LOGINนางส่งอันซีเซียงให้เขา “เคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนเสียมันช่วยแก้ปวดได้”
เขารับไปและส่งเข้าปากเคี้ยวอย่างว่าง่าย
“ข้าต้องเย็บแผลหลายแห่ง มันจะเจ็บมาก” นางกล่าวหลังจากเอื้อมมือไปดึงปิ่นตัวหนึ่งซึ่งใช้ยึดเกี้ยวรัดมวยผม นางเก็บเข็มเย็บผ้าเล่มหนึ่งเอาไว้กับตัวเสมอ การเย็บแผลที่นางเคยลองพิสูจน์ให้บิดาเห็นว่ามันช่วยในการรักษาแผลที่ฉีกขาด ทั้งยังเยียวยาได้รวดเร็วกว่าการโปะสมุนไพรเพียงอย่างเดียว
นางดึงเส้นผมของตัวเองออกมาร้อยกับเข็ม “ข้าจะทำให้ท่านสลบมันจะง่ายกว่ามาก”
ซองเข็มขนาดเล็กที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยกระดาษเคลือบน้ำมันถูกดึงออกมาจากถุงลับในตัวเสื้อ
“ได้”
นางเลิกคิ้วมองเขาด้วยความประหลาดใจหลังพบว่าเขาว่าง่ายจนนางพูดไม่ออก แต่ต่อมาเขากลับทำให้นางโมโหขึ้นทันทีที่ได้ยิน
“หากข้าตายรบกวนเจ้านำป้ายหยกบนตัวข้าไปส่งข่าวที่จวนผู้บัญชาการเสิ่น บอกเขาว่า...”
หลิงอวิ๋นจิ้มเข็มทันทีโดยไม่ปล่อยให้เขาพล่ามจนจบ นางถลึงตาให้เขาก่อนลงมือรักษาเขาด้วยท่าทีโกรธกรุ่น
“เห็นแก่ที่เจ้าหน้าตาดีหรอกนะตี๋น้อย ข้าน่ะศิษย์รักของอาจารย์หลิงหนานเชียวนะ!”
ดังนั้นแม้เปลืองเรี่ยวแรงไปมาก แต่จนแล้วจนรอดคนไข้ที่เป็น...มนุษย์คนแรกของหลิงอวิ๋นก็ยังไม่ตาย แม้เขายังไม่รู้สึกตัวตอนที่นางจากมา แต่นางมั่นใจว่าในวันรุ่งเช้าหากนางกลับไป เขาจะยังคงมีลมหายใจอยู่
...นางไม่นับรวมกระต่ายครานั้น กวางน้อยในวันโน้น ยังมี...สัตว์ป้าตัวเล็กๆ ที่นางเคยช่วยในอดีต...
บิดาของนางโกรธมาก... หลังเห็นสภาพของนางที่ทั้งเปียกปอนและมอมแมมไปด้วยโคลน แม้นางปลอดภัยและกลับมาพร้อมสมุนไพรบางส่วน แต่นับจากนั้นหลิงอวิ๋นก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเขาอีกเลย ก่อนหน้านี้นางไม่เคยขัดคำสั่งบิดาแต่เพราะคนเจ็บรออยู่ นางจึงแอบขึ้นเขาไปในช่วงสายวันถัดมา
เขายังไม่รู้สึกตัวและยังมีไข้สูงมากอย่างที่นางคาด หลิงอวิ๋นนำอาหาร น้ำดื่ม รวมไปถึงยาที่นางเคี่ยวเอาไว้ ยังมีเสื้อผ้าของบิดา ผ้าสะอาดที่นางต้องใช้สำหรับพันแผลให้เขา
บาดแผลทั่วตัวยังไม่น่ากังวลเท่าเส้นเอ็นที่ขา ยังดีที่เขาพบนางเข้าไม่นานหลังจากได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งนางยังเย็บเส้นเอ็น ใส่ยา รวมไปถึงฝังเข็มห้ามเลือด หาไม่ชีวิตนี้ก็อย่าหวังได้รอดออกไปจากหลงซานเลย
กลางยามอู่[1]ในที่สุดตี๋น้อยของนางก็รู้สึกตัว เขามองนางคล้ายยังคงงุนงง นางพยุงเขาขึ้นและให้เขาจิบยาที่นางเคี่ยวมา “ดื่มหน่อย จิบแทนน้ำ ข้าต้มยามาหม้อหนึ่งจะตั้งอุ่นเอาไว้ให้ ข้าอยู่นานไม่ได้ต้องรีบกลับ ข้านำโจ๊กมาด้วยหากหิวก็กินเสีย แต่อย่ากินมากหากต้องการขับของเสียจะลำบากเพราะท่านยังขยับตัวมากไม่ได้”
ได้ยินดังนั้นเขาก็มีท่าทีขัดเขิน ดังนั้นจึงแสร้งมองไปรอบๆ
หลิงอวิ๋นอมยิ้มรู้สึกภูมิใจในความรอบคอบของตัวเอง นางเห็นร่องรอยยุงและแมลงบนตัวเขา ดังนั้นจึงก่อไฟนำสมุนไพรมารมเพื่อไล่แมลง นางออกไปหักสมุนไพรไล่แมลงบางส่วนมาวางรอบๆ ก่อกองไฟสองกองเอาไว้หน้าชะง่อนหิน เตาหนึ่งตั้งกาอุ่นยาและวางหม้อโจ๊กเล็กๆ เอาไว้
“อย่าตายเสียเล่า” นางเก็บของลุกขึ้นยืน “เจ้าเป็นคนไข้คนแรกของข้า ทางที่ดีอย่าขยับให้วุ่นวาย นอนให้หลับไม่ว่าจะอยากนอนหรือไม่ หากเหงื่อออกมากไม่สบายตัวก็เปลี่ยนกางเกง ข้าเตรียมมาให้สองสามชุด ห้ามให้แผลโดนน้ำโดยเด็ดขาด นั่นคือชันแห้งเคี้ยวเฉพาะเวลาปวดมากจนทนไม่ไหว”
“ขอบใจเจ้ามาก”
นางหันกลับมาพยักหน้าให้เขา
“แม่นางน้อย ข้า...”
“เรียกข้าว่าอวิ๋นอวิ๋น”
“ข้ามีความจำเป็นต้องส่งข่าว”
“เป็นคนของจวนแม่ทัพเสิ่นหรือ” นางจำได้ว่าครั้งก่อนเขากล่าวถึงจวนผู้บัญชาการเสิ่น
“ใช่”
นางขมวดคิ้วมองเขาจากนั้นครุ่นคิด “ที่นี่หลงซานด้านหลังหอโอสถ”
“ข้ารู้”
“หอโอสถมีคนของจวนผู้บัญชา ส่งข่าวผ่านเขาไปท่านจะว่าอย่างไร”
เขาเงียบไปย่อมหมายถึงไม่อาจทำเช่นนั้น “ข้ายังไม่เคยออกจากหอโอสถ เรื่องด่วนมากหรือไม่”
“มีผู้คุ้มกันของคุณชายสวีที่เพิ่งเข้าเรียนในหอโอสถ” เขามีท่าทีครุ่นคิด “เขามีนามว่ากุ่ยเหอ”
“กุ่ยเหอ[2]?!” ชื่อคนหรือนั่น
“เขาเป็นสหายของข้า บอกเขาเพียงว่าข้าปลอมตัวเป็นท่านผู้นั้นและได้รับบาดเจ็บ ส่วนท่านผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ที่ฝั่งตะวันตก”
“อ้อ...แล้วมีสิ่งยืนยันตัวตนท่านหรือไม่ เผื่อบางทีเขาอาจไม่เชื่อข้า”
เขาส่งป้ายหยกที่คราแรกกล่าวถึงเพื่อให้นางส่งข่าวกลับไปยังจวนผู้บัญชาการเสิ่น
“ข้าจะพยายาม แต่ไม่รับปากว่าจะหาเขาพบในเร็ววัน”
“ข้าเข้าใจแล้ว ได้แต่รบกวนเจ้า”
“ท่านชื่ออะไร” นางถามเขา
“เหยียนซี เรียกข้าว่าเหยียนซี” นางพยักหน้าจากนั้นออกมาจากใต้ชะง่อนหิน
[1] ช่วงเวลาเที่ยง
[2] แม่น้ำแห่งวิญญาณ
“เรียกอวิ๋นอวิ๋นตามอาจารย์หลิงได้ใช่มั้ย”“ก็...ค่ะ”“ได้งั้นผมเรียกคุณว่าอวิ๋นอวิ๋น คุณเรียกผมว่าเหยียนซีก็ได้ ไว้ผมโทรหาตอนนี้ต้องรีบไปเข้าเวรแล้ว”เดี๋ยวสิ!!! นี่มันอะไรกัน!!!หลิงอวิ๋นยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ตอนแรกได้เจอเขาก็ว่าน่าตกใจแล้ว ตอนนี้เขายัง... มองมือถือที่มีเบอร์ของเขาที่เหยียนซีบันทึกเอาไว้ หลิงอวิ๋นอ้าปากค้างสิบวินาทีต่อมาเขาก็โทร.เข้ามือถือเธออีก “ลืมบอกไป พรุ่งนี้ผมเลี้ยงข้าวเอง เจอกันที่โรงอาหารเที่ยงครึ่งนะ บะหมี่ถ้วยไม่ดีต่อสุขภาพอย่ากินเลย” แล้วเขาก็วางสายไป“...” หลิงอวิ๋นแน่ละหญิงสาวก็ต้องไปตามนัดอยู่แล้ว เที่ยงครึ่งทันทีที่เดินไปถึงโรงอาหารของโรงพยาบาล ด้านหลังก็มีเสียงกระซิบ “มาแล้ว? ช้าไปสิบนาทีแหนะ ไปเถอะหาที่นั่นกัน”เป็นเขา...ที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทั้งหมอ พยาบาล และบุคลากรในโรงพยาบาลหลิงอวิ๋นพยายามมองข้ามสายตาอยากรู้อยากเห็นและเสียงซุบซิบด้วยความประหลาดใจของทุกคน แต่เธอกลับเจอเรื่องน่าประหลาดใจกว่า เมื่อเห็นกล่องอาหารที่เขากำลังนำออกมาวางเรียงรายหอมมาก น่ากินมากด้วย...“ผมทำเอง ได้ยินมาว่าคุณไม่ชอบทานเนื้อวัว ไก่กับหมูคงใช้ได้ใช่มั้ย นี่น้ำแกงปลาเ
ปีถัดมาท่านอาจารย์หลิงอวิ๋นก็สูญเสียบิดา นางหัวใจแตกสลาย แต่ก็มีสามีและบุตรชายบุตรสาวอยู่เคียงข้างกระทั่งหลายปีถัดจากนั้นฮ่องเต้ทรงสวรรคต แผ่นดินเกิดการผลัดเปลี่ยนบัลลังก์ ตระกูลเหยียนลดสถานะลงจากร่วมมือกับกรมคลัง กระทั่งท่านอาจารย์หญิงหลิงอวิ๋นมิใช่เจ้าสำนักหอโอสถอีกต่อไป นางออกมาใช้ชีวิตบั้นปลายกับสามีที่จวนนอกเมืองหลวงร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอมีสองฝาแฝดช่วยกันดูแล ส่วนบุตรสาวของท่านอาจารย์หลิงอวิ๋นออกเดินทางไปรักษาผู้คน โดยนางมีปณิทานจะเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้า แม้ห่วงใยแต่เมื่อเป็นความต้องการของบุตรสาว สองสามีภรรยาก็มิได้ห้ามปราม เพียงส่งคนคุ้มกันติดตามนางไปด้วยในปีนั้น...ท่านอาจารย์หญิงหลิงอวิ๋นล้มป่วย ข้างกายของนางมีสามีที่แก่ชราคอยกุมมือ “ข้าจะไปรอท่านในภพหน้า ข้าจะหาท่านให้พบ” นางวางมือที่ข้างแก้มของเขา”“ได้ ข้าจะตามเจ้าไปในไม่ช้า” เหยียนซียิ้มให้นาง “ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่มีสิ่งใดให้เสียใจ”“ข้าก็เช่นกัน” นางค่อยๆ หลับตาลงขณะมือยังคงเกาะกุมมือของเขา...บนเตียงในห้องพิเศษของโรงพยาบาล หลิงอวิ๋นมองเหม่อไปยังนอกหน้าต่างความฝัน...ความจริงตอนนี้หญิงสาวแทบจะแยกไม่ออกแล้ว หลังจากได้รู้จา
เรื่องนี้หญิงสาวเคยได้ยินมาก่อน โชคดีที่ฮ่องเต้ทรงเลือกคนที่เต็มใจเดินทางไป หาไม่ปัญหาคงตามมาไม่น้อยเป็นแน่“ชายแดนไม่เกิดสงครามขึ้นมาอีกเลยหลังข้อตกลงแลกเปลี่ยนนี้” เซียวหร่วนคุนยิ้ม “หลิงอวิ๋น”“เพคะฝ่าบาท”“นับจากนี้เจ้าสามารถเดินทางเข้านอกออกในเมืองหลวงและแคว้นซีฉู่ได้ดังใจ ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่เฉพาะในเมืองหลวงอีก ข้อตกลงก่อนเก่านั้นเราขอยกเลิก”นางเลิกคิ้วมองเซียวหร่วนคุน เหยียนซีกระซิบบอกนาง “ยังไม่รีบขอบพระทัย?”“อ้อ เอ่อ...ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”เซียวหร่วนคุนหัวเราะเสียงเบา “หลายปีมานี้ลำบากพวกเจ้าแล้วจริงๆ ทำเพื่อบ้านเมืองมามาก เราให้เจ้าหยุดสอนศิษย์สักสิบวันก็แล้วกัน ออกไปเที่ยวนอกเมืองบ้างเถิด แต่งงานมาสองปีควรมีทายาทได้แล้ว”หลิงอวิ๋นยิ่งประหลาดใจไปมากกว่าเดิม นางกับเหยียนซีเคยกังวลว่าหากมีทายาท เรื่องชาติกำเนิดของเหยียนซีอาจทำให้ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นนางกับเขาจึงยังไม่ยอมมีทายาทสักที“อดีตปล่อยให้ผ่านไปเถิด พวกเจ้าสมควรอยู่กับปัจจุบันได้แล้ว ใช้ชีวิตให้สมกับทำคุณให้บ้านเมืองเถิด อย่าได้คิดมากและกังวลใจกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย”ทรงรู้! รู้ว่านางกับเหยีย
บทส่งท้ายเสียงแตรมโหรีโหมบรรเลงยังหน้าเรือนพักด้านหลังหอโอสถอวี่หลิง เจ้าสาวในชุดสีแดงถูกพยุงออกมาจากด้านใน หลิงหนานมองส่งบุตรสาวถูกพยุงขึ้นเกี้ยวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเห็นนางได้แต่งงานออกเรือนกับผู้ที่เหมาะสม รวมไปถึงทั้งบุตรเขยและบุตรสาวต่างก็มีใจให้กันอย่างลึกซึ้ง เขาผู้เป็นบิดาจะยังคาดหวังอะไรไปมากกว่านี้เขาเชื่อในตัวเหยียนซี มากไปกว่านั้นเขาเชื่อมั่นในการเลือกของบุตรสาว หลิงอวิ๋นไม่เคยทำให้เขาที่เป็นบิดาผิดหวังเลยสักครั้ง ยิ่งเรื่องการมองคนนางก็ยิ่งมองได้อย่างลึกซึ้งหลังเกิดเรื่องมากมายแต่เรื่องร้ายก็กลับลงเอยเป็นดี แม้ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่น ชีวิตมีขึ้นๆ ลงๆ แต่ผลสุดท้ายก็ยังคงสามารถผ่านพ้นมันไปได้ร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอเปิดมาได้สี่ปี กิจการมั่นคงและมั่งคั่งรุ่งเรืองวันนี้เหยียนซีสามารถยืนหยัดเป็นที่หนึ่งในการค้าสมุนไพรในซีฉู่ ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เขาควบคุมดูแล รวมไปถึงควบคุมราคาสมุนไพรโดยร่วมมือกับเจ้ากรมคลัง ทั้งนี้ก็เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมขึ้นในสองปีแรกเหยียนซีสามารถสร้างจวนตระกูลเหยียนอันโอ่อ่าใหญ่โตในปีที่สามเขาสามารถขยายการค้าออกไปอีกสองมุมเมื
“ได้”บุตรสาวของกุ่ยเหอจะเข้ามาเรียนกับหลิงอวิ๋นที่สำนักโอสถ หลิงอวิ๋นเต็มใจรับเสี่ยวอัน ทั้งยังรับปากกุ่ยเหอและฮูหยินว่าจะดูแลให้อย่างดีศิษย์ของนางแต่ละคนจะมาเรียนแบบมาเช้าบ่ายกลับ แต่เสี่ยวอันจะถูกส่งมาอยู่กับนางที่เรือนพักหลังสำนักศึกษา ทั้งนี้ก็เพราะกุ่ยเหอยืนยันว่าหากจะให้เขาส่งบุตรสาวมาเรียน เขาก็อยากให้บุตรสาวติดตามหลิงอวิ๋น พร้อมกับช่วยงานเล็กๆ น้อยเป็นการตอบแทนหลังส่งเยี่ยนซือซือกลับจวน หลิงอวิ๋นคาดไม่ถึงว่าขากลับจะยังได้พบเหยียนซี เขายืนรออยู่จุดเดิมที่เคยขี่ม้ามารอ เนินเขาทางอ้อมขึ้นไปยังเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิงหลิงอวิ๋นก้าวลงจากรถม้า “ท่านมาทำอะไรที่นี่”เขายิ้ม “มารอพบเจ้า”“พบข้า?” นางมองเห็นโคมผีเสื้อกระดาษในมือเขา “ให้ข้าหรือ!” ดวงตาของนางเปล่งประกาย“ใช่ โคมกระต่ายข้าซื้อให้ แต่อันนี้ข้าทำเอง” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มจากนั้นช่วยนางจุดโคมผีเสื้อ “ข้าเดินไปส่งเจ้า เราเดินเล่นอีกสักหน่อยดีหรือไม่ เจ้ายังเดินไหว?”หลิงอวิ๋นพยักหน้าหันไปมองเสี่ยวหง “พี่เสี่ยวหงท่านนั่งรถม้าล่วงหน้าไปก่อน ข้าเดินเล่นสักครู่”ด้านหน้ามองเห็นแสงไฟจากเรือนพักแล้ว นางเดินลำพังกับเขาระยะทางสั
“เจ้าอย่างไรเล่า” นางมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเคยชื่นชมเจ้า ตอนนี้แม้แต่ความกล้าจะเผชิญหน้ากับชะตากรรมยังไม่มี หรือชั่วชีวิตนี้เจ้าจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของความผิดที่บิดาของเจ้าก่อ? หรือชั่วชีวิตนี้คิดจะอาศัยพี่สาวจนตาย? หรือคิดว่าใต้เท้าอวี่จะสามารถโอบอุ้มเจ้าไปชั่วชีวิต? หากทำเช่นนั้นเจ้าก็น่าสมเพชจริงๆ”“เจ้า!”“ข้าทำไม?! คนขี้ขลาดเช่นเจ้าแม้แต่โอกาสก็ไม่สมควรได้รับ ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาก็ไม่มี เอาแต่หลบอยู่หลังใต้เท้าอวี่ หลบอยู่หลังจวนพี่สาว สักวันคงไม่มีหน้าออกมาพบผู้คนปล่อยให้พี่สาวเลี้ยงดูไปจนตาย!”“หลิงอวิ๋น! เจ้ากล้าดีอย่างไร!”“อ๋อข้ากล้าดีเช่นนี้ละ กล้าดีตรงที่ข้าไม่จำเป็นต้องก้มหน้าให้ผู้ใดอย่างไรเล่า!” นางถลึงตามองเขา “เสียแรงที่บิดาของข้าอยากให้โอกาสเจ้า จึงอยากมอบหน้าที่คนดูแลสมุนไพรในร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอให้ ดูเจ้าสิแม้ความกล้าที่จะเผชิญหน้ายังไม่มี เช่นนั้นชั่วชีวิตนี้ก็ก้มหน้าต่อไปเถิด!”“ผู้ใดว่าข้าไม่กล้า?!”“ข้ากำลังว่าเจ้าอยู่นี่อย่างไรเล่า! มิใช่ว่าเป็นเพราะเจ้าทำไม่ได้จึงปฏิเสธหรอกนะ ความรู้ความสามารถที่บิดาข้าสอนสั่ง หรือเจ้
เรื่องของความเชื่อใจมิใช่สามารถอธิบายกันได้โดยง่าย ระหว่างเหยียนซีกับนางมีหลายเรื่องที่ผู้อื่นไม่เคยล่วงรู้ แต่ถึงล่วงรู้ก็มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าใจ “ความรักไม่ใช่ทุกสิ่ง การแต่งงานยิ่งไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ หากไร้ซึ่งความไว้วางใจและความเชื่อใจ วันหน้าที่เหลืออีกยาวไกลนั
หญิงสาวหัวเราะ “ใครใช้ให้ท่านน่ามอง” ได้ยินเสียงเขาถอนใจอย่างยอมแพ้ หลิงอวิ๋นเขย่ามือเขาด้วยสายตารอคอย “ว่าอย่างไรท่านพ่ออนุญาตหรือไม่”เหยียนซีพยักหน้า “อนุญาตแล้ว”“ดียิ่ง!!!” นางจะได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวในงานเทศกาลโคมไฟ[1]แล้ว!!!เทศกาลหยวนเซียวคึกคักเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดงทั้งสองฝั่งถนน หลิงอวิ๋นซึ
มีการเปลี่ยนการปกครองจากซันกงที่แต่เดิมมีเพียงสามฝ่าย เป็นซันเฉิ่งลิ่วปู้[1]แบ่งหน้าที่แยกย่อยออกมาไม่ทับซ้อนหน้าที่กัน ตามที่นางเคยเกริ่นๆ กับเซียวหร่วนคุนนางมองคนไม่ผิดฮ่องเต้พระองค์นี้ฉลาดมาก นางเพียงเกริ่นให้เขามองเห็นข้อเสียเล็กน้อย แต่เขากลับมองออกว่าการปกครองในระบบซันกงนั้นมีปัญหายิ่งหากเป
ถึงอย่างนั้นทั่วๆ ไปแล้วเขาก็เหมือนคนธรรมดาที่สามารถใช้ชีวิต แม้ไม่อาจใช้วรยุทธ์แต่การเป็นอิสระจากทุกเรื่องหลังเหตุการณ์ผ่านมา เขาสูญเสียเท่านี้นับว่าน้อยมาก หากเทียบกับเรื่องที่หลิงอวิ๋นกับบิดาพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อช่วยเขากับมารดานางสูญเสียอิสระไม่อาจไปจากเมืองหลวงจนสิ้นใจ...“เราติดค้างนางกับ







