INICIAR SESIÓNเรื่องที่ 1 ข้าทะลุมิติมาเลี้ยงท่านอ๋องจอมโหด .......... ข้าวก็แทบไม่มีกินแต่ดันช่วยทั้งสุนัขเตี้ยขี้ประจบ และเด็กน้อยหน้านิ่งขี้เอาแต่ใจ ชีวิตนางคงจะง่ายนักหรอก!
Ver másสตรีในชุดเนื้อผ้าหยาบสีซีดมีรอยปะหลายรอย นาม ชิงหมี่หลัวก้าวลึกเข้าไปตามทางเดินแคบ ๆ ที่คดเคี้ยวขึ้นสู่ไหล่เขาในป่าลึก ตะกร้าบนหลังแกว่งเบา ๆ ตามจังหวะเดิน หลังจากเก็บเห็ด ขุดสมุนไพรและล่าไก่ป่าได้สองตัว นางยังไม่คิดกลับบ้านเช่นทุกวัน เพราะที่ปลายจมูกเหมือนได้กลิ่นบางอย่างที่คุ้นเคย...
ไป๋หูสุนัขสีขาวขนาดกลางที่ตามนางมาติด ๆ ดมพุ่มไม้เป็นระยะ พอเดินขึ้นสูงขึ้น อากาศก็ยิ่งเย็นจัดจนปลายจมูกยิ่งเปียกชื้น
ยามเมื่อภาพตรงหน้าก็ปรากฏขึ้นดวงตาที่เหนื่อยล้าก็เปิดประกายแวววาบ ดงต้นชาที่ขึ้นเรียงไกลจนสุดสายตา ยอดอ่อนสีเขียวสดเรียงเป็นระลอกคล้ายคลื่นที่มีชีวิต ยามแสงในฤดูใบไม้ผลิส่องกระทบ พวกมันประกายวิบ ทั้งภูเขาเหมือนปกคลุมด้วยแผ่นพรมเขียวไม่มีที่สิ้นสุด
หัวใจที่เรียบนิ่งมานานเต้นโครมครามอย่างไม่อาจต้านทาน
“ไป๋หู…เจ้าเห็นไหม!” นางก้มลงกระซิบเสียงสั่นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างเก็บไม่อยู่
ไป๋หูมองสลับระหว่างนางกับต้นชา ก่อนยกหางขึ้นทำท่าวิ่งวนสองรอบคล้ายดีใจไปด้วย แต่แววตากลมใสนั้นกลับเต็มไปด้วยความงุนงง
ชิงหมี่หลัวหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ยืนเท้าเอวแกล้งบ่นกับมัน “เจ้าเสแสร้งเก่งนัก ถ้าพูดได้คงบอกว่าข้าบ้าล่ะสิ ใช่ไหม?”
ไป๋หูหยุดวิ่ง หูตั้งเล็กน้อยเหมือนยอมรับโดยไม่โต้เถียง
นางเดินลุยเข้าไปในดงชา ยอดอ่อนแตะข้อแขนเบา ๆ ใบชาสะท้อนแสงเป็นประกายราวกับทักทาย มือเรียวเอื้อมไปแตะยอดหนึ่งอย่างระมัดระวัง รอยยิ้มผุดขึ้นท่ามกลางความมืดมิดแบบที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักตั้งแต่นางฟื้นในโลกใบใหม่นี้
“เงินอาจสำคัญ…แต่การได้ดื่มมัทฉะทุกวันสำหรับข้าสำคัญกว่าเสียอีก...” นางพึมพำกับต้นชาเหมือนบอกความลับให้เพื่อนสนิท
ความคิดนั้นทำให้นางนึกย้อนไปถึงวันอุบัติเหตุก่อนมาอยู่ในยุคนี้ ภาพแก้วมัทฉะในมือกับรถพุ่งชนดังปะทะเข้ามาพร้อมกัน มันไวเกินกว่าจะตั้งคำถาม เพียงเสี้ยววินาทีถัดมา นางก็ลืมตาขึ้นในร่างสตรีวัยสิบแปดเพียงผู้เดียวบ้านหลังเล็กท้ายหมู่บ้านเฉียนหลิง
ชาวบ้านต่างพูดกันว่าเด็กสาวเจ้าของร่างนี้ ผิวพรรณและใบหน้างดงามเกินกว่าจะเป็นบุตรนายพราน ตอนที่บิดามารดามีชีวิตอยู่จึงเป็นที่หมายปองของชายหลายคนในหมู่บ้าน ทว่าน่าเวทนาที่กลายเป็นเด็กกำพร้าบิดามารดาก่อนจะออกเรือนเสียแล้ว
หลังบิดาและมารดาตายไป ผ่านมาไม่กี่ปีร่างเดิมก็ตายก่อนที่วิญญาณจากยุคปัจจุบันเช่นนางจะมาเกิดใหม่ในร่างนี้แทน นางไร้ความทรงจำที่ร่างเดิมมีแต่กลับจำผู้คนและเรื่องราวโดยรอบได้บ้างอย่างน่าประหลาดใจ
จะบอกว่าเป็นบุญของนางที่ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้งหรือไม่กันนะ ...เกิดใหม่ทั้งทีขอมีครอบครัวสักหน่อยก็ไม่ได้ เหตุใดต้องกำพร้าพ่อแม่เหมือนเดิมด้วยกัน
หมี่หลัวอยู่ในร่างนี้มาไม่กี่วันก็เริ่มจับทางชีวิตต่อแต่นี้ได้แล้ว การดำเนินชีวิตโดดเดี่ยวผ่านมากระทั่งวันหนึ่งตอนล่าสัตว์ นางเจอสุนัขขนสีขาวเปื้อนโคลนตัวหนึ่งนอนหายใจแผ่วเบาที่ขามีกัดรอยฉีกเหมือนผ่านศึกกับฝูงสัตว์ดุร้ายมา นางเพียงเห็นภาพนั้น หัวใจก็หวิวเหมือนถูกดึงลงสู่ด้านล่าง ด้วยสัญชาตญาณรักสัตว์นางจึงอุ้มมันกลับมาที่บ้าน ปฐมพยาบาล ทำแผลให้มัน ให้อาหารมันแม้ตัวเองแทบไม่มีอะไรประทังชีวิตแล้วก็ตาม เมื่อมันลืมตาขึ้นมองนางครั้งแรกตั้งแต่นั้นก็ไม่ยอมไปไหนอีกเลย
นางตั้งชื่อมันว่าไป๋หู และเลี้ยงเป็นสหายคลายเหงามาจนบัดนี้
ไป๋หูเดินมาชนแข้งนางในตอนนี้ราวกับเตือนให้หยุดคิดมาก ทำให้นางกลับสู่ความจริง
ยอดชาอ่อนเต็มเขา ไม่มีใครเก็บ คงเพราะไม่มีใครรู้คุณค่ามัน แต่สำหรับนางนี่คือขุมสมบัติของแท้!
หมี่หลัวรีบลงเขาไปหยิบเอาผ้าห่มผืนของบิดามารดาที่ลาจากโลกนี้ไป ตัดไผ่เป็นท่อนทำเป็นโครงอย่างง่าย เพื่อสร้างเพิงเล็ก ๆ คลุมใบชาไว้ส่วนหนึ่ง รอเวลาให้ใบชานี้กลายเป็นใบชาที่เหมาะสำหรับนำไปบดเป็นชงมัทฉะดื่มกิน
ชาติก่อนนางมีความฝันอยากผลิตผงมัทฉะวางขายและเปิดคาเฟ่เล็ก ๆ ตอนนั้นจึงศึกษาวิธีการมากมายไม่คิดว่าจะได้มาใช้ในชีวิตที่สองในยุคโบราณที่ยังไม่มีผู้ใดคิดค้นการชงชาแบบมัทฉะเช่นนี้
ความตื่นเต้นจากการลงมือทำสิ่งที่รักทำให้ เช้าวันนี้มือไม้ของนางทำงานคล่องจนผ้าปลิวตามลมเหมือนกำลังมีชีวิต หรือแม้แต่เจ้าไป๋ก็สะบัดหางสีขาวแรงจนใบชาข้าง ๆ สั่นไหวราวกับตื่นเต้นตามไปด้วย
หลังจากผูกเพิงเสร็จ นางก็ก้มลงเก็บยอดชาอ่อนใส่ตะกร้าจนเต็ม นางอยากรู้อยากลองว่าหากนำไปขายจะได้ในราคาเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีแสงท้ายของวันก็เจือจางจนขอบท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงแล้ว กลิ่นฝนคลออยู่ในอากาศจนสูดได้จากปลายลมหายใจแรก ชิงหมี่หลัวรวบของเก็บเตรียมลงจากเขาให้เร็วที่สุด
ไป๋หูวิ่งนำหน้าไป หมี่หลัวก้าวเท้าต่ออย่างเร่งรีบ จนกระทั่งเสียงบางอย่างแทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงใบไม้ไหว
ไม่ใช่เสียงสัตว์ ไม่ใช่เสียงลม แต่เป็นเสียงหอบสั้น ๆ คล้ายคนสูดลมหายใจเข้าออกอย่างเจ็บปวด
ฝีเท้านางหยุดชะงักทันที ไป๋หูขู่คำรามเสียงต่ำ สิ่งที่เห็นทำให้ลมหายใจของนางสะดุดไปเสี้ยววินาที
...เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งนอนคว่ำอยู่บนพื้นดิน ผ้าคลุมแฉะไปด้วยเลือดจนเป็นสีดำเข้ม มีรอยแผลยาวขนาดใหญ่กลางหลัง ขาข้างหนึ่งบิดผิดรูปจนมองเห็นได้ชัด ลมหายใจของเขาเบาเสียจนเหมือนพร้อมจะดับไป
หัวใจของนางหดแน่นวูบหนึ่ง ทั้งความตกใจและความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคย ...ภาพคล้ายตอนเจอไป๋หูครั้งแรกซ้อนทับกันโดยไม่ตั้งใจ
“แล้วท่านโกรธหรือไม่?” หนิงอันยิ้มบาง“โกรธน่ะหรือ…” เขาหัวเราะออกมาในลำคอ แล้วรวบนางเข้าสู่อ้อมกอดแน่นจนขายกขึ้นจากพื้น “ข้าดีใจ… ดีใจจนไม่รู้จะทำอย่างไรกับมือตัวเองดีแล้วตอนนี้!”“งั้นเริ่มจากวางเสื้อลงก่อนเถิด เดี๋ยวเจ้าก็ขยำมันเสียหมดทรงหรอก” หนิงอันว่า พลางหัวเราะคิกกับสีหน้าตื่น ๆ ของเขาอ๋องเจ๋อวางเสื้อลงอย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นดอกไม้ต้องห้าม แล้วหันกลับมากอดนางแน่นอีกครั้ง หน้าซุกกับลาดไหล่บางของนาง เสียงพร่าดังเบาอยู่ข้างหู“ข้าจะดูแลเจ้าทั้งสองคน…ให้ดีที่สุดในชีวิตนี้”เขากอดหนิงอันแน่นราวกับจะส่งอ้อมกอดนี้ยังเจ้าก้อนแป้งในครรภ์ ทว่าอยู่ดีดีเขาก็ถอนหายใจยาว สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกผละออกจากหนิงอัน“หืม…ถอนใจทำไม?”หนิงอันเลิกคิ้วนางที่ถุกเขาผลักให้ลุกขึ้นขยับไปยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ อ๋องเจ๋อหันหน้าหนี คล้ายจะละอายที่จะพูดเรื่องใดออกมานางยิ้มมุมปาก ก่อนจะไล่สายตาลงไปต่ำ…แล้วก็กลั้นขำแทบไม่อยู่ตรงเป้าของเขานั้น ตึงจนเห็นได้ชัด…“ท่านกอดข้าแล้ว…ตื่นเองนะ จะโทษใครได้?”นางกระแซะถามเบา ๆ เสียงแฝงกลั้วหัวเราะสุดเสียง นางพอรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่“ข้าแค่…แพ้กลิ่นหอมจากเจ้า
บทพิเศษ 2เรื่องประหลาดใจของหนิงอันหลังเหตุการณ์วุ่นวายสิ้นสุดลง อ๋องเจ๋อกับหนิงอันก็ตัดสินใจกลับไปยังเมืองเหนือในฐานะเจ้าเมืองเหนืออย่างเป็นทางการที่ชาวเมืองยอมรับแม้ตำแหน่งจะสูงส่ง แต่ทั้งสองกลับเลือกวิถีปกครองที่เรียบง่าย ยึดประชาชนในเมืองเป็นศูนย์กลาง อ๋องเจ๋อจัดตั้งระบบข้าหลวงใหม่ทั้งหมดโดยผ่านการพิจารณาจากความสามารถล้วน ๆ และฮ่องเต้ก็อนุญาต เขาตัดขาดระบบซื้อขายตำแหน่งอย่างเด็ดขาด ส่วนหนิงอันใช้ประสบการณ์จากโลกเดิมจัดการคลังเมืองอย่างมีระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้ชาวเมืองจนเกิดเสียงเล่าลือไปทั่วว่าเจ้าเมืองคู่นี้ยุติธรรมและอบอุ่นดั่งเพลิงไฟท่ามกลางลมหนาวส่วนสกุลเซี่ยยังคงอยู่รอดโดยมีฮูหยินเอกเป็นผู้นำ นางเลิกดิ้นรนไขว่คว้าอำนาจ หันมาทำการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างสงบสุข ทุกสิ่งดูจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในทางที่ดีแม้ฤดูหนาวจะมาเยือนพร้อมลมเย็นยะเยือกจนกระดูกสั่น แต่จวนเจ้าเมืองกลับอบอุ่นอย่างน่าประหลาด เพราะหัวใจของสองผู้ปกครองเต้นไปในจังหวะเดียวกัน...ไม่นานหลังกลับถึงเมืองเหนือ ข่าวลมหิมะแรกเริ่มกระจายไปทั่วเมือง ชาวเมืองต่างพูดกันว่าปีนี้หิมะจะตกเร็ว หนิงอันเงียบขรึมแต่สายตาที่แอบมองฟ้าค
แล้วนางก็รู้สึกได้…เขาขยับสะโพกเข้ามาแนบชิดมากขึ้น จนกลีบเนื้อนุ่มที่ชุ่มชื้นของนางสัมผัสกับความแข็งร้อนที่แนบอยู่ตรงรอยเชื่อมกลางกาย“อา...!” นางครางแผ่วเมื่อเขาสัมผัสตรงนั้นอย่างเจตนาอ๋องเจ๋อก้มลงกระซิบข้างหูนางอีกครั้ง เสียงทุ้มสั่นพร่า“ข้าอยากเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้า...ให้ข้าไหม?”หนิงอันหลับตาแน่น ความเขินอายแทบจะกลบอารมณ์ทั้งสิ้น แต่มือของนางกลับยกขึ้นโอบรอบคอเขา และพยักหน้าช้าๆ ด้วยเสียงหอบพร่าที่แทบไม่ออกเป็นคำ“ข้ายินยอม…”เขาครางต่ำในลำคอเมื่อได้รับคำตอบ มือหนากุมสะโพกนางไว้แน่น ขยับเอียงสะโพกและดันเข้าหาช้า ๆแรงกดนั้นแนบแน่น...ลึกลงทีละน้อย จนนางรู้สึกถึงแรงสอดแทรกที่เข้ามาภายใน ความอึดอัดเจือเจ็บเล็กน้อยปะปนความวาบหวามที่แผ่ซ่านราวสายฟ้าผ่านผิว“อื๊อ…!” หนิงอันสะดุ้ง กัดปากแน่น ร่างบอบบางกระตุกวูบเมื่อเขาขยับลึกเข้ามาอีกอ๋องเจ๋อก้มลงจูบหน้าผากนาง ซับเหงื่อและความสั่นไหวที่แล่นทั่วร่าง“อดทนหน่อยนะ... อีกนิดเดียว...”แล้วในจังหวะหนึ่งเขากระแทกสะโพกเข้าหานางเต็มแรงเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังพร่าตัดกับเสียงครางหวานที่ดังลอดออกมาจากริมฝีปากนางโดยไม่ทันได้ห้าม“อา… เจ๋อ...!”เขา
บทพิเศษ 1เจ้าจะปล่อยให้ข้าโหยทั้งคืนหรือ?ภายใต้แสงจันทร์อ่อนจางในห้องเงียบสงบ สองร่างที่นอนหันหลังให้กันในคราก่อนคืนนี้ไม่มีใครปล่อยให้จบไปแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว บัดนี้สองคนได้พลิกกลับมาเผชิญหน้ากันแล้วดวงตาสองคู่สบประสานราวกับถูกดึงดูดเข้าหาอย่างควบคุมไม่ได้ ขณะที่ดวงตาคมเข้มของอ๋องเจ๋อเต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันลึกซึ้ง ยากจะปิดบังไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ย มีเพียงความเงียบที่เร้าระหว่างลมหายใจกับหัวใจที่เต้นระรัวใบหน้าเขาค่อยๆ โน้มเข้าใกล้...ปลายจมูกเฉียดแก้มนางอย่างแผ่วเบา...กลีบปากแตะกลีบปากเพียงน้อยก่อนจะจุมพิตแนบแน่นโดยที่ไม่มีใครหลบสัมผัสแรกเหมือนน้ำชโลมในฤดูแล้ง ทั้งสองต่างโหยหา ทั้งสองต่างเคยห้ามใจ แต่ค่ำคืนนี้ไม่มีใครอยากห้ามอีกต่อไปหนิงอันเผยอรับจูบของเขาอย่างเต็มใจ มือเรียววางอยู่บนแผ่นอกก่อนจะค่อยๆ เลื่อนขึ้นโอบต้นคอ กลายเป็นการยอมรับโดยสมบูรณ์ จุมพิตร้อนแรงขึ้นช้าๆ ริมฝีปากของเขาลากไล้ลงมายังแนวกรอบหน้า ลำคอ ไล้ปลายลิ้นจนร่างบางสะท้านวูบครางหวานอย่างอดไม่ได้“ออ...เจ๋อ...” นางครางแผ่วเรียกชื่อเขาอย่างลืมตัวราวกับเสียงนั้นจุดไฟในใจชายหนุ่ม เขากดร่างนางลงนอนราบใต้ร่างตน แผ่
บทที่ 7ไม่ต้องยุ่งเรื่องของข้า!ชิงหมี่หลัวลากขาเข้าบ้านด้วยท่าทางคนปวดช้ำเช่นแผลที่ทุกคนเห็น ไม้พยุงที่อยู่ในมือราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างมาตลอดบัดนี้ถูกโยนทิ้งทันทีเมื่อก้าวผ่านพ้นประตูบ้านมา นางจึงพรูลมหายใจเฮือกใหญ่จากนั้นก็ใช้ผ้าชุบน้ำลูบผ่านรอยช้ำที่วาดไว้ทั่วกาย“เดินช้าจนปวดขาจริง ๆ เสียแล
ซูเหมยหลานหันขวับไปมองลูกชายอีกคราแต่ไม่ใช่เพราะเรื่องเดิมอีกแล้วตอนนี้มีอีกประเด็นที่น่าสนใจกว่า นางเพิ่งนึกได้ว่าลูกนางเคยสัญญากับตนว่าจะไม่ไปยุ่งกับแม่สตรีแพศยานางนี้อีก แล้วเหตุใดจึงไปโดนตีได้เล่า ยิ่งหมี่หลัวยืนยันว่าตนอยู่บ้านนั่นหมายถึงบุตรชายนางไปหาอย่างนั้นหรือ?!ฝ่ายหานจื่อเผิงเองก็เพิ่งน
บทที่ 6ใครตีพวกเขากันแน่ณ หน้าบ้านสกุลหานบัดนี้คลาคล่ำไปด้วยคนมากกว่าปกติ บ้างทำทีรดน้ำผักที่หน้าบ้านของตนแต่สายตาเหลือบมองมา บ้างยืนคุยกับเพื่อนบ้านใต้ชายคาเหมือนผ่านมาโดยบังเอิญ แต่สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังลานกว้างที่ครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านยืนอยู่หานซื่อชุน ชายพุงพลุ้ยผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านก
“ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน เจ้ามันสตรีหน้าไม่อาย...”หัวใจผู้ใหญ่ในร่างเด็กน้อยวัยหกขวบเต้นถี่รัว ที่แท้เมื่อครู่ก้อนนุ่มนิ่มคือหน้าอกของนางนั่นเอง เมื่อตระหนักเช่นนั้นแล้วใบหน้าขาวผ่องก็แดงก่ำจนเห็นชัดแม้ท่ามกลางความมืด“เจ้ากลัวจนหน้าแดงไม่ไหวอยู่แล้วยังมาสนใจชายหญิงอะไรอีก เฮ้อ... อีกอย่างเจ้าก็ยั












reseñas