로그인เส้นทางขึ้นเขาลาดชันดินลื่นเพราะฝนตกหนัก กว่าจะตระหนักว่าตัวเองกำลังทำเรื่องโง่งม หลิงอวิ๋นก็ลื่นตกเขากลิ้งหลุนๆ ลงมาพร้อมกับตะกร้าที่เชือกขาดจากหัวไหล่
เมื่อตั้งสติได้และลุกขึ้นนั่ง แม้เจ็บไปทั้งตัวก็ยังหัวเราะกับตัวเอง หากเป็นชีวิตก่อนหน้ามีหรือจะกล้าหาเรื่องเจ็บตัวแบบนี้?
...ไม่มีเสียละ
เก็บของใส่ตะกร้าตามเดิมและตั้งใจจะเดินลงเขา ที่ไหนได้ข้อเท้ากลับถูกคว้าเอาไว้ “กรี๊ด!!!”
ความตกใจทำให้เผลอวาดเท้าเตะออกไปสุดแรง เจ้าของมือข้างนั้นพลิกตัวนอนหงาย มือที่กุมข้อเท้าถูกปล่อยในทันที
หลิงอวิ๋นใจหายวูบ “นี่!” คงไม่ถึงตายหรอกนะ นางได้แต่คิดในใจ “ใครใช้ให้ท่านทำข้าตกใจเล่า” นางบ่นตอนที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาดูเขาใกล้ๆ
คิ้วเรียวเลิกขึ้นเมื่อมองเห็นใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษวัยไม่น่าจะเกิน...สิบหกสิบเจ็ด? เอ...หรืออ่อนกว่านั้น?
มองสำรวจบุรุษในชุดผ้าฝ้ายสูงค่า ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าล้วนมีแต่ของราคาแพงที่ชาวบ้านไม่มีทางซื้อหามาสวมใส่ ยิ่งไม่มีทางที่ชาวบ้านธรรมดาจะสวมชุดเช่นนี้ขึ้นเขาแน่นอน
ท่ามกลางสายฝนเทกระหน่ำ ร่างสูงใหญ่กลับมีเลือดแดงฉานถูกชะล้างมากับสายน้ำ หลิงอวิ๋นเบิกตากว้างรีบนั่งลงเขย่าแขนเขาเพื่อให้รู้สึกตัว นางยื่นมือไปอังจมูกโด่งเป็นสันจากนั้นถอนหายใจออกมา
“ดีที่ไม่ตาย ไม่งั้นเสียของหมด”
ดูสิหล่อเหล่าขนาดนี้หากมาตายในป่าลึกไม่มีคนเห็นก็น่าเสียดายแย่ แต่...จะให้นางที่ตัวเล็กเท่านี้แบกบุรุษหล่อเหลาที่ตัวใหญ่กว่านางสองเท่าลงเขา?
ฝันไปเถิด!
“นี่” นางยื่นปลายนิ้วไปตบเบาๆ ที่ข้างแก้ม ในใจบอกตัวเองว่านางไม่ใช่อยากจะกินเต้าหู้เขาหรืออะไรเลย…จริงๆ นะ!!
สาบานต่อ...ตะกร้าสมุนไพรของนางเลยเอ้า!!!
“ข้าแบกท่านลงเขาไม่ได้นะ ข้างล่างนั่นใต้ธารน้ำตกมีชะง่อนหิน ลงไปหลบฝนที่นั่นได้ หากข้าทำแผลห้ามเลือดให้ท่านได้ ท่านอาจรอดตาย อยู่ที่นี่ท่านจะเลือดไหลจนสิ้นใจในที่สุด” นางกล่าวออกมาเสียงเรียบจากนั้นก็รอ
มือยื่นออกไปแตะชีพจรที่ข้อมือของเขา เขาบาดเจ็บมากจริงๆ บาดแผลลึกทั่วร่างทำให้เลือดไหลออกมาไม่หยุด
“เลือกมาว่าอยากมีชีวิตอยู่หรือรอความตายที่นี่” นางถามเพราะนางจะช่วยก็ต่อเมื่อเขาดิ้นรนอยากมีชีวิตเท่านั้น หากไม่...ก็เท่ากับว่านางหาเรื่องเหนื่อยเปล่า
แต่...หล่อขนาดนี้น่าเสียดาย เฮ้อ...
หลิงอวิ๋นสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ เขาก็ลืมตามองนาง
ดวงตายาวรีคมดุจ้องเขม็ง “ข้า...อยากอยู่” แค่เปล่งเสียงก็เปลืองพลังมากแล้วดังนั้นเขากล่าวสั้นๆ ก็พยายามลุกขึ้นนั่ง
หลิงอวิ๋นปราดเข้าไปช่วยพยุงเขาขึ้น ดวงตาสานสบอย่างไร้ความหวาดหวั่น
‘ตี๋น้อยเอ้ย หล่อขนาดนี้ เอ้ย! เจ็บหนักขนาดนี้พี่สาวจะช่วยเอง’
นางไม่ได้พูดผิดนะ เพราะในทางทฤษฎีแล้วนางจากมาจากโลกเดิมตอนอายุยี่สิบห้า มาอยู่ที่นี่อีกสิบสองปี เทียบแล้วนางอายุมากกว่าเขาดังนั้นเรียกพี่สาวถูกต้องแล้ว
หมายถึงตอนที่นางเพ้อเจ้อคนเดียวนะ...
“เช่นนั้นช่วยข้า พยายามยืนให้มั่น ข้าพยุงท่านไปที่ชะง่อนหินนั่นเอง” นางกล่าวจบก็คว้าตะกร้าของตนขึ้น ดึงมือเขาพาดไหล่ตนจากนั้นสองคนก็ก้าวเดินลงเขาอย่างทุลักทุเล
ตอนนี้เพิ่งตระหนักว่าตัวเองกำลังทำเรื่องเกินตัว!!!
หลิงอวิ๋นสบถกับตัวเองเป็นรอบที่เท่าไรนางลืมนับไปแล้ว เรี่ยวแรงของเด็กสิบสองจะมีปัญญาพยุงคนตัวโตกว่า ทั้งยังเดินลงทางลาดที่ทั้งลื่นและเปียกแฉะได้อย่างไร!!
ดังนั้นเดินลงเขามาได้ไม่นานทั้งสองก็ลื่นล้มและกลิ้งลงมาโดยไม่ต้องเปลืองแรง แต่...เจ็บตัวจนไม่อยากลุก
เสียงร้องโอดโอยแน่นอนว่าเป็นของนาง เพราะบุรุษผู้นั้นเพียงขมวดคิ้วและมองนางคล้ายตกตะลึง
หลิงอวิ๋นกะพริบตามองเขาด้วยความสับสนงุนงง นางเจ็บไม่มากทำไมเขาต้องทำหน้าเช่นนั้นด้วย
กระทั่งนางมองตามสายตาของเขาแล้วพบว่า...มือของเขากำลังวางลงบนเนินอกของนาง!!!
แม้ร่างนี้ยังไม่โตเต็มวัยเท่าไรนัก แต่รอบเดือนของนางก็มาแล้วถึงสองเดือน ดังนั้นอะไรที่ควรมีก็เริ่มมีแล้ว ซึ่งทันทีที่เขาแตะก็ต้องรู้ว่านางเป็นสตรี
“นี่!” ดังนั้นเสียงเพี๊ยะ!! จึงดังสนั่น
หลังฟาดฝ่ามือออกไป หลิงอวิ๋นผลักเขากระเด็นไปอีกทาง “ไอ้ตี๋น้อยลามก กล้าดีอย่างไร!”
ผลน่ะหรือ?...
ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะตอนนี้เขากลิ้งตกเขาไปโดยที่นางไม่ต้องเปลืองแรงพยุงแล้วน่ะสิ
กว่าจะเข้าไปหลบยังชะง่อนหินได้ทั้งสองก็หมดเรี่ยวแรงจนเหนื่อยหอบ หลิงอวิ๋นบอกให้เขาถอดเสื้อผ้าเพื่อให้นางตรวจดูแผล หลังอิดออดอยู่นานเขาจึงยอมถอดเสื้อและยืนยันว่ามีแผลร้ายแรงแค่ที่ไหล่ หลัง และหน้าท้อง
พูดง่ายๆ ก็คือไม่อยากถอดกางเกงต่อหน้านางนั่นเอง
“ข้า...ไม่ได้ตั้งใจ” เขากล่าวใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย
หลิงอวิ๋นก็อยากหัวเราะแต่เมื่อเห็นแผลลึกของเขานางกลับหัวเราะไม่ออก “ถอดรองเท้า ให้ข้าดูแผลที่ข้อเท้าก่อน” เขาคล้ายเดินไม่สะดวกแต่แรก อีกทั้งรองเท้ายังชุ่มด้วยเลือดและน้ำฝนปะปนจนยากจะแยกแยะ
บาดแผลของเขาทำให้นางคิดได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ผู้ที่ลงมือหากไม่ใช่เพราะต้องการเอาชีวิตเขา ก็จงใจลงมือเพื่อต้องการทำลายวรยุทธ์ของเขา...
“แม้ช่วยชีวิตท่านไว้ได้ แต่ข้าไม่อาจรับปากว่าท่านจะกลับมาใช้วรยุทธ์ได้อีก” หลิงอวิ๋นขมวดคิ้วจากนั้นค้นในตะกร้าตัวเอง แม้หลายอย่างหล่นหายแต่ส่วนใหญ่สมุนไพรที่นางเก็บมาก็ยังอยู่ รวมกับผงสมุนไพรห้ามเลือดที่นางพกติดตัว นางก็ยังพอมีวิธีช่วยเขา
เขานิ่งเงียบไปนานมากจนนางถอนหายใจ
“ในเมื่อท่านพยายามหลบเร้นมาอย่างยากลำบากขนาดนี้ ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่...”
“อืม” เขาพยักหน้า
นางส่งอันซีเซียงให้เขา “เคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนเสียมันช่วยแก้ปวดได้”เขารับไปและส่งเข้าปากเคี้ยวอย่างว่าง่าย“ข้าต้องเย็บแผลหลายแห่ง มันจะเจ็บมาก” นางกล่าวหลังจากเอื้อมมือไปดึงปิ่นตัวหนึ่งซึ่งใช้ยึดเกี้ยวรัดมวยผม นางเก็บเข็มเย็บผ้าเล่มหนึ่งเอาไว้กับตัวเสมอ การเย็บแผลที่นางเคยลองพิสูจน์ให้บิดาเห็นว่ามันช่วยในการรักษาแผลที่ฉีกขาด ทั้งยังเยียวยาได้รวดเร็วกว่าการโปะสมุนไพรเพียงอย่างเดียวนางดึงเส้นผมของตัวเองออกมาร้อยกับเข็ม “ข้าจะทำให้ท่านสลบมันจะง่ายกว่ามาก”ซองเข็มขนาดเล็กที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยกระดาษเคลือบน้ำมันถูกดึงออกมาจากถุงลับในตัวเสื้อ“ได้”นางเลิกคิ้วมองเขาด้วยความประหลาดใจหลังพบว่าเขาว่าง่ายจนนางพูดไม่ออก แต่ต่อมาเขากลับทำให้นางโมโหขึ้นทันทีที่ได้ยิน“หากข้าตายรบกวนเจ้านำป้ายหยกบนตัวข้าไปส่งข่าวที่จวนผู้บัญชาการเสิ่น บอกเขาว่า...”หลิงอวิ๋นจิ้มเข็มทันทีโดยไม่ปล่อยให้เขาพล่ามจนจบ นางถลึงตาให้เขาก่อนลงมือรักษาเขาด้วยท่าทีโกรธกรุ่น“เห็นแก่ที่เจ้าหน้าตาดีหรอกนะตี๋น้อย ข้าน่ะศิษย์รักของอาจารย์หลิงหนานเชียวนะ!”ดังนั้นแม้เปลืองเรี่ยวแรงไปมาก แต่จนแล้วจนรอดคนไข้ที่เป็น...มนุษย์คนแรกขอ
เส้นทางขึ้นเขาลาดชันดินลื่นเพราะฝนตกหนัก กว่าจะตระหนักว่าตัวเองกำลังทำเรื่องโง่งม หลิงอวิ๋นก็ลื่นตกเขากลิ้งหลุนๆ ลงมาพร้อมกับตะกร้าที่เชือกขาดจากหัวไหล่เมื่อตั้งสติได้และลุกขึ้นนั่ง แม้เจ็บไปทั้งตัวก็ยังหัวเราะกับตัวเอง หากเป็นชีวิตก่อนหน้ามีหรือจะกล้าหาเรื่องเจ็บตัวแบบนี้?...ไม่มีเสียละเก็บของใส่ตะกร้าตามเดิมและตั้งใจจะเดินลงเขา ที่ไหนได้ข้อเท้ากลับถูกคว้าเอาไว้ “กรี๊ด!!!”ความตกใจทำให้เผลอวาดเท้าเตะออกไปสุดแรง เจ้าของมือข้างนั้นพลิกตัวนอนหงาย มือที่กุมข้อเท้าถูกปล่อยในทันทีหลิงอวิ๋นใจหายวูบ “นี่!” คงไม่ถึงตายหรอกนะ นางได้แต่คิดในใจ “ใครใช้ให้ท่านทำข้าตกใจเล่า” นางบ่นตอนที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาดูเขาใกล้ๆคิ้วเรียวเลิกขึ้นเมื่อมองเห็นใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษวัยไม่น่าจะเกิน...สิบหกสิบเจ็ด? เอ...หรืออ่อนกว่านั้น?มองสำรวจบุรุษในชุดผ้าฝ้ายสูงค่า ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าล้วนมีแต่ของราคาแพงที่ชาวบ้านไม่มีทางซื้อหามาสวมใส่ ยิ่งไม่มีทางที่ชาวบ้านธรรมดาจะสวมชุดเช่นนี้ขึ้นเขาแน่นอนท่ามกลางสายฝนเทกระหน่ำ ร่างสูงใหญ่กลับมีเลือดแดงฉานถูกชะล้างมากับสายน้ำ หลิงอวิ๋นเบิกตากว้างรีบนั่งลงเขย่าแขนเขาเพื่อใ
มองชื่อสมุนไพรสดในมือแล้วนางก็ยิ้มและเริ่มออกเดินเข้าไปในป่า ด้านหลังยังมีเสียงบิดากำชับอีกสองสามประโยค นางโบกมือรับคำโดยไม่พูดอะไร ในใจกำลังตื่นเต้นกับการผจญภัยครั้งใหม่ของตัวเองเดิมทีตอนตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองจำเรื่องราวในอดีตชาติได้ หลิงอวิ๋นก็ได้แต่ทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างคล้ายตัวนางกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกที่แตกต่าง แม้ว่าจะได้ยินได้ฟังมาบ้างเรื่องการย้อนเวลาหรือยืมร่างคืนวิญญาณ แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าวันหนึ่งจะเจอเข้ากับตัวเองจากผู้หญิงวัยยี่สิบห้าที่ชีวิตกำลังไปได้สวย กลับลืมตาขึ้นและพบว่าตัวเองคือเด็กแรกเกิด ต้องมองและเห็นในทุกๆ เรื่องที่บิดาเผชิญ ที่สำคัญนางยังได้เรียนรู้วิชาแพทย์แผนโบราณ ซึ่งมารู้ตัวอีกทีมันก็ซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนางแล้วอย่างไรเสียที่นี่นางก็ไม่ได้โดดเดี่ยว บิดาของนางยังคงใจดีและรักนางที่สุด แม้นางไร้มารดาแต่กลับจดจำรอยยิ้มอ่อนโยนของอีกฝ่ายได้ และมันก็ไม่ใช่แค่ความทรงจำในรูปถ่ายเพราะนางเห็นมันกับตาตอนบิดาพานางย้ายเข้ามายังเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิง ด้วยตอนนั้นเขาต้องวุ่นวายกับการก่อตั้งสำนัก การดูแลนางจึงเต็มไปด้วยความยากลำบากย
ตอนนางอายุครบสองขวบ บิดาของนางมองเห็นถึงความทุกข์เข็นหากปล่อยให้หวังกั๋วกงสามารถเข้ายึดซีฉู่ คนผู้นี้มองเห็นเพียงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของตน ผู้ใดกล้าต่อกรเขาล้วนสังหารโดยไม่ลังเล ผิดกับชินหวางแห่งต้าฉู่ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องประชาชนหลิงอวิ๋นมองบิดาที่ทางหนึ่งแบกนางในวัยสองขวบเอาไว้บนหลัง อีกทางก็ช่วยรักษาทหารในค่ายที่บาดเจ็บกลับมาไม่เพียงเท่านั้นเขายังสอนสั่งศิษย์ที่เป็นนายทหารเพื่อแบ่งเบางานดูแลคนเจ็บ และนั่นทำให้นางตั้งใจฟังและเรียนรู้โดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัวสงครามกินเวลานานถึงสามปี กระทั่งในที่สุดหวังกั๋วกงก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ซีฉู่รวบต้าโจวเข้าเป็นหนึ่งแต่กลับไม่อาจทำสงครามกับแคว้นเซี่ยต่อไป ทั้งนี้ก็เพราะความเสียหายมีมากมายจนฮ่องเต้ซีฉู่ตัดสินพระทัยเจรจาสงบศึกสองแคว้นเป็นพันธมิตรชาวบ้านสามารถเดินทางไปมาหาสู่ เริ่มรัชศกแห่งฮ่องเต้ซีฉู่ที่หนึ่งบิดาของหลิงอวิ๋นถูกเชิญกลับไปยังเมืองหลงเหอ เมืองหลวงของแคว้นซีฉู่ ฮ่องเต้มีพระราชโองการปูนบำเหน็จและทรงอยากแต่งตั้งเขาเป็นหมอหลวง ทว่าเขากลับปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า ...หากหมอดีๆ เข้าไปอยู่วังหลวงจนสิ้นแล้วชาวบ้านเล่า?ฮ่องเต้ทรงชื่นชมบิดาของ
เดิมที ‘หลิงอวิ๋น’ เคยได้ยินได้ฟังมามากเรื่องราวที่ว่าความตายแท้จริงแล้วหาใช่จุดสิ้นสุดไม่ ด้วยความเชื่อและความยึดถือในเรื่องของวัฏสงสาร[1]ทำให้ทุกคนรอบตัวล้วนเชื่อในเรื่องอดีตชาติหากทำความดีให้มากในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดและมีชีวิตที่ดีกว่าชาตินี้หรือที่ผ่านมา แต่หากไม่...ชาติหน้าก็จะเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมที่ได้ทำไว้ดังนั้นหลายคนจึงเชื่อว่าที่ตนลำบาก อาจเป็นเพราะกำลังชดใช้การกระทำในชาติที่แล้วอยู่ถึงอย่างนั้น...ใครเล่าเคยพิสูจน์ว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง เพราะแม้มีคนกล่าวว่างมงายแต่ยังมีความเชื่อที่มาหักล้างคำถามที่ว่า เพราะอะไรคนเราจึงลืมเรื่องราวในอดีตชาติ?คำตอบ...นั่นก็เพราะทุกคนที่ต้องไปเกิดใหม่ในโลกหน้า ล้วนต้องข้ามแม่น้ำวั่งชวน สะพานไน่เหอ ก้าวผ่านหินซานเซิง จากนั้นก็ต้องดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเพื่อให้ลืมเรื่องราวจากภพชาติที่ผ่านมาทั้งสิ้นทุกขั้นตอนนั้นเมื่อลืมตาขึ้นมาในชาติภพใหม่ ทุกคนล้วนต้องลืมสิ้นและกลายเป็นคนใหม่ที่มีเงาของอดีตชาติอย่างกรรมดีกรรมชั่ว เป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตในชาติปัจจุบันใช่...มันสมควรเป็นเช่นนั้น หากไม่ใช่ว่าชาตินี้หลิงอวิ๋นลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของ







