เข้าสู่ระบบ
7 ปีก่อน
คืนนี้เป็นวันฉลองเปิดผับใหม่ ชื่อว่า V.K.T. Pub (วี.เค.ที. ผับ) ซึ่งทิศเหนือและเพื่อนสนิทอีกสองคนในวัยสิบเก้าปี ได้ร่วมหุ้นกันเปิดสถานบันเทิงแห่งนี้ด้วยกัน
นักศึกษาหนุ่มหล่อทั้งสามคนนั่งดื่มน้ำสีอำพันอยู่บนห้องทำงานของผับ ตั้งแต่หลังเลิกเรียนจนกระทั่งปิดให้บริการ ก็ได้เวลาแยกย้ายกันกลับไปนอนพัก เพราะพรุ่งนี้ยังมีเรียนแต่เช้า
“ไอ้ทิศเหนือ มึงกลับไหวไหมวะ”
วิคเตอร์เอ่ยถามเสียงยาน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของคิณ
“ถ้าไม่ไหวก็จอดรถทิ้งไว้ที่นี่ก็ได้นะเว้ย เดี๋ยวกูแวะไปส่ง”
“ไหว ๆ กูไม่ได้เมา”
ทิศเหนือเอ่ยตอบอย่างมั่นใจ ขณะนั่งควบรถบิ๊กไบค์สีเขียวมะนาวตัดดำ ราคาหนึ่งล้านสองแสนกว่าบาท มือหนาหยิบหมวกกันน็อกมาสวมลงบนศีรษะเสร็จก็สตาร์ตเครื่องยนต์ แล้วบิดคันเร่งออกจากที่จอดรถส่วนตัวด้านหลังผับทันที
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะทำทรงปากเก่งไปอย่างนั้น เพราะค่อนข้างเมาหนักตั้งแต่เหล้าขวดที่สามลดลงไปครึ่งขวด แต่ก็ฝืนดื่มกับเพื่อนต่อจนหมด พอขี่รถบิ๊กไบค์อยู่บนถนนได้สักสิบนาที เปลือกตาที่หนักอึ้งก็พลันปิดลง
โครม!
ทิศเหนือไม่รู้ตัวเลยว่ารถมอเตอร์ไซค์สุดเท่ของเขาที่ขี่มาดี ๆ ได้เสียหลักพุ่งชนแม่ค้าขายปลาหมึกย่างคนหนึ่งที่กำลังเข็นรถอยู่ข้างทางเพื่อกลับเข้าบ้าน
นักท่องเที่ยวบางส่วนกำลังออกจากร้านเหล้าในระแวกนั้นผ่านมาเห็นก็พากันจอดรถรีบเข้ามามุงดู บางคนก็โทรเรียกรถฉุกเฉินให้มารับผู้บาดเจ็บ
ร่างของคนหมดสติทั้งสองคนถูกหามขึ้นรถฉุกเฉินคนละคัน มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด
.
ทิศเหนือฟื้นขึ้นมาในช่วงสายของวัน เขาปรือดวงตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย ปวดศีรษะจากอาการเมาค้าง พอภาพตรงหน้าชัดขึ้นก็พลันรับรู้ได้ว่าไม่ใช่ห้องนอนของตน จึงหันไปมองโดยรอบ ดวงตาคมเห็นผู้เป็นพ่อนั่งอยู่บนโซฟา แล้วท่านก็เอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงเรียบ แววตาตำหนิ
“ฟื้นได้สักทีนะ รู้ตัวไหมว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น”
ฉัตรพลลุกออกจากโซฟา ก้าวเข้าไปยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทิศเหนือเห็นมือของตัวเองมีสายให้น้ำเกลือติดอยู่ ขณะหายใจก็ปวดร้าวบริเวณหน้าอก จึงเอ่ยถาม
“นี่โรงพยาบาลเหรอครับ แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“เหล้ามันไปล้างสมองของแกหมดแล้วรึไง เมื่อคืนแกขับรถชนคน จำไม่ได้เลยเหรอ”
“ชนคน?” แววตาของทิศเหนือวูบไหว ก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วคนถูกชนเป็นยังไงบ้างครับ”
“ตายแล้ว”
คนเป็นพ่อเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากลับทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของลูกชายเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากอก ใบหน้าของทิศเหนือซีดเผือด รู้สึกชาไปทั้งตัว หัวสมองอื้อไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
เหตุการณ์ในครั้งนี้คนเมามีเพียงรอยถลอกตามตัวและเจ็บหน้าอกเนื่องจากกระดูกซี่โครงร้าว แต่ทว่าร่างของแม่ค้าปลาหมึกย่างได้กระแทกเข้ากับเสาไฟฟ้าอย่างรุนแรง ทำให้มีเลือดออกในช่องท้องปริมาณมาก อาการค่อนข้างวิกฤต และได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนคืนเมื่อช่วงเช้าตรู่
ขณะที่ทิศเหนือนิ่งไปครู่หนึ่ง ประตูห้องพักผู้ป่วยพิเศษก็มีเสียงเคาะจากด้านนอก ก่อนจะมีตำรวจสองนายเปิดประตูเดินเข้ามา
“ขออนุญาตสอบปากคำนายธนาเศรษฐ์ พิมุกต์มนตรีครับ”
ตำรวจนายหนึ่งเอ่ยขึ้น ทิศเหนือก็หันไปมองพ่อของเขาที่กำลังพยักหน้าลงเพื่ออนุญาตแก่ตำรวจสองนายนั้น ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปนั่งที่โซฟา ปล่อยให้เขาถูกสอบปากคำอยู่นานสองนานจนได้ข้อสรุป
“คุณจะถูกตั้งข้อหาขับรถขณะเมาสุรา จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกสามถึงสิบปี ปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทไปจนถึงสองแสนบาท และจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ แต่คุณจะมีสิทธิ์ยื่นขอประกันตัวในชั้นศาลด้วยวงเงินหนึ่งแสนห้าหมื่นถึงสองแสนบาท”
คิ้วของทิศเหนือขมวดเข้าหากันเป็นปม ขณะขบกรามแน่นข่มกลั้นความเจ็บปวดที่กัดกินใจอย่างแสนสาหัส แม้แต่หายใจเข้าออกอาการเจ็บหน้าอกก็ยังคอยย้ำเตือนถึงความผิดที่เขาได้กระทำลงไปเพราะความเมา ทนฟังตำรวจนายหนึ่งเอ่ยถึงข้อกล่าวหาที่เขาสมควรได้รับจนจบ ผู้เป็นพ่อก็ลุกออกจากโซฟา เดินเข้ามาหาพนักงานสอบสวน
“ผมขอเวลาสักครู่ เชิญไปคุยกันข้างนอกหน่อยครับ”
ทิศเหนือมองแผ่นหลังของบิดาเดินออกไปพร้อมกับตำรวจทั้งสองนายด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะล้มตัวลงนอนหนุนหมอนอย่างเชื่องช้าใบหน้าหมดอาลัยตายอยากเงยมองฝ้าเพดา ในหัวเอาแต่คิดว่าทำไมคนที่ตายไม่เป็นเขา ทำไมถึงต้องเป็นผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ผู้เป็นพ่อก็กลับเข้ามาในห้อง พร้อมกับบอกว่าเขาจะไม่ถูกฝากขังระหว่างรอขึ้นศาล เพราะต้องรักษาตัวจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
*
*
สองวันต่อมาทิศเหนือก็ได้ออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้าน และต้องหยุดเรียนเป็นเวลาสองอาทิตย์ตามคำสั่งของแพทย์ แม้แต่งานบำเพ็ญกุศลของผู้เคราะห์ร้ายเขาก็ไม่มีโอกาสได้ไปกราบขอขมา แต่ทว่าผู้เป็นพ่อก็ได้รับเป็นเจ้าภาพจัดการให้ทุกอย่างจนแล้วเสร็จ
เย็นวันเดียวกันพ่อของเขาก็ได้จูงมือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อายุก็น่าจะอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้น เดินเข้ามาในคฤหาสน์พร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้า แล้วพามาแนะนำให้ทิศเหนือที่กำลังนั่งเล่นเกมในโทรศัพท์แก้เบื่อในห้องนั่งเล่นได้ทำความรู้จักกัน
“นี่พี่ทิศเหนือ ต่อไปจะเป็นพี่ชายของหนู”
ฉัตรพลเอ่ยกับเด็กสาวใบหน้าจิ้มลิ้ม ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งกว่าตอนพูดกับลูกชายตัวเองเสียอีก
“สวัสดีค่ะพี่ทิศเหนือ”
หนูนายกมือไหว้ด้วยสีหน้าหงอย เนื่องจากความเสียใจจากการสูญเสียมารดายังไม่จางหาย อีกทั้งไม่คุ้นเคยทั้งสถานที่ และก็คนในบ้านหลังนี้
ทิศเหนือพยักหน้าลงให้กับเด็กสาว ก่อนจะเบี่ยงสายตามองผู้เป็นพ่อด้วยแววตาสงสัย
“ใครเหรอครับ”
“หนูนา ลูกสาวบุญธรรมของฉันเอง”
นับตั้งแต่วันนั้นเด็กสาวที่มีชื่อเล่นว่าหนูนา ก็ได้ถูกรับเลี้ยงดูโดยฉัตรพล และมีทิศเหนือเป็นพี่ชายต่างสายเลือด
และเป็นเพราะความรู้สึกผิดที่เขาทำให้แม่ของเธอเสียชีวิต และเรื่องนี้หนูนาก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าตัวการก็คือพี่ชายคนนี้นี่เอง จึงทำให้ทิศเหนืออาศัยความไม่รู้ของเธอคอยดูแลเด็กคนนี้เป็นอย่างดี
แต่ใครจะคิดว่าพอหนูนาโตเป็นสาวสะพรั่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มแปรเปลี่ยนเป็นสะสวยและมีเสน่ห์แบบหญิงไทย และได้ข่าวเข้าหูอยู่บ่อยครั้งว่ามีหนุ่ม ๆ มาตามจีบตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย
และดูเหมือนว่าน้องสาวขี้อ้อนคนนี้มักจะชอบทำให้พี่ชายหวงเป็นพิเศษ หรือเป็นเพราะเธอกำลังแอบคิดเกินเลยกับพี่ชายต่างสายเลือดคนนี้กันแน่
หนูนาพาพี่ชายเข้าไปล้างแผลในห้องน้ำ เนื่องจากเธอต้องใช้น้ำเกลือราดลงบนบาดแผลโดยตรง ไม่ได้ใช้วิธีเช็ด ก่อนจะส่งเสียงพึมพำ“ไม่รู้ว่าไปโดนเลือดของพวกมันด้วยรึเปล่า ต้องล้างให้สะอาดก่อนค่ะ”หนูนาหยิบผ้าสะอาดมาซับคราบน้ำที่มือของพี่ชาย ทั้งสองคนก็เดินออกจากห้องน้ำไปนั่งตรงปลายเตียง เธอบีบเนื้อครีมของยาฆ่าเชื้อพร้อมสมานแผลลงบนนิ้ว จากนั้นค่อย ๆ เกลี่ยตัวยาลงบนแผลถลอกด้านหลังมือ ซึ่งเป็นผิวหนังตรงกระดูกที่เชื่อมต่อไปยังนิ้วมือทั้งห้าด้วยความระมัดระวัง“แสบไหมคะ”เธอช้อนดวงตาขึ้นมองใบหน้าของพี่ชายที่เอาแต่นั่งนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย อีกฝ่ายก็ส่ายหน้าให้เธอเป็นคำตอบ“หนูนาไม่อยากเห็นพี่ทิศเหนือเจ็บตัวแบบนี้เลย”“หึ เห็นแผลแค่นี้ทำเป็นใจเสาะไปได้ พี่ก็แค่เจ็บมือ ไม่ได้ตายสักหน่อย”มือเล็กยกขึ้นปิดริมฝีปากของทิศเหนือเมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึงเรื่องอัปมงคล“ห้ามพูดค่ะ พี่ทิศเหนือจะต้องไม่เป็นอะไรทั้งนั้น”เขาจับมือของน้องสาวออก แล้วเอ่ย“ต่อไปพี่จะระวังให้มากกว่านี้ เธอเองก็เหมือนกัน ถ้ารู้ว่าสู้ไม่ได้ทำไมถึงไม่โทรมาหาพี่”“หนูนาขอโทษค่ะ ตอนนั้นเหตุการณ์มันฉุกละหุก แต่คิดว่ายังไงก็ต้องมีพระ
คนถูกหมัดไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นนั่ง นอนยกมือสั่นเทาไหว้หนุ่มรุ่นน้องที่กำลังใช้เท้าเหยียบหน้าอกเต็มแรง ร้องขอความเห็นใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“ปะ ปล่อยฉันไปเถอะ สร้อยเส้นนี้ฉันจะยกให้แทนคำขอโทษ”มาเฟียหนุ่มโน้มกายลงไปจับสร้อยเส้นหนาน้ำหนักสิบบาท มุมปากของเขายกยิ้มเย้ยหยัน ก่อนผละมือออก เมื่อของสิ่งนั้นช่างไร้ค่าในสายตาของเขา“กูจะเอาสร้อยของมึงมาทำห่าอะไร ถ้ามึงไม่เสนอหน้ามายุ่งกับน้องกูก่อน จุดจบของมึงก็คงไม่เป็นแบบนี้”ทิศเหนือกระทืบซ้ำหลายครั้งระบายอารมณ์ ก่อนจะเตะสวนเข้าใบหน้าของคนที่มันกล้ามายุ่งกับหนูนาจนหน้าหัน สลบไปทันที“ฆ่าพวกมันเลยไหมครับ” สิงห์เอ่ยถาม“ความตายมันง่ายไป คนอย่างพวกมันต้องไปลิ้มรสข้าวแดงในคุก มึงโทรหาผู้กำกับกิตติ แล้วขอยาเสพติดที่รอทำลายมายัดใส่ท้ายรถของพวกมัน จากนั้นก็จัดฉากเหมือนว่าขัดผลประโยชน์กันเอง แล้วให้ผู้กำกับนำทีมมาจับพวกมันซะ อย่าลืมจัดการกับภาพที่หลุดไปในคืนนี้ด้วยล่ะ”ทิศเหนือเคยเห็นเสี่ยคนนี้หลายครั้ง มาที่ผับของเขาแต่ละทีก็มักจะตอแยนักท่องเที่ยวสาวไปทั่ว บางครั้งก็มีการนัดรับส่งอะไรบางอย่างกันที่โรงจอดรถของผับ ในเมื่อมันกล้ามาหยามเขาถึงที่ เขา
โชคดีที่การ์ดของผับหลายคนเข้ามาขวางเอาไว้ได้ทันก่อนที่ลูกน้องของเสี่ยจะถึงตัวพวกเธอ จากนั้นก็มีชายในชุดสูตคนหนึ่ง เซตผมเป็นทรงดูดี จ้ำอ้าวเข้ามาหา“คุณหนูนาเป็นยังไงบ้างครับ”“ฉันไม่เป็นไรค่ะ คุณคือ…” คิ้วเรียวย่นเข้าหากัน จ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาสงสัย“ผมเป็นผู้จัดการผับครับ ต้องขอโทษด้วยที่ดูแลคุณหนูนากับเพื่อนได้ไม่ดี”“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ใช่ความผิดของคุณ”ผู้จัดการผับหันไปส่งสายตาให้กับพวกการ์ดที่กำลังล็อกตัวเสี่ยและลูกน้องอีกสองคนกดลงกับพื้น ท่ามกลางสายตาของนักดื่มที่จ้องมองมาทางโต๊ะของหนูนา บางคนก็นำโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพและถ่ายวิดีโอ แล้วสามคนนั้นก็ถูกคนของผับลากตัวออกไป“เชิญดื่มต่อได้เลยนะครับ ส่วนคนพวกนั้นเดี๋ยวผมจัดการให้เอง”ผู้จัดการผับโค้งศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามหลังคนเหล่านั้นออกไปทางด้านมาเฟียหนุ่มและเพื่อนสนิทกำลังนั่งตรวจบัญชีรายรับรายจ่ายที่ฝ่ายการเงินสรุปยอดมาให้ ประตูห้องทำงานก็มีเสียงเคาะดังขึ้น ก่อนที่สิงห์จะเปิดประตูเข้ามาแจ้งข่าวให้แก่ผู้เป็นนาย“เกิดเรื่องกับคุณหนูนาแล้วครับ”ทิศเหนือตวัดสายตาคมจ้องหน้าลูกน้องคนสนิท “น้องกูทำไม”“มีคนเข้าไปหาเรื่องคุณหนูนา
หลังจากมาเฟียหนุ่มเดินออกไป หนุ่มสาวทั้งห้าคนที่ใส่ชุดเที่ยวคนละสไตล์ก็พากันสั่งกับแกล้มและเครื่องดื่มกับพนักงาน ระหว่างรอของที่สั่ง วินก็เปิดประเด็นขึ้น“เป็นยังไงกันบ้าง ฝึกงานหนึ่งเดือนยังไหวกันอยู่ไหม”“ไม่ไหวก็ต้องไหว ฉันนั่งจ้องหน้าจอเทรดจนตาลาย ถึงขั้นเก็บเอาไปฝันอะคิดดู” ครีมเอ่ยถึงประสบการณ์ที่พบเจอ“อย่างน้อยแกก็ได้นั่งกินข้าวกับพี่โซ่ทุกวันไม่ใช่เหรอ” หนูนาเอ่ยแซว ส่งผลให้เพื่อนของเธออมยิ้มเขิน“แล้วเธอล่ะหนูนา” บอลอยากรู้เรื่องของเธอ เพราะไม่ได้เจอหน้าคนที่ชอบตลอดหนึ่งเดือนเต็ม“ช่วงนี้ถูกพี่เลี้ยงหิ้วไปทำงานที่บริษัทของลูกค้า สลับกับมานั่งตรวจเอกสารที่ออฟฟิศ บางวันเปิดเอกสารเทียบกันจนตาลายไม่ต่างจากยัยครีมหรอก”“ต้องออกไปบริษัทลูกค้าบ่อยไหม” วินเอ่ยถาม“แล้วแต่งาน บางช่วงก็ไปติดกันหลายวัน บางครั้งก็ครึ่งวัน จากนั้นก็นำเอกสารกลับมาทำต่อที่ออฟฟิศ”“ฉันแทบไม่ได้ไปไหนเลย อุดอู้อยู่แต่สำนักงานใหญ่ทั้งวัน แต่ละงานขั้นตอนเยอะมาก กว่าจะทำอะไรเสร็จแต่ละอย่างต้องตรวจซ้ำไม่รู้ตั้งกี่รอบ”วินพยักหน้าเห็นด้วยกับประโยคบอกเล่าแกมบ่นของมาเบล ก่อนจะถูกเพื่อนสาวหันมาส่งเสียงเอ็ด“นายจะพยัก
ทิศเหนือย่องเข้าห้องนอนของน้องสาวต่างสายเลือดในช่วงกลางดึก ทว่าพอขึ้นไปนอนบนเตียง สอดแขนเข้าไปใต้ลำคอของเธอ กระชับร่างเล็กเข้ามานอนแนบชิด อีกฝ่ายกลับส่งเสียงแง่งอนออกมา พร้อมกับยกมือขึ้นดันแผงอกของเขา ผละตัวออกไปเล็กน้อย“มาทำไมคะ”“ตอนเย็นยังพูดคุยหยอกล้อกับพี่อยู่เลย ทำไมตอนนี้ทำเป็นงอนพี่อีกแล้ว”“พี่ทิศเหนือผิดสัญญา”“สัญญาอะไร”“พี่บอกจะมานอนเป็นเพื่อนหนูนาบ่อย ๆ แต่ไม่คิดเลยว่าจะหายหน้าไปทั้งอาทิตย์ ถ้าหนูนาไม่กลับมานอนที่บ้านวันนี้ พี่ก็คงไม่เข้ามาหาใช่ไหมคะ”“แค่ห้าวัน ยังไม่ถึงอาทิตย์สักหน่อย”“มันก็เหมือนกันนั่นแหละค่ะ”“ออกไปบ่อยพ่อก็สงสัยน่ะสิ อีกอย่างเธอก็คุยกับพี่ทุกคืน”“คุยกันทุกคืน แต่มันไม่เหมือนตอนคุยต่อหน้า แล้วได้นอนกอดพี่ด้วยนี่คะ หนูนาแค่คิดถึงพี่ทิศเหนือ ตอนไปรับไปส่งก็มีพี่สิงห์อยู่ด้วย เราแทบไม่ได้คุยกันเลย”“งั้นก็เป็นความผิดของไอ้สิงห์”“ตัวเองนั่นแหละผิด ไปโยนให้พี่สิงห์ทำไมคะ”“โอเค ๆ พี่ผิดเอง”“พี่ทิศเหนือขับรถไม่เป็นเหรอคะ ตั้งแต่หนูนาเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ หนูนาก็ไม่เคยเห็นพี่ขับรถเองเลย”หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย ทว่าคำถามของเธอได้ทำให้มาเฟียหนุ่ม
เวลาพักช่วงเที่ยงยังเหลืออีกหลายนาที หนูนาและเปียโนจึงเข้าไปนั่งพักที่ห้องแพนทรีประจำออฟฟิศ ซึ่งในห้องนี้จะมีเคาน์เตอร์ อ่างล้างจาน ตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ และยังมีชุดเก้าอี้สำหรับนั่งพักในระยะเวลาสั้น ๆระหว่างนี้หนูนาก็นำโทรศัพท์ออกมาโทรหาผู้เป็นพ่อตามที่รับปากพี่ชายเอาไว้เมื่อเช้า ขณะที่บิดารับสาย ท่านก็กรอกเสียงเข้ามาทันที(กินข้าวเสร็จแล้วเหรอ ถึงมีเวลาโทรมาหาพ่อ)“กินแล้วค่ะ คุณพ่อล่ะคะ”(ยังเลย พ่อเพิ่งประชุมเสร็จ ลูกย้ายไปอยู่คอนโดเป็นยังไงบ้าง แล้วเรื่องฝึกงานล่ะ คนที่นั่นสอนลูกของพ่อดีไหม หรือมีใครมารังแกรึเปล่า)“หนูนาสบายดีค่ะ พี่ ๆ ที่บริษัทน่ารักกันทุกคน ตอนนี้หนูนามีเพื่อนใหม่แล้วนะคะ ไม่ต้องนั่งกินข้าวคนเดียวแล้ว”(ได้ฟังแบบนี้พ่อก็สบายใจขึ้นมาหน่อย)“คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ อีกไม่กี่วันหนูนาก็กลับไปนอนที่บ้านแล้ว”(อืม ไว้เจอกันที่บ้าน พ่อไม่รบกวนเวลาพักแล้ว)“ค่ะ คุณพ่ออย่าลืมกินข้าวด้วยนะคะ หนูนาเป็นห่วง”(อืม)การสนทนาของสองพ่อลูกเกิดขึ้นไม่กี่นาที หลังจากเธอวางสาย เปียโนที่นั่งอยู่ด้วยกันก็เอ่ยถาม“ครอบครัวของเธอดูอบอุ่นมากเลยนะ”หนูนาเผยรอยยิ้ม







