Mag-log inเส้นทางขึ้นเขาลาดชันดินลื่นเพราะฝนตกหนัก กว่าจะตระหนักว่าตัวเองกำลังทำเรื่องโง่งม หลิงอวิ๋นก็ลื่นตกเขากลิ้งหลุนๆ ลงมาพร้อมกับตะกร้าที่เชือกขาดจากหัวไหล่
เมื่อตั้งสติได้และลุกขึ้นนั่ง แม้เจ็บไปทั้งตัวก็ยังหัวเราะกับตัวเอง หากเป็นชีวิตก่อนหน้ามีหรือจะกล้าหาเรื่องเจ็บตัวแบบนี้?
...ไม่มีเสียละ
เก็บของใส่ตะกร้าตามเดิมและตั้งใจจะเดินลงเขา ที่ไหนได้ข้อเท้ากลับถูกคว้าเอาไว้ “กรี๊ด!!!”
ความตกใจทำให้เผลอวาดเท้าเตะออกไปสุดแรง เจ้าของมือข้างนั้นพลิกตัวนอนหงาย มือที่กุมข้อเท้าถูกปล่อยในทันที
หลิงอวิ๋นใจหายวูบ “นี่!” คงไม่ถึงตายหรอกนะ นางได้แต่คิดในใจ “ใครใช้ให้ท่านทำข้าตกใจเล่า” นางบ่นตอนที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาดูเขาใกล้ๆ
คิ้วเรียวเลิกขึ้นเมื่อมองเห็นใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษวัยไม่น่าจะเกิน...สิบหกสิบเจ็ด? เอ...หรืออ่อนกว่านั้น?
มองสำรวจบุรุษในชุดผ้าฝ้ายสูงค่า ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าล้วนมีแต่ของราคาแพงที่ชาวบ้านไม่มีทางซื้อหามาสวมใส่ ยิ่งไม่มีทางที่ชาวบ้านธรรมดาจะสวมชุดเช่นนี้ขึ้นเขาแน่นอน
ท่ามกลางสายฝนเทกระหน่ำ ร่างสูงใหญ่กลับมีเลือดแดงฉานถูกชะล้างมากับสายน้ำ หลิงอวิ๋นเบิกตากว้างรีบนั่งลงเขย่าแขนเขาเพื่อให้รู้สึกตัว นางยื่นมือไปอังจมูกโด่งเป็นสันจากนั้นถอนหายใจออกมา
“ดีที่ไม่ตาย ไม่งั้นเสียของหมด”
ดูสิหล่อเหล่าขนาดนี้หากมาตายในป่าลึกไม่มีคนเห็นก็น่าเสียดายแย่ แต่...จะให้นางที่ตัวเล็กเท่านี้แบกบุรุษหล่อเหลาที่ตัวใหญ่กว่านางสองเท่าลงเขา?
ฝันไปเถิด!
“นี่” นางยื่นปลายนิ้วไปตบเบาๆ ที่ข้างแก้ม ในใจบอกตัวเองว่านางไม่ใช่อยากจะกินเต้าหู้เขาหรืออะไรเลย…จริงๆ นะ!!
สาบานต่อ...ตะกร้าสมุนไพรของนางเลยเอ้า!!!
“ข้าแบกท่านลงเขาไม่ได้นะ ข้างล่างนั่นใต้ธารน้ำตกมีชะง่อนหิน ลงไปหลบฝนที่นั่นได้ หากข้าทำแผลห้ามเลือดให้ท่านได้ ท่านอาจรอดตาย อยู่ที่นี่ท่านจะเลือดไหลจนสิ้นใจในที่สุด” นางกล่าวออกมาเสียงเรียบจากนั้นก็รอ
มือยื่นออกไปแตะชีพจรที่ข้อมือของเขา เขาบาดเจ็บมากจริงๆ บาดแผลลึกทั่วร่างทำให้เลือดไหลออกมาไม่หยุด
“เลือกมาว่าอยากมีชีวิตอยู่หรือรอความตายที่นี่” นางถามเพราะนางจะช่วยก็ต่อเมื่อเขาดิ้นรนอยากมีชีวิตเท่านั้น หากไม่...ก็เท่ากับว่านางหาเรื่องเหนื่อยเปล่า
แต่...หล่อขนาดนี้น่าเสียดาย เฮ้อ...
หลิงอวิ๋นสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ เขาก็ลืมตามองนาง
ดวงตายาวรีคมดุจ้องเขม็ง “ข้า...อยากอยู่” แค่เปล่งเสียงก็เปลืองพลังมากแล้วดังนั้นเขากล่าวสั้นๆ ก็พยายามลุกขึ้นนั่ง
หลิงอวิ๋นปราดเข้าไปช่วยพยุงเขาขึ้น ดวงตาสานสบอย่างไร้ความหวาดหวั่น
‘ตี๋น้อยเอ้ย หล่อขนาดนี้ เอ้ย! เจ็บหนักขนาดนี้พี่สาวจะช่วยเอง’
นางไม่ได้พูดผิดนะ เพราะในทางทฤษฎีแล้วนางจากมาจากโลกเดิมตอนอายุยี่สิบห้า มาอยู่ที่นี่อีกสิบสองปี เทียบแล้วนางอายุมากกว่าเขาดังนั้นเรียกพี่สาวถูกต้องแล้ว
หมายถึงตอนที่นางเพ้อเจ้อคนเดียวนะ...
“เช่นนั้นช่วยข้า พยายามยืนให้มั่น ข้าพยุงท่านไปที่ชะง่อนหินนั่นเอง” นางกล่าวจบก็คว้าตะกร้าของตนขึ้น ดึงมือเขาพาดไหล่ตนจากนั้นสองคนก็ก้าวเดินลงเขาอย่างทุลักทุเล
ตอนนี้เพิ่งตระหนักว่าตัวเองกำลังทำเรื่องเกินตัว!!!
หลิงอวิ๋นสบถกับตัวเองเป็นรอบที่เท่าไรนางลืมนับไปแล้ว เรี่ยวแรงของเด็กสิบสองจะมีปัญญาพยุงคนตัวโตกว่า ทั้งยังเดินลงทางลาดที่ทั้งลื่นและเปียกแฉะได้อย่างไร!!
ดังนั้นเดินลงเขามาได้ไม่นานทั้งสองก็ลื่นล้มและกลิ้งลงมาโดยไม่ต้องเปลืองแรง แต่...เจ็บตัวจนไม่อยากลุก
เสียงร้องโอดโอยแน่นอนว่าเป็นของนาง เพราะบุรุษผู้นั้นเพียงขมวดคิ้วและมองนางคล้ายตกตะลึง
หลิงอวิ๋นกะพริบตามองเขาด้วยความสับสนงุนงง นางเจ็บไม่มากทำไมเขาต้องทำหน้าเช่นนั้นด้วย
กระทั่งนางมองตามสายตาของเขาแล้วพบว่า...มือของเขากำลังวางลงบนเนินอกของนาง!!!
แม้ร่างนี้ยังไม่โตเต็มวัยเท่าไรนัก แต่รอบเดือนของนางก็มาแล้วถึงสองเดือน ดังนั้นอะไรที่ควรมีก็เริ่มมีแล้ว ซึ่งทันทีที่เขาแตะก็ต้องรู้ว่านางเป็นสตรี
“นี่!” ดังนั้นเสียงเพี๊ยะ!! จึงดังสนั่น
หลังฟาดฝ่ามือออกไป หลิงอวิ๋นผลักเขากระเด็นไปอีกทาง “ไอ้ตี๋น้อยลามก กล้าดีอย่างไร!”
ผลน่ะหรือ?...
ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะตอนนี้เขากลิ้งตกเขาไปโดยที่นางไม่ต้องเปลืองแรงพยุงแล้วน่ะสิ
กว่าจะเข้าไปหลบยังชะง่อนหินได้ทั้งสองก็หมดเรี่ยวแรงจนเหนื่อยหอบ หลิงอวิ๋นบอกให้เขาถอดเสื้อผ้าเพื่อให้นางตรวจดูแผล หลังอิดออดอยู่นานเขาจึงยอมถอดเสื้อและยืนยันว่ามีแผลร้ายแรงแค่ที่ไหล่ หลัง และหน้าท้อง
พูดง่ายๆ ก็คือไม่อยากถอดกางเกงต่อหน้านางนั่นเอง
“ข้า...ไม่ได้ตั้งใจ” เขากล่าวใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย
หลิงอวิ๋นก็อยากหัวเราะแต่เมื่อเห็นแผลลึกของเขานางกลับหัวเราะไม่ออก “ถอดรองเท้า ให้ข้าดูแผลที่ข้อเท้าก่อน” เขาคล้ายเดินไม่สะดวกแต่แรก อีกทั้งรองเท้ายังชุ่มด้วยเลือดและน้ำฝนปะปนจนยากจะแยกแยะ
บาดแผลของเขาทำให้นางคิดได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ผู้ที่ลงมือหากไม่ใช่เพราะต้องการเอาชีวิตเขา ก็จงใจลงมือเพื่อต้องการทำลายวรยุทธ์ของเขา...
“แม้ช่วยชีวิตท่านไว้ได้ แต่ข้าไม่อาจรับปากว่าท่านจะกลับมาใช้วรยุทธ์ได้อีก” หลิงอวิ๋นขมวดคิ้วจากนั้นค้นในตะกร้าตัวเอง แม้หลายอย่างหล่นหายแต่ส่วนใหญ่สมุนไพรที่นางเก็บมาก็ยังอยู่ รวมกับผงสมุนไพรห้ามเลือดที่นางพกติดตัว นางก็ยังพอมีวิธีช่วยเขา
เขานิ่งเงียบไปนานมากจนนางถอนหายใจ
“ในเมื่อท่านพยายามหลบเร้นมาอย่างยากลำบากขนาดนี้ ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่...”
“อืม” เขาพยักหน้า
“เรียกอวิ๋นอวิ๋นตามอาจารย์หลิงได้ใช่มั้ย”“ก็...ค่ะ”“ได้งั้นผมเรียกคุณว่าอวิ๋นอวิ๋น คุณเรียกผมว่าเหยียนซีก็ได้ ไว้ผมโทรหาตอนนี้ต้องรีบไปเข้าเวรแล้ว”เดี๋ยวสิ!!! นี่มันอะไรกัน!!!หลิงอวิ๋นยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ตอนแรกได้เจอเขาก็ว่าน่าตกใจแล้ว ตอนนี้เขายัง... มองมือถือที่มีเบอร์ของเขาที่เหยียนซีบันทึกเอาไว้ หลิงอวิ๋นอ้าปากค้างสิบวินาทีต่อมาเขาก็โทร.เข้ามือถือเธออีก “ลืมบอกไป พรุ่งนี้ผมเลี้ยงข้าวเอง เจอกันที่โรงอาหารเที่ยงครึ่งนะ บะหมี่ถ้วยไม่ดีต่อสุขภาพอย่ากินเลย” แล้วเขาก็วางสายไป“...” หลิงอวิ๋นแน่ละหญิงสาวก็ต้องไปตามนัดอยู่แล้ว เที่ยงครึ่งทันทีที่เดินไปถึงโรงอาหารของโรงพยาบาล ด้านหลังก็มีเสียงกระซิบ “มาแล้ว? ช้าไปสิบนาทีแหนะ ไปเถอะหาที่นั่นกัน”เป็นเขา...ที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทั้งหมอ พยาบาล และบุคลากรในโรงพยาบาลหลิงอวิ๋นพยายามมองข้ามสายตาอยากรู้อยากเห็นและเสียงซุบซิบด้วยความประหลาดใจของทุกคน แต่เธอกลับเจอเรื่องน่าประหลาดใจกว่า เมื่อเห็นกล่องอาหารที่เขากำลังนำออกมาวางเรียงรายหอมมาก น่ากินมากด้วย...“ผมทำเอง ได้ยินมาว่าคุณไม่ชอบทานเนื้อวัว ไก่กับหมูคงใช้ได้ใช่มั้ย นี่น้ำแกงปลาเ
ปีถัดมาท่านอาจารย์หลิงอวิ๋นก็สูญเสียบิดา นางหัวใจแตกสลาย แต่ก็มีสามีและบุตรชายบุตรสาวอยู่เคียงข้างกระทั่งหลายปีถัดจากนั้นฮ่องเต้ทรงสวรรคต แผ่นดินเกิดการผลัดเปลี่ยนบัลลังก์ ตระกูลเหยียนลดสถานะลงจากร่วมมือกับกรมคลัง กระทั่งท่านอาจารย์หญิงหลิงอวิ๋นมิใช่เจ้าสำนักหอโอสถอีกต่อไป นางออกมาใช้ชีวิตบั้นปลายกับสามีที่จวนนอกเมืองหลวงร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอมีสองฝาแฝดช่วยกันดูแล ส่วนบุตรสาวของท่านอาจารย์หลิงอวิ๋นออกเดินทางไปรักษาผู้คน โดยนางมีปณิทานจะเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้า แม้ห่วงใยแต่เมื่อเป็นความต้องการของบุตรสาว สองสามีภรรยาก็มิได้ห้ามปราม เพียงส่งคนคุ้มกันติดตามนางไปด้วยในปีนั้น...ท่านอาจารย์หญิงหลิงอวิ๋นล้มป่วย ข้างกายของนางมีสามีที่แก่ชราคอยกุมมือ “ข้าจะไปรอท่านในภพหน้า ข้าจะหาท่านให้พบ” นางวางมือที่ข้างแก้มของเขา”“ได้ ข้าจะตามเจ้าไปในไม่ช้า” เหยียนซียิ้มให้นาง “ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่มีสิ่งใดให้เสียใจ”“ข้าก็เช่นกัน” นางค่อยๆ หลับตาลงขณะมือยังคงเกาะกุมมือของเขา...บนเตียงในห้องพิเศษของโรงพยาบาล หลิงอวิ๋นมองเหม่อไปยังนอกหน้าต่างความฝัน...ความจริงตอนนี้หญิงสาวแทบจะแยกไม่ออกแล้ว หลังจากได้รู้จา
เรื่องนี้หญิงสาวเคยได้ยินมาก่อน โชคดีที่ฮ่องเต้ทรงเลือกคนที่เต็มใจเดินทางไป หาไม่ปัญหาคงตามมาไม่น้อยเป็นแน่“ชายแดนไม่เกิดสงครามขึ้นมาอีกเลยหลังข้อตกลงแลกเปลี่ยนนี้” เซียวหร่วนคุนยิ้ม “หลิงอวิ๋น”“เพคะฝ่าบาท”“นับจากนี้เจ้าสามารถเดินทางเข้านอกออกในเมืองหลวงและแคว้นซีฉู่ได้ดังใจ ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่เฉพาะในเมืองหลวงอีก ข้อตกลงก่อนเก่านั้นเราขอยกเลิก”นางเลิกคิ้วมองเซียวหร่วนคุน เหยียนซีกระซิบบอกนาง “ยังไม่รีบขอบพระทัย?”“อ้อ เอ่อ...ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”เซียวหร่วนคุนหัวเราะเสียงเบา “หลายปีมานี้ลำบากพวกเจ้าแล้วจริงๆ ทำเพื่อบ้านเมืองมามาก เราให้เจ้าหยุดสอนศิษย์สักสิบวันก็แล้วกัน ออกไปเที่ยวนอกเมืองบ้างเถิด แต่งงานมาสองปีควรมีทายาทได้แล้ว”หลิงอวิ๋นยิ่งประหลาดใจไปมากกว่าเดิม นางกับเหยียนซีเคยกังวลว่าหากมีทายาท เรื่องชาติกำเนิดของเหยียนซีอาจทำให้ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นนางกับเขาจึงยังไม่ยอมมีทายาทสักที“อดีตปล่อยให้ผ่านไปเถิด พวกเจ้าสมควรอยู่กับปัจจุบันได้แล้ว ใช้ชีวิตให้สมกับทำคุณให้บ้านเมืองเถิด อย่าได้คิดมากและกังวลใจกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย”ทรงรู้! รู้ว่านางกับเหยีย
บทส่งท้ายเสียงแตรมโหรีโหมบรรเลงยังหน้าเรือนพักด้านหลังหอโอสถอวี่หลิง เจ้าสาวในชุดสีแดงถูกพยุงออกมาจากด้านใน หลิงหนานมองส่งบุตรสาวถูกพยุงขึ้นเกี้ยวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเห็นนางได้แต่งงานออกเรือนกับผู้ที่เหมาะสม รวมไปถึงทั้งบุตรเขยและบุตรสาวต่างก็มีใจให้กันอย่างลึกซึ้ง เขาผู้เป็นบิดาจะยังคาดหวังอะไรไปมากกว่านี้เขาเชื่อในตัวเหยียนซี มากไปกว่านั้นเขาเชื่อมั่นในการเลือกของบุตรสาว หลิงอวิ๋นไม่เคยทำให้เขาที่เป็นบิดาผิดหวังเลยสักครั้ง ยิ่งเรื่องการมองคนนางก็ยิ่งมองได้อย่างลึกซึ้งหลังเกิดเรื่องมากมายแต่เรื่องร้ายก็กลับลงเอยเป็นดี แม้ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่น ชีวิตมีขึ้นๆ ลงๆ แต่ผลสุดท้ายก็ยังคงสามารถผ่านพ้นมันไปได้ร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอเปิดมาได้สี่ปี กิจการมั่นคงและมั่งคั่งรุ่งเรืองวันนี้เหยียนซีสามารถยืนหยัดเป็นที่หนึ่งในการค้าสมุนไพรในซีฉู่ ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เขาควบคุมดูแล รวมไปถึงควบคุมราคาสมุนไพรโดยร่วมมือกับเจ้ากรมคลัง ทั้งนี้ก็เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมขึ้นในสองปีแรกเหยียนซีสามารถสร้างจวนตระกูลเหยียนอันโอ่อ่าใหญ่โตในปีที่สามเขาสามารถขยายการค้าออกไปอีกสองมุมเมื
“ได้”บุตรสาวของกุ่ยเหอจะเข้ามาเรียนกับหลิงอวิ๋นที่สำนักโอสถ หลิงอวิ๋นเต็มใจรับเสี่ยวอัน ทั้งยังรับปากกุ่ยเหอและฮูหยินว่าจะดูแลให้อย่างดีศิษย์ของนางแต่ละคนจะมาเรียนแบบมาเช้าบ่ายกลับ แต่เสี่ยวอันจะถูกส่งมาอยู่กับนางที่เรือนพักหลังสำนักศึกษา ทั้งนี้ก็เพราะกุ่ยเหอยืนยันว่าหากจะให้เขาส่งบุตรสาวมาเรียน เขาก็อยากให้บุตรสาวติดตามหลิงอวิ๋น พร้อมกับช่วยงานเล็กๆ น้อยเป็นการตอบแทนหลังส่งเยี่ยนซือซือกลับจวน หลิงอวิ๋นคาดไม่ถึงว่าขากลับจะยังได้พบเหยียนซี เขายืนรออยู่จุดเดิมที่เคยขี่ม้ามารอ เนินเขาทางอ้อมขึ้นไปยังเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิงหลิงอวิ๋นก้าวลงจากรถม้า “ท่านมาทำอะไรที่นี่”เขายิ้ม “มารอพบเจ้า”“พบข้า?” นางมองเห็นโคมผีเสื้อกระดาษในมือเขา “ให้ข้าหรือ!” ดวงตาของนางเปล่งประกาย“ใช่ โคมกระต่ายข้าซื้อให้ แต่อันนี้ข้าทำเอง” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มจากนั้นช่วยนางจุดโคมผีเสื้อ “ข้าเดินไปส่งเจ้า เราเดินเล่นอีกสักหน่อยดีหรือไม่ เจ้ายังเดินไหว?”หลิงอวิ๋นพยักหน้าหันไปมองเสี่ยวหง “พี่เสี่ยวหงท่านนั่งรถม้าล่วงหน้าไปก่อน ข้าเดินเล่นสักครู่”ด้านหน้ามองเห็นแสงไฟจากเรือนพักแล้ว นางเดินลำพังกับเขาระยะทางสั
“เจ้าอย่างไรเล่า” นางมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเคยชื่นชมเจ้า ตอนนี้แม้แต่ความกล้าจะเผชิญหน้ากับชะตากรรมยังไม่มี หรือชั่วชีวิตนี้เจ้าจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของความผิดที่บิดาของเจ้าก่อ? หรือชั่วชีวิตนี้คิดจะอาศัยพี่สาวจนตาย? หรือคิดว่าใต้เท้าอวี่จะสามารถโอบอุ้มเจ้าไปชั่วชีวิต? หากทำเช่นนั้นเจ้าก็น่าสมเพชจริงๆ”“เจ้า!”“ข้าทำไม?! คนขี้ขลาดเช่นเจ้าแม้แต่โอกาสก็ไม่สมควรได้รับ ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาก็ไม่มี เอาแต่หลบอยู่หลังใต้เท้าอวี่ หลบอยู่หลังจวนพี่สาว สักวันคงไม่มีหน้าออกมาพบผู้คนปล่อยให้พี่สาวเลี้ยงดูไปจนตาย!”“หลิงอวิ๋น! เจ้ากล้าดีอย่างไร!”“อ๋อข้ากล้าดีเช่นนี้ละ กล้าดีตรงที่ข้าไม่จำเป็นต้องก้มหน้าให้ผู้ใดอย่างไรเล่า!” นางถลึงตามองเขา “เสียแรงที่บิดาของข้าอยากให้โอกาสเจ้า จึงอยากมอบหน้าที่คนดูแลสมุนไพรในร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอให้ ดูเจ้าสิแม้ความกล้าที่จะเผชิญหน้ายังไม่มี เช่นนั้นชั่วชีวิตนี้ก็ก้มหน้าต่อไปเถิด!”“ผู้ใดว่าข้าไม่กล้า?!”“ข้ากำลังว่าเจ้าอยู่นี่อย่างไรเล่า! มิใช่ว่าเป็นเพราะเจ้าทำไม่ได้จึงปฏิเสธหรอกนะ ความรู้ความสามารถที่บิดาข้าสอนสั่ง หรือเจ้
เรื่องของความเชื่อใจมิใช่สามารถอธิบายกันได้โดยง่าย ระหว่างเหยียนซีกับนางมีหลายเรื่องที่ผู้อื่นไม่เคยล่วงรู้ แต่ถึงล่วงรู้ก็มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าใจ “ความรักไม่ใช่ทุกสิ่ง การแต่งงานยิ่งไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ หากไร้ซึ่งความไว้วางใจและความเชื่อใจ วันหน้าที่เหลืออีกยาวไกลนั
หญิงสาวหัวเราะ “ใครใช้ให้ท่านน่ามอง” ได้ยินเสียงเขาถอนใจอย่างยอมแพ้ หลิงอวิ๋นเขย่ามือเขาด้วยสายตารอคอย “ว่าอย่างไรท่านพ่ออนุญาตหรือไม่”เหยียนซีพยักหน้า “อนุญาตแล้ว”“ดียิ่ง!!!” นางจะได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวในงานเทศกาลโคมไฟ[1]แล้ว!!!เทศกาลหยวนเซียวคึกคักเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดงทั้งสองฝั่งถนน หลิงอวิ๋นซึ
มีการเปลี่ยนการปกครองจากซันกงที่แต่เดิมมีเพียงสามฝ่าย เป็นซันเฉิ่งลิ่วปู้[1]แบ่งหน้าที่แยกย่อยออกมาไม่ทับซ้อนหน้าที่กัน ตามที่นางเคยเกริ่นๆ กับเซียวหร่วนคุนนางมองคนไม่ผิดฮ่องเต้พระองค์นี้ฉลาดมาก นางเพียงเกริ่นให้เขามองเห็นข้อเสียเล็กน้อย แต่เขากลับมองออกว่าการปกครองในระบบซันกงนั้นมีปัญหายิ่งหากเป
ถึงอย่างนั้นทั่วๆ ไปแล้วเขาก็เหมือนคนธรรมดาที่สามารถใช้ชีวิต แม้ไม่อาจใช้วรยุทธ์แต่การเป็นอิสระจากทุกเรื่องหลังเหตุการณ์ผ่านมา เขาสูญเสียเท่านี้นับว่าน้อยมาก หากเทียบกับเรื่องที่หลิงอวิ๋นกับบิดาพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อช่วยเขากับมารดานางสูญเสียอิสระไม่อาจไปจากเมืองหลวงจนสิ้นใจ...“เราติดค้างนางกับ







