เข้าสู่ระบบ
บางครั้ง...ชีวิตของคนเราอาจจะสั้นกว่าที่คิด?
ชายหนุ่มบ่นพึมพำในใจอย่างนึกสมเพชตัวเอง ก่อนจะถ่มน้ำลายผสมเลือดทิ้งด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย เขาจ้องมองชายฉกรรจ์สองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาแข็งกร้าวราวกับต้องการประกาศว่า...หากรอดไปได้ ชีวิตของมันสองคนจะต้องดับลงอย่างแน่นอน!
“ใครจ้างพวกมึงมา” เจ้าของร่างหนาหนักที่เต็มไปด้วยบาดแผลถามลอดไรฟัน
“...เขาว่าคนตายจะรู้ทุกอย่าง ตายไปเดี๋ยวมึงก็รู้เอง!” เสียงของหนึ่งในสองคนตอบกลับ ก่อนจะเหวี่ยงร่างของคนถามใส่รั้วสังกะสีจนเกิดเสียงดัง ‘โครม!’
“ถ้าจะโทษใครสักคน มึงก็โทษตัวเองเถอะ” มันบอกกลั้วหัวเราะ กวาดตามองร่างหนาที่นอนหมอบติดพื้นกำแพงเพราะแรงปะทะเมื่อครู่ด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม “...ชอบเสือกไม่เข้าเรื่อง”
‘คลิก!’
เสียงขึ้นลำกล้องดังจากวัตถุสีดำขลับในมือของชายฉกรรจ์ ทำให้เจ้าของร่างหนาที่สะบักสะบอมเต็มทีรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่า ‘หากไม่ทำอะไรสักอย่างคงรอดยาก!’ และถึงแม้สมองจะยังสั่งงานอย่างแข็งขัน แต่การถูกซ้อมอย่างหนักติดต่อกันมาหลายชั่วโมงมันก็สร้างความเสียหายมากเกินไป...เพราะตอนนี้ ร่างกายแทบจะไม่ตอบสนองอะไรแล้ว!
“คุณตำรวจ! ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วยยยย!”
เสียงของใครบางคนที่ร้องตะโกนขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองชะงักไปทันที มันสบถเสียงขุ่นด้วยความหงุดหงิด ก่อนที่จะเตะเข้าที่กลางลำตัวของเขาอีกหลายครั้งเพื่อระบายโทสะ นานหลายนาทีกว่าชายฉกรรจ์อีกคนจะดึงแกมกระชากมันให้ถอยห่าง สุดท้ายพวกมันจะวิ่งหายไปในความมืดมิดด้านหลังเขตก่อสร้าง
คนที่เกือบจะหมดลมหายใจไปแบบไร้ค่าถอนหายใจเฮือก มองภาพชายฉกรรจ์สองคนที่วิ่งหนีไปด้วยสายตาอาฆาต เพราะหากเขารอดมาได้เช่นนี้...ก็อย่าหวังว่ามันสองคนจะมีชีวิตรอด! แต่ถึงจะหมายมั่นในใจไว้ ตอนนี้ร่างกายของเขาก็ไม่ได้เอื้ออำนวยต่อความคิดสักเท่าไร? กระทั่งจะลุกขึ้นนั่งก็ยังไม่ทำได้!
ชายหนุ่มเงยหน้ามองแผ่นฟ้ากว้างเมื่อยามสนธยาคล้ายคนหมดเรี่ยวแรง วันนี้เขาเข้ามาตรวจงานของการก่อสร้างช็อปปิงมอลล์ที่นี่เพียงลำพังเพราะไม่อยากให้มีคนติดตามให้วุ่นวายเช่นทุกครั้ง ใครจะคิดว่าความประมาทอันน้อยนิดจะชักนำอันตรายมาให้ง่ายๆ แบบนี้? กว่าจะรู้ตัวก็ถูกซ้อมจนเละ! และคงกลายเป็นศพไร้ญาติไปแล้วหากไม่มีเสียงปริศนาเมื่อครู่...
“ตายหรือยังนะ?” เสียงปริศนาที่ได้ยินเมื่อครู่บ่นพึมพำ ฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้ดูเหมือนจะลังเลพอประมาณ
“ยังครับ” เจ้าของร่างที่นอนนิ่งและกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตอบกลับ และคำตอบนั้นก็ทำให้เจ้าของฝีเท้าที่ลังเลพอประมาณสะดุ้งโหยง
“ตกใจหมด!” เธอตำหนิเสียงเบา แต่พอเห็นคนถูกตำหนิพยายามยันตัวขึ้นจากพื้นด้วยความทะลักทุเลก็เอ่ยถาม “ไหวไหมคุณ?”
“พอได้...” เสียงทุ้มของคนที่ถูกซ้อมจนสะบักสะบอมตอบได้เพียงเท่านั้นก็เซถลา โชคดีที่ได้มือบางของคนถามคว้าไว้ทันก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น...ทันทีที่มือบางแตะถูกร่างหนา กลับเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นผ่านคนทั้งคู่ด้วยความรวดเร็วคล้ายโดนไฟชอร์ต ทั้งสองชะงักไปหลายวินาทีก่อนที่เจ้าของมือบางจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“แบบนี้เขาเรียกไม่ไหว” เธอว่าพลางถอนใจ ในความมืดมิดทำให้ชายหนุ่มมองเห็นคนข้างกายได้เลือนรางกว่าที่ควรจะเป็น หญิงสาวแปลกหน้าหันรีหันขวางอยู่ครู่เดียว ค่อยกระชับวงแขนที่พยุงเขาไว้แล้วกระซิบบอกเสียงเบา
“ฉันว่าเราออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกมันจะย้อนกลับมา”
“แล้วตำรวจล่ะ?” เขาตั้งคำถาม เพิ่งสังเกตว่าทุกอย่างรอบกายดูเงียบผิดปกติ ก่อนจะกวาดตามองสำรวจอีกครั้งแล้วได้แต่ถอนใจเมื่อพบเพียงความว่างเปล่า
“ไม่มีหรอกคุณ” เสียงใสบอกคล้ายสารภาพ ช่วยพยุงร่างสูงด้วยความทุลักทุเลพอประมาณ เพราะความสูงที่แตกต่างกันพอสมควร เซถลาอยู่หลายหนจนชายหนุ่มต้องคอยระวังแกมระแวงว่าจะล้มหน้าคว่ำไปด้วยกันตอนไหน? แต่คนข้างกายเขากลับดูไม่ค่อยทุกข์ร้อนเท่าที่ควร แถมเธอยังหัวเราะออกมาเบาๆ เหมือนแก้เก้อให้ตัวเอง แล้วค่อยขยายความเสียยาวเหยียด
“ฉันก็ตะโกนไปอย่างนั้นละ คิดดูสิว่าถนนเส้นนี้รถติดอย่างกับอะไร? คงจะมีคนผ่านไปมาหรอก...อย่างมากก็มีตามป้ายรถเมล์ที่ฉันเดินผ่านมาโน่นละ”
“...” เขามองคนข้างๆ ด้วยสายตาที่ยากจะอ่าน
“อย่ามองฉันแบบนั้นสิ นี่ฉันช่วยคุณไว้นะ” เสียงใสร้องบอก เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มที่ตัวเองช่วยไว้มองมาด้วยสายตาประหลาด
“...ขอบคุณครับ” เขาตอบกลับเสียงเบา ขณะเดินออกจากเขตก่อสร้างมาถึงริมฟุตพาทข้างถนนที่เต็มไปด้วยรถสัญจรผ่านไปมา
“ฉันว่าเราไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่า เพราะถ้าพวกมันย้อนกลับมา...ฉันคงโดนจับเผานั่งยางไปพร้อมกับคุณแน่ ๆ เลย” เธอบอกทีเล่นทีจริง
“...”
เวลาที่เดินล่วงเลยไปจนตะวันลาลับขอบฟ้าทำให้เขามองเห็นใบหน้าของคนแปลกหน้าไม่ชัดเท่าไรนัก แสงสนธยาอาบไล้ทั่วบริเวณเขตก่อสร้างที่พอจะมองเห็นรอบด้านได้บ้างเริ่มเลือนราง ก่อนความมืดจะเข้าปกคลุมทุกพื้นที่ สุดท้ายก็มีเพียงแสงไฟจากเสาที่อยู่ห่างไปเกือบร้อยเมตรเท่านั้น ที่พอจะทำให้มองเห็นใบหน้าของเธอได้ถนัดตา
“...ล้อเล่นน่าคุณ ทำหน้าดุไปได้” เจ้าของเสียงใสร้องบอก เมื่อเห็นว่าคนข้างกายกำลังจ้องมองมาไม่วางตา
“ไปแจ้งความไหมคุณ เดี๋ยวฉันไปส่ง”
“...ไม่” ลังเลครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจปฏิเสธ
“งั้นบ้านคุณอยู่ไหน?” เธอถามอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรครับ...คืนนี้ผมว่าจะนอนโรงแรมแถวๆ นี้” เขาครุ่นคิดก่อนตอบออกไป เกรงว่าจะมีการดักรออยู่หน้าบ้าน เพราะพวกมันรู้อยู่แล้วว่าเขายังไม่ตาย
“...ก็ตามใจคุณนะ”
เธอบอก ก่อนจะโบกมือเรียกแท็กซีที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
“ไปโรงแรมใกล้ๆ นะคะ...เอาที่ไม่แพงนะ” เสียงใสเจรจากับคนขับเจื้อยแจ้ว ก่อนจับคนที่ยังมึนงงยัดใส่รถแล้วตามเข้าไปนั่งข้างกันอย่างรวดเร็ว
เด็กชายณเรศไม่ได้ตอบคำถามแต่ก็มองสบตาของคนตรงหน้าโดยไม่หลบ แม้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิดโรยจะเรียบเฉยจนยากจะอ่าน แต่ดวงตาคู่หม่นที่มองตอบมากลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ อีกทั้งยังคงหลงเหลือร่องรอยของความแตกร้าวและเต็มไปด้วยความทุกข์โศก...ความสูญเสียและการพลัดพราก“ทำไมถึงทำเหมือนว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของฉัน? เธอเข้าใจมันจริงๆ หรือเปล่า?”“...ผมแค่คิดว่ามันคงคล้ายกัน” ในที่สุดเด็กน้อยที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงก็เริ่มตอบคำถาม“จะช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังได้ไหม”เด็กน้อยพยักหน้ารับ“ตอนที่แม่ของผมตาย ผมเสียใจมากๆ เสียใจที่แม่ไม่ยอมพาผมไปอยู่ด้วยกัน”มือเล็กที่ถือผ้าขยับหยุกหยิกคล้ายทำตัวไม่ค่อยถูก“แต่ก็คิดได้ว่าผมยังมีน้องสาวอยู่ แม่คงอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนน้องครับ”เด็กชายณเรศพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มน้ำตาคลอหน่วย มือเล็กปาดน้ำตาลวกๆ จนใบหน้าเล็กเกิดรอยแดงเป็นริ้วขึ้นให้เห็น ก่อนจะสูดน้ำมูกแล้วตั้งตัวตรงขึ้นอีกครั้งเพื่อเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามสดใสขึ้นอีกนิด“ผมเลยสัญญากับแม่ที่อยู่บนสวรรค์ แล้วก็สัญญากับน้องว่าจะดูแลน้องให้ดี..” รอยยิ้มจืดเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังเต็มไปด
ยามดึกสงัดช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บจนเย็นจัดไปถึงขั้วหัวใจ ปราลีขดร่างที่สั่นไหวไปกับผ้าห่มคล้ายต้องการไออุ่น แต่ในเวลาเดียวกันภายในร่างกายกลับรู้สึกร้อนราวกับถูกไฟเผา ลำคอแหบแห้งและเจ็บระบมทุกครั้งที่ฝืนกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะไอโขลกๆ ออกมาเพราะเสมหะเหนียวหนืดในลำคอเธอกำลังจะตายแล้วสินะ?ตายไปเสียเลยก็ดีเหมือนกัน เธอไม่อยากอยู่บนโลกนี้ต่อไปอีกแล้ว...ให้มันจบเสียตรงนี้เถอะ“...คุณแม่ คุณแม่ลุกขึ้นมากินยาก่อนนะครับ” น้ำเสียงแหบเล็ก และบางเบาราวกับกลัวจะรบกวนคนที่กำลังหลับใหล แต่ในเวลาเดียวกันก็พยายามจะปลุกให้อีกฝ่ายลืมตาตื่น “กินก่อน ค่อยนอนต่อนะครับ”“..อ.ออกไป..”ปราลีแค่นเสียงทั้งที่ยังกึ่งหลับกึ่งตื่น“กินยาเถอะนะครับ” เด็กชายณเรศยังคงยืนยันคำเดิม แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือจนเกือบจะกลายเป็นการอ้อนวอน “แค่กินยาเท่านั้น”“ฉันไม่กิน!” คนที่อยากจากโลกนี้ไปมากกว่าอยากจะอยู่ตวาดเสียงแหบแห้ง ก่อนจะไอโขลกๆ จนหน้าดำหน้าแดงเพราะใช้เสียงมากเกินไป แต่ก็ยังไม่ลดความเกรี้ยวกราดลง “ฉัน.อยาก.ตาย!”“...” เด็กน้อยนิ่งไป แต่ก็ยังคงมองมาที่คนป่วยไม่วางสายตาแม้จะเห็นไม่ชัดเพราะพิษไข้ทำให้สายตาพร่า
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่รู้ว่าสามีของเธอแอบรับเอาเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาอุปการะโดยไม่บอกกล่าว ก็เพียงแค่นึกขุ่นใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะณเรศเป็นเด็กที่ค่อนข้างเรียบร้อยและพึ่งพาได้ แตกต่างจากบุตรชายเพียงคนเดียวที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน...สิงหานั้นซุกซนราวกับลิงค่าง ซ้ำยังชอบเล่นแรงๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนทำให้คนเป็นแม่อดหวั่นใจไม่ได้เพราะตนเองกำลังตั้งท้องอ่อนๆการมีณเรศเข้ามาช่วยเบี่ยงความสนใจและคอยเป็นเพื่อนเล่นของสิงหาจึงทำให้ปราลีเบาแรงและเบาใจลงมาก แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกสนิทใจ แต่ก็วางใจในตัวเด็กชายไม่น้อย...จวบจนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เธอเดินสะดุดของเล่นที่บุตรชายวางทิ้งไว้จนเกือบล้ม แต่เคราะห์ยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเพราะณเรศเอาตัวเองเข้ามารองรับไว้ได้ทันแต่เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลกลับพบว่าเด็กหยุดหายใจไปแล้ว! ภาวะครรภ์เป็นพิษพรากเอาลูกน้อยที่ยังไม่มีโอกาสได้พบหน้าไปจากเธอและครอบครัวการสูญเสียที่ได้รับมาในเวลาที่เราไม่ทันได้ตั้งรับนั้นรุนแรงเกินไปรุนแรงจนรู้สึกเหมือนทุกอย่างมันพังทลายลง ปราลีขอห่างจากสามีและบุตรชายสักพัก เธอไม่อาจกอบเก็บความปวดร้าวไว้กับตัวแล้
ใบหน้างดงามเปื้อนน้ำตากำลังเหม่อมองไกลอย่างไร้จุดหมาย หญิงสาวอยู่ในชุดคลุมท้องที่ดูจะใหญ่เกินขนาดตัวของหล่อนไปหลายไซซ์ทีเดียว ร่างบางนั่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบแทนที่จะเป็นโซฟากว้างหนานุ่มข้างกาย มือซีดขาวราวไร้สีเลือดยังคงลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเหมือนที่ทำมาตลอดหลายสัปดาห์ สักพักน้ำตาเม็ดกลมก็เริ่มร่วงเผาะจากดวงตาคู่งามที่เคยเปี่ยมสุขอีกระลอกลูกไม่อยู่กับเธอแล้ว..แค่ลูกคนเดียวก็ดูแลไม่ได้ เธอเป็นแม่แบบไหนกัน?คำถามซ้ำๆ ดังก้องในความคิดและบาดลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้หญิงสาวที่เพิ่ง ‘แท้ง’ ลูกไปรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังจะแตกสลาย น้ำตายังคงอาบแก้มนวลไร้สีเลือดจนเปียกปอน‘แอ๊ดดดด...’เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง แต่เพราะมันเป็นไม้สักทั้งบานทำให้น้ำหนักของมันมีมากจนทำให้เกิดเสียงทุกครั้งที่มีคนใช้งานปราลีผินหน้ามองดูผู้มาเยือนเพียงเล็กน้อย ก่อนดวงตาอับแสงจะเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวและชิงชัง มือบางคว้ากล่องไม้ที่ใช้บรรจุกระดาษทิชชูขว้างใส่ผู้มาเยือนในทันที จนเกิดเสียงดัง ‘โครม!’ ก่อนจะตามด้วยข้าวของมากมายที่เรียกได้ว่าเป็น ‘อะไรก็ได้’ ที่เ
ดวงตาหวานกะพริบขึ้นลงช้าๆ เพื่อขับไล่ความง่วงที่มี มือบางยังควานหาอ้อมกอดอบอุ่นที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยามหลับ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า? ปาหนันลุกขึ้นจากที่นอนหนานุ่มอย่างเกียจคร้าน เพราะถึงแม้ว่าเธอจะไม่เหนื่อยจนแทบหมดสภาพเช่นที่สิงหาเป็น แต่ก็อ่อนล้าไม่น้อย การนอนหลับไปอย่างยาวนานหลายชั่วโมงทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้พักผ่อนและฟื้นฟูพลังกายที่สูญเสียไปจากการโหมงานหนักติดต่อกันร่วมสามเดือนได้อย่างดีเยี่ยม“ขี้เซาจริงนะครับ คุณภรรยา”เสียงทุ้มเจือรอยเย้าแหย่กระซิบแนบริมหูสวยของคนที่นั่งบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงนุ่ม“ก็มันเหนื่อยสะสมนี่ค่ะ คุณสามี” ปาหนันตอบอย่างหยอกล้อ ก่อนจะคล้องแขนรอบคอของคนที่รวบเอวบางของเธอไว้ทันที เหมือนลูกแมวน้อยที่พร้อมจะคลอเคลียเจ้าของอยู่ตลอดเวลาเมื่อยามเข้ามาใกล้“...” เมื่อแน่ใจว่าคนที่กลายร่างเป็นลูกแมวน้อยชอบคลอเคลีย ไม่ได้ตื่นตระหนกยามตนเองเข้าใกล้ ซ้ำยังออดอ้อนจนยากจะอดใจไหว จนต้องเอ่ยถามออกไปทั้งที่ความคิดล่วงเลยไปไกลเกินกู่“ถ้าเกิดว่า...ต้องเหนื่อยกว่านี้จะไหวเหรอ?”คนฟังหัวเราะเสียงใสกับคำถามที่ชวนใจเตลิด ก่อนจะครุ่นคิดเพียงครู่แล้วตอบกลับตามใจคิด“ก็ต้อ
จังหวัดเชียงใหม่ อากาศยามเช้าของเมืองเหนือทำให้หญิงสาวที่เพิ่งมาถึงยิ้มสดใส ต่างจากคนข้างกายที่ใบหน้าบูดบึ้งราวกับโกรธใครมาร่วมร้อยปี วันนี้เป็นเช้าวันแรกหลังจากพิธีแต่งงานอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่เพิ่งผ่านพ้นไป ด้วยเพราะหน้าที่การงานของคนทั้งคู่ ทำให้ในช่วงเตรียมงานแต่งตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาวุ่นวายจนแทบจะเรียกได้ว่า ‘ยุ่งจนหัวหมุน’ เมื่อรวมกับพิธีการต่างๆ ที่แสนยาวนานตั้งแต่เช้าจรดเย็น พอเข้าห้องหอคนทั้งคู่ก็แทบจะสลบในทันที ซ้ำยังต้องตื่นมาขึ้นเครื่องตั้งแต่เช้ามืดตามตารางที่วางไว้แต่แรก ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนเจ้าบ่าวหมาดๆ ยังนึกขอบคุณกิตติภพและดารินทร์ที่รับคำขอร้องในการฝากเลี้ยงเด็กหญิงดาหลาร่วมสองสัปดาห์ของการมาฮันนีมูนครั้งนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่ากิตติภพยินดีเสียยิ่งกว่ายินดีเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องมากมายจนได้รับรู้ว่าหนูน้อยเป็นบุตรสาวของตนเอง เขาก็แทบจะมาเฝ้าแม่หนูน้อยเช้าเย็นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว พอเอ่ยปากฝากหนูน้อยไว้ คนรับฝากก็ยิ้มกว้างราวกับเด็กที่ได้ของขวัญชิ้นใหญ่ที่รอคอยมานานอย่างไรอย่างนั้น “คุณสิงห์ทำไมทำหน้าอ







