Masuk“อ๊ากกกกกก”
เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด เมื่อเสียงปืนดังขึ้นติดต่อกันสามนัด โทเบียสหันปลายกระบอกปืนไปยังคนร้ายอีกคน ที่นอนทรุดอยู่กับพื้น มันกำลังจะหยิบปืนขึ้นมายิงเขา แต่ก็ยังช้ากว่าโทเบียสอยู่ดี สามวินาทีมันก็มากเกินพอแล้วสำหรับโทเบียส กระสุนสองนัดตัดผ่านเส้นเอ็นข้อมือข้างขวาของมัน จนเลือดพุ่งกระฉูด ปืนหลุดออกจากมือ
ตอนนี้มือข้างขวาของมันใช้การไม่ได้ ส่วนอีกนัดนั้นโดนเต็ม ๆ ที่หน้าขาของมัน “ไม่ต้องให้มันตาย...แค่พูดได้ก็พอ ฉันจะรู้ให้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้” โทเบียสคิดในใจ ดวงตายังคงนิ่งไม่ไหวเอน เขายังไม่ต้องการให้พวกมันตาย โทเบียสอยากรู้ว่าใครกัน ที่ส่งคนมาจับพยานคนสำคัญของเขา
“เฮ้พวก!!...จะยิงก็ยิงสักทีสิ ฉันรอดูอยู่ รีบหน่อยฉันไม่ชอบรออะไรนาน ๆ”
น้ำเสียงยียวนกวนประสาทเอ่ยขึ้น โทเบียสเอียงคอมองคนร้ายอีกคน ที่กำลังจับฟินลีย์เป็นตัวประกัน รอยยิ้มเย้ยหยันของโทเบียสมันทำให้อีกฝ่ายแทบคลั่งทำอะไรไม่ถูก
“ไอ้คนบ้าเอ๊ย!!...คุณมันบ้า ถ้ามันฆ่าผมจริง ๆ ขึ้นมาล่ะ”
“ฉันรอดูอยู่นี่ไง...มันจะฆ่านายตอนไหน?”
คำพูดตอบกลับของคนตัวสูง มันเหมือนมีดแหลมที่ทิ่มแทงใจฟินลีย์ เมื่อได้ยินแบบนั้นฟินลีย์ถึงกับพูดไม่ออก นี่เขามันเป็นคนไร้หัวใจจริง ๆ เหรอเนี่ย ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นเลยจริง ๆ น่ะเหรอ
อย่างน้อยเขาก็คือเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งนะ ถึงแม้จะเกลียดกันก็เถอะ แต่เขาก็เป็นพยานให้คดีของโทเบียสอยู่นะ ฟินลีย์นึกในใจ ดวงตาคู่สวยเริ่มแดงก่ำราวกับว่ากำลังจะร้องไห้ ถ้ามันทำอย่างที่โทเบียสท้าจริง ๆ ล่ะ เขาคงไม่รอดแน่ ๆ
“อย่ามาท้าฉันนะ แกคิดว่าฉันไม่กล้าเหรอ?”
มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง พลางจี้ปลายกระบอกปืนมาที่ขมับของฟินลีย์ย้ำ ๆ เพื่อเป็นการบอกกลาย ๆ ว่ามันเอาจริง แต่โทเบียสกลับทำแค่เพียงยืนยิ้ม เหมือนคนไร้ความรู้สึก ไม่ได้สนใจในสิ่งที่มันพูด
“ฉันไม่ได้คิดว่าแกไม่กล้าสักหน่อย..."
"แต่คิดว่าทำไมแกถึงไม่ยิงสักทีล่ะ ไหนบอกจะยิงไง ในเมื่อมีโอกาสแล้วก็ยิงเลยสิ ฉันไม่ได้ห้ามแกสักหน่อย”
โทเบียสเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แลดูไม่สะทกสะท้านกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองได้เป็นอย่างดี ต่างจากฟินลีย์ ที่ตอนนี้ยืนตัวสั่นงันงก แขนขาอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่ไหว
“คุณมันบ้า!!...ไอ้คนบ้า ไอ้คนไม่มีหัวใจ คนที่จะตายไม่ใช่คุณนี่"
"ถ้าเป็นคนที่คุณรักยืนอยู่ตรงนี้แทนที่ผม คุณยังจะพูดแบบนี้อยู่อีกไหม?”
คนตัวเล็กเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ คำพูดของฟินลีย์ทำให้โทเบียสนิ่งงันไปชั่วขณะ ราวกับว่าตอนนี้เขาถูกเอาค้อนทุบลงตรงกลางศีรษะ
ใช่สิ...ถ้าเป็นคนที่เขารักล่ะ เขาจะยังพูดแบบนี้ ทำแบบนี้อยู่ไหม ใช่...เขาคงไม่ทำแน่นอน แต่ตอนนี้มันสายไปแล้ว มันไม่มีวันนั้นอีกแล้ว ที่จะได้ปกป้องคนที่ตัวเองรัก
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะฟินลีย์ ฉันเคยมีหัวใจ ฉันเคยมีคนรัก..."
"แต่ว่าตอนนี้ไม่มีแล้ว น่าเสียดายคนรักของฉันไม่อยู่ให้ฉันรักแล้ว และคนอย่างฉันจะไม่มีทางรักใครอีก”
โทเบียสหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยต่อ
"ดังนั้นฉันไม่สนว่านายจะตายหรือเปล่า ฉันสนแค่ว่านายต้องเป็นพยานให้ฉันแค่นั้น"
"แต่ดูเหมือนว่านายไม่ได้ตั้งใจจะช่วยฉันตั้งแต่แรก ฉันก็เลยคิดว่าไม่จำเป็นที่ฉันจะช่วยนาย"
"เอาเป็นว่า...แกจะยิงก็ยิงเลยพวก"
โทเบียสเอ่ยขึ้นพลางยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้แสดงถึงความเป็นมิตรใด ๆ แต่มันกับซ่อนความร้ายกาจอยู่ภายใต้รอยยิ้มนั้น มันดูน่ากลัวจนอีกฝ่ายรู้สึกกดดัน
โทเบียสรู้ว่ายังไงไอ้สารเลวนั่นก็ไม่กล้ายิงหรอก เพราะถ้ามันจะฆ่าฟินลีย์มันฆ่าไปนานแล้ว ถ้ามันอยากฆ่าฟินลีย์จริง มันคงยิงฟินลีย์ทิ้งตั้งแต่อยู่บนรถแล้ว แต่เพราะอะไรมันทำไมถึงยังไม่ฆ่านี่สิ คือสิ่งที่โทเบียสสงสัย
“ไอ้บ้าเอ๊ย!!...แกอย่าท้าฉันนะ”
ปลายกระบอกปืนสีดำถูกจ่อที่ขมับข้างขวาของฟินลีย์ คนที่อยู่ใต้อาณัติของคนตัวใหญ่หลับตาปี๋ หายใจหอบถี่ไม่เป็นจังหวะ ฟินลีย์สูดลมหายใจเข้าปอดลึกในเฮือกสุดท้ายของชีวิต เพราะรู้ว่าตอนนี้เขาคงไม่มีโอกาสที่จะรอดแล้ว
ปัง!!!
เสียงฝีเท้าของคนสองคนเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังของฟินลีย์ โดมินิคเห็นแล้วก็เลยส่งยิ้มให้ทั้งสอง พร้อมกับทักทายอย่างนอบน้อม เฮนรีและแมรี่พ่อแม่ของฟินลีย์เดินมาหยุดอยู่ทางด้านหลังของเขา พลางเอามือลูบศีรษะของลูกตัวเองเบา ๆ“เป็นอะไรไปลูกทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ...ทะเลาะกับโทเบียสเหรอ?”แมรี่เอ่ยถามลูกชายตัวเองด้วยความเป็นห่วง พลางเอียงคอมองคนตัวเล็ก แล้วยิ้มให้ลูกด้วยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น ฟินลีย์หันไปมองตามเสียง เมื่อเห็นเป็นพ่อกับแม่ตัวเองก็ตกใจไม่น้อย ที่อยู่ ๆ ท่านมาโผล่ที่นี่“พ่อกับแม่มาที่นี่ได้ยังไงครับ”ฟินลีย์เอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนที่ไฟทั้งร้านจะดับลงกะทันหัน เสียงร้องเอะอะโวยวายของคนในร้านเริ่มดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ราวกับว่าตอนนี้กำลังมีภัยร้ายเข้ามาเยือน มันมืดมิดเสียจนไม่รู้ว่าใครเป็นใครอยู่ ๆ ก็มีแสงเทียนส่องสว่างกลางร้านอาหาร พร้อมกับชายหนุ่มรูปร่างกำยำ มือขวาถือกล่องกำมะหยี่สีแดง มาพร้อมกับเทียนหนึ่งเล่มในมือซ้าย โทเบียสทำท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ พลางเอาเทียนวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะคุกเข่าลงช้า ๆ แล้วเปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงออกมาแหวนเพชรเม็ดใหญ่แสงระยิบระยับทอประกายเมื่อกระทบกับแ
อากาศเย็นสบายปนกลิ่นหอมของไม้สนจากภูเขาบลูริดจ์ พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ที่เปิดกว้างของร้านอาหารท้องถิ่นเล็ก ๆ ใจกลางแอชวิลล์โต๊ะไม้โอ๊กขัดมันตั้งอยู่ริมกระจกบานใหญ่ มองออกไปเห็นถนนสายแคบที่มีบ้านสไตล์วิกตอเรียน และกระท่อมไม้เรียงราย ภายนอกมีเถาไม้เลื้อยสีเขียวปกคลุมระเบียงร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม เพิ่มชีวิตชีวาให้ดูน่ามองบนโต๊ะอาหารมีแสงจากเปลวเทียนอ่อน ๆ ส่องกระทบจานเซรามิกสีขาวที่วางเรียงอยู่ ข้างในมีกลิ่นหอมของแพนเค้กโฮมเมด ราดเมเปิลไซรัป และไข่ดาวที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ ๆ เสียงพูดคุยเบา ๆ ของผู้คนในร้านคลอไปกับเสียงกีตาร์อะคูสติก จากนักดนตรีท้องถิ่นที่นั่งเล่นอยู่มุมถนนเสียงหัวเราะหยอกล้อกันบนโต๊ะอาหาร สร้างความเบิกบานให้ทุกคน เซบาสเตียนเป็นคนเปิดประเด็นเล่ามุกตลกให้ทุกคนได้หัวเราะเฮฮา และตอบกลับมุกฝืด ๆ ของโดมินิคที่นาน ๆ ที จะได้ยิน มันยิ่งสร้างความขบขันให้หลายคนไม่น้อยฟินลีย์ตักซุปใส่ถ้วยแล้วเสิร์ฟให้โทเบียส พร้อมกับส่งยิ้มกว้างให้คนพี่ ท่าทางที่มีความสุข และภาพหวาน ๆ นี้ทำให้ทุกคนอิจฉาตาร้อน โดยเฉพาะโดมินิค ซึ่งตอนนี้เขาเข้าใจดีว่าตัวเองเป็นได้เพียงพี่ชายที่แสนดี และไม่ได้คิดอะไ
ว่าจบฟินลีย์ก็ก้าวขาขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนตักแกร่ง พลางบดสะโพกเคล้าคลึงเอ็นอันใหญ่ที่แข็งตัวเต็มที่ จนคนพี่ถึงกับจิกสะโพกงอนแน่น แล้วเชิดหน้าขึ้นสูงโทเบียสกัดสันกรามคมครั้งแล้วครั้งเล่า หวังระบายความอัดอั้น แต่ทว่ามันยิ่งเสียวกระสัน เมื่อร่างบางควงวนอยู่บนลำกายอันใหญ่ บดคลึงอยู่อย่างนั้นไม่ยอมใส่มันเข้าไปเสียที"อย่าแกล้งกันสิฟินลีย์...เอามันเข้าไปสักที""ขอร้องผมสิครับ""อ่าาา...นายนี่มัน ฉันจะเอาให้คลานลงเตียงไม่ได้เลย"โทเบียสพูดเสียงกระเส่าทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาพริ้ม ความเสียวซ่านหวิวกัดกินใจ มันทำให้มัดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องหดเกร็ง เมื่อสะโพกงอนถูไถไปมาช้า ๆ เนิบนาบ สายตาเชื้อเชิญจ้องมองอีกฝ่าย พลางกระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้มีชัยคนที่ถูกฟินลีย์นั่งคร่อมอยู่จับแก่นกายตัวเองรูดรั้งไปมาสองสามที ก่อนที่จะยัดมันเข้ามาในกายคนตัวเล็ก ราวกับกลัวว่าเกมราคะครั้งนี้จะจบลง ร่างกำยำเสยลำกายขึ้นไปเต็มแรง พร้อมกับกดสะโพกงอนของคนตัวเล็กลงมา จังหวะที่แสนดิบเถื่อนมันสร้างเจ็บปนเสียวในเวลาเดียวกันโทเบียสกัดริมฝีปากล่างตัวเองแน่น เมื่อคลื่นแรงปรารถนาโหมกระหน่ำเข้าไม่ยอมหยุด มือหนาล็อกเอวคอดไว้มั่น ก
⚠️🔥🔞 คำเตือน : ฉากนี้มีบรรยายการมีเพศสัมพันธ์อย่างชัดเจน ใครไม่ชอบฉาก NC แรง ๆ กดเลื่อนผ่านได้เลยนะคะ รบกวนขอความเห็นใจไรท์ตาดำ ๆ ตัวดำ ๆ คนนี้ อย่าว่าไรท์เหมือนเรื่องที่แล้วเลยนะคะ ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าไม่ชอบ NC ก็เลื่อนผ่านจ้า จุ๊ฟเหม่ง❤️😘🔞ห้องนอนกว้างขวาง แต่กลับอบอุ่นกว่าที่คิดไว้ สำหรับชายหนุ่มผู้เคร่งขรึม ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชากลับแฝงไปด้วยความร้อนแรงผนังทาสีเทาเข้มแซมด้วยโทนไม้โอ๊ก ทำให้บรรยากาศทั้งหรูหราและน่ามอง แสงไฟสีเหลืองอมส้มส่องสว่างจากโคมไฟหัวเตียง เงาไฟกระทบกับพื้นไม้ปาร์เก้พาดผ่านเฟอร์นิเจอร์ตัวหรู มันไม่ได้ดูน่ากลัวแต่กลับให้ความรู้สึกที่อบอุ่นเตียงคิงไซส์กลางห้องปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา ตัดกับผ้าคลุมเตียงสีน้ำเงินเข้ม ที่ฟินลีย์มักจะพับอย่างเป็นระเบียบแต่ค่ำคืนนี้กลับถูกดึงให้คลายตัว ราวกับว่ายอมให้ใครบางคนเข้ามาแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัวในห้องนี้ โซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มตั้งอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ห้องดูมีมิติ แสงไฟในเมืองด้านนอกลอดเข้ามาเป็นประกายระยิบระยับ เหมือนมวลหมู่ดาวในท้องนภากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของวิสกี้และไม้สนโชยอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นปร
“อย่า!!...อย่ายิง!!”ลูเซียนเอ่ยเสียงแข็งกร้าว พลางขบสันกรามเข้าหากันแน่น เมื่อไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ในตอนนี้ “ไอ้โทเบียส!!...ยังไงวันนี้อเล็กซ์ก็ต้องกลับไปกับฉัน” คนนัยน์ตาสีแดงก่ำจ้องมองโทเบียสไม่ลดละในหัวลูเซียนมีแต่แผนการผุดขึ้นมา ว่าจะพาอเล็กซ์ออกไปได้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องพาอเล็กซ์ออกไปให้ได้ ต่อจะให้ฆ่าสักกี่ศพเขาก็ยอม“แกมีสิทธิ์ร้องขอด้วยเหรอ?”โทเบียสเอ่ยเสียงนิ่งเย็น สายตาว่างเปล่าจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่ปรานี โทเบียสรู้ดีว่าถ้าเกิดเขาไม่สามารถจับ ลูเซียนได้ ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตราย ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไม่ว่าลูเซียนจะทำแบบนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทำเพราะคนที่ตัวเองรัก ทำเพราะผิดหวังจากคนรัก ไม่ว่าจะเหตุผลไหน แต่สิ่งที่ลูเซียนทำตอนนี้ มันกลายภัยต่อคนอื่นไปเสียแล้วโทเบียสส่งสัญญาณให้เซบาสเตียนและโดมินิคที่ค่อย ๆ สืบเท้าก้าวเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังลูเซียน ให้พวกเขาเคลียร์นักโทษ และเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากที่นี่โดยด่วนตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำคือการจัดการลูเซียนให้สิ้นซาก ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้ไม่มีทางจบแน่นอน ทุกคนรีบไปทำตามหน้าที่ของตนเอง ทิ้งให้โทเบียส
ดร.วิลเลียม เอ่ยหลังจากทำการเก็บตัวอย่างเลือดของอเล็กซ์ใส่หลอดแก้ว จนเห็นว่าน่าจะเพียงพอต่อการทดลอง“ไปส่ง ดร.ที่แล็บ...ถึงแล้วรีบรายงานผมด้วย”“ครับ”โทเบียสเอ่ยกำชับเจ้าหน้าที่เสียงเคร่งขรึม เจ้าหน้าที่พา ดร.วิลเลียม มาที่นี่รีบโค้งตัวรับคำสั่งของโทเบียส แล้วพา ดร.วิลเลียม ออกไปจากห้องขังทันทีโทเบียสเกรงว่าไอ้ลูเซียนจะมาทำให้ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า เพราะหลังจากที่ได้รับจดหมายฉบับนั้น พวกเขาก็ระวังตัวเป็นอย่างดีแต่กลับมีรายชื่อของผู้สูญหายเพิ่มถึงสองคน ไม่ต้องสืบเลยว่าคนที่ทำเรื่องนี้คือใคร มันต้องเป็นลูเซียนแน่นอน ถ้าไม่รีบกำจัดลูเซียน คนที่ไม่รู้เรื่องต้องตายฟรี โดยที่ไม่มีโอกาสร้องขอชีวิตเสียงชุลมุนวุ่นวายอยู่ด้านนอก เสียงปืนดังติดต่อกันหลายนัด ทำให้โทเบียสถึงกับขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเป็นปม แล้วเตรียมตัวที่จะวิ่งออกไปดู แต่เขาก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นร่างกำยำที่ตัวซีดขาวราวกับผีของลูเซียนยืนประจันหน้าตัวเองอยู่“ให้ตายสิ...แกกลายเป็นตัวอะไรไปแล้ววะ!!”โทเบียสสบถออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อเห็นสภาพของลูเซียนที่เป็นเหมือนซากศพเดินได้ไม่มีผิด มันเหมือนกับเอลเลียตในตอนแรกเลยก็ว่าได้“แก
เหมือนเส้นบาง ๆ ระหว่างความเป็นและความตายของโทเบียสอยู่เพียงคืบ ฟินลีย์ที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเอะอะโวยวาย เขาเห็นภาพเอลเลียตกำลังจะฆ่าโทเบียสมีดปลายแหลมถูกจ่อที่ลำคอคนตัวสูง ฟินลีย์ตกใจสุดขีด ร่างกายของเขาขยับโดยอัตโนมัติ เขารีบพุ่งตัวเข้าไปผลักเอลเลียต ให้ออกจากโทเบียสสุดแรง
โทเบียสยืนนิ่งราวกับต้องมนต์สะกด ดวงตาคมเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงเรียกชื่อเขาซ้ำ ๆ"โทเบียส!!...โทเบียส!!"สุ้มเสียงคนด้านนอกแหบพร่าฟังดูน่าขนลุก เสียงนั้นมันคือเสียงของ “เอลเลียต” เพื่อนสนิทที่เสียชีว
เสียงฝีเท้าดังขึ้นเบา ๆ ทำให้โทเบียสละสายตาจากพื้นห้องที่เคยมีศพนอนนิ่งอยู่ เขาหันไปมองทางต้นเสียง เป็นฟินลีย์ยืนอยู่ตรงประตูทางเชื่อมระหว่างห้องพักสองห้อง ใบหน้าของเขาซีดขาว ดวงตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด“คุณคิดว่าเราจะปลอดภัยไหมถ้าอยู่ที่นี่?”คนที่เพิ่งเ
ปัง!!!เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด เลือดสีแดงสดย้อยลงมาตรงกลางหน้าผาก แล้วค่อย ๆ หยดลงมาที่ใบหน้าเป็นทางยาวตามแรงโน้มถ่วงของโลก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเต็มไปหมดคนตัวใหญ่รูปร่างกำยำสวมเสื้อผ้าหนังสีดำ ใส่หมวกไหมพรมล้มลงไปนอนกองกับพื้น ฟินลีย์รีบหันไปดูว่าใครกันที่เป็นคนยิงไอ้สารเ







