LOGINลิปดาอยู่ในห้องน้ำสักพัก เสียงทุ้มของมาร์คดังทะลุประตูเข้ามา
“เสื้อผ้าของคุณผมให้คนจัดซื้อมาเรียบร้อยแล้ว อยู่ข้างนอกนะ ถ้าอยากอาบน้ำก็ไปเปลี่ยนได้เลย”
เขาตะโกนบอก ก่อนจะเดินออกไปยังห้องน้ำอีกห้องหนึ่ง
ลิปดาเบิกตาเมื่อก้าวออกมา เห็นชุดเดรสสีหวานหลายชุดวางเรียงรายอยู่ ชุดชั้นในยกทรงที่พอดีกับไซส์ของเธออย่างประณีต ดูแล้วชัดเจนว่าเขาใส่ใจในรายละเอียดของเธอมากกว่าที่เธอคิด
เธอถอนหายใจเบา ๆ ในใจ
“จริง ๆ เขาก็ไม่ได้ดูเลวร้ายนะ…ถ้าเราจะรักเขา แต่เขาเป็นมาเฟีย…คงเห็นผู้หญิงเป็นของเล่นไปแล้วล่ะมั้ง”
ลิปดาเลือกชุดเดรสหนึ่งชุด พลางหยิบขึ้นมา ก่อนจะก้าวไปอาบน้ำ ปล่อยให้ความคิดสับสนปะปนกับความอบอุ่นเล็ก ๆ จากความใส่ใจของเขา
หลังจากอาบน้ำเสร็จ ลิปดาเดินไปยัง โต๊ะอาหาร ที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อย
“เชิญค่ะคุณผู้หญิง”
เสียงสุภาพของหลิง แม่บ้านวัยกลางคนดังขึ้น ทำเอาลิปดาอดอมยิ้มไม่ได้
“ป้าค่ะ เรียกลิปดาก็ได้ค่ะ ไม่ต้องคุณผู้หญิงอะไรเลย”
หลิงพยักหน้า แต่ยังไม่ทันได้ตอบอะไร มาร์คก็ตัดบทขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เร่งรีบเล็กน้อย
“นั่งเถอะ ทานข้าว ผมหิวแล้ว”
ลิปดาหันขวับมามองเขา พร้อมสายตาค้อนใส่ ก่อนจะนั่งลงรอให้แม่บ้านตัก ข้าวต้มกุ้ง ให้เธอ
เธอมองอาหารนิ่งไปสักพัก จนมาร์คสังเกตเห็น
“เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่ทานล่ะ”
น้ำเสียงเขาแฝงความเป็นห่วง
ลิปดาก้มหน้าเล็กน้อย
“เอ่อ…ฉันแพ้กุ้งค่ะ”
มาร์คพยักหน้าแล้วหันไปพูดกับป้าหลิงอย่างใส่ใจ
“ป้าครับ เดี๋ยวช่วยทำข้าวต้มหมูให้คุณผู้หญิงหน่อยนะครับ”
“ได้ค่ะคุณผู้ชาย”
ลิปดาส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ ป้าค่ะ เดี๋ยวลิปดาทานขนมปังกับนมก็ได้ ไม่ต้องลำบาก”
หลิงยิ้มอ่อน
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ลำบากเลย รอสักครู่นะคะ”
มาร์คมองลิปดาอย่างเอ็นดู
“อยู่ที่นี่ไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะคุณคือผู้หญิงของผม ทุกคนต้องเกรงใจคุณ”
ลิปดาเบี่ยงหน้า
“ผู้หญิงของคุณ…คนที่เท่าไหร่ค่ะ ฉันไม่ได้อยากต้องใช้ผู้ชายร่วมกับใคร”
เขายิ้มมุมปาก ท่าทีมั่นใจ
“แล้วคุณมีสิทธิ์เลือกขนาดนั้นหรือ…หึ”
เธอสบตาเขา รู้ดีว่าสถานะของเธอไม่มีสิทธิ์จะเลือก
ลิปดาลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร เดินไปยังมุมห้องนั่งเล่น
ทันใดนั้น เสียง
“เหมียว เหมียว” ดังขึ้น แมวสีน้ำตาลตัวโตวิ่งมาหาเธออ้อน ๆ ที่เท้า
เธอก้มลง เกาคางมันเบา ๆ
“เป็นแมวที่นี่เหรอ ชื่ออะไรนะ ทำไมตัวอ้วนตุ่นจังเลย น่ารักจัง เหมียว ๆ”
สายตาของลิปดาอบอุ่นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และแม้แต่มาร์คเองก็อดยิ้มตามไม่ได้
“แมวผมเองครับ ชื่อบรูโน่ ตัวผู้ด้วยนะ คงชอบสาว ๆ อย่างคุณ”
ลิปดาเหลือบตามองเขาอย่างครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย
“บรูโน่มาหาพ่อมา มานี่ พ่อจะแนะนำให้รู้จักแม่ มา ๆ”
บรูโน่กระโดดขึ้นมานอนม้วนตัวบนตักของลิปดา เธอ
ลิปดาหัวเราะเบา ๆ เมื่อบรูโน่ปีนขึ้นมานอนบนตักเธอเหมือนหวงแหนเจ้าของใหม่
“รู้งานซะด้วยนะ บรูโน่…เจ้าเล่ห์ไม่เบาเลยเรา”
มาร์คยืนกอดอกพิงขอบประตู มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาแฝงความพอใจ มุมปากยกยิ้มทุ้มต่ำเอ่ยออกมา
“ก็คงเหมือนพ่อของมันนั่นแหละ…เจ้าเล่ห์แสนกล”
ลิปดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของชายตรงหน้าทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ความร้อนแล่นขึ้นแก้มจนต้องรีบก้มหน้าลงลูบหัวแมวกลบเกลื่อน
“คุณว่าอะไรนะ”
เขาถามย้ำ
“ฉันหมายถึงแมวนะ…ไม่ได้พูดถึงคุณสักหน่อย”
มาร์คหัวเราะเบา ๆ เดินเข้ามาใกล้ ก้มตัวลงลูบหัวบรูโน่ที่ซุกอยู่บนตักเธอ มือใหญ่เกือบจะสัมผัสปลายนิ้วเธอโดยบังเอิญ
“ผมสิ…อยากให้คุณพูดถึงผมมากกว่าเจ้าแมวนี่อีก”
เสียงทุ้มใกล้หูทำให้ลิปดาชะงัก เธอขยับตัวเล็กน้อยอย่างทำตัวไม่ถูก ขณะที่บรูโน่ส่งเสียงครางเบา ๆ ราวกับชอบใจที่ได้เป็นสะพานเชื่อมสองคนเข้าใกล้กันมากขึ้น…
“เนอะบรูโน่เนอะ ต่อจากนี้ไม่เหงาแล้วสิมีแม่มาอยู่เป็นเพื่อนแล้ว
เขาพูดพร้อมรอยยิ้มกวน ๆ สายตาคมยังคงจับจ้องเธอไม่วางตา
บรูโน่ร้องเหมียวเบา ๆ ราวกับกำลังสนับสนุนให้ทั้งคู่ใกล้กันมากขึ้น
ลิปดาก้มหน้ามองแมวในตัก ก่อนตอบกลับทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความขี้เล่น
“บรูโน่คงมีแม่หลายคนสินะ…งั้นลิปดาเป็นพี่สาวบรูโน่น่าจะดีกว่า”
มาร์คเลิกคิ้ว หัวเราะในลำคอแผ่ว ๆ แต่คำตอบกลับแฝงแววไม่พอใจชัด
“ทำไม…เป็นแม่บรูโนนี่ลำบากมากหรือไง? ถ้าไม่อยากเป็นก็ส่งมันมา ผมไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้มันถ้าไม่รักจริง บรูโน่มานี่…มาหาพ่อมา”
น้ำเสียงจริงจังปนหงุดหงิดทำให้บรรยากาศตึงขึ้นทันที ลิปดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา สะบัดปากเบา ๆ
“มาเฟียบ้าอะไร…เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เอาใจไม่ไหวหรอก”
ทันใดนั้น เสียงของนายทิตย์ดังขึ้นจากทางประตู ทำลายบรรยากาศตรงหน้า
“คุณมาร์คครับ…มีสิ่งลุกล้ำเข้ามาในเขตแดน จะให้จัดการเลยไหมครับ?”
แววตาคมวูบแข็งกร้าวขึ้นทันที ริมฝีปากที่เมื่อครู่ยังมีรอยยิ้มกลับกลายเป็นเย็นชา
“เก็บมันได้เลย…ถ้าเอาไว้ มันก็จะกลับมารุกล้ำอีก”
“ครับคุณมาร์ค”
นายทิตย์รับคำสั้น ๆ ก่อนถอยออกไป
คำพูดเย็นเฉียบนั้นทำให้เลือดในกายลิปดาแทบเย็นเฉียบ เธอเผลอกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ใบหน้าซีดเผือด ความคิดตีกันวุ่นวายในหัว
“นี่เขาสั่งเก็บคนได้ง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือ…โหดเหี้ยมขนาดนี้ ไม่รู้จักบาปบุญเลยสักนิด ถ้าเราทำให้เขาไม่พอใจวันหนึ่ง…เขาอาจสั่งเก็บเราเหมือนกันก็ได้”
“ลิปดา…ลิปดา!”
เสียงทุ้มเรียกซ้ำเมื่อเห็นเธอเหมือนเหม่อลอยไปไกล
“คะ…ค่ะ?” เธอสะดุ้งเฮือก ขานรับทั้งที่เหงื่อซึมออกเต็มหน้าผาก
มาร์คขมวดคิ้ว สายตาคมกริบเปลี่ยนเป็นแฝงความห่วงใย เขาขยับเข้ามานั่งใกล้ เอื้อมมือจะสัมผัสหน้าผากเธอ
“ทำไมหน้าซีด…ไม่สบายรึเปล่า?”
เธอรีบถอยหนีโดยไม่ทันคิด ทำให้เขาชะงักค้างไปชั่ววินาที แววตาเจือบาดแผลบางอย่าง
“นี่รังเกียจผม…ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ลิปดารีบส่ายหน้า มือกำชายกระโปรงแน่น
“ปะ…เปล่าค่ะ ฉันแค่…ตกใจ”
“ตกใจอะไร? ผมแค่จะวัดอุณหภูมิเท่านั้นเอง” น้ำเสียงของเขาอ่อนลง แต่ยังมีเงาไม่พอใจซ่อนอยู่
“ฉะ…ฉันไม่เป็นอะไรจริง ๆ ค่ะ” เธอตอบตะกุกตะกัก ก้มหน้าหลบตาคม
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่น เสียงแม่บ้านดังขึ้นช่วยตัดความตึงเครียด
“คุณผู้หญิงค่ะ…ข้าวต้มเสร็จแล้วค่ะ ป้าเตรียมไว้ที่โต๊ะ”
ลิปดารีบฉวยโอกาสนั้น ปลีกตัวลุกขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน เดินหนีเข้าไปในครัวโดยแทบไม่กล้าหันกลับมามองสายตาของมาเฟียหนุ่มที่ยังจับจ้องแผ่นหลังเธออยู่อย่าง งง งง…
“เป็นอะไรทำไมต้องกลัวเราขนาดนั้นนะลิปดา”
งานวิวาห์ลิปดา&มาร์คบ้านพักตากอากาศที่เขาใหญ่ ท่ามกลางสายลมเย็นและหมอกบาง ๆ ที่ค่อย ๆ ลอยละล่องอยู่เหนือยอดไม้ งานแต่งงานของลิปดาและมาร์คถูกจัดขึ้นอย่างงดงามในสวนกุหลาบสีขาวที่กลีบดอกบานสะพรั่งเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึ่งผสมผสานกับบรรยากาศที่เขียวชอุ่ม ทำให้ทุกคนที่เข้ามารู้สึกสงบและอบอุ่นไปพร้อมกันพิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมาย คุณปู่ของมาร์คยืนอยู่ด้านหน้า มองหลานชายและหลานสะใภ้ด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม พ่อแม่ของลิปดาก็ยืนอยู่ข้าง ๆ ส่งรอยยิ้มเต็มใบหน้าให้กับทั้งคู่คู่บ่าวสาวสวมชุดที่หรูหราสมกับทายาทธุรกิจหมื่นล้าน มาร์คสวมสูทสีเข้ม ตัดกับผ้าไหมขาวบริสุทธิ์ของลิปดา ทำให้เธอดูสง่างามและงดงามดั่งเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากเทพนิยายยี่หวาและพอล แก้มบุ๋มและกริช รวมถึงคุณปัญญาเลขา และเพื่อน ๆ แขกผู้มีเกียรติอีกมากมาย ต่างยืนจับมือ ส่งยิ้มอย่างอิ่มเอม พวกเขามองคู่บ่าวสาวด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรักและความยินดี“คู่บ่าวสาว สวยหล่อเหมาะสมกันมาก”“เจ้าสาวสวยเหมือนดาราเลย”“เจ้าบ่าวหล่อจนฉันอยากเป็นเจ้าสาวเสียเอง”“วาสนาเจ้าสาวมากได้สามีหล่อ”“อิจฉาเจ้าบ่าวเจ้าสาวสวยยังกะนางฟ้า”"เมื่
ฝนเริ่มตกปรอย ๆ บรรยากาศเงียบสงบ ยี่หวาที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เธอเดินขึ้นเตียงที่พอลนอนรอเธออยู่ด้วยความหวัง“ยี่หวา ที่นี่อากาศดีจังเลย มาให้พี่กอดหน่อยสิครับ”“ให้กอดได้ค่ะ อยากกอดนานขนาดไหนก็ได้หมดเลย”พอลยิ้มแล้วดึงร่างเธอเข้ามาใกล้“แล้วถ้าพี่ขออย่างอื่น จะได้ไหม”ยี่หวายิ้มบางก่อนจะเอ่ย“ก็ต้องบอกมาก่อนว่าจะขออะไร”ยี่หวาพูดพร้อมสบตาเขา เธอพอจะรู้คำตอบ เมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์“ก็จะขอ...ทำลูกสะหน่อย”เขาพูดพลางขยับอ้อมกอดแน่น“เดี๋ยวก่อนค่ะ...มีอะไรจะบอกค่ะ”พอลเลิกคิ้ว“อะไรครับ... พูดแบบนี้พี่ใจไม่ดีนะ”“รอบเดือนมาเมื่อครู่ค่ะ… เสียใจด้วยนะคะพี่พอล”พอลทำหน้าตกใจเล็กน้อย“โหย… ยี่หวา ทำไม.... ทำไมต้องเป็นพี่ด้วยที่มีแต่อุปสรรค”ยี่หวาพยักหน้าเบา ๆ“ช่วยไม่ได้ค่ะ”พอลยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางกระซิบ“งั้นพี่จะขอฝ่าไฟแดงนะ...ได้ไหม?”ยี่หวาหัวเราะเบา ๆ แต่หัวใจกลับอบอุ่นไปด้วยความใกล้ชิด“ไม่ได้ค่ะ ต้องรอให้หมดรอบเดือนก่อน เพราะมันไม่สะอาดนะคะ”“รออีกกี่วันอ่า… พี่จะอดใจไม่ไหวแล้วเนี่ย”“มาค่ะ มานอนกอดกันให้อุ่นดีกว่า เรารักกันแบบมองข้ามเรื่องเซ็กส์ไปก่อนเนอะ”“ใครจะมองข้ามก็มองไป ส่วนพี่
แสงอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ ลับขอบเขา อุณหภูมิลดลงจนไอหนาวเริ่มล้อมรอบบ้านพักตากอากาศเสียงจิ้งหรีดแผ่วเบาปะปนกับเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนที่กำลังช่วยกันจัดโต๊ะอาหารตรงลานหน้าบ้านหลอดไฟเล็ก ๆ ถูกแขวนเรียงเป็นสายเหนือศีรษะ แสงไฟสีส้มอ่อนส่องกระทบไอหมอกบาง ๆ ที่ลอยคลอเคลียอยู่รอบตัว ราวกับเพิ่มประกายให้ค่ำคืนนี้มีมนตร์เสน่ห์ยิ่งขึ้น“แก้วนี้เพื่อมิตรภาพของพวกเรา!”กริชพูดพลางยกแก้วขึ้น เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมเสียงแก้วกระทบกันเบา ๆกลิ่นอาหารปิ้งย่างลอยแตะจมูก ลิปดานั่งย่างเห็ดร้อน ๆ ให้ทุกคน ส่วนมาร์คนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ คอยยื่นผ้าคลุมไหล่ให้เมื่อเห็นว่าเธอสั่นหนาวเล็กน้อย“อากาศเย็นแบบนี้ ต้องอยู่ใกล้เตาไฟหน่อยครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย”เสียงของมาร์คอ่อนโยนจนลิปดาเผลอยิ้ม เธอพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวพิงไหล่เขาอย่างอาย ๆรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงเพลงเบา ๆ จากลำโพง เสียงพูดคุยหยอกล้อของเพื่อน และกลิ่นหอมของอาหารที่อบอวลอยู่ในอากาศทั้งหมดนั้นผสมกันเป็นภาพของ “ความสุขเรียบง่าย”แก้มบุ๋มหันไปยิ้มให้กริช“หนาวจังเลย แต่ไฟตรงนี้อบอุ่นมาก”“อุ่นเพราะนั่งใกล้ผมหรือเปล่าครับ”กริชหัวเราะ พลางเอื้อมมือไป
สายหมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดไม้ กลิ่นดินชื้นหลังฝนตกเมื่อคืนแตะจมูกเบา ๆ บ้านพักตากอากาศตั้งอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีของเขาใหญ่ปลายฝนต้นหนาว...อากาศเย็นพอดี แสงแดดยามเช้าทาบลงบนพื้นหญ้าเป็นประกาย เหล่าเพื่อนสนิทยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ พลางมองทิวเขาไกล ๆ ด้วยรอยยิ้ม“บรรยากาศยามเช้าดีมากเลยนะ ไอ้มาร์ค”กริชพูดพลางวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้“ยิ่งตอนเย็น ตอนพระอาทิตย์ตกท่ามกลางไอหมอก บอกเลย...ฟินสุด ๆ เมื่อคืนพวกเรามาถึงดึกไปหน่อยเลยพลาดวิวไป”มาร์คเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ“พี่พอลหลับสบายไหมครับเมื่อคืน?”มาร์คถามขึ้นในฐานะเจ้าบ้าน“หลับเป็นตายเลย พี่ง่วงมาก”พอลตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง“แสดงว่าเมื่อคืนไม่มีใครได้ทำกิจกรรมเลยสิ มัวแต่หลับกันหมด ฮ่า ๆ”กริชแซวเสียงดัง จนทุกคนหัวเราะตาม“คืนนี้คงต้องจัดให้สมกับบรรยากาศเป็นใจ ว่าแต่...ฝนจะตกไหมมาร์ค?”“ตกครับ บรรยากาศดี เป็นใจกับทุกคนเลย...ยกเว้นผม หมอห้าม”มาร์คพูดติดตลก“เอ็นดูมึงจริง ๆ ว่ะ มาร์ค ฮ่า ๆ ๆ”กริชหัวเราะลั่น“แต่กูมีความสุขมากนะเว้ย...กูมีลูกน้อย รอวันที่เขาจะออกมาลืมตาดูโลก”“พี่ยินดีด้วยจริง ๆ พี่ก็จะได้มีหลานกับเขาแล้ว”พอลพูดพลางตบบ่
มาร์คขับรถพุ่งไปตามถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นและโคลนจากฝนที่ตกพรำ เขาไม่มองสิ่งรอบข้าง มีเพียงภาพโครงการบ้านริมน้ำที่ไฟลุกโชนอยู่ในสมองเมื่อมาถึง หน้างานเต็มไปด้วยกลุ่มคนงานที่วิ่งวุ่น แสงไฟสีส้มแดงกะพริบสะท้อนควันหนาทึบ มาร์คกระโดดลงจากรถทันที ร่างสูงเหยียบพื้นดินอย่างมั่นคง แม้ควันจะร้อนจนแทบหายใจไม่ออกมาร์คมองเข้าไปในอาคารที่ไฟกำลังลุกโชน เปลวไฟสีส้มแดงสะท้อนบนตัวบ้าน“คุณปัญญา คนงานติดอยู่กี่คน?”“เจ็ดคนครับคุณมาร์ค ตอนนี้นักดับเพลิงกำลังเร่งช่วยเหลืออยู่”เสียงนายปัญญาเลขาตอบอย่างร้อนรนสายตาของมาร์คจับจ้องไปที่เงาของคนงานบางส่วนที่ติดอยู่ในอาคารหัวใจเขาเต้นแรง แต่สายตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว“ผมจะเข้าไปใกล้ ๆ เผื่อมีใครออกมา จะได้ช่วยส่งต่อให้กับหน่วยกู้ภัย”"ไปพวกเราไปช่วยคุณมาร์ค"นายปัญญาสั่งเหล่าลูกน้องและบอดี้การ์ดมาร์คก้าวเท้าเข้าไปท่ามกลางควันหนาและเปลวไฟ เสียงกรีดร้องเบา ๆ ของคนงานดังแทรกอยู่ในความมืดมือของมาร์คมั่นคงและรวดเร็ว เขาช่วยดึงคนงานออกมาทีละคนจากนักดับเพลิง แล้วส่งต่อให้ทีมกู้ภัยจนแน่ใจว่าทุกคนออกมาอย่างปลอดภัย“ทั้งเจ็ดคนปลอดภัยทุกคนใช่ไหมครับ?” เข
คฤหาสน์ตระกูล วิวัฒน์วงศ์พานิชเสียงเครื่องยนต์ของรถหรูเงียบลงเมื่อรถจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ใหญ่โอ่อ่า ประตูไม้แกะสลักหรูหราถูกเปิดออกท่ามกลางสวนสวยที่จัดไว้อย่างประณีตมาร์ครีบอ้อมมาเปิดประตูรถให้หญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ ด้วยท่าทีสุภาพ“เชิญครับ คุณผู้หญิง”เขาว่าพลางแกล้งยิ้มแซวเบา ๆลิปดาเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะก้าวลงจากรถอย่างสง่างามโดยไม่พูดอะไร รอยยิ้มยังไม่ปรากฏบนใบหน้าเพราะเธอยังโกรธเขาอยู่“คุณลิปดามาแล้วค่ะคุณท่าน”เสียงแม่บ้านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมไม่นาน ชายชราในชุดผ้าแพรสีอ่อนก็ปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น“อ้าว... ลิปดามาหาปู่แล้วเหรอ ดีใจจังเลยหลานสะใภ้ปู่”“สวัสดีค่ะคุณปู่”เธอกล่าวเสียงสุภาพพร้อมยกมือไหว้“เอ้อ ๆ มานั่งก่อนลูก มานั่งก่อน”น้ำเสียงของคุณปู่เต็มไปด้วยความเอ็นดู“ปู่ขอบใจหนูมากนะที่ยังนึกถึงคนแก่ อุตส่าห์มาหาปู่วันนี้”ลิปดายิ้มบาง ๆ“ต้องมาสิคะ ลิปดาต้องมาเยี่ยมคุณปู่อยู่แล้ว”คุณปู่หัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ“ปู่อยู่คนเดียวก็เหงา มีหลาน ๆ มาเยี่ยมปู่ดีใจมาก ๆ”“ลิปดาไม่ปล่อยให้คุณปู่เหงาหรอกค่ะ”“หลานสะใภ้ปู่ช่างน่ารักเสมอ อ่อเห็นเจ้ามาร์คบอกว่าหนูตั้งครร
ลิปดายังคงกัดพิซซ่าอยู่ช้า ๆ เคี้ยวอย่างใจลอย สายตาเธอมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีสายฝนโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง หยดน้ำฝนไหลลู่ตามกระจกเป็นทางยาว คล้ายกำลังเต้นระบำอยู่ท่ามกลางแสงไฟนวลอ่อนในห้องส่วนมาร์ค มือหนึ่งถือพิซซ่า อีกมือกอดเอวเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ดวงตาคมเข้มของเขาจ้องมองเธอไม่วางตา จนลิปดาเร
“คุณไม่เข้าใจ… ฉันกลัว ฉันไม่อยากเจ็บไปมากกว่านี้ คุณเป็นมาเฟีย คุณมีผู้หญิงมากมาย…ฉันไม่อยากเป็นแค่คนที่ถูกดึงเข้าไปในโลกของคุณเพียงเพื่อความต้องการเรื่องอย่างว่า โดยไม่มีความผูกพันแห่งรัก แล้ววันหนึ่งฉันก็ถูกทิ้งไปลิปดาพูดพร้อมถอนหายใจวันนี้แค่คุณต้องการฉัน คุณก็พูดให้สวยหรูแค่ไหนก็ได้ แต่หากวั
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 7.30 น.หรูแล่นออกจากเขาใหญ่ ผ่านถนนที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ต้นไม้สีเขียวชอุ่มสองข้างทาง ลิปดานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง รู้สึกสงบและสบายใจอย่างประหลาด“คุณทานมื้อเช้าก่อนนะ”เสียงเขายื่นกล่องแซนด์วิชให้เธอ ลิปดาสบตาเขาเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าแล้วรับ
ทันใดเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกลางห้องเงียบสงัดลิปดามองหน้าจอ ก่อนรีบกดรับเมื่อเห็นชื่อที่คุ้นเคย“ฮัลโหล... ลิปดาอยู่ที่ไหน ทำไมขาดการติดต่อไปเลยล่ะ”เสียงหวานของแก้มบุ๋มดังลอดปลายสาย เต็มไปด้วยความห่วงใยหัวใจลิปดาอบอุ่นขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงเพื่อนรัก &ldquo







