่งรอเจ้าของร้านอยู่เพียงลำพัง หญิงสาวหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนหน้าจอดูเพื่อฆ่าเวลา แต่อยู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีใครจับตามองอยู่ เธอจึงเงยหน้าขึ้น แล้วก็ต้องพบเข้ากับสายตาของผู้ชายคนเดิม เขารูปหล่อ หน้าคม มาดเนี้ยบเหมือนลูกผู้ดี แต่ท่าทางเหวี่ยงเอาเรื่อง กำลังจ้องตรงมาที่เธอเขม็ง ครั้นพอเธอมองตอบ ก็ยังไม่ยอมหลบตาอีกต่างหาก
‘อีตาบ้า’ หญิงสาวบ่นอย่างเคืองๆ พลางก็หันหลังให้เขาเสียดื้อๆ แสร้งทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตน แต่แล้วเสียงห้าวห้วนของคนที่เพิ่งลุกจากที่นั่งแล้วเดินมาหาเธอ ก็ทำให้บัวชมพูต้องชะงัก
“นั่งคนเดียวไม่เหงารึไง ขอนั่งด้วยคนสิ” เสียงของเขา ดังขึ้นจากทางด้านหลัง คนฟังจึงต้องหันไปมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจดปลายเท้า
ถึงจะดูหล่อเหลา ชนิดทำสาวๆ ใจสั่น สวมเสื้อผ้าราคาแพง
แต่สำหรับคนที่ถูกฝังหัวมาแต่เด็กว่าไม่ควรไว้ใจผู้ชายที่เพิ่งพบกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการพบกันในสถานบันเทิงยามค่ำคืนด้วยแล้ว ทำให้เธอไม่ลังเลที่จะส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เหงาเลย เพราะฉันกำลังจะกลับแล้ว เพื่อนฉันกำลังมารับ” บัวชมพูบอกปัดอย่างไร้เยื่อใย
“แต่ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเธอ” และโดยไม่รอฟังคำตอบ คิมหันต์ก็ทิ้งตัวนั่งลงบนที่ว่างข้างกันกับหญิงสาว ซ้ำยังวาดวงแขน วางไว้บนพนัก คล้ายโอบเธอกลายๆ คนถูกคุกคามเลยหันไปจ้องเขาตาเขียว
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ อยากอ่านปากฉันให้ชัดๆ อีกครั้งมั้ย” ทว่ายังถามไม่จบคำดี เรียวปากสีกุหลาบอิ่มเต็มของเธอก็ถูก
ปิดผนึกด้วยจุมพิตแสนเร่าร้อนจากเขาเสียก่อน เรียวลิ้นอุ่นร้อนแทรกเข้ามาค้นหาความหวานไปทั่ว แถมยังขบเม้มริมฝีปากคนไม่ประสาอย่างยั่วเย้า หัวใจของบัวชมพูเต้นแรง หัวสมองมึนงงไปหมด คนแปลกหน้าบรรจงจูบเธอด้วยความเร่าร้อนดุเดือด จนเมื่อเรียวขาขาวผ่องถูกมือหนาหนักเลื่อนไล้ปลีน่อง หวังปลุกอารมณ์สาวให้เสียวซ่าน เธอก็ถึงกับตัวสั่น รีบตั้งสติ แล้วผลักอกเขาออกทันที ดวงตากลมโตคู่งามกวาดมองใบหล่อเหลาด้วยความเกลียด“ครั้งนี้เราอยากให้คุณบัวร่วมเป็นเจ้าภาพด้วยนะคะ โดยให้เป็น แม่ข่ามของป๋อง เพราะป๋องเขาไม่มีแม่ ได้กุศลมากเลยค่ะ กู๋ซ่งก็เห็นดีด้วย” ขวัญแก้วอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็น เห็นได้ชัดว่าหลังจากแต่งงานแล้ว ขวัญแก้วสามารถทำหน้าที่ภรรยาให้กับเจ้าพงษ์ภมรได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซึ่งผู้เป็นสามีก็คอยตามประคบประหงมเอาใจภรรยาท้องอยู่ไม่ห่าง ซึ่งผิดกับคิมหันต์ วันนี้เขาเลือกไปรับรางวัลนักธุรกิจดีเด่นบ้าๆ นั่น แทนที่จะมากับเธอ...ครั้นช่วยกันแต่งตัวให้เด็ก ๆ เสร็จ ไม่นานกู๋ซ่งก็ขึ้นมารับทั้งหมดลงไปร่วมขบวนแห่ ซึ่งกำลังระดมพลออกันอยู่ที่ด้านหน้าสำนักงาน“อะแฮ่ม ขอแพรวร่วมขบวนไปด้วยคนนะคะคุณแม่ๆ” เจ้าของเสียงหวานใส ที่เพิ่งเดินทางมาถึงแอบย่องเข้ามาเกาะเอวบัวชมพู พร้อมกับกระซิบบอก เธอจึงหันไปมองอีกฝ่ายด้วยความยินดี“อ้าวคุณแพรวมาถึงพอดี ถ้ามาช้ากว่านี้ บัวคิดว่าเราคงต้องหาตะแปส่างลอง[1]คนใหม่แล้วล่ะค่ะ เพราะก่อนคุณแพรวจะมา พ่อเลี้ยงภูพญาร่ำร่ำ จะออกไปตามตัวคุณมาให้ได้ ทำเหมือนว่าอยู่ไกล ทั้ง ๆ ที่คู่หมั้นก็อยู่ที่ภัทรกิจฮิลล์แค่นี้เอง” คนท้องห้าเดือนกล่าวสัพยอก แต่ขณะที่ยิ้มแล้วผินหน้ากลับมา ตั้งใจว่า
“อื้อ พี่คิม ไม่เอาแล้วค่ะ พี่คิมทำบัวช้ำไปหมดแล้ว”แต่แทนที่ชายหนุ่มจะสำนึก คนเอาแต่ใจตัวเองกลับดื้อแพ่ง เลื่อนมือลงไปบีบเคล้นสองเต้าอย่างยั่วเย้า แล้วก้มลงดูดกลืนยอดอกเธอเพื่อเร้าอารมณ์สลับกัน“ตอนแรกกะว่าจะนอนพัก แต่บังเอิญนึกขึ้นได้ว่าอุตส่าห์บอกแม่ยายให้รอหลาน พี่ก็เลยจะช้าไม่ได้ บัวให้ความร่วมมือหน่อยก็แล้วกันนะ พี่มีเวลาแค่สองคืนเท่านั้น” จบประโยคนั้นแม้คิมหันต์จะได้รับการปฏิเสธ แต่เขาก็ยังเดินหน้ารุกต่อ ระดมจูบลูบไล้ไปทุกสัดส่วนอันสะคราญตาของหญิงสาว กระทั่งปลายลิ้นอุ่นร้อนโลมเลียมาถึงท้องน้อยของบัวชมพู ปราการต่าง ๆ ที่เธอตั้งมั่นไว้ ก็ถูกคนที่กำลังระดมจูบส่วนที่ลี้ลับที่สุดของกายสาว ตีแตกพ่าย ไปหมดสิ้น“อื้อ พี่คิมจะ จะทำอะไร ปละปล่อยบัวนะ อื้อ อย่าก้มลงไป พอแล้ว” หญิงสาวสูดปาก ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม เรือนกายท่อนล่างถูกบางอย่างอุ่นร้อนรุกล้ำปรนเปรอ ความเสียวซ่านแสนอ่อนโยนที่ได้รับ ทำให้หัวใจดวงน้อยไม่อาจต้านทาน ความทรมานที่แสนสุขล้ำได้อีกต่อไป“พี่คิมขา บัว อื้อ... พะ พะพอก่อนค่ะ บัวยะ... ยอมแล้ว เงยหน้าขึ้นมาคุยกันก่อน” เสียงหวานแหบพร่า เธอพูดจากระท่อนกระแท่นเพราะถูกเขาแกล้ง
บัวชมพูยกมือขึ้นไล้แก้มสากระคายของคนที่ทาบทับลงมาบนตัวเธออีกครั้ง พร้อมกับคลี่ยิ้มให้เขาน้อย ๆ ครั้นเห็นอย่างนั้นคิมหันต์ก็รวบมือน้อยข้างนั้นมาจูบหนักๆ ก่อนวางมันลง แล้วโน้มใบหน้าพรมจูบที่หน้าผากเธอ รับรู้ได้ถึงสายใยความรักที่เริ่มถักทอสื่อถึงกันอีก ครั้งหนึ่ง...ลมหนาวพัดพากลีบดอกไม้โปรยปรายเข้ามาอวยพรให้กับคนทั้งคู่ บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความเสน่หา ทุกสิ่งต่างเป็นใจเมื่อบุพเพชักพา ให้ความสุข ความหวานล้ำ หวนกลับคืนมาสู่หัวใจทั้งสองดวง…คิมหันต์จุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก ก่อนประกบจูบบัวชมพูอย่างอ่อนโยน เมื่อแรกริมฝีปากเพียงแค่แตะแต้มหยอกเอิน เป็นการทบทวนสัมผัสคุ้นเคยระหว่างกัน แต่จากนั้นก็ดูเหมือนกับว่าต่างฝ่ายต่างปลดปล่อยความโหยหาออกมาอย่างหนักหน่วง ทั้งบัวชมพู และคิมหันต์ ต่างบดจูบดูดดื่มแลกเปลี่ยนกันชนิดไม่มีใครยอมใครจนสมใจ คิมหันต์ก็ตรึงปลายคางเธอไว้ พร้อมกับกระซิบเสียงแผ่ว “พี่รอให้เรามีคืนนี้มานานเท่าไรแล้วรู้ไหมบัว หกเดือน หกเดือนที่แสนทรมาน หกเดือนที่เฝ้าคิดถึงแต่บัว และกว่าพี่จะผ่านไปแต่ละวันแต่ละคืนได้ มันยิ่งกว่าทรมาน”“พี่คิดถึงแก้มหอมๆ ของบัว คิดถึงตาโตๆ หวานฉ่ำเวลาถูกพี
“แต่เหมือนฉันจะได้ข่าวมาว่า เอ่อ คุณแพรวถึงขั้นเกือบถูก ขืนใจนะคะ ยังไงคุณก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้” เมื่อบทสนทนาดำเนินมาจนถึงช่วงที่ยากที่สุด คิมหันต์ก็ตัดสินใจอุ้มบัวชมพูเดินเข้าบ้าน “เรื่องมันยาว ยิ่งดึกตรงนี้น้ำค้างยิ่งแรง เข้าไปคุยกันต่อ บนเตียง เอ่อ พี่หมายถึง คุยกันต่อในบ้านดีกว่า” ชายหนุ่มพลั้งปาก แต่มันกลับช่วยกลบเกลื่อนบรรยากาศเคร่งเครียดได้ดีบัวชมพูเห็นว่าเธอไม่มีทางไป จึงจำใจต้องยอมตาม แต่ทันทีที่ประตูบานใหญ่ปิดสนิทลง คิมหันต์ก็กลับแปลงร่างกลายเป็นปลาหมึกยักษ์ทันที เขาลงมือกอดจูบซุกไซ้ไปทั่วแก้มเนียน และซอกคอขาวผ่อง ของหญิงสาว ก่อนจะรุนหลังให้เธอถอยหลังก้าวผ่านประตูห้องนอนเข้าไป พร้อมกับช้อนอุ้มร่างบางวางลงบนเตียงบัวชมพูตั้งหลักไม่ทันก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ดวงตากลมโตจ้องมองเขาด้วยประกายขุ่นเขียว“หยุดเดี๋ยวนี้นะ คนฉวยโอกาส คุณห้ามแตะต้องตัวฉันเด็ดขาด ถ้าคุณยังไม่เคลียร์ตัวเองให้ขาวสะอาดเสียก่อน”ขณะที่คิมหันต์กำลังจะก้มลงฟอนเฟ้นทรวงอกนุ่มหยุ่น เขาก็ต้องส่ายหน้า “เฮ้อ จะทำรักกับเมียตัวเองทั้งที ทำไมมันถึงได้ยากเย็นอย่างนี้” คนตัวโตจึงจำต้องพลิกตั
แต่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ปรับความเข้าใจกัน เครื่องก็ลงจอดเสียก่อน แถมยังเป็นเวลาดึกมากแล้วด้วย คิมหันต์จึงรีบพาบัวชมพูเข้าที่พัก หากคราวนี้เขาไม่ได้พาเธอตรงไปยังบ้านพักหลังเดิมของหญิงสาว แต่กลับพาเธอเดินข้ามสะพานไม้ มุ่งหน้าไปยังจุดชมวิวทะเลหมอกที่บัวชมพูได้แต่หมายตาว่าจะต้องขึ้นไปชมมันให้ได้ เมื่อครั้งยังทำงานอยู่ที่นี่ตลอดทางเดินข้ามสะพานนั้น มีตะเกียงจุดไฟส่องสว่าง ห้อยขนานไปตลอดเส้นทาง และเมื่อต่างฝ่ายต่างเดินขึ้นมาบนเนินได้สำเร็จ บรรยากาศของทะเลดาวในยามราตรี ที่หมู่มวลดวงดาราพร้อมใจกันส่องแสงวับวาวอยู่เต็มผืนฟ้า ก็สร้างความตระการต ให้บัวชมพูรู้สึกได้ถึงพลังความมหัศจรรย์ของพลังธรรมชาติที่สร้างสรรค์เธอคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่ามันจะสวยได้ถึงเพียงนี้ ดวงดาวบนฟ้าเลื่อนลอยคล้อยต่ำลงมา จนเหมือนกับว่าจะสามารถเอื้อมมือคว้ามาได้กระนั้น “ที่นี่สวยเหลือเกิน สวยสมกับที่คุณสั่งให้คนทุ่มเทสร้างสะพานไม้พาขึ้นมา” บัวชมพูเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่ยืนซ้อนอยู่ทางด้านหลัง แถมยังถือวิสาสะโอบเอวเธอไว้ แต่เซอร์ไพรส์ของคิมหันต์ยังไม่จบเพียงแค่นั้น เขายังบุ้ยใบ้ให้เธอมองตามไปอีกฝั่ง ครั้นพอหญิงส
“ก็เพราะจดหมายลาออกของเธอนั่นยังไง ที่ทำให้ฉันเกิดนึกถึงที่นี่ขึ้นมา จนต้องหวนกลับมารำลึกความหลัง และคืนนี้ก็เป็นโชคดีของฉันจริง ๆ ที่หาเมียตัวเองเจอเสียที” บัวชมพูได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับหน้าม้าน “อย่ามาโมเม ใครเป็นเมียคุณไม่ทราบ คนโกหกหลอกลวงอย่างคุณ สมควรต้องอยู่คนเดียว” “ฉันไม่เคยหลอกลวงใคร โดยเฉพาะเธอ แต่เรื่องนี้ไว้เราค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้ขึ้นเครื่องไปกับฉันก่อน” เขาบอกง่ายๆ พร้อมกับอุ้มเธอลงจากรถ แล้วเดินตรงดิ่งไปยังเครื่องบินเล็กที่จอดรออยู่ทันทีมาถึงตอนนี้หญิงสาวเริ่มมองเขาอย่างหวาดระแวง “นี่คุณจะพาฉันไปไหน ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่อยากไปกับคุณ แค่นี้คุณยังทำฉันเจ็บปวดใจไม่พออีกหรือไง” คิมหันต์จึงสวนกลับมาทันควัน “ประโยคนี้ต้องเป็นฉันต่างหากที่ถามเธอ และเด็กดื้ออย่างเธอจะไปไหนได้ นอกจากต้องพากลับบ้าน ไปนอนบนเตียง” คนที่อารมณ์กำลังคุกรุ่นกระชากเสียงบอก ท้ายประโยคนัยน์ตาสีสนิมลามเลียไปทั่วเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นเสื้อคอปาด เผยขึ้นมาให้เห็นรำไร “ลามก หยาบคาย อดอยากปากแห้งนักหรือไงถึงได้ต้องกลับมากินของเก่า คุณมีคู่หมั้นอย
บรรดาแขกผู้ชายมองเธอจนตาปรอยพร้อมกับกลืนน้ำลา แต่ทว่าบทเพลงไพเราะที่เธอขับร้องออกมานั้นช่างแสนเศร้า…...สายลม ย้ำเตือน ความเจ็บปวด ในใจฉัน แม้ทุกอย่างสลายหายไปดั่งหมอกควัน แต่แผลจากความรักนั้นไม่เคยลบเลือน...ครั้นเมื่อตัวโน้ตสุดท้ายสิ้นสุดลง ท่ามกลางเสียงตบมือเกรียวกราว ผู้ชายคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจา
ครั้นคิมหันต์หันกลับมาเห็น เขาก็ตรงเข้าสวมกอดทั้งคู่ด้วยความขอบคุณทันที ถ้าไม่ได้สองคนนี้ช่วยเกณฑ์กำลังคนร่วมค้นหา รวมทั้งช่วยติดต่อประสานงานหาข่าวกับผู้คนในท้องถิ่นให้ เขาคงตามหาตัวนายเม่นมาช่วยง้างปากพี่ชายมันไม่ได้“จุดผ่อนปรนทั้งหมดพวกเราให้คนค้นหาแล้วไม่พบครับ แต่ยังเหลืออยู่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่ง
เห็นอย่างนั้นคนที่นอนกอดอยู่ใต้ร่างก็ยิ้มอย่างเอ็นดู เขาจัดการพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างบางเอาไว้ ไม่ลืมเอื้อมมือไปปิดไฟข้างหัวเตียง ซึ่งเป็นอันรู้กันว่านี่คือช่วงเวลาที่เขาไม่อยากให้ใครเข้ามารบกวน…เสียงหอบกระเส่า คละเคล้ามากับเสียงครวญครางของความรัญจวน จุมพิตผ่าวร้อนของคิมหันต์ฝังลึกเข้าที่ซอกคอขาวผ่อ
แต่เธอกลับต้องเป็นฝ่ายร้องเสียงหลงเสียเอง เมื่อเขาหันมาแล้วแกล้งเธอกลับ เอวบางถูกยกขึ้นสูงจนตัวลอยขึ้นฟ้าก่อนพาเธอหมุนเป็นวงกลม แม้บัวชมพูจะตกใจ แต่เมื่อเธอมองขึ้นไปแล้วเห็นม่านดอกไม้แสนหวานสีชมพูด้านบน อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือคว้า หญิงสาวก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสดใส “หย







