Masuk“คุณ...เจ็บไหม”
เขาถามอีก พริ้มเพราพยักหน้า น้ำตาหยดหนึ่งรินร่วงลงทางหางตา และก่อนที่หยดต่อไปจะหล่นลงมา เธอก็ถูกดึงเข้าสู่วงแขนของมาร์คิน เขากอดเธอเบาๆ ลูบหลังเธอช้าๆ มือข้างหนึ่งกดศีรษะเธอไว้ เพื่อที่หยดน้ำตานั้นจะได้หยดลงบนเสื้อสูทของเขาแทน เธอทนไม่ไหวก็ปล่อยโฮดังลั่น เหมือนเขาคือผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ๆ ที่มีไว้เพื่อเธอแค่เพียงผู้เดียว เพื่อเธอคนเดียวจริงๆ
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ประตูบานหนาจะถูกผลักเข้ามา มณีนุชอ้าปากค้าง ตาเบิกโตเมื่อเห็นท่าทีของบอสใหญ่และผู้ช่วยเลขา พริ้มเพราถูกกอดอยู่ หันหลังให้ประตู มณีนุชเลยได้เผชิญหน้ากับหลานชายของตัวเอง เขาโบกมือส่งสัญญาณมิให้ส่งเสียง แล้วไล่ให้ออกไปก่อน
เสียงสะอื้นผะแผ่วผ่อนแรงลงเรื่อยๆ พริ้มเพราผละออกจากอกอุ่น ปาดน้ำตาแรงๆ เธอบ้ามากที่มาร้องไห้กับแผ่นอกของเจ้านาย
“ขอโทษค่ะ ฉัน...เอ่อ...อ่อนแอไปหน่อย”
“คนเรามีมุมอ่อนแอเสมอ ว่าแต่...คุณมาทำอะไรที่นี่”
“มาทำงานสิ” บอกแล้วขยับออกห่าง พวงแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ เมื่อความเศร้าเริ่มเจือจาง ความขัดเขินก็วิ่งพล่านไปทั่วกายสาว
“ป่วยอยู่เนี่ยนะ” เขาแย้ง
“ฉันดีขึ้นมากแล้วค่ะ หยุดโดยไม่ได้ลาด้วย ฉันกลัวโดนไล่ออก”
“มีตำแหน่งว่างบนเตียงผม ถ้าคุณต้องการ” เขาเย้าแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม
พริ้มเพราเลยค้อนเข้าให้ สุดท้ายก็วกมาเรื่องเดิมๆ เธอกับเขาเหมือนขั้วบวกขั้วลบ วางไว้ใกล้กันไม่ได้หรอก มันต้องมีการ ดูด เกิดขึ้นแน่ๆ
“อย่าทำแบบนี้อีกเลย เรื่องของเรามันจบแล้วนะคะบอส”
“ถ้าอยากให้ผมหยุด คราวหน้า...อย่าจูบตอบ”
พริ้มเพราหน้าขึ้นสี กะพริบตาปริบๆ แก้เก้อ กลืนน้ำลายหนืดๆ ลงคอ รสหวานจากปากเขายังติดลิ้นอยู่เลย
“มันจบแค่นั้นค่ะบอส จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก ฉัน...เอ่อ...ไปทำงานดีกว่า” ว่าแล้วจะเดินหนี ไม่อยากอยู่ในห้องสองต่อสองกับเขา ยิ่งเขาเอาแต่พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกัน เธอก็ยิ่งไม่สบายใจ ไม่อยากเลื่อนฐานะจากผู้ช่วยเลขาไปเป็นนางบำเรอหรอกนะ
มาร์คินหน้าสลดเมื่อถูกเอ่ยตัดความสัมพันธ์ หล่อนคงยังไม่ลืมคนรักเก่า และเรื่องเมื่อคืนก่อน ก็คงเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุที่หล่อนไม่อยากนึกนึก มันดีแล้ว เป็นอย่างนี้ก็ดี เขาพยายามบอกตัวเองเช่นนั้น แต่ในใจลึกๆ กลับรู้สึกไม่พอใจ
“ออกไปเถอะ ขอกาแฟเข้มๆ สักแก้วแล้วกัน แล้วก็เรียกผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อมาหาผมที อ้อ...สั่งกุหลาบช่อใหญ่ๆ ไปให้เฌอริณด้วยนะ”
“คะ?” พริ้มเพรามึนงง รีบจูนสมองมาที่เรื่องงาน ใครคือเฌอริณ? เฌอริณไหนกันล่ะ แล้วเธอรู้จักคนที่ชื่อเฌอริณด้วยหรือ อย่าบอกนะว่าเฌอริณเดียวกับ...
“เฌอริณ รัชพงษ์ ดาราน่ะ รู้จักไหม มีเบอร์ติดต่อของผู้จัดการอยู่ที่อานุช คุณโทรไปหาเจ้าหล่อน ถามว่าเฌอริณอยู่ที่ไหนแล้วให้ดอกไม้ไปส่งที่นั่น อย่าช้าล่ะ ผมควรได้รับโทรศัพท์จากริณก่อนหนึ่งทุ่ม”
“แล้วถ้าคุณเฌอริณไม่โทรมาล่ะ”
มาร์คินยืนนิ่งเหมือนนึก แต่พริ้มเพราไม่อาจรู้ว่าเขากำลังนึกอยู่หรือเปล่า
“แสดงว่าคุณจัดการสิ่งที่ผมสั่งไม่เรียบร้อย ผมจะพิจารณาเรื่องการหักเงินเดือน” นี่ก็เป็นเรื่องสนุกอีกอย่างของมาร์คิน หน้าเหวอๆ ของหล่อนตอนกลัวถูกหักเงินเดือนนี่น่าเอ็นดูดีแท้
“หา! อะไรนะ!”
“คุณได้ยินชัดแล้ว ออกไป”
เขาสั่งอีก สีหน้าไร้รอยยิ้ม มีเพียงความเรียบเฉย แต่พริ้มเพรายังเห็นความหล่อเหลาปานพระเอกหนังฮอลลีวูดของเขาอยู่
หญิงสาวเดินหน้าตูมออกมาจากห้องทำงานของบอสใหญ่ งานอะไรเธอก็ทำได้หมดนั่นล่ะ แต่งานที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเธอนี่มันชักจะมากไปแล้วนะ เธอจะไปรู้ได้อย่างไรว่าแม่เฌอริณจะโทรหาเขาหรือไม่โทร แล้วถ้าเจ้าหล่อนไม่โทรล่ะ เธอมิต้องถูกหักเงินเดือนหรือ ถึงเงินเดือนจะมาก แต่ถ้ามีเจ้านายนิสัยบ้าๆ รอแต่จะหักเงินกันอย่างนี้ สิ้นเดือนมันจะไปเหลืออะไรวะ!
“โธ่เว้ย! ประสาทจะกิน!”
พริ้มเพราบ่นเสียงดังจนมณีนุชที่กำลังพิมพ์งานอยู่เบี่ยงหน้าออกจากจอคอมพิวเตอร์ “มีเรื่องอะไรให้ช่วยไหมพริ้มเพรา”
“มีค่ะอานุช แหะๆ” แล้วพริ้มเพราก็ร้องขอเบอร์โทรผู้จัดการของเฌอริณจากมณีนุช เธอได้มันมาไว้ในรายนามผู้ติดต่อของมาร์คิน บันทึกไว้ในสมาร์ตโฟนตรงตำแหน่งของโน้ตข้อความที่ทำขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ และอีกไม่นานโน้ตดังกล่าวคงเต็มไปด้วยเบอร์โทรของคนที่เธอไม่รู้จัก
พริ้มเพราทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จลุล่วงด้วยดี หญิงสาวกลับมานั่งยังตำแหน่งผู้ช่วยเลขา หลังจากเสิร์ฟกาแฟร้อนๆ ให้เจ้านาย เขาไม่ได้คุยกับเธอสักคำตอนที่เธอเอากาแฟเข้าไปให้ เขาทำเป็นยุ่ง แต่เธอเห็นว่าเขายุ่งจริงๆ มีงานเอกสารที่เธอต้องพิมพ์อีกปึกหนึ่งในแฟ้มที่มณีนุชเอามาวางไว้รอท่า เธอพิมพ์ไปเรื่อยๆ ใจก็ลุ้นว่าป่านนี้ดอกไม้ที่สั่งไว้จะถึงมือเฌอริณหรือยัง และถ้าถึงแล้ว เจ้าหล่อนจะมีเวลาโทรหามาร์คินบ้างไหม ให้ตายเถอะ โทรเถอะนะ ได้โปรด เธอยังไม่อยากถูกหักเงินเดือน บ้านยังต้องเช่า รถยังต้องผ่อน ขอร้องล่ะเฌอริณ
พัชญะมุ่นคิ้ว “อ่า...บอสให้คุณพริ้มกลับมาทำงานเลขาอีกแล้วหรือครับ ดีจัง ผมจะได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง” ไม่เอ่ยเปล่าๆ แต่เอื้อมมือไปแตะศอกพริ้มเพราราวกับคนคุ้นเคยมาร์คินเลิกคิ้วสูง มองมือของพัชญะอย่างเคืองใจ“ใครบอกว่าเธอจะมาทำงาน” พูดจบก็ดึงร่างเมียรักเข้ามาใกล้ “พริ้มเพราเป็นเมียผม และเป็นแม่ของลูกผมด้วย”“หา!?” พัชญะช็อกไปเกือบครึ่งนาที“ที่สำคัญคือเธอกำลังท้องอยู่ แฝดสามน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าแตะต้องเธอล่ะ เพราะผม...หวงมาก”“อ่า...ครับๆ”“ถ้าจะให้ดี ช่วยปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาท เจอเธอคราวหน้า ก้มหัวให้เธอซะ เพราะเธอเป็นเจ้านาย เข้าใจนะ”“ครับ...บอส!”พริ้มเพรานึกสมเพชอดีตแฟน เธอไม่เคยเห็นเขาหงอได้มากเท่านี้ตั้งแต่เกิดมา“ไปกันเถอะ”“ขอเวลาแป๊บนะคะ” เธอร้องขอ มาร์คินเลยเข้าลิฟต์ไปก่อน เธออยากพูดอะไรกับพัชญะสักนิด เขาจะได้เข้าใจสักที “ขอบคุณนะพอร์ช”“หือ? อ้อ...ครับ...คุณพริ้ม”“ขอบคุณนะที่ทิ้งกันไป ไม่อย่างนั้นพริ้มคงไม่ได้เจอมาร์คิน เรามาจบเรื่องในอดีตกันตรงนี้เถอะนะ ขอบคุณอีกครั้ง...สำหรับทุกอย่าง”“อ่า...ครับ...ยินดีด้วยครับ คุณพริ้ม...”พริ้มเพรายิ้มให้อดีตแฟน สิ่งเดียวที่นับว่าเป็
“ไปๆ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ได้ยินว่ามื้อเช้ามีข้าวห่อใบบัว โอ๊ย...อยาก”“เออๆๆ ไปๆๆ” กุ้งนางเร่งเร้า จะซอยเท้าตามเพื่อนไปแต่ชายเสื้อถูกดึงยิกๆ “เร็วเข้านังกุ้ง พาผู้ชายแกมาด้วยสิยะ” กมลศักดิ์เร่งเร้ากุ้งนางนึกเคือง ผู้ชายของเธอเหรอ หึ! นังกิ๊บ! ฉันอยากจะฆ่าแกเพราะเรื่องนี่ล่ะ“น้องคะ ไปเร็วค่ะ ไปหาข้าวกินกัน”นะโมทำหน้ายู่ ดึงชายเสื้อพี่กุ้งเอาไว้“พี่กุ้ง...นะโมเหนื่อย เนี่ย...ปวดขา” เด็กน้อยบอก ก้มลงทุบขาสองสามทีกุ้งนางทำหน้าแหย คุกเข่าลงตรงหน้าหนูน้อย “คงจะไม่ได้ให้พี่...”“ฮึบ!”สิ้นเสียงฮึบ ความหนักก็ถาโถมเข้ามาที่แผ่นหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรอยู่บนนั้น ร่างกลมป้อมของเด็กชายนะโมนั่นเองกุ้งนางเม้มปากแน่นๆ แบกเจ้าหนูขึ้นหลัง แล้วเดินไปตามสะพานไม้ ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่เธอก็ต้องทน ฉันจะฆ่าแก นังกิ๊บ! นังเพื่อนทรยศ!...........บริษัทมนวรรธน์กลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยข้ามฝั่งมา พริ้มเพรายุติสองขาที่กำลังก้าวจะเข้าบริษัท เธอมองข้ามไป นึกถึงวันที่ต้องเร่งฝีเท้าไปซื้อกาแฟให้เจ้านายแล้วยิ้มหัวออกมา ราวกับว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้“เป็นอะไรฮึ” สามีคนดีถามไถ่ มือข้างหนึ่งยังประคอ
เฌอริณมองสามีแล้วนึกขำ พอมองย้อนกลับไปในตอนนั้นเธอก็ช่างโง่งมที่คิดว่าตัวเองรักมาร์คิน บางทีนั่นอาจมิใช่ความรัก อาจเป็นเพียงความลุ่มหลง การห่วงหวงเช่นเด็กน้อยที่หวงของเล่น ทว่าเมื่อมาร์คินมีคนอื่น เธอกลับมิได้เจ็บมากมาย หัวใจกลับยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แต่พอคนอีกคนที่อยู่ข้างกายมาตลอด มาหายไป นั่นต่างหาก หัวใจถึงได้รู้ว่ารักเขามากกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาเสียอีก“งอนเลย เดี๋ยวง้อเอง”“อา...รู้ทันอีกละ”“มีสามีเด็กกว่าก็ต้องฟิตทั้งร่างกายและสมอง ไม่งั้นตามนายไม่ทันหรอกน่า”“ตามอะไรกัน ผมนี่เป็นคนดีแล้วนะ เหล้ายาไม่แตะ งานเสี่ยงอันตรายก็เลิกสนิท แถมยังรักเมียกับลูกม๊ากมาก สามีอย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก”“ไม่รู้สิ วันดีคืนดีฉันอาจจะเดินชนกับกิ๊กเก่าของนายก็ได้ ใครจะรู้”“โห...ร้ายกาจ เอาเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ย ตัวเองนั่นแหละบอกให้ผมทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ”“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำพลาดล่ะ ตอนนี้ฉันสำนึกแล้ว และนาย...อย่าได้คิดทำตัวอย่างนั้นอีก ไม่อย่างนั้นละก็...” เธอหรี่ตามองสามีวัยละอ่อน ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าตัวจ้ำม่ำให้อ้อมแขนเขาคชากอดรัดลูกแน่นขึ้นอีก “อย่าแม้แต่จะคิดนะ ถ้าพี่เอาลูกไปละก็..
“ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดทีไรพาเข้าเรื่องนี้ทุกที”“ก็พี่ชอบนี่นา หรือพริ้มไม่ชอบ” เขาถาม หล่อนถลึงตาใส่ เห็นหล่อนทำตาโตอย่างนั้นแล้วนึกเอ็นดู “เมียพี่นี่น่ารักจริง”“ไม่ต้องมาชม คนหื่น” ปากว่าแต่มีรอยยิ้มงามวูบหนึ่งที่รอยยิ้มของพริ้มเพราชวนให้มาร์คินหวนคิดถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มของปาลิดาก็เคยสดใสอย่างนี้“เป็นอะไรคะ”“ปะ...เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร” ตอบอย่างนั้นแต่เปลี่ยนจากโอบกอดร่างงามมาจับมือหล่อนแล้วออกเดินไปด้วยกันพริ้มเพราลอบมองเขา มีไม่กี่เรื่องที่พอเขานึกถึงแล้วจะเงียบขรึมลงไปได้“คิดถึงคุณปาลิดาหรือคะ”เขาพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง พริ้มเพราจะดึงมือออกจากมือเขา ทว่ามันกลับถูกกุมไว้แน่นกว่าเดิม“แค่นึกถึง แค่นึกเท่านั้น” เอ่ยกันไว้ด้วยไม่อยากให้แม่คนงามงอนอีก พอรู้ว่าเขารัก หล่อนก็ขี้งอนนักเชียว แต่เขาก็ชอบล่ะ พอหล่อนงอนเขาก็ง้อ ง้อไม่ฟังก็ไปจบลงที่เตียงทุกที“ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”“ไม่ได้ว่า แต่ไม่ชอบใจ พี่รู้”“ป่านนี้เธอคงมีความสุขอยู่บนนั้น และอาจมองเราอยู่ พี่อยากบอกให้เธอรู้ว่าพี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินไหม”พริ้มเพราไหวไหล่ จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างสิ“อยากบอกอะไรปาลิด
“ถ้าจะมาถามแค่นี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่ว่างรับแขก” บอกเขาแล้วแอบปาดน้ำตา ในลำคอขมปร่าริม ฝีปากเริ่มสั่นระริก“พี่...ไม่คิดจะบอกผมเหรอ เรื่องลูก” ถามแล้วขยับเข้าไปหา มิได้นั่งลงข้างๆ แต่เลื่อนลงข้างล่าง ไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าหล่อน จับมือบางมากุมไว้ มือเล็กเรียวยิ่งผอมบางกว่าเดิม“คิดสิ อยากบอกจะตาย...แต่นาย...ไม่อยู่ฟังนี่นา ครั้งสุดท้ายที่ไปหา นายเดินหนีก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ” กระบอกตาของคชาเริ่มร้อนผ่าว จำได้ดีถึงวันที่เฌอริณไปหาเขาที่ร้านอาหาร ถ้าหล่อนไปหาเขาตอนนั้น แสดงว่าตอนที่ไป ท้องของหล่อนคงเนินนูนบ้างแล้ว และเขาโง่เอง ที่มัวแต่อคติ จนไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย“ผมขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าพี่...” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลงบนตัก เอื้อมมือไปหาเจ้าหนูอีกครั้ง แตะต้องสัมผัสฝ่าเท้าเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม “ให้ตายเถอะ พี่รู้หรือเปล่าว่าผมช็อกแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเรามีลูกด้วยกัน ผม...” คำพูดทั้งหลายมันอัดแน่นอยู่ในอก พูดออกมาไม่ได้เพราะลำคอตีบตันไปหมด “ไม่ใช่ว่าจะมาพาเขาไปใช่ไหม อย่าพรากลูกไปจากฉันนะ ไม่มีลูกแล้วฉันจะอยู่ยังไง”เป็นครั้งแรกที่คชาได้เห็นแววตาอย่างนั้นของเฌอริณ แม่สาวสมัยใหม่ที่ไม่เคย
“ขอให้หายนะ ขอให้ไข้ลดทีเถอะ” ภาวนาอย่างนั้นแต่ไม่อาจกลับไปนอนที่เตียง ห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาดรกเรื้อไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของ ทั้งผ้าอ้อมเด็กทั้งกล่องอาหารสำเร็จรูปบนโต๊ะ เธอกัดฟันเก็บของไปเรื่อยๆ ศีรษะยังปวดอยู่ตุบๆ เมื่อเก็บของไปได้ครึ่งทาง อาการง่วงก็ถามหา เธอส่ายหน้าแรงๆ ในตอนยัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วลงในถุงดำ แลเห็นชิณอยู่บนเตียง ขาของเด็กน้อยเริ่มถีบอากาศรัวๆ ราวกับคนที่ตื่นอยู่“โอ...ไม่นะ ชิณ...ชู่ว์...ชู่ว์...หลับอีกนิดนะคนดี ไม่ตื่นนะลูกนะ” เอ่ยปลอบอย่างนั้นแต่ไม่ทันให้ได้ปีนขึ้นเตียง ร่างของเธอทรุดลงตรงนั้น หายใจหอบถี่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลือนหาย ไม่นะ...เธอจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ชิณ...ชิณ...ชิณ....“อุแว้...”เสียงเด็กน้อยร้องจ้าเมื่อไขว่คว้าหามารดาแล้วไม่เจอ น้ำตาหยดเล็กรินไหลจากดวงตาเล็กเรียว ปากสีแดงสดอ้ากว้าง ตะเบ็งเสียงร้องอย่างเช่นทุกคราว ผิดก็แต่คราวนี้ อ้อมแขนของมารดามิได้โอบกอดเขาไว้เช่นเดิม...........ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆฟึ่บ!ประตูที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติเด้งออกจากตัวล็อก เมื่อรหัสผ่านถูกกด เสียงพ่นลมหายใจแรงๆ ดังขึ้นก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้าไปภายใน วินาทีแรกที่เข้ามาย
“เชอะ!” ปากส่งเสียงเชอะ แต่ขยับไปหาเขาดีๆ วาดแขนโอบรอบคอเขา ในขณะที่มาร์คินกอดเธอแรงๆ“เฮ้อ...ใจหายหมดเลย นึกว่าจะโกรธกันจนไม่มองหน้าซะอีก”“ฉันเป็นคนแบบนั้นหรือคะ เข้าใจผิดกันก็ต้องคุยกันสิ ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่เอาแต่ใช้อารมณ์ซะหน่อย” เธอบอกเขาอย่างนั้น ทั้งที่ตอนแรกอยากระบายอารมณ์ใส่ อยากด่าอยากว่
......ซ่า....ซ่า....พายุใหญ่ยังพาสายฝนพร่างพรมเหนือริมหน้าผา พริ้มเพราถูกลากออกมาจากอุโมงค์ห้องลับ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ไหน สองตาถูกปิดไว้ด้วยริ้วผ้าไหมของศศิ ได้ยินเสียงลมฝน ได้ยินเสียงคลื่น หยาดน้ำฝนเย็นชื้นและดินโคลนเปียกแฉะใต้ฝ่าเท้า คุณพระ! อย่าบอกนะว่าที่นี่...คือริมหน้าผา...ฟิ้ว..
“ฉันต้องสรุปและส่งให้บอสดูสินะ เอาล่ะ ทำงานสักนิดในวันเสาร์ดีกว่า” บอกตัวเองอย่างนั้นเพราะแม้ว่าวันนี้ไม่ได้เข้าบริษัทก็ยังถือว่าเป็นวันทำงานของเธอ เพราะเรื่องวุ่นวายนี่แหละที่ทำให้มาร์คินไม่เข้าบริษัทในวันนี้ หญิงสาวนั่งทำงานไปเรื่อยๆ สักพักท้องก็ร้องครวญครางเพราะยังไม่ได้กินอะไร สงสัยว่าคนในท้อง
...........[12]ใครคือฆาตกร..........จากที่อยากแกล้งคนดื้อให้หล่อนได้รู้สำนึก กลับเป็นว่าต้องมาช่วยพยาบาล เขาอุ้มพริ้มเพราออกมาข้างนอก วางหล่อนบนโซฟา หน้าหล่อนยังซีดเซียวนัก“คิ้วจะผูกโบแล้ว ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่พะอืดพะอมน่ะ เป็นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ยังไม่หายเลย”มาร์คินนิ่งนึก “แล้วกินอะไรหรือ







