Mag-log inแฟนเก่าที่ตายไปแล้ว "กลับมามีชีวิตอีกครั้ง" และพยานปริศนาที่เขาเริ่มหลงรัก อาจเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม ทุกอย่างเหมือนกำลังหลอกหลอนเขา เมื่อ “อดีต” กับ “ปัจจุบัน” ปะทะกัน ใครกันแน่ที่เขาควรเชื่อใจ?
view more"ความตาย" ควรเป็นจุดจบ
แต่บางครั้ง มันคือ "จุดเริ่มต้น" ของบางอย่างที่น่ากลัวกว่านั้นในเมืองที่แสงไฟสว่างไสวตลอดคืน มีบางสิ่งกำลังถูกซื้อขายอยู่ในความมืด
หัวใจ ไต ปอด ดวงตา และ "ชีวิตของมนุษย์"ไม่มีใครรู้ว่า “ดอกลิลลี่สีดำ” คือใคร
ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันควบคุมอะไรได้บ้าง แต่ทุกคนรู้ว่า อย่าขวางมัน ถ้ายังอยากมีลมหายใจโทเบียส ไนท์ สายลับพิเศษแห่ง FBI คือชายที่เชื่อในตรรกะ เหตุผล และกฎ
เขาไม่เคยอ่อนโยน ไม่เคยลังเล และไม่เคยปล่อยให้หัวใจควบคุมภารกิจ จนกระทั่งคดีนี้เริ่มซ้อนทับเข้ากับอดีตที่เขาพยายามลืมเมื่อคนรักที่ตายไปแล้ว กลับมา “มีชีวิต” อีกครั้ง!!
เมื่อองค์กรลับที่ไล่ล่าเขา และเขาพยายามสืบหาความจริง มีเบื้องหลังซ่อนเร้นยิ่งกว่าแค่การค้าอวัยวะ เมื่อพยานปริศนาเข้ามาในชีวิต พร้อมแววตาที่เขาเหมือนรู้จักและคุ้นชินและเมื่อความรู้สึกบางอย่างที่เขาเก็บฝังไว้ เริ่มขยับตัวขึ้นจากความเงียบ ก่อตัวขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ใครบางคนกำลังโกหก
ใครบางคนกำลังจะถูกเปิดโปง และใครบางคน…จะต้องตาย!! เพื่อให้ความจริงเปิดเผยแต่ระหว่าง "หน้าที่" กับ "หัวใจ"
เขาจะเลือกอะไร? ในเมื่อทั้งสองอย่างสวนทาง ไม่วันบรรจบลงด้วยกัน _______________________________เช้าวันใหม่ที่สำนักงานสืบสวนพิเศษ (เอฟบีไอ) อาคารสูงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทุกคนที่นี่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเร่งรีบ เจ้าหน้าที่ทยอยเดินเข้ามาในตึกอย่างต่อเนื่อง เสียงแตะบัตรผ่านที่ประตูบานหมุนดัง “ปิ๊บ” เป็นจังหวะถี่ ๆ แทบทุกวินาที ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธยืนประจำการอยู่ด้านข้าง คอยกวาดสายตาตรวจตราอย่างเคร่งครัด
แต่ละคนในชุดสูทเข้ม เดินถือแฟ้มรายงาน บางคนถือแก้วกาแฟในมือ บางคนก้าวฉับ ๆ อย่างเร่งรีบตรงไปยังลิฟต์ที่กำลังปิด บางคนหยุดทักทายกันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนรีบแยกย้ายขึ้นไปยังชั้นที่ตนเองทำงาน
บนสำนักงานหลัก ๆ บนโต๊ะทำงานจะเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารประทับตรา “Confidential” กองสูงพะเนิน รายงานภาคสนามเมื่อคืนถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เสียงโทรศัพท์ดังไม่หยุด ข้อมูลใหม่ปรากฏขึ้นบนจอมอนิเตอร์กลางห้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองก้มหน้าพิมพ์คีย์บอร์ดรวดเร็วราวกับแข่งกับเวลา
บรรยากาศในที่นี้คือความโกลาหลที่มีระเบียบ ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตนดี แต่ก็เร่งรีบเหมือนเวลาถูกบีบให้สั้นลงกว่าปกติ เช้าวันนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสงบเลยสักนิด แต่เป็นอีกหนึ่งวันทำงาน ที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน การสั่งการสั้น ๆ และการวิ่งไล่ตามข้อมูลที่อาจเปลี่ยนแปลงทิศทางของคดีทั้งประเทศได้ในพริบตา
โทเบียส ไนท์ ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปี เจ้าหน้าที่ทีมสืบสวนพิเศษ กำลังจดจ้องอยู่กับแฟ้มคดีสำคัญตรงหน้า นี่เป็นคดีที่เขาได้รับมอบหมายให้เป็นคนดูแล คนนัยน์ตาสีเทากำลังเพ่งมองที่รูปของเหยื่อ เธอเป็นหญิงสาวผิวขาว ผมสีบลอนด์ทอง หน้าตาสะสวย
เหยื่อเคราะห์ร้ายรายนี้ อยู่ในสภาพท่อนบนเปลือยเปล่า ส่วนท่อนล่างยังคงสวมกางเกงยีนส์สีดำรัดรูป เธอไม่ได้ถูกข่มขืน แต่เธอถูกผ่าท้องเอาอวัยวะภายในออกไปจนไม่เหลือซาก ร่องรอยของใบมีดกรีดลงบนหน้าท้อง ตั้งแต่กลางหน้าอกมายันท้องน้อย
ความคมของมีดที่คนร้ายใช้คงจะคมมาก ๆ เพราะเนื้อของเธอไม่มีรอยยุ่ยเลยแม้แต่นิดเดียว แต่น่าแปลกที่คนร้ายกลับทิ้งสัญลักษณ์ปริศนาเอาไว้ตรงกลางหน้าอกเหนือรอยกรีดนั่น
“รอยนี้มัน...แล้วทำไมมันถึงต้องทิ้งรอยนี้ไว้ด้วย ทำไมต้องเป็นรูปนี้?”
โทเบียสบ่นพึมพำอยู่ในลำคอคนเดียว หัวคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อเห็นสัญลักษณ์ที่อยู่บนตัวของเหยื่อเคราะห์ร้าย “สัญลักษณ์นี้มัน...แต่มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้นะอาจจะแค่บังเอิญ แต่ทำไมมันเหมือนกันจังเลย นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?” ความคิดในหัวโทเบียสเริ่มตีกันไม่หยุด
เหมือนกับหมอกควันลอยฟุ้งอยู่ในอากาศที่ยังไม่จางหาย สัญลักษณ์นีัเป็นสัญลัษณ์ที่เขาคุ้นเคย แต่มันกลับมาอยู่บนตัวเหยื่อ จนเขาเริ่มสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมสัญลักษณ์นี้ถึงไปอยู่บนตัวของเหยื่อเคราะห์ร้ายรายนี้ได้
นี่เป็นเพียง “คดีฆาตกรรม” ของไอ้พวกโรคจิตฆาตกรต่อเนื่อง หรือมันเป็นฆาตกรรม “ค้าอวัยวะมนุษย์” เพื่อเอาอวัยวะมนุษย์ไปขายกันแน่ แต่การลงมือกับเหยื่อลักษณะนี้ บ่งบอกถึงสภาพจิตของคนร้าย ว่ามันต้องผิดปกติอย่างแน่นอน
หรือไม่ก็ต้องหมกมุ่นในเรื่องการฆ่า การทรมานคน มันถึงกรีดมีดลงลึกเป็นเส้นตรงอย่างใจเย็น มันตรงจนเหมือนกับว่าถูกวัดด้วยไม้บรรทัดเลยก็ว่าได้
แต่จะให้ตีความว่าเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่องก็ยังไม่น่าจะใช่ เพราะนี่เพิ่งเป็นศพแรกที่เจอ ถ้าเป็นการฆาตกรรมต่อเนื่องต้องมีศพต่อไปแน่ ๆ แต่นี่ผ่านมาหลายอาทิตย์แล้ว ยังไม่มีใครแจ้งเหตุคดีคล้าย ๆ เหยื่อรายนี้เลย
มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นมาลูบที่ใบหน้าอันแสนหล่อเหลาของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเอนหลังพิงพนักพิงเก้าอี้ทำงาน พลางเงยหน้าหลับตาลงช้า ๆ ด้วยความเหนื่อยล้า
โทเบียสยังไม่ได้กลับบ้านไปอาบน้ำเลยเสียด้วยซ้ำ เมื่อคืนเขานั่งทำงานที่นี่ทั้งคืน มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับแฟ้มคดีนี้ พยายามสืบหาข้อมูลทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แต่ตอนนี้ก็ยังไร้วี่แวว
โทเบียสอาศัยอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เดิมทีก่อนหน้านี้ บ้านของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาอยู่ที่รัฐมอนแทนา เมืองบิลลิงส์ แต่เขาต้องย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของตัวเอง ที่เป็นปมอยู่ในใจของเขา
โทเบียส ไนท์ ในวัยเด็กมีฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน แต่เขาเป็นคนขยันและเรียนเก่ง เลยได้ทุนการศึกษาจน จบด้านความมั่นคงภายในประเทศ และหลังจากเรียนจบไม่นาน ในที่สุดเขาก็ได้เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษแห่งนี้ ที่ที่เขาใฝ่ฝันว่าสักวันเขาจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสำนักงานสืบสวนพิเศษ
เสียงฝีเท้าก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของโทเบียส แต่ผู้ชายคนนั้นยังไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา เขาเพ่งพินิจพิจารณาใบหน้าที่แสนหล่อเหลาของคนตรงหน้า คิ้วดำขลับโก่งราวกับคันธนู ใบหน้าที่เรียวมน เห็นกรอบหน้าอย่างชัดเจน ช่วยเพิ่มมิติบนใบหน้าของโทเบียสให้ดูดียิ่งขึ้น ริมฝีปากสีชมพูอมน้ำตาลน่าสัมผัส จนคนที่เพิ่งมาใหม่อยากจะสัมผัสมัน
ชายผู้มาเยือนยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย สายตาคู่กลมจ้องมองคนที่กำลังหลับตาพริ้ม ราวกับว่าถูกต้องมนต์สะกด ไม่สามารถที่จะละสายตาได้ ฟินลีย์ เร็น ชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปี จ้องมองโทเบียสอยู่อย่างนั้น ฟินลีย์ยกมือข้างขวาขึ้นมาจัดทรงผมสีน้ำตาลเข้มของเขาให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนที่จะเอ่ยเรียกอีกฝ่าย
“คุณจะเริ่มสอบปากคำเลยไหมครับ?”
เสียงนุ่มหูเอ่ยขึ้น มันช่วยดึงสติโทเบียสออกจากภวังค์ เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คนตัวสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร เดินอ้อมโต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าของฟินลีย์
อากาศเย็นสบายปนกลิ่นหอมของไม้สนจากภูเขาบลูริดจ์ พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ที่เปิดกว้างของร้านอาหารท้องถิ่นเล็ก ๆ ใจกลางแอชวิลล์โต๊ะไม้โอ๊กขัดมันตั้งอยู่ริมกระจกบานใหญ่ มองออกไปเห็นถนนสายแคบที่มีบ้านสไตล์วิกตอเรียน และกระท่อมไม้เรียงราย ภายนอกมีเถาไม้เลื้อยสีเขียวปกคลุมระเบียงร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม เพิ่มชีวิตชีวาให้ดูน่ามองบนโต๊ะอาหารมีแสงจากเปลวเทียนอ่อน ๆ ส่องกระทบจานเซรามิกสีขาวที่วางเรียงอยู่ ข้างในมีกลิ่นหอมของแพนเค้กโฮมเมด ราดเมเปิลไซรัป และไข่ดาวที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ ๆ เสียงพูดคุยเบา ๆ ของผู้คนในร้านคลอไปกับเสียงกีตาร์อะคูสติก จากนักดนตรีท้องถิ่นที่นั่งเล่นอยู่มุมถนนเสียงหัวเราะหยอกล้อกันบนโต๊ะอาหาร สร้างความเบิกบานให้ทุกคน เซบาสเตียนเป็นคนเปิดประเด็นเล่ามุกตลกให้ทุกคนได้หัวเราะเฮฮา และตอบกลับมุกฝืด ๆ ของโดมินิคที่นาน ๆ ที จะได้ยิน มันยิ่งสร้างความขบขันให้หลายคนไม่น้อยฟินลีย์ตักซุปใส่ถ้วยแล้วเสิร์ฟให้โทเบียส พร้อมกับส่งยิ้มกว้างให้คนพี่ ท่าทางที่มีความสุข และภาพหวาน ๆ นี้ทำให้ทุกคนอิจฉาตาร้อน โดยเฉพาะโดมินิค ซึ่งตอนนี้เขาเข้าใจดีว่าตัวเองเป็นได้เพียง
⚠️🔥🔞 คำเตือน : ฉากนี้มีบรรยายการมีเพศสัมพันธ์อย่างชัดเจน ใครไม่ชอบฉาก NC แรง ๆ กดเลื่อนผ่านได้เลยนะคะ รบกวนขอความเห็นใจไรท์ตาดำ ๆ ตัวดำ ๆ คนนี้ อย่าว่าไรท์เหมือนเรื่องที่แล้วเลยนะคะ ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าไม่ชอบ NC ก็เลื่อนผ่านจ้า จุ๊ฟเหม่ง❤️😘🔞ห้องนอนกว้างขวาง แต่กลับอบอุ่นกว่าที่คิดไว้ สำหรับชายหนุ่มผู้เคร่งขรึม ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชากลับแฝงไปด้วยความร้อนแรงผนังทาสีเทาเข้มแซมด้วยโทนไม้โอ๊ก ทำให้บรรยากาศทั้งหรูหราและน่ามอง แสงไฟสีเหลืองอมส้มส่องสว่างจากโคมไฟหัวเตียง เงาไฟกระทบกับพื้นไม้ปาร์เก้พาดผ่านเฟอร์นิเจอร์ตัวหรู มันไม่ได้ดูน่ากลัวแต่กลับให้ความรู้สึกที่อบอุ่นเตียงคิงไซส์กลางห้องปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา ตัดกับผ้าคลุมเตียงสีน้ำเงินเข้ม ที่ฟินลีย์มักจะพับอย่างเป็นระเบียบแต่ค่ำคืนนี้กลับถูกดึงให้คลายตัว ราวกับว่ายอมให้ใครบางคนเข้ามาแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัวในห้องนี้ โซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มตั้งอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ห้องดูมีมิติ แสงไฟในเมืองด้านนอกลอดเข้ามาเป็นประกายระยิบระยับ เหมือนมวลหมู่ดาวในท้องนภา
“อย่า!!...อย่ายิง!!”ลูเซียนเอ่ยเสียงแข็งกร้าว พลางขบสันกรามเข้าหากันแน่น เมื่อไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ในตอนนี้ “ไอ้โทเบียส!!...ยังไงวันนี้อเล็กซ์ก็ต้องกลับไปกับฉัน” คนนัยน์ตาสีแดงก่ำจ้องมองโทเบียสไม่ลดละในหัวลูเซียนมีแต่แผนการผุดขึ้นมา ว่าจะพาอเล็กซ์ออกไปได้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องพาอเล็กซ์ออกไปให้ได้ ต่อจะให้ฆ่าสักกี่ศพเขาก็ยอม“แกมีสิทธิ์ร้องขอด้วยเหรอ?”โทเบียสเอ่ยเสียงนิ่งเย็น สายตาว่างเปล่าจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่ปรานี โทเบียสรู้ดีว่าถ้าเกิดเขาไม่สามารถจับลูเซียนได้ ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตราย ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไม่ว่าลูเซียนจะทำแบบนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทำเพราะคนที่ตัวเองรัก ทำเพราะผิดหวังจากคนรัก ไม่ว่าจะเหตุผลไหน แต่สิ่งที่ลูเซียนทำตอนนี้ มันกลายภัยต่อคนอื่นไปเสียแล้วโทเบียสส่งสัญญาณให้เซบาสเตียนและโดมินิคที่ค่อย ๆ สืบเท้าก้าวเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังลูเซียน ให้พวกเขาเคลียร์นักโทษ และเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากที่นี่โดยด่วน
เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังก้องทั่วทั้งห้องสี่เหลี่ยม ที่มีผนังสีขาวหม่น ๆ สีหลุดล่อนเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ด้านบนมีเพียงหลอดไฟนีออนสีขาวให้แสงจ้า ส่องสว่างทั่วห้องในห้องนี้มีอุปกรณ์ทดลองมากมายเต็มไปหมด หลอดแก้วสีใสวางเกลื่อนกลาด บางหลอดมีสารเคมีหลงเหลืออยู่ กลิ่นหืนของสารเคมีคละคลุ้งไปทั่วอากาศ ชวนให้คนที่อยู่ในห้องคลื่นไส้จนแทบอาเจียนลูเซียนร้องคำรามออกมาเสียงดังราวกับสัตว์ป่า ดวงตาปูดโปนแดงก่ำราวกับปีศาจ ตามแขนเขามีรอยเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในเส้นเลือดนับจำนวนแทบไม่ได้ เขาทำการทดลองกับตัวเองให้เป็นคนที่ไม่มีวันตายและกลายเป็นอมตะร่างกายของลูเซียนตอนนี้ราวกับว่า มีบางสิ่งบางอย่างผิดแปลกจากมนุษย์ทั่วไป ผิวซีดขาวจนน่ากลัวราวกับผีดิบไม่มีผิดเพี้ยน เส้นเลือดสีดำขลับเห็นเด่นชัดจนน่ากลัวบรรดาลูกน้องต่างพากันเกรงกลัวนายตัวเองในเวอร์ชันใหม่ เจ้านายที่กลายเป็นผีดิบไปแล้ว พวกเขากลัวจนพากันหนีลูเซียน ไม่มีเหลือใครข้างกายสักคน“ถึงเวลาแล้วที่พวกมันต้องชดใช้”น้ำเสียงแหบห้าวเอ่ยขึ้นพึมพำกับตัวเอง สายตาแดงก่ำจ้องมองตรงอย่างไร้จุดหมาย ดว
⚠️🔥🔞 คำเตือน : ฉากนี้มีบรรยายการมีเพศสัมพันธ์อย่างชัดเจน ใครไม่ชอบฉาก NC แรง ๆ กดเลื่อนผ่านได้เลยนะคะ รบกวนขอความเห็นใจไรท์ตาดำ ๆ ตัวดำ ๆ คนนี้ อย่าว่าไรท์เหมือนเรื่องที่แล้วเลยนะคะ ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าไม่ชอบ NC ก็เลื่อนผ่านจ้า จุ๊ฟเหม่ง❤️😘🔞เปรียบเสมือนเกลียวคลื่นถาโถมเ
โทเบียสนิ่งเงียบไปคู่หนึ่ง เขาจ้องมองลงลึกไปยังดวงตาของคนนัยน์สีเทา แววตาฟินลีย์สั่นไหวอย่างประหม่า “ดวงตาของนายทำไมนะ...ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นดวงตาคู่นี้จัง? ทำไมนายถึงเหมือน...” โทเบียสพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ภายใน ไม่ให้ฟินลีย์รับรู้ได้ว่าเขากำลัง
รถยนต์เสียหลักหมุนคว้างกลางถนน ก่อนจะพุ่งชนเข้ากับต้นไม้ข้างทางอย่างแรง เสียงกระแทกดังสนั่น เปรียบเสมือนโลกทั้งใบของโทเบียสหมุนคว้าง เขารู้สึกถึงแรงกระแทกที่ศีรษะ ก่อนที่สติจะดับวูบไปโทเบียสลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ หนังตารู้สึกหนักราวกับมีก้อนหินทับเอาไว้ เขารู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง และมองเห็
เหมือนเส้นบาง ๆ ระหว่างความเป็นและความตายของโทเบียสอยู่เพียงคืบ ฟินลีย์ที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเอะอะโวยวาย เขาเห็นภาพเอลเลียตกำลังจะฆ่าโทเบียสมีดปลายแหลมถูกจ่อที่ลำคอคนตัวสูง ฟินลีย์ตกใจสุดขีด ร่างกายของเขาขยับโดยอัตโนมัติ เขารีบพุ่งตัวเข้าไปผลักเอลเลียต ให้ออกจากโทเบียสสุดแรง