LOGINปัง!!!
เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด เลือดสีแดงสดย้อยลงมาตรงกลางหน้าผาก แล้วค่อย ๆ หยดลงมาที่ใบหน้าเป็นทางยาวตามแรงโน้มถ่วงของโลก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเต็มไปหมด
คนตัวใหญ่รูปร่างกำยำสวมเสื้อผ้าหนังสีดำ ใส่หมวกไหมพรมล้มลงไปนอนกองกับพื้น ฟินลีย์รีบหันไปดูว่าใครกันที่เป็นคนยิงไอ้สารเลวนั่น แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่โทเบียสอย่างแน่นอน
“เป็นไงบ้างฟินลีย์!!”
โดมินิค สตีล เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง เขารีบวิ่งมาหาฟินลีย์แล้วดึงตัวฟินลีย์เข้าไปหาตัวเองอย่างไว สายตาที่แสนห่วงใยถูกทอดมองมายังฟินลีย์ คนตัวเล็กโผลกอดโดมินิคแน่นราวกับว่าไม่อยากให้เขาไปไหน ถ้าไม่ได้โดมินิคเขาคงกลายเป็นผีไปแล้วแน่ ๆ
โดมินิค สตีล ชายวัย 35 ปี ผมสีน้ำตาลเข้ม นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเล ช่วยดึงดูดสายตาของใครหลาย ๆ คนที่ได้สบตาเขา คนตัวสูง 185 เซนติเมตร เดินขยับเข้ามาใกล้ ๆ ฟินลีย์
โดมินิคเป็นหัวหน้าทีมของหน่วยสืบสวนพิเศษ (เอฟบีไอ) เขาเป็นเจ้านายของโทเบียสและเซบาสเตียน
ปัง!!!
เสียงปืนดังขึ้นมาอีกหนึ่งนัด โทเบียสรีบหันไปดูตามเสียงทันที
“แกยิงมันทำไม?”
น้ำเสียงเคร่งขรึมถูกเปล่งออกมา โทเบียสหันไปถามคู่หูตัวเองด้วยสีหน้าท่าทางไม่พอใจ เขากะว่าจะเก็บไอ้หมอนี่ไว้สืบสวนหาตัวการเสียหน่อย ว่าใครกันเป็นคนที่ส่งมันมาจับตัวฟินลีย์ ส่วนไอ้สารเลวที่จับฟินลีย์ก็ดันโดนเจ้านายของเขาสอยจนล่วงไปกองกับพื้น กลายเป็นร่างไร้วิญญาณไปเสียแล้ว
“บอสก็อีกคน...ยิงหมอนั่นทำไม?”
น้ำเสียงไม่พอใจของโทเบียสเอ่ยขึ้นใส่คู่หูและเจ้านายของตัวเอง แววตาเรียบเฉยแต่มันกับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเกรงไม่น้อย แม้พวกเขาจะสนิทกันมากก็ตาม
โดมินิคเดินเข้ามาช้า ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาสบตามองโทเบียสตรง ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูนิ่งจนเย็น
“ถ้าผมไม่ยิงมัน...มันก็ยิงฟินลีย์น่ะสิ นี่คุณจะบ้ารึเปล่าปล่อยให้มันเอาปืนจ่อขมับพยานตัวเองอยู่ได้ ถ้าเกิดมันยิงขึ้นมาจริง ๆ ป่านนี้พยานคุณได้กลายเป็นผีเฝ้าหลุมไปแล้ว!!”
โดมินิคเอ่ยขึ้นพลางโอบกระชับฟินลีย์ เพื่อให้คนนัยน์ตาสีเทาหายตกใจ เขาผละตัวออกจากฟินลีย์ แล้วใช้สายตาของเขาสำรวจไปทั่วร่างกายของพยานคนสำคัญ ว่ามีตรงไหนบุบสลายหรือเปล่า
“มันไม่ยิงหรอกน่า ถ้ามันจะยิงมันยิงไปนานแล้ว ถ้าจะยิงจริง ๆ มันคงยิงฟินลีย์ตั้งแต่อยู่บนรถแล้ว”
เขาเอ่ยสวนกลับอย่างไม่ยำเกรง โทเบียสเก็บปืนไว้ที่เดิม พลางเดินไปที่ศพของผู้ร้ายทั้งสอง เขาเหลือบสายตาไปมองเจ้านายตัวเอง คลื่นแห่งโทสะโอบล้อมรอบกายเขา เมื่อทุกคนทำทุกอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้พังหมด โทเบียสคิดว่าเรื่องนี้มันต้องมีเงื่อนงำแน่ ๆ แต่ทีมของเขาสองคนกับทำมันพังไม่มีชิ้นดี
“ไม่ต้องมามองฉัน มันจะยิงแก...ถ้าฉันไม่ยิง แกก็ถูกยิง จะให้ฉันเลือกอย่างแรกหรืออย่างหลังโทเบียส”
เซบาสเตียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้มีทีท่าโมโหแต่อย่างใด แถมดูเหมือนจะเข้าใจโทเบียสเสียด้วยซ้ำว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนี้
โทเบียสไม่พูดไม่จา เขานั่งลงข้าง ๆ ศพคนร้าย พลางค้นตัวร่างไร้วิญญาณที่นอนแน่นิ่งอยู่ ว่ามีอะไรที่จะสืบสาวหาต้นตอได้หรือเปล่า
“คุณมันบ้า บ้าที่สุด!!...เห็นผมเป็นตัวอะไรกันแน่ ถ้าเกิดมันยิงผมขึ้นมาจริง ๆ อย่างที่คุณท้ามัน ผมไม่กลายเป็นผีไปแล้วเหรอโทเบียส!!”
เสียงตวาดดังลั่นของฟินลีย์มันฟังแล้วดูสั่นเครือ เขาแผดเสียงใส่หูของโทเบียสอย่างห้ามไม่ได้ ตอนนี้ฟินลีย์แทบอยากจะฉีกร่างเจ้าหน้าที่เอฟบีไอคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด ที่กล้าเอาชีวิตเขาเป็นเดิมพันกับเหตุการณ์ในครั้งนี้
“แล้วมันยิงหรือเปล่าล่ะ...มันไม่กล้ายิงนายหรอกฟินลีย์ ถ้ามันจะยิงมันยิงตั้งแต่บนรถแล้ว นายกำลังมีเรื่องอะไรปิดบังฉันอยู่ใช่ไหม? พวกมันถึงอยากจะได้ตัวนาย”
“ผมไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง เพราะทุกอย่างผมบอกคุณไปหมดแล้ว คุณคิดว่าผมอยากให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพนี้เหรอ?"
"คุณคิดว่ามันสนุกนักเหรอ? ที่ต้องเอาชีวิตตัวเองมาเป็นเดิมพันกับคดีบ้า ๆ นี่ ถ้ารู้แบบนี้ผมไม่มาเป็นพยานให้คดีนี้หรอก!!”
สีหน้าของฟินลีย์เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่พอใจ แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้งไม่ได้ปิดบังอะไร รวมถึงสายตาที่เขามองไปยังโทเบียสด้วยเช่นกัน
สายตาแห่งความผิดหวังและน้อยเนื้อต่ำใจ ที่โดนใช้เป็นเครื่องเดิมพันในครั้งนี้ ถึงเขาจะเป็นแค่พยานคนหนึ่ง แต่โทเบียสก็ไม่มีสิทธิ์ทำกับเขาแบบนี้ เขาควรได้รับการคุ้มกันให้ปลอดภัยไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่เอาเขามาเป็นเครื่องต่อรองของพวกผู้ร้าย
“ตอนนี้พวกคุณหยุดเถียงกันก่อนแล้วฟังผม...คุณไม่ได้ผิดหรอกโทเบียส แต่คุณลืมคิดเรื่องหนึ่ง”
น้ำเสียงเคร่งขรึมของโดมินิคเอ่ยขึ้น ทั้งสามหันมาหาโดมินิคเพื่อรอฟังสิ่งที่เขากำลังจะพูดในไม่ช้า
“ตอนนี้ฟินลีย์กำลังตกอยู่ในอันตราย และผมเชื่อว่าพวกมันต้องหาทางเอาตัวฟินลีย์ไปอีกแน่ ๆ หรือไม่มันก็คงหาทางกำจัดเขาทิ้ง"
"ที่มันยังไม่ฆ่าฟินลีย์ตั้งแต่อยู่บนรถ ผมคิดว่าไม่ใช่เพราะฟินลีย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกมันหรอก...”
“แต่พวกมันไม่คิดว่าคุณจะขับรถตามมันไป ที่มันไม่ฆ่าฟินลีย์ตั้งแต่อยู่บนรถก็เพราะว่า ถ้าเกิดว่ามันจนมุม มันจะได้ใช้ฟินลีย์เป็นตัวประกันต่อรองให้คุณปล่อยพวกมันไปไง แต่มันคิดไม่ถึงว่าคุณดันให้มันฆ่าฟินลีย์ทิ้ง”
โดมินิคอธิบายในสิ่งที่เขาคิด เพราะถ้าเกิดมันฆ่าฟินลีย์ตั้งแต่ฟินลีย์อยู่บนรถ แล้วพวกมันเกิดจนมุม มันก็คงไม่มีอะไรมาต่อรองกับโทเบียสน่ะสิ
โทเบียสลืมคิดข้อนี้ไปเสียสนิท เขามัวแต่จ้องจับผิดฟินลีย์ คิดว่าฟินลีย์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้แน่ ๆ มันเลยทำให้เขามองไม่ขาด
“ใช่...จริงอย่างที่บอสพูด ครั้งนี้แกประเมินสถานการณ์ผิดว่ะโทเบียส”
เซบาสเตียนเอ่ยสมทบขึ้นมาทันที เขาส่ายหัวไปมาพลางยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้น แล้วหงายฝ่ามือออก ทำท่าทางกวน ๆ ใส่โทเบียส คนตัวสูง 190 เซนติเมตร ได้แต่ทำหน้านิ่งไม่พูดอะไร เขาเตรียมที่จะเดินออกไปจากจุดเกิดเหตุ
“จะไปไหนโทเบียสผมยังไม่ได้บอกให้คุณไปเลย”
สิ้นเสียงของโดมินิคโทเบียสก็หยุดชะงักทันที แต่เขายังคงไม่ได้หันกลับมามองนายตัวเอง ความเดือดดาลยังคงสุมอยู่ในอก ในหัวเขาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม และเขาเชื่อว่าฟินลีย์ต้องไม่ใช่แค่พยานเห็นเหตุการณ์ธรรมดา ๆ แน่นอน
“คุณจะต้องเป็นคนคุ้มกันฟินลีย์”
“หมายความว่ายังไงครับบอส?”
“ก็หมายความว่าคุณต้องเอาฟินลีย์ไปอยู่ด้วย หรือไม่ก็คุณต้องคอยเฝ้าฟินลีย์ที่บ้านเขาไม่ให้คาดสายตาไงล่ะ”
อากาศเย็นสบายปนกลิ่นหอมของไม้สนจากภูเขาบลูริดจ์ พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ที่เปิดกว้างของร้านอาหารท้องถิ่นเล็ก ๆ ใจกลางแอชวิลล์โต๊ะไม้โอ๊กขัดมันตั้งอยู่ริมกระจกบานใหญ่ มองออกไปเห็นถนนสายแคบที่มีบ้านสไตล์วิกตอเรียน และกระท่อมไม้เรียงราย ภายนอกมีเถาไม้เลื้อยสีเขียวปกคลุมระเบียงร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม เพิ่มชีวิตชีวาให้ดูน่ามองบนโต๊ะอาหารมีแสงจากเปลวเทียนอ่อน ๆ ส่องกระทบจานเซรามิกสีขาวที่วางเรียงอยู่ ข้างในมีกลิ่นหอมของแพนเค้กโฮมเมด ราดเมเปิลไซรัป และไข่ดาวที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ ๆ เสียงพูดคุยเบา ๆ ของผู้คนในร้านคลอไปกับเสียงกีตาร์อะคูสติก จากนักดนตรีท้องถิ่นที่นั่งเล่นอยู่มุมถนนเสียงหัวเราะหยอกล้อกันบนโต๊ะอาหาร สร้างความเบิกบานให้ทุกคน เซบาสเตียนเป็นคนเปิดประเด็นเล่ามุกตลกให้ทุกคนได้หัวเราะเฮฮา และตอบกลับมุกฝืด ๆ ของโดมินิคที่นาน ๆ ที จะได้ยิน มันยิ่งสร้างความขบขันให้หลายคนไม่น้อยฟินลีย์ตักซุปใส่ถ้วยแล้วเสิร์ฟให้โทเบียส พร้อมกับส่งยิ้มกว้างให้คนพี่ ท่าทางที่มีความสุข และภาพหวาน ๆ นี้ทำให้ทุกคนอิจฉาตาร้อน โดยเฉพาะโดมินิค ซึ่งตอนนี้เขาเข้าใจดีว่าตัวเองเป็นได้เพียง
⚠️🔥🔞 คำเตือน : ฉากนี้มีบรรยายการมีเพศสัมพันธ์อย่างชัดเจน ใครไม่ชอบฉาก NC แรง ๆ กดเลื่อนผ่านได้เลยนะคะ รบกวนขอความเห็นใจไรท์ตาดำ ๆ ตัวดำ ๆ คนนี้ อย่าว่าไรท์เหมือนเรื่องที่แล้วเลยนะคะ ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าไม่ชอบ NC ก็เลื่อนผ่านจ้า จุ๊ฟเหม่ง❤️😘🔞ห้องนอนกว้างขวาง แต่กลับอบอุ่นกว่าที่คิดไว้ สำหรับชายหนุ่มผู้เคร่งขรึม ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชากลับแฝงไปด้วยความร้อนแรงผนังทาสีเทาเข้มแซมด้วยโทนไม้โอ๊ก ทำให้บรรยากาศทั้งหรูหราและน่ามอง แสงไฟสีเหลืองอมส้มส่องสว่างจากโคมไฟหัวเตียง เงาไฟกระทบกับพื้นไม้ปาร์เก้พาดผ่านเฟอร์นิเจอร์ตัวหรู มันไม่ได้ดูน่ากลัวแต่กลับให้ความรู้สึกที่อบอุ่นเตียงคิงไซส์กลางห้องปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา ตัดกับผ้าคลุมเตียงสีน้ำเงินเข้ม ที่ฟินลีย์มักจะพับอย่างเป็นระเบียบแต่ค่ำคืนนี้กลับถูกดึงให้คลายตัว ราวกับว่ายอมให้ใครบางคนเข้ามาแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัวในห้องนี้ โซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มตั้งอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ห้องดูมีมิติ แสงไฟในเมืองด้านนอกลอดเข้ามาเป็นประกายระยิบระยับ เหมือนมวลหมู่ดาวในท้องนภา
“อย่า!!...อย่ายิง!!”ลูเซียนเอ่ยเสียงแข็งกร้าว พลางขบสันกรามเข้าหากันแน่น เมื่อไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ในตอนนี้ “ไอ้โทเบียส!!...ยังไงวันนี้อเล็กซ์ก็ต้องกลับไปกับฉัน” คนนัยน์ตาสีแดงก่ำจ้องมองโทเบียสไม่ลดละในหัวลูเซียนมีแต่แผนการผุดขึ้นมา ว่าจะพาอเล็กซ์ออกไปได้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องพาอเล็กซ์ออกไปให้ได้ ต่อจะให้ฆ่าสักกี่ศพเขาก็ยอม“แกมีสิทธิ์ร้องขอด้วยเหรอ?”โทเบียสเอ่ยเสียงนิ่งเย็น สายตาว่างเปล่าจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่ปรานี โทเบียสรู้ดีว่าถ้าเกิดเขาไม่สามารถจับลูเซียนได้ ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตราย ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไม่ว่าลูเซียนจะทำแบบนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทำเพราะคนที่ตัวเองรัก ทำเพราะผิดหวังจากคนรัก ไม่ว่าจะเหตุผลไหน แต่สิ่งที่ลูเซียนทำตอนนี้ มันกลายภัยต่อคนอื่นไปเสียแล้วโทเบียสส่งสัญญาณให้เซบาสเตียนและโดมินิคที่ค่อย ๆ สืบเท้าก้าวเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังลูเซียน ให้พวกเขาเคลียร์นักโทษ และเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากที่นี่โดยด่วน
เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังก้องทั่วทั้งห้องสี่เหลี่ยม ที่มีผนังสีขาวหม่น ๆ สีหลุดล่อนเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ด้านบนมีเพียงหลอดไฟนีออนสีขาวให้แสงจ้า ส่องสว่างทั่วห้องในห้องนี้มีอุปกรณ์ทดลองมากมายเต็มไปหมด หลอดแก้วสีใสวางเกลื่อนกลาด บางหลอดมีสารเคมีหลงเหลืออยู่ กลิ่นหืนของสารเคมีคละคลุ้งไปทั่วอากาศ ชวนให้คนที่อยู่ในห้องคลื่นไส้จนแทบอาเจียนลูเซียนร้องคำรามออกมาเสียงดังราวกับสัตว์ป่า ดวงตาปูดโปนแดงก่ำราวกับปีศาจ ตามแขนเขามีรอยเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในเส้นเลือดนับจำนวนแทบไม่ได้ เขาทำการทดลองกับตัวเองให้เป็นคนที่ไม่มีวันตายและกลายเป็นอมตะร่างกายของลูเซียนตอนนี้ราวกับว่า มีบางสิ่งบางอย่างผิดแปลกจากมนุษย์ทั่วไป ผิวซีดขาวจนน่ากลัวราวกับผีดิบไม่มีผิดเพี้ยน เส้นเลือดสีดำขลับเห็นเด่นชัดจนน่ากลัวบรรดาลูกน้องต่างพากันเกรงกลัวนายตัวเองในเวอร์ชันใหม่ เจ้านายที่กลายเป็นผีดิบไปแล้ว พวกเขากลัวจนพากันหนีลูเซียน ไม่มีเหลือใครข้างกายสักคน“ถึงเวลาแล้วที่พวกมันต้องชดใช้”น้ำเสียงแหบห้าวเอ่ยขึ้นพึมพำกับตัวเอง สายตาแดงก่ำจ้องมองตรงอย่างไร้จุดหมาย ดว
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!...พวกคุณทำอะไรคุณลุงกับคุณป้าน่ะ!!”เสียงของคาเรลดังขึ้น เมื่อเห็นลุงกับป้าของตัวเองกำลังยืนร้องไห้ราวกับโดนทำร้าย คนตัวเล็กรีบปรี่เข้ามาเตรียมจะเอาเรื่องคนที่มารังแกลุงกับป้าของตัวเองทันที“คาเรล...นายนี่มันยังแสบเหมือนเดิมเลยนะ พี่เอง”เสียงของเอลเลียตทำให้คาเรลหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาจำได้ว่าเอลเลียตตายไปเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนั้นเขาไม่มาร่วมงานศพหลังจากงานศพของเอลเลียตจบลง เอเรน่าและฮาเตอร์ก็กลายเป็นคนเศร้าหมอง จนเขาอดเป็นห่วงไม่ได้ ทุกสุดสัปดาห์คาเรลก็จะกลับจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มาอยู่กับท่านทั้งสอง เพื่อไม่ให้ท่านเหงา“พี่เอลเลียต...พี่กลับมาได้ยังไง? พี่ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”กำปั้นหนา ๆ เคาะลงกลางหน้าผากของคาเรลอย่างแรง เมื่อคนตัวเล็กพูดออกมาไม่คิด เอลเลียตอมยิ้มให้กับน้องชายตัวแสบ ลูกชายของน้าที่ชอบป่วนเขาอยู่เรื่อย“ฉันยังไม่ตาย...แค่หายตัวไปทำภารกิจลับ ก็เลยต้องแกล้งตาย”คำพูดของเอลเลียตทำให้คาเรลพยักหน้าตามอย่างเข้าใจ แต่เขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไม
ภายในห้องทดลองที่ทาทาบกำแพงด้วยสีขาวสะอาดตา ไฟจากหลอดนีออนสีขาวจ้าสว่างไปทั่วทั้งห้อง อุปกรณ์วิจัย และหลอดแก้วที่มีสารเคมีอยู่ในหลอดหลายชนิด ถูกนำมาทดลองไม่รู้ต่อกี่ครั้งที่นี่เป็นห้องวิจัยหมายเลขหนึ่งขององค์กรดอกลิลลี่สีดำ ที่ทางการอนุญาตให้ใช้ทำการทดลองเพื่อช่วยชีวิตเอลเลียตได้ดร.วิลเลียม หมกตัวอยู่ที่นี่เกือบหนึ่งสัปดาห์ พร้อมกับหลอดเลือดตัวอย่างของอเล็กซ์อีกเพียงสองหลอดที่เหลืออยู่ เขายังหาข้อมูลไม่เจอเลยว่าเพราะอะไร ทำไมอเล็กซ์ถึงมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องใช้ยาเคมีฉีดเข้าร่างกายตอนนี้เอลเลียตอยู่ได้เพราะยาที่มีอยู่ แต่ ดร.วิลเลียม ต้องการให้เอลเลียตไม่ต้องใช้มันอีก เขาไม่อยากให้เอลเลียตต้องใช้มันไปตลอดชีวิต หากวันใดวันหนึ่งเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็เท่ากับว่าเอลเลียตก็ต้องจบชีวิตลงเช่นกัน“ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นหรอก ดร.”เอลเลียตเดินมาหยุดอยู่ข้างหลัง ดร.วิลเลียม พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง เขาคิดไว้แล้วว่าไหน ๆ เขาก็ตายไปแล้ว ความจริงมันก็ไม่ควรที่เขาจะกลับมามีชีวิตฝืนกฎธรรมชาติ นี่เป็นสัจธรรมมนุษย์ ที่ทุกคนล้วนแล้วต้องตายทั้งน
เหมือนเส้นบาง ๆ ระหว่างความเป็นและความตายของโทเบียสอยู่เพียงคืบ ฟินลีย์ที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเอะอะโวยวาย เขาเห็นภาพเอลเลียตกำลังจะฆ่าโทเบียสมีดปลายแหลมถูกจ่อที่ลำคอคนตัวสูง ฟินลีย์ตกใจสุดขีด ร่างกายของเขาขยับโดยอัตโนมัติ เขารีบพุ่งตัวเข้าไปผลักเอลเลียต ให้ออกจากโทเบียสสุดแรง
โทเบียสยืนนิ่งราวกับต้องมนต์สะกด ดวงตาคมเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงเรียกชื่อเขาซ้ำ ๆ"โทเบียส!!...โทเบียส!!"สุ้มเสียงคนด้านนอกแหบพร่าฟังดูน่าขนลุก เสียงนั้นมันคือเสียงของ “เอลเลียต” เพื่อนสนิทที่เสียชีว
เสียงฝีเท้าดังขึ้นเบา ๆ ทำให้โทเบียสละสายตาจากพื้นห้องที่เคยมีศพนอนนิ่งอยู่ เขาหันไปมองทางต้นเสียง เป็นฟินลีย์ยืนอยู่ตรงประตูทางเชื่อมระหว่างห้องพักสองห้อง ใบหน้าของเขาซีดขาว ดวงตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด“คุณคิดว่าเราจะปลอดภัยไหมถ้าอยู่ที่นี่?”คนที่เพิ่งเ
“อ๊ากกกกกก”เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด เมื่อเสียงปืนดังขึ้นติดต่อกันสามนัด โทเบียสหันปลายกระบอกปืนไปยังคนร้ายอีกคน ที่นอนทรุดอยู่กับพื้น มันกำลังจะหยิบปืนขึ้นมายิงเขา แต่ก็ยังช้ากว่าโทเบียสอยู่ดี สามวินาทีมันก็มากเกินพอแล้วสำหรับโทเบียส กระสุนสองนัดตัดผ่านเส้นเอ็นข้อมือข้างขวาของมัน จนเลือดพุ่







