LOGINหนุ่มใหญ่กร่นด่าตัวเองในใจแล้วถึงกับสะดุ้งเมื่อสลิลลาเปิดผ้าม่านเยี่ยมหน้าเข้ามาดู
“เป็นยังไงบ้างเลือกได้สักชุดรึยัง”
ชายหนุ่มพยักหน้านิ่งๆ แล้วโบกมือให้ “เกือบแล้วๆ”
“งั้นก็ช่วยไม่ได้ ดูเองไปก่อนนะ เดี๋ยวลิลไปดูให้ลูกค้าอีกกลุ่มที่ห้องลองฝั่งโน้น ท่าทางจะกระเป๋าหนักน่าดูต้องดูแลมากหน่อย”
“ตามสบายเลย คนกันเอง”
“แหม... แน่ละสิยะ” สลิลลาค้อนขวับชี้หน้าภูมิแบบรู้ทัน
ภูมิชูสองนิ้วใบหน้าเผยอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวจนเจ้าของร้านสาวค้อนให้อีกรอบก่อนคาดโทษ
“รู้นะว่าคิดอะไรอยู่ อย่าทำอะไรแผลงๆ ที่นี่ล่ะ เด็กนั่นคราวลูกเลยนะ”
“เออน่า... จะทำไม่ทำก็ไม่เกี่ยวกับลิลสักหน่อย ไปดูลูกค้าไป ทางนี้จัดการเองได้เสร็จแล้วจะออกไปไม่เรียกไม่ต้องเข้ามา”
“แหม... ชวนคิดนะเนี่ย”
“คิดบ้าอะไร ยายบ้า!” ภูมิโวยแต่สะอึกในใจ
สลิลลาหรี่ตามองแล้วยิ้มเยาะแบบรู้เท่าทัน “งั้นฝากดูหลานให้ด้วยนะ ลิลไปดูทางโน้นก่อนลูกค้าจู้จี้ชะมัดเลือกแล้วเลือกอีกไม่ได้สักที”
เธอเน้นคำว่าหลานเป็นพิเศษแล้วแกล้งพูดเสียงดังหวังให้ทานตะวันที่อยู่ในห้องลองเสื้อได้ยินชัดๆ
“โอเค” ชายหนุ่มรับลูกทันทีไม่มีปฏิเสธ เพราะเขาไม่ชอบความวุ่นวาย สลิลลาช่างรู้ใจ แต่คนข้างในกลับไม่รู้และยังลีลาท่ามากจนป่านนี้ยังไม่ออกมาจนเขาต้องร้องถามอีกครั้ง
“ได้รึยัง! ลองชุดแค่นี้อย่าลีลาเป็นแม่น้ำยาเย็นได้มั้ย อารีบแล้วนะ”
“คือ... คือว่า” เด็กสาวร้องบอกน้ำเสียงสั่นเครือ “ตะวันออกไปไม่ได้ค่ะอาภูมิ”
“ทำไมไหนให้อาดูซิ”
“มะ! ไม่ได้ค่ะ อาภูมิห้ามเข้ามานะคะ โอ๊ย!”
“เป็นอะไรน่ะตะวัน!” ภูมิร้องถามร้อนรนด้วยความเป็นห่วง กลับได้รับน้ำเสียงสั่นเครือแทน
“ปะ เปล่า ไม่เป็นไรค่ะอาภูมิ”
“ไหนให้อาดู”
“อย่า! อย่าเข้ามานะคะ!”
ไม่ต้องรอคำตอบ ภูมิเปิดประตูทันที แล้วเขาก็เห็นเด็กสาวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้สองมือไพล่อยู่ด้านหลังกำลังง่วนอยู่กับซิบชุดใหม่ที่รูดติดอยู่ตรงช่วงเอว
“ทำอะไรน่ะตะวัน!”
“ลูกไม้มันหนา ซิปมันติดรูดไม่ขึ้น ตะวันรูดเมื่อกี้ซิปมันบาดมือตะวันค่ะ”
“มา... ไหนให้อาดูให้”
“ไม่ได้นะคะ! ตะวันจะทำเอง” เด็กสาวร้องเสียงหลง “อาภูมิอย่าเข้ามา ตะวันโนบราอยู่”
หืม...
ภูมิถึงกับกลืนน้ำลายเพราะถึงห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว สายเส้นเล็กๆ เหนือไหล่ลาดตกลงมาข้างแขน ภาพที่ปรากฏในกระจกหมิ่นเหม่จนอกตูมของทานตะวันแทบทะลักล้นออกมาโชว์ให้เห็น ขนาดมีผ้าชุดปิดกั้นชั้นนึงยังขนาดนี้แล้วถ้าไม่ใส่อะไรเลยจะขนาดไหน ภูมิคิดอกุศลด้วยความลืมตัวประสาชาย แต่เมื่อเห็นนิ้วมือเด็กสาวถลอกเป็นรอยแดง ภูมิก็รีบปัดมืออกออก
“มานี่ อาทำให้เองดีกว่า”
“ไม่ได้ค่ะ!” ทานตะวันร้องเสียงหลง
“มัวแต่ไม่ๆๆ แล้วจะถอดได้ยังไงเล่า” ภูมิเอ็ดใส่
“แต่ตะวันอาย”
“ก็เงียบๆ สิ เดี๋ยวคนแห่กันมาดูหรอก”
“อาภูมิยิ่งต้องออกไป เดี๋ยวคนเห็นมันจะไม่ดี อาภูมิจะเสียชื่อนะคะ ”
“จะกลัวทำไมอาเห็นของเรามาตั้งแต่ขวบนึง” ภูมิตอบเสียงแผ่วคิดไกลกว่าที่พูดไปมาก
“แต่ตอนนี้ตะวันไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ ”
“ก็นั่นนะสิ... กำลังดีเลย” อาหนุ่มตอบแทบไม่คิดจึงได้เห็นสีหน้าหลานสาวซีดเผือดชัดเจน “เอาน่า ยิ่งชักช้ายิ่งอายเค้านะ”
เพราะห้องลองเสื้อแคบแทบขยับตัวไม่ได้ แค่นิดเดียวเขาก็ก้าวมายืนซ้อนหลัง สองมือสั่นเล็กน้อยแต่พยายามดึงซิปขึ้นๆ ลงๆ อยู่ครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีทีท่าจะออก ดวงหน้าคมเข้มเริ่มแดงจ้องแผ่นหลังขาวตาเป็นมัน พยายามแกะซิปออกจนศีรษะชนเข้ากับแผ่นหลังเนียน
เหมือนไฟฟ้าช็อตขึ้นมากะทันหัน...
เลือดลมสูบฉีดพุ่งพล่านแทบยั้งไม่อยู่ ภูมิถึงกับสะดุ้งผงะออกห่าง ตายังมองกระจก เขาเห็นเด็กสาวมือไม้เงอะงะตะครุบชุดเกาะอกตัวเองทำตัวไม่ถูกพอกัน
“เอาใหม่อีกที อยู่นิ่งๆ”
“ค่ะ... อุ๊ย!”
ทานตะวันถึงกับสะดุ้งหน้าแดงก่ำ เพราะไม่แค่มือเย็นเฉียบของอาหนุ่มที่เผลอแตะแผ่นหลัง ศีรษะของเขายังชนเข้ากับหลังของเธออีกรอบ คราวนี้ทานตะวันรับรู้สัมผัสเปียกชื้นจากหน้าผากอาหนุ่ม เธอเย็นวาบแทบเข่าอ่อนถึงกับเสียหลักเพราะไม่ทันระวังร่างคะมำเข้าชนกระจกเป็นผลให้ภูมิถลาตามกันไป
ทานตะวันใจเต้นตึกตักทั้งตกใจและประหม่ากับความชิดใกล้อย่างที่ไม่เคยเป็น เพราะตั้งแต่สอบติดมหาวิทยาลัย ภูมิก็ให้เธอไปอยู่หอในตั้งแต่นั้น นานๆ จะกลับมาบ้านสักทีช่วงปิดเทอมแต่ก็แทบไม่ได้เจอภูมิเลย
ส่วนภูมิก็ถึงกับมือสั่น เพราะมือข้างหนึ่งที่กำลังจับซิปอยู่นั้นแทบควบคุมไม่ได้ มืออีกข้างยกเท้ากระจกไว้โดยอัตโนมัติ อกแกร่งทาบทับแผ่นหลังเธอแนบชิดโดยไม่ทันระวัง บางสิ่งบางอย่างที่เหมือนส่วนเกินในร่างกายยังชนเข้ากับบั้นท้ายเธอพอดี
บ้าเอ๊ย! ไอ้ภูมิ!
ภูมิสบถในใจ ยิ่งกลิ่นอายจากไออุ่นของทานตะวันที่ทำให้เขาใจเตลิดเมื่อต้องใกล้ชิดในห้องแคบๆ ขนาดนี้เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายในใจของภูมิยิ่งรับรู้ว่าเขาต้องการเธอเหลือเกิน
“อาภูมิคะ! อาภูมิ!” ทานตะวันร้องบอกเมื่อรู้สึกถึงแรงกดทับเข้ามา เธอรู้สึกร้อนวูบวาบบนใบหน้าจนต้องพรูลมหายใจ ทีแรกคิดว่าภูมิไม่ตั้งใจ แต่เขากลับเหมือนลืมตัว
“อ๊ะ! อาภูมิจะทำอะไรคะ”
เสียงไม่เบานักทำให้ภูมิรู้ตัวว่าเผลอตัวจึงลอบมองสีหน้าเด็กสาวผ่านกระจก แก้มนวลใสกลายเป็นสีชมพูระเรื่อน่าจับจูบชะมัด!
น่ารักแบบนี้สินะถึงทำให้ตื่นตัวง่ายแบบนี้ อาหนุ่มคิดอกุศลในใจแต่มือกำลังพาไปโดยไม่รู้ตัว พอปลดซิปสำเร็จแทนที่จะถอยออกจากห้องมือหนากลับสอดรอบเอวคอดอย่างจงใจ
“งั้นก็จัดการตามที่แกเห็นสมควร แต่บอกไว้ก่อนว่าถ้าแกจัดการเรื่องนี้ไม่ได้อย่าหวังว่าแม่จะยกตะวันให้”ไม่ให้ก็ได้มาแล้วด้วยความเต็มใจของทานตะวันด้วยซ้ำหึ...“ว่าไง”“ผมรู้น่า” ภูมิจำใจรับปากอย่างหงุดหงิด“อีกอย่างที่แม่อยากขอร้องแก”“อะไรอีกครับ”คราวนี้น้ำเสียงภูมิติดรำคาญเล็กน้อย ภาคินีค้อนขวับลูกชายแล้วบอกน้ำเสียงจริงจัง“แม่ขอร้องว่าระหว่างที่ยังไม่ได้จัดงานตบแต่งเป็นเรื่องเป็นราว แกอย่าได้ทำแบบเมื่อคืนนี้อีก แล้วก็อย่าเที่ยวแสดงความเป็นเจ้าของตะวันจนออกนอกหน้าให้ใครรู้”“ได้ไงครับ” ภูมิแย้งทันที“แม่สงสารหลาน ลำพังเป็นกำพร้าก็น่าสงสารพออยู่แล้ว แกอย่าซ้ำเติมตะวันด้วยคำพูดติฉินนินทาของคนอื่นอีกเลย”“แต่ผม....”“แกรักตะวันจริงรึเปล่าล่ะ ถ้ารักก็เชื่อแม่สักครั้ง”ภูมิได้แค่คิดตามจริงสิ...เขาเอาแต่ใจ คิดเอาแต่ได้ ลืมนึกถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของทานตะวันที่เขารักยิ่งดวงใจจริงๆเฮ้อ! ไอ้ภูมิ คนเลว!ภูมิหน้าสลด แต่เมื่อเงยหน้าเจอแววตาคมกริบของมารดา เขาก็ต้องรับปากรับคำ มารดาของเขาเพิ่งหายป่วย คงไม่ดีนักถ้ายังเป็นแบบนี้“ก็ได้ครับแม่ ผมจะพยายาม”“ก็แค่นั้นแหละชอบทำตัวงี่เง่าไม่เข้าเรื่อง
จวงถึงกับลนลานมองนายทั้งสองสลับไปมาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีก็รีบลงไปทันที เพียงคล้อยหลังแม่บ้านเก่าแก่ ภาคินีก็สะบัดตัวออกจากการพยุงของลูกชายเดินตรงไปยังห้องพระ ภูมิถึงกับถอนหายใจก่อนจะเดินตามไปคุกเข่าต่อหน้าพระประธานเคียงข้างมารดาที่นั่งมองภาพบิดาผู้ล่วงลับไปแล้วของเขา ครู่ใหญ่ภาคินีจึงเอ่ยเสียงเรียบราวสะกดกลั้นอารมณ์เต็มที่“สารภาพต่อหน้าพระเดี๋ยวนี้”“สารภาพอะไรครับแม่” ชายหนุ่มถามกลับเสียงอ่อยเมื่อมองสบตามารดาเห็นแววขึ้งโกรธคงอยู่“ก็สารภาพต่อหน้ารูปพ่อแกกับพระท่านว่าที่ทำแบบนั้นกับตะวันว่าแกจริงจังหรือเห็นเด็กเป็นของเล่น”“โธ่! แม่ครับ!” ภูมิอุทาน คิ้วขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดกับคำพูดมารดา “ผมรักตะวันแม่ก็รู้”“รู้ที่ไหน แกไม่เคยบอกสักคำ”“ก็ผม” พ่อเลี้ยงหนุ่มอึกอักพูดไม่ออก “ผมรู้ว่าแม่รู้ อย่ามาบีบผมให้พูดเลย”“ฉันไม่ได้บีบแต่แกเองที่อมพะนำอ้ำอึ้งไม่ชัดเจน”“ก็ผมจะชัดเจนได้ไงในเมื่อตอนนั้นตะวันยังเด็กอยู่”“แต่ตอนนี้ตะวันเป็นผู้ใหญ่แล้ว แกต้องชัดเจน” “ผมก็กำลังชัดเจนอยู่ในแบบของผม” ภูมิแก้ตัวทั้งที่จริงแล้วก็รู้ว่าสิ่งที่ทำเหมือนไม่ให้เกียรติทานตะวัน ซึ่งมารดาของเขาก็ไม่ชอ
“ตะวันรู้ ตะวันขอโทษค่ะคุณย่า ฮืออ” ทานตะวันละล่ำละลักกอดเท้าแนบหน้ากับเท้าผู้มีพระคุณแน่ภาคินีถอนหายใจหนักหน่วง น้ำตาปริ่มตาสงสารเด็กน้อยน่ารักที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออกไม่วาย แต่นางต้องสั่งสอนให้ทานตะวันรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้องถึงแม้คนสองคนรักกันจะไม่ผิด แต่ผิดที่ใจเร็วด่วนได้โดยไม่ทำให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม“หยุดพูดคำว่าขอโทษแล้วตอบย่าว่าทำไมไม่ฟังคำย่าสอน ทำไมไม่รักนวลสงวนตัว” นางถามเสียงเครียดพลางทุบแผ่นหลังบอบบางสั่งสอนหลายครั้ง ถึงไม่แรงแต่มันอาจทำให้คนถูกทุบและตัวต้นเหตุรู้สึกเจ็บได้“แม่ครับ! หยุดตีตะวันสักที” ภูมิยื้อข้อมือมารดาที่เงี้อค้างจ้องตาเขียวปัดมาที่เขา“ปล่อย”“ไม่ครับ” “แม่จะสั่งสอนหลาน” นางว่าพลางเงื้อมือจะทุบต่อ แต่ถูกรั้งไว้อีก “หรือว่าแกอยากโดนแทน”ทานตะวันเห็นสองแม่ลูกยื้อยุดก็โผเข้าคั่นกลาง พยายามปลดมือภูมิออก “ปล่อยมือคุณย่าค่ะอาภูมิ ตะวันผิดไปแล้ว ตีตะวันแต่อย่าโกรธอาภูมิเลยนะคะคุณย่า”“อยากโดนตีใช่ไหม ทานตะวัน!” ภาคินีเอ่ยเสียงเบาลงด้วยความอ่อนใจ“ค่ะคุณย่า”“ได้!”ทานตะวันสะอึกสะอื้นคุกเข่าคลานเข้ากอดขาอย่างจำนนให้ผู้เป็นย่าทุบตี ภาคินี
“มีที่ไหนล่ะครับ ผมนอนคนเดียว”“สภาพแบบนี้เนี่ยนะ”ภูมิที่เพิ่งออกจากห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และกำลังรูดซิปกางเกงยีนส์ขึ้นถึงกับชะงักก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ พบทั้งเสื้อผ้าเกลื่อนพื้น ที่นอนยับยู่ยี่ ผ้าห่มม้วนขยุกขยุยไม่เป็นระเบียบ อีกทั้งกลางที่นอนนั่นชิบหายละ!ชายหนุ่มรู้ว่าที่ถูกไล่ต้อนแบบนี้เพราะมารดากำลังจับพิรุธเขาอยู่ ใจพลันคิดถึงทานตะวัน หวังว่าเธอจะออกไปจากห้องทันก่อนมารดาจะเข้ามา แต่เมื่อเหลือบมองไปทางผ้าม่านประตูระเบียงที่ไหวพะเยิบพะยาบตามแรงลมก็รู้แล้วว่ามีอะไรที่ด้านนอกนั่น“ว่าไง” นางถามย้ำพลางหรี่ตามองจับผิด “ตอบมา ตอบให้ดีๆ ด้วยล่ะ ฉันรอฟัง”ภูมิรู้เลยว่ามารดากำลังฉุนใจขาด ดูจากสรรพนามที่เรียกแทนตัวเองก็รู้“โธ่ แม่ก็รู้ว่าผมนอนดิ้น”“แค่นี้”“ครับ”ภาคินีส่ายหน้าระอาเพราะรู้อยู่แก่ใจ นางเคยถามลูกชายเรื่องความรู้สึกที่มีต่อทานตะวัน แต่คำตอบที่ได้รับกลับไม่ชัดเจน นางร้อนใจไม่อยากให้ทานตะวันตกลงปลงใจกับใครไวนัก อย่างน้อยก็ไม่ใช่เวลานี้ ถึงยังไงเรือล่มในหนองก็ย่อมดีกว่า นางหมายตาทานตะวันไว้ให้แต่ใครจะรู้ใจลูกชายที่เริ่มแก่ หัวดื้อ แถมยังปากหนักนี่สิ!“แกจะทำอะไรก็ให้มันชัด
ให้รู้ซะบ้างว่าทานตะวันเป็นของเขา ใครหน้าไหนอย่าสะเออะเหอะ!ร่างสูงล่ำคล้ำแดดไม่สวมเสื้อผ้ากลับมาทิ้งตัวลงนอนข้างร่างนุ่มโอบกอดเธอไว้ ทานตะวันส่งเสียงงึมงำในลำคอแล้ววาดมือโอบเอวของเขาเช่นกัน เพียงเท่านั้นไฟราคะก็ลุกโชนอีกรอบ ร่างบางถูกรุกรานจากรสสัมผัสและดำกฤษณาต้องโอนอ่อนผ่อนตามไปอีกตามเคยภูมิพินิจดวงหน้าชื้นเหงื่อของหลานสาวที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนสถานะเป็นภรรยาทางพฤตินัยของตนด้วยแววตารักใคร่ เรียวนิ้วไล้พวงแก้มนวลจนอีกฝ่ายรู้ตัวขยับกาย“กี่โมงแล้วคะอาภูมิ”อาหนุ่มยกยิ้มจ้องนาฬิกาข้างฝาผนังแล้วตอบ “เกือบเก้าโมงแล้วจ้ะ หิวรึยัง อาจะได้ทำอะไรให้กิน”“ห๊า! เก้าโมง!”ทานตะวันทะลึ่งพรวดลุกนั่ง สีหน้าเหยเก “ทำไมไม่ปลุกคะ ตะวันต้องรีบไปหาคุณย่า”“เดี๋ยวค่อยไปสายหน่อยก็ได้”“อาภูมิไม่ห่วงคุณย่าเหรอคะ ”“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่อาว่า...”“คุณย่าเป็นแม่อาภูมินะ!” เด็กสาวเสียงขุ่นก่อนลุกพรวดพราดแต่โดนดึงแขนไว้จึงหันกลับมาทำหน้าตูมเสียงเข้ม “ตะวันจะไปหาคุณย่าค่ะ”“อย่าเพิ่งเลยน่า”“เอ๊ะ! อาภูมิทำไมดื้อ”เธอไม่ฟังที่ถูกยื้อ แต่ภูมิโอบเอวไว้ไม่ให้ลุก ทำให้ทานตะวันถึงกับหน้าบึ้งดึงมือออกแล้วผลุบหายเข้าไปใน
“พักนึงแล้ว อานอนไม่หลับเลยออกมาคิดอะไรเพลินๆ ริมระเบียง”“คิดอะไรอยู่เหรอคะ มีตะวันอยู่ในความคิดอาภูมิรึเปล่า” เธอถามหยอกเย้าแต่นึกได้ก็รีบบอก “ตะวันขอโทษที่ละลาบละล้วงค่ะ”“ละลาบละล้วงอะไรกัน”“ก็ที่ถาม”“ตะวันสงสัยว่าอาคิดเรื่องตะวันรึเปล่าน่ะเหรอ”“ค่ะ ตะวันไม่อยากให้อาภูมิรู้สึกผิดที่ทำแบบนี้ ตะวันอยากให้อาภูมิรู้ว่าตะวันเต็มใจ”ภูมินั่งลงข้างเตียงจ้องหน้าเด็กสาวที่ยังผมเผ้ารุงรังเพราะบทรักเมื่อคืน มือหนายกขึ้นลูบพวงแก้มสีชมพูระเรื่อก่อนจะโน้มตัวจูบริมฝีปากบวมเจ่อเบาๆ“อารักตะวัน”“รู้แล้วค่ะ อาภูมิบอกหลายรอบแล้ว”“อาอยากพูดให้ฟังทุกวัน”“ตะวันก็จะรอฟังทุกวัน” เธอตอบยิ้มๆ“ฟังอย่างเดียวไม่พอ ต้องให้อารักทุกวันด้วย”“หา!”ทานตะวันอ้าปากค้างเข้าใจความหมายแฝงในนั้น ภูมิยิ้มกริ่มจูบริมฝีปากอิ่มรวดเร็วอีกครั้งก่อนจะโอบร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน“ตกใจขนาดนั้นเชียว หรือว่าที่อาทำตะวันไม่มีความสุข”“ปะ... เปล่าค่ะ ตะวันมีความสุข... แต่ทุกวันมันเจ็บ”“ทำหลายๆ วัน ไม่นานก็หายเจ็บค่ะ” อาหนุ่มพูดสองแง่สองง่าม ในขณะที่เด็กสาวถึงกับหน้าแดงซ่าน“อาภูมิทะลึ่ง|“แน่ะ ว่าอาอีกแล้ว เอาเถอะอาไม่แกล้งแล้ว
เธอร้องเสียงหลงเหลียวหาคนช่วยแต่ถนนยามดึกเปลี่ยวจนน่าใจหาย ไม่มีรถแม้สักคันติดไฟแดงหรือผ่านไปมา ภูมินึกโมโหจนต้องตวาด“หยุดเดี๋ยวนี้! ร้องยังกะวัวถูกเชือดไปได้ อาไม่ได้จะพาไปฆ่าสักหน่อย”“อาภูมิไมได้ฆ่าให้ตายแต่อาภูมิจะฆ่าตะวันทั้งเป็นรู้ตัวรึเปล่าคะ” เธออุทธรณ์น้ำตาท่วมแก้ม“อาฆ่าตะวันทั้งเป็นตรงไ
เธอตัดสินใจผลักอาหนุ่มเต็มแรงจนร่างหนาเซชนกระจกฝั่งคนขับ ศอกชายหนุ่มสัมผัสโดนปุ่มกระจกเต็มแรง หน้าต่างฝั่งคนขับเลื่อนลงโดยอัตโนมัติ ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “คุณ... คุณ”“อย่ายุ่งน่า ใครวะ!” ภูมิสบถหันขวับไปมองถึงกับเบิกตาค้าง “เฮ้ย! ตำรวจ!”“ก็ตำรวจสิครับ” นายตำรวจหนุ่มถอนหายใจเฮ
ทานตะวันอาศัยทีเผลอเปิดล็อคประตูรถจะก้าวลงไป มือหนาๆ ของเขาก็คว้าข้อมือเธอไว้แล้วกระชากกลับก่อนจะปิดล็อคจากฝั่งตัวเอง“เจ็บนะคะ!” เธอร้องบอก“เจ็บก็ดีแล้ว กล้าดียังไงดื้อกับอาแบบนี้ ลงไปเกิดอันตรายจะทำยังไง”“อยู่ที่นี่ก็อันตรายพอกันแหละค่ะ” เธอตอบพลันน้ำตาก็หยาดหยด “โอ๊ย! ตะวันเจ็บค่ะอา”ภูมิกัดฟั
ทานตะวันผงะกับถ้อยคำประหลาด หัวใจเธอพองโตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ภูมิมีศักดิ์เป็นอาส่วนเธอมีฐานะเป็นเพียงหลานบุญธรรมของคุณภาคินีมารดาของภูมิ เธอไม่กล้าแม้แต่จะอาจเอื้อมคิดเผยอเทียบเคียงกับเขาได้เลย“อา... คือว่า... อา”ภูมิตั้งท่าจะสารภาพความรู้สึกกับทานตะวัน ถึงยังไงเขาก็ไม่ปล่อยให้เธอเป็นของใคร







