Beranda / โรแมนติก / บ่วงบรรพกาล / ตอนที่ 3 ป่าเสลา

Share

ตอนที่ 3 ป่าเสลา

last update Tanggal publikasi: 2026-07-11 23:43:20

.ศ.2353 สมัยรัชกาลที่ 2

ท้องฟ้าที่เคยฉาบสียามเช้าของดวงอาทิตย์นั้นดูสุกสกาวร้อนแรงดั่งไฟเผา ต้นเสลาออกดอกสีม่วงอมขาวไปทั่วทั้งผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ ป่าเสลาในครานี้ดูเหมือนถูกย้อมไปด้วยสีม่วงขาวดูงดงามเกินบรรยาย ทว่าร่างบางอ้อนแอ้นกว่าวัยสี่สิบของ คุณหญิงเพ็ญ ที่นั่งเศร้าบนเกวียนนั้นกลับไม่ใยดีต่อสิ่งเจริญตารอบข้างแม้แต่น้อยดวงตาอ่อนแสงเหม่อมองพื้นเกวียนอย่างว่างเปล่าใบหน้าที่เคยงามหมดจดของหล่อนดูซูบผอมและซีดเซียวราวกับไม่ได้กินข้าวปลามาเสียหลายวัน ข้างกายของหล่อนมีเพียงข้ารับใช้คนสนิทที่ได้แต่ทำสีหน้าเป็นกังวลเมื่อเห็นว่าแม่เหนือหัวของตนซึมเศร้าเสียจนซูบผอม นางอิ่มปาดน้ำตาในดวงหน้าด้วยสงสารผู้เป็นนายเหลือแสน เพราะนางพึ่งสูญเสียบุตรีอันเป็นที่รักถึงสองคนด้วยพิษไข้ป่า ทั้งๆ ที่ไม่กี่เพลาก็จะถึงเรือนของตนอยู่แล้ว บรรยากาศโศกเศร้าของขบวนเดินทางของคุณหญิงเป็นไปอย่างเงียบเฉียบ จนกระทั้งทาสาคนหนึ่งกระหืดกระหอบวิ่งมารายงานหล่อนเรียกสติที่อุทรถึงบุตรี

"คุณหญิงขอรับคุณหญิง!!! " ทาสาหนุ่มกระหืดเรียกผู้เป็นนายหายใจหอบหน้าตาตื่นทำเอาแม่อิ่มถึงกัับทำสายตาตำหนิทาสาชายที่ทำตัวไม่เกรงใจผู้เป็นนาย

"มีอันใดอ้ายเกิ้ม!!! คุณหญิงท่านกำลังโศกเศร้าอยู่มิเห็นดอกฤา"

แม่อิ่มเอ็ดดุชายหนุ่มหน้ามลที่หอบหายใจอยู่ข้างเกวียน

"มีคน!!! มีคนสลบอยู่ขอรับ!!! มิผิดว่าเป็นสตรีสองนางแต่งกายประหลาดนักขวางทางเกวียนไว้ขอรับ"

ทาสาชายกลืนน้ำลายแห้งผากลงลำคอละล่ำละลักตอบอย่างเหนื่อยหอบ เมื่อยินว่าเป็นสตรีสองนางนอนสลบขวางทางเกวียนอยู่บัดนั้นคนเศร้าโศกกับการที่บุตรีของตนตายเพราะไข้ป่ากลับดึงสติกลับมาสู่ห้วงคนึงที่หลงหายไปเสียหลายวัน

"ว่าอันใดนะอ้ายเกิ้ม!!?? รอช้าอยู่ใยเล่าแม่อิ่ม...รีบพาข้าไปหาดูพวกนางเร็วเข้าเถิด"

สิ้นเสียงออกคำสั่งอันกระตือรือล้นของผู้เป็นนายสองบ่าวจึงรีบพากันประคับประคองร่างบางของหล่อนลงเกวียนมุ่งหน้าไปยังร่างไร้สติที่ทาสหนุ่มรายงานมา

ท่ามกลางกลีบดอกเสลาที่โปรยปรายลงบนพื้นดินที่มีเศษดินเศษใบไม้ทับถมร่างบางสองร่างนอนจับมือกันราวกับนางเทพธิดาที่ร่วงหล่นจากสรรค์ การแต่งกายของพวกนางดูผิดแผกเป็นสาวแรกแย้มเครื่องหน้าดูงามสะคราญตา คนหนึ่งงามคมคายคนหนึ่งหวานชื่นจิต ทว่าใส่เตี่ยวแบบจีนห้อไม่ใส่แถบแบบคนทั่วไปผมเผ้าสยายยาวประบ่าเป็นสีเลื่อมจะออกทองมิทองดำมิดำก็มิอาจบอกได้ถุงผ้าใบโตสะพายคล้องแขนเอาไว้รองเท้าทำจากผ้าหนาเตอะมีเชือกรัดกันหลุดดูแปลกประหลาด. คุณหญิงเพ็ญพินิจมองร่างนั้นอย่างถี่ถ้วน นึกเอ็นดูสงสาร หล่อนออกคำสั่งให้เหล่าทาสีทาสาให้พาสองสาวขึ้นเกวียนไปยังเรือนของตนพลางกำชับให้ดูแลนางดีๆ เฉกเช่นดูแลคนในครอบครัว ...ฤาทั้งสองนางน้อยนี้จะเป็นนางไม้นางสวรรค์ที่ฟ้าโปรดประธานมาให้นางได้ทดแทนบุตรีของนางกันหนอ.....

ชลินทรารู้สึกเหมือนร่างจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ เหมือนถูกบิดมวนท้องหลายๆ ตลบเธอรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเธอเด่นชัดในมโนสำนึกเหมือนกับว่าร่างกายของเธอถูกย้อนเวลากลับความร้อนจากข้างในแผดเผาเธอจนเธอรู้สึกถึงความอึดอัดที่อยู่ภายในแต่ทว่าเธอไม่สามารถขยับได้ เกิดอะไรขึ้นกับเธอนะแล้วเพื่อนของเธออยู่ที่ไหนกัน!!! เมื่อคิดอย่างนั้นเธอจึงเริ่มร้องเรียกเพื่อนรักของเธอ

"ม...มิน....ยัยมิน...ก...แกอยู่ไหน" เสียงเธอแหบพร่าลำคอแห้งผากราวเป็นผง "นะ...น้ำ...หิวน้ำ"

ชลินทราร้องเรียก สักครู่ก็มีวัตถุเย็นๆ จ่อตรงปากหญิงสาวดื่มกินราวกับไม่ได้กินน้ำมาเสียหลายวันแต่ไม่ทันจะกลืนน้ำลงท้องน้ำบางอย่างที่มีรสขมเฝื่อนก็ถูกกรอกใส่ปากตาม ความขมเฝื่อนแทบอยากคายทิ้งแต่เสียงนุ่มนวลอ่อนโยนข้างๆ หูกลับคะยั้นคะยอให้กลืนลงไป เธอเชื่อฟังเสียงนั้นอย่างว่าง่ายก่อนจะเพลียจนหลับไปอีกหน

มินตราเองก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเช่นกันหญิงสาวพยายามขยับกายอันหนักอึ้งแต่ก็ได้แต่ควานหากระเป๋าคู่ใจ เธอได้ยินเสียงเรียกของเพื่อนรักที่ร้องเรียกหา ทว่าเธอกลับไม่มีแรงตอบหญิงสาวที่มีความสามารถด้านกายภาพมากกว่าจึงได้แต่นอนนิ่งๆ กำหนดจิตขั้นพื้นฐานตรึกตรองพลังปราณภายในจนทั่วร่างตั้งแต่ปลายเท้าจรดสุดปลายเส้นผมสีน้ำตาล ดวงตากลมค่อยๆ กระพริบถี่ๆ ปรับทัศนียภาพตรงหน้าที่ดูแสบจ้า มองเห็นเพดานไม้ขัดเงาคิ้วน้อยก็ขมวดมุ่นงุนงง

" ที่นี่...ที่ไหนกัน..!!!!??? "

มินตราร้องถามคนที่นั่งอยู่ปลายเท้า แต่เมื่อสายตาเธอปรับจนได้ที่ร่างบางก็พลุงลุกตกอกตกใจ ตอนนี้เธอถูกคนแปลกหน้าแต่งตัวประหลาดๆ ล้อมรอบเตียงไม้ทุกคนยกเว้นเสียแต่ชายหนุ่มกับหญิงวัยสี่สิบที่นั่งอยู่บนเตียงต่างหมอบแทบพื้นและใส่แทบกับโจงกระเบนเหมือนที่เห็นบ่อยๆ ในละคร ในสมองของหญิงสาวประมวลผลว่าคงเป็นพวกกองถ่ายจึงไม่ค่อยตระหนกตกใจเท่าใดนัก

" ขอโทษนะคะที่รบกวนแต่ที่นี่...ที่ไหนเหรอคะ...แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"

มินตรากลืนน้ำลายแห้งๆ ลงคออย่างลำบากโชคดีที่มีวิชาติดตัวอยู่บ้างจึงช่วยให้ไม่กระหายน้ำมากนัก. คนถูกถาม ทำสีหน้าประหลาดใจ

" เจ้าพูดอันใดฤาแม่..ข้าหาเข้าใจไม่"

ชายหนุ่มในเสื้อสีขาวสะอาดท่าทางจะเป็นหมอยาเพราะกลิ่นหอมบางๆ ที่ลอยออกมาจากตัวถามกลับ มินตรายิ่งงุนงงสำเนียกและภาษาไทยแท้ๆ แต่เธอกลับฟังไม่รู้เรื่องเลยสักนิดไม่ผิดว่านี่เป็นสำเนียงที่คนโบราณช่างพูดกันไม่ใช่หรืออย่างไร

" เอาเถอะพ่อหมอ...นางคงจักมิสร่างใข้..พูดเลื่อนเปื้อนเลอะเลือนไป...แม่หนู....ทำใจให้สำบายเถิดหนามิเป็นอันตรายอันใดแล้วดื่มยาแลพักก่อนเถิดแม่"

น้ำเสียงหวานละไมเนิบช้าหวานหูปัดป้องให้แทนมินตราพลางหันมาลูบหัวลูบหลังหญิงสาวอย่างเอ็นดู มินตรายังคงมึนงงแต่ด้วยสัญชาตญาณหญิงสาวก็ทำตามอย่างว่าง่ายก่อนจะหลับไปเพราะความเพลีย

เวลาปัจจุบัน

อินทิราหน้าซีดเซียวดวงหน้าที่เคยหมดจดมีรอยคราบน้ำตาที่ผ่านการร้องไห้มาเสียหลายวันข้างๆ มีสามีสุดที่รักและเพื่อนซี้อีกคนที่คอยประโลมปลอบเบื้องหน้าเป็นกลุ่มตำรวจชุดสืบสวนกับแม่ๆ ของเพื่อนๆ ที่โศกเศร้าพอๆ กับเธอเรื่องราวเจ้าแม่แจ่มจันทร์เป็นเพียงตำนานที่เล่าขานมานานแสนนานมิอาจฟันธงว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่แม้ครั้งยังเด็กอินทิราเคยไปสัการะอยู่บ้างจึงเอามาแกล้งชลินทราดูเธอเองก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้เช่นกัน

" แม่...อินขอโทษอินไม่คิดว่ายัยเกมส์จะเชื่อเรื่องพวกนี้เลยแหย่ๆ มันไป...ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะพายัยมินไปด้วย....ไม่คิดเลยว่า....โฮ....."

อินทิราละล่ำละลักขอโทษขอโพยแม่ๆ ของเพื่อนสาวเป็นรอบที่ร้อยได้ เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องขึ้นเสียด้วยซ้ำหากว่าจันจิราไม่รู้สึกแปลกๆ ว่าติดต่อสองสาวไม่ได้เธอเองก็ไม่นึกฝันว่าเพื่อนรักของเธอจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเหลือทิ้งแค่รถไว้ในป่ารกทึบ ความกลัวเกาะกินในใจของหญิงสาวด้วยอารมณ์ที่แปรปรวนหลังคลอดทำไห้ธอตกอยู่ในอาการของโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง

" ใจเย็นๆ นะลูกแม่ไม่โทษใครหรอกพวกนั้นไปเที่ยวเล่นเดี๋ยวคงกลับมาพักผ่อนเสียนะลูก...เดี๋ยวตำรวจเขาก็ค้นหาจนเจอ"

หญิงชราผู้เป็นแม่ของมินตราปลอบเธอเองก็ใจหายเมื่อจู่ๆ ลูกสาวคนเดียวของเธอก็หายไปแต่สายใยลึกๆ ของของเธอรู้ดีว่าลูกของเธอก็ยังอยู่มิได้เป็นอันตรายใดๆ

" ตำรวจโทรมาบอกแล้วแหล่ะ...คนแถวนั้นบอกว่าสองคนนั้นจะไปปฏิบัติธรรมในป่าเลยฝากฝังรถเอาไว้....นี่!!! เขาถ่ายรูปทั้งคู่มาให้ดู....ไม่ต้องห่วงหรอก...ดูสิ"

เป็นแม่ของชลินทราที่รีบเอารูปมาให้ดูเป็นภาพภายในถ้ำมืดที่ดูขลังร่างของสองสาวในชุดขาวนั่งสมาธิอยู่อย่างเงียบเฉียบน่าแปลกที่มีเหมือนออร่ากระจายล้อมรอบกายเอาไว้แต่ใครๆ ที่ได้ดูกลับคิดว่าเป็นการตกกระทบของแสงเท่านั้นเลยไม่มีใครได้เอะใจ ว่าร่างในชุดขาวนั้นไม่ใช่ร่างจริง!!!!!

แจ่มปาดเหงื่อกาฬเม็ดโตบนหน้าผากเมื่อเห็นหลังของชุดสืบสวนหายลับไปแล้วเธอใช้พลังที่สั่งสมมาเกือบสามพันปีจนเกือบหมดก๊อกหน้าที่เจ้าแม่แจ่มจันทร์ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลยแต่ทว่าหากเสร็จสิ้นภาระกิจนี้แล้วเธอจะไถ่บาปเมื่อครั้งยังเป็นนางอัปสรได้และกลับไปยังวิมาณที่เธอจากมาเกือบสามพันปีเสียที!!!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 37 ไม่มีเหตุผลของมะนมีเพียงสองเราผูกกันก็พอ (อวสาน)

    ชลินทราลืมตาตื่นขึ้นมาพบเพียงหลังมุ้งลายดอกพิกุลอันคุ้นตาและกลิ่นหอมเย็นๆของเครื่องหอมที่ถูกอบอวลอย่างปราณีต เสียงไก่ขัน เสียงนกร้อง และเสียงของการดำเนินชีวิตของผู้คน ร่างบางบิดกายเล็กน้อยขับไล่ความเมื่อยล้า กายเปล่าที่แอบซ่อนในผ้าห่มสัมผัสกับความอบอุ่นที่มีร่างกำยำของสามีนอนกอดอยู่ หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆไล่แสงจ้าจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบ่งบอกว่ายามนี้นั้น สายมากแล้ว เธอค่อยๆขยับกายออกจากอ้อมอกของสามีแล้วแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปห่มผ้าให้ร่างกำยำที่ยังคงส่งเสียงกรนเบาๆอยู่บนเตียง เรือนร่างสีน้ำผึ้งยังคงมีร่องรอยของความรักที่ถูกฝากฝังไว้จากเมื่อคืน ทันทีที่ชลินทราก้าวออกจากประตู บ่าวรับใช้ที่นั่งรอหน้าประตูตั้งแต่เช้าตรู่ก็รีบปรี่เข้ามาดูแลตามหน้าที่ของตน หญิงสาวนึกถึงความฝันที่เด่นชัดเสียจนแทบแยกแยะไม่ออกว่านั่นคือฝันหรือความจริง จวบจนส่งสามีของตนไปประจำเวรหมอหลวง เธอจึงได้นำความฝันนั้นมาเล่าสู่กันฟังให้แก่มินตราฟัง " แกก็ฝันเหมือนกันรึ...แปลก...ฉันคิดว่าฉันฝันอยู่คนเดียวเสียอีก" มินตรา ทำหน้ายุ่งพลางเหม่อมองไปยังเตียงรักษาที่ประปรายไปด้วยผู้ป่วยสองสามราย " พูดไ

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 36 บทลงโทษ

    สิ้นเสียงกัมปนาทของท้องฟ้าที่เคยสว่างสไหว สายฝนห่าใหญ่ก็โปรยลงมาไม่ขาดสาย พลันแดดจ้าก็สาดส่องจนน้ำแห้งเหือดหาย เกิดกลียุค กาลีบ้านกาลีเมืองหาสาเหตุไม่ได้ เจ้าหลวงจึงเร่งรีบหาโหรหลวงเพื่อสอบถามความวิปริตนี้" พระอาญามิพ้นเกล้าเจ้าข้า...เหตุกลียุคนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนผิดผีบ้านผีเมืองเจ้าข้า!!!" โหรหลวงทายทัก ราวกับมีเมฆทมึนคุ้มไปทั่วคุ้มหลวง ยิ่งเสียกว่าเสียงผลุสวาทใดๆ เจ้าหลวงผู้ปกครองแค้วน โกรธจนใบหน้าที่ครึ้มหนวดเขียวปนแดง" มันผู้ใดที่บังอาจผิดผี!!! ท่านเสนา!!!ไปตามลากตัวมันมาบัดเดี๋ยวนี้!!!" สิ้นเสียงตรัสสั่งเหล่าข้าหลวงต่างกุลีกุจอแยกย้ายตามหาตัวต้นเหตุกาลีบ้านกาลีเมืองกันจนจ้าละหวั่นตามบัญชาอีกฝั่งของฝากน้ำตก คู่รักหนุ่มสาวสองคู่ยังคงตระกองกอดกันอย่างกลมเกลียวเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็มิอาจนับ ร่างเปลื่อยเปล่าของหญิงชายนวยนาจแก่กันราวกับจะมีสิ่งใดมาพลัดพรากรสสวาทของพวกเขาออกจากกัน"เฮาผิดผีเยี่ยงนี้มิเป็นไรฤาพี่ท่าน" เจ้านางจันทรเงยหน้าออกจากอกแกร่งถามสวามีของตน"ข้าก่อบ่รู้ได้...แต่ตอนนี้ข้าอยากกอดเจ้าถ่ออั้น" แม่ทัพหนุ่มจุมพิศหน้าผากมนอย่างรักไคร่มือหน้าปะป่ายเกาะกุมปทุมถันอันเนียน

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 35 บ่วงที่ผูกพัน

    ย้อนไปราว 1 พันปีก่อนที่มินตรากับชลินทราจะถูกเจ้าแม่แต่มจันทร์ส่งมายังมิติอีกโลก"เจ้านางน้อย...เจ้าก่อเคยหันแม่ทัพเหมราชนี่เจ้าคะ" อุษา ถามพลางใช้ใบตาลโตนดที่ถูกนำมาตกแต่งอย่างสวยงามพัดวีผู้เป็นนาย ที่กำลัง ทำบายศรีเพื่อนำไปถวายเทวาลัยอยู่" ก่อแล้วเยี่ยงใดเล่า...ข้าเคยหันแม่ทัพเหมราชเถื่อเดียวก่อตอนพิธีสยุมพรพี่นางสว่างเทวีก่อบ่ได้แปลว่าข้าจักปลงใจเกี่ยวดองกับท่านแม่ทัพได้นี่อุษา" เจ้านางน้อยจันทรเทวีทำหน้ามุ่ยเมื่อได้ยินข่าวว่าเจ้าหลวงได้ประธานตนให้กับแม่ทัพหนุ่มที่ชนะศึกหลวงมาได้เป็นรางวัล แต่เธอนั้นกลับไม่ได้ต้องการเกี่ยวดองกับชายใดเลย เธอรู้สึกว่ามันเร็วไปสำหรับตัวเธอที่พึ่งจะศิริอายุได้ 17 ขวบปี" เห้อ!!!เจ้านางเลี่ยงไปก่อบ่พ้นกำตรัสเจ้าหลวงดอกเจ้าค่ะ..." อุษา นางสนองโอษฐ์ ที่ควบตำแหน่งพี่เลี้ยงถอดหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน " เจ้านางจันทรเทวี " เสียงๆหนึ่งร้องเรียกขึ้น หญิงสาวใบหน้าหวานเงยหน้ามองพลางฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นร่างบางระหงของพี้สาวต่างมารดาเดินเข้ามายังคุ้มของตน"พี่นางสุริยาเทวี!!! " เจ้านางน้อยผละลุกออกจากตั่งไม้ประดับที่นั่งอยู่แล้วรีบเดินมาหาหญิงสาวที่อายุไล่เรี่ยกันตร

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 34 พันธนาการ (18+)

    ชลินทรา ทำหน้ายุ่ง สติสตังไม่ได้จดจ่ออยู่กับใบสั่งยาตรงหน้าเสียเท่าไหร่ ก็ในเมื่อเเม่เพื่อนรักที่ทำท่าจะไม่ยอมมีผัวง่ายๆ...ตอนนี้กลับเริงร่ากกผัวอยู่บนเรือนไม่ค่อยมาหาตนเสียหลายวันแล้ว แม้ว่าอีกไม่กี่วันเธอก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานเหมือนกัน แต่เธอก็รู้สึกเหงาๆอยู่ดี " พิธีอยู่หอสิ้นสุดวันนี้หนาเจ้าคะคุณหมอ...อย่าได้ริษยาแม่นายมินไปใย" เอื้อยเอ่ยขัดขึ้นอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นผู้เป็นนายทำท่าเหมือนเด็กน้อย " ฉันล่ะ..หมั่นใส้แม่มินนัก...ทำท่าทางราวไม่ยากมีผัวเล่นตัวงี่เง่า...แต่ดันชิงแต่งงานตัดหน้าข้าไปเสีย..." ชลินทราทำปากขมุบขมิบเง้างอนแล้วหันไปให้ความสนใจกับงานที่กองอยู่ตรงหน้าต่อ " น้อยอกน้อยใจอะไรนักหนายัยบ้านี่!!! ฉันออกหอแล้วแกก็ต้องเตรียมตัวสิ...มาคลุกอยู่กับงานแบบนี้ได้ยังไงกัน" เสียงหวานๆร้องดังขึ้น ร่างบางระหงปรากฏขึ้นตรงหน้าประตู ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสะพรั่งจนแสบตา " ชิ!!!!....5 วันที่ผ่านมา....แกเล่นไปกี่ยกเล่านั่น!!!" ชลินทราถามเมื่อเห็นเพื่อนรักดูสดใสเกินต้าน " ก็...นะ....นั่นบ้องข้าวหลามนะเว่ยแก!!!ฉันก็ของขาดมานาน....ก็เลย...ตอนนี้คุณพี่ยังไม่ตื่นเลยเห็นบอกเหนื่อย...." มินตร

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 33 อดีตไม่สำคัญ ปัจจุบันขอแค่มีเจ้า

    มินตราแยกตัวออกมาจากชลินทราที่ตอนนี้กำลังหวานแหววกับขุนศรีฯจนเลี่ยนแทบอ้วก เธอเดินจูงเจ้าครามม้าตัวโปรดที่หลวงหนุ่มมอบให้เป็นของมั่นพลางย่นจมูกใส่เพื่อนสาวอย่างหมั่นใส้ " ริษยาเขาฤาถึงทำหน้าราวกับเหม็นกลิ่นมูล" ชายหนุ่มที่เดินอยู่เคียงข้างกระเซ้าแหย่ " ข้าหาได้ริษยาดอกเจ้าค่ะคุณ...." ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง " คุณพี่..." มินตราหน้าแดงพลางเสมองไปทางอื่นแก้ขวยเขิน " เช่นนั้นก็อยากหยอกเย้าเหมือนเขางั้นฤา" เขาถามอีกครั้ง " คุณ..พี่...ก็ทราบ...ว่าข้าหาได้โปรดแบบนั้นไม่...ลองหยอกข้าเช่นท่านขุนดูทีฤา...มิแคล้วจักโดนข้าไล่ให้ไปกินมูลวัวเป็นยา" มินตราขมวดคิ้วมุ่น ดวงหน้างามละมัยพราวไปด้วยรัศมีที่ทำให้หัวใจชายหนุ่มข้างๆแทบจะกระเด็นกระดอนออกมาจากอกเสียตรงนั้นให้ได้ ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เมื่อนึกถึงของหมั้นที่นางขอแล้วก็รู้ได้ว่านางนั้นเกิดมาเพื่อเคียงบ่าเคียงไหล่ยอดนักรบเช่นเขา ทั้งม้าพันธุ์ดี ดาบแบบญี่ปุ่น ผ้าลินินชั้นยอด อีกทั้งแก้วแหวนเงินทอง พร้อมด้วยบ่าวอีกหนึ่งคนที่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่า บ่าววิปลาสเช่นอ้ายพาจู่นั่นต้องตานางได้อย่างไร " เจ้า...จักทำเยี่ยงไรกับอ้

  • บ่วงบรรพกาล   บทที่ 32 ลิขิตจากฟ้านำพาให้เรามาพบกัน

    ป่าเสลา ที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกสีม่วง ขาว บานสะพราวไปหลายลี้ สายลมเอื่อยๆพัดกิ่งใบส่งเสียงซ่าๆ ราวกับเสียงดนตรีบรรเลงเพลงก็มิปาน ม้าสีขาวปลอดค่อยๆเดินย่องตามแรงจูงของชายหนุ่ม ดวงหน้าหวาน ส่วนบนอานม้ามีหญิงสาว นั่งอยู่ ทั้งคู่พูดคุยกันในหลายๆเรื่อง หลายๆครั้งที่มีหยอกเย้ากันตามประสา คู่รัก ที่มีเพียงกันและกันเท่านั้น" ข้าอดสงสัยมิได้...วานแม่ช่วยแถลงใข...ในโลกโน้นของเจ้า...เหตุใดสตรีจึงมีสิทธิเสรีเท่าเทียมกัน....แลหากสตรีผู้เป็นม่าย...จักมีผัวใหม่ได้มิมีข้อกังขาฤาไร" ขุนศรีผู้ไม่เข้าใจตรรกะความนึกคิดของคนในโลกโน้นที่ชลินทราพูดถึงได้ถามใขข้อสงสัย" มีเหตุก็ต้องมีผลแลเจ้าค่ะ....กว่าสตรีจักมีสิทธิ์แลเสียงได้เทียบเท่าบุรุษก็เสียไปก็มาก ไม่ว่าจะเป็น เสียง สิทธิ์ ชีวิต หรือแม้แต่ศักดิ์ศรี....บุรุษชายขึ้นชื่อว่าเป็นชาตินักรบ ยังสยบต่อสตรีนี่เจ้าคะ....ไม่แปลกที่ จักมี นักสิทธิสตรีหลายๆคนออกมาต่อสู้เพื่ออิสระของตน " ชลินทราอธิบาย"ที่เจ้าพูดก็สมเหตุ...แม่บัว...ข้าขออภัยที่จาบจ้วงเจ้ามาก...แต่ข้าจักขอถาม...ถึงผู้ที่เคยเป็นคนรักเก่าของเจ้า...ได้ฤาไม่" ขุนศรีตรีเทพโอสถ หมอหลวงของวังหลวง หยุดเดิน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status