LOGINพัชญะหันมาเผชิญหน้าเจ้านายอย่างหวั่นเกรง รีบหลบฉากเข้าข้างทางเดิน เพื่อเปิดทางให้บอสใหญ่และคุณเลขาจอมเนี้ยบ คุณเลขานั้นหน้าตาไม่สบอารมณ์นัก แต่บอสใหญ่นี่สิ ดวงตาแทบจะฆ่าเขาให้ตายได้
“ขอโทษครับ คือว่าผมทะเลาะกับแฟน”
พัชญะว่า มาร์คินมุ่นคิ้วหนักเข้าไปอีก ใบหน้าบอสใหญ่ไร้รอยยิ้ม ดวงตาใกล้จะกลายเป็นกองเพลิง
“จะบ้าเหรอ ไม่ใช่ซะหน่อย ปล่อยนะ!” พริ้มเพราสลัดแขนออกจากการเกาะกุม แต่พัชญะยังกำมันไว้แน่น มาร์คินเห็นแล้วต้องกำหมัดอยู่ข้างลำตัว
“ปล่อยเธอซะ! ก่อนที่จะโดนไล่ออก”
“หา!?” พัชญะร้องออกมาอย่างมึนงง พอๆ กับมณีนุชที่หันไปมองหลานชายด้วยความงงไม่แพ้กัน
“บอกให้ปล่อย!” มาร์คินตวาดลั่นช่องทางเดิน พนักงานหลายคนบนชั้นนี้เดินออกจากคอกตัวเองมาเมียงมองสถานการณ์
พัชญะปล่อยข้อมือพริ้มเพรา และทันทีที่เขาปล่อย ข้อมือน้อยก็ถูกเกาะกุมด้วยมือของบอสใหญ่ เขาดึงพริ้มเพราให้เดินตามไป แทบจะเป็นการลากเพราะเขาเดินเร็วกว่าพริ้มเพรามากนัก
“เอ๊ะคุณ! ปล่อยฉันนะ คุณเป็นบ้าหรือไง ฉันเจ็บ!”
พริ้มเพราร้องโวยวายไปตลอดทาง มณีนุชเห็นแล้วต้องส่ายหน้า รู้ละว่ามาร์คินเป็นจอมเจ้าชู้ที่เปลี่ยนคู่ควงบ่อยยิ่งกว่ากระดาษชำระ แต่มันออกจะเกินไปหน่อยถ้าเขาจะเคลมผู้ช่วยเลขาที่เพิ่งมาทำงานได้แค่วันเดียว
“อะไรกัน” พัชญะเอ่ยออกมาคล้ายละเมอ มองอดีตแฟนถูกลากออกไปอย่างสงสัยใคร่รู้
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น ก็แค่...เลิกยุ่งกับพริ้มเพราซะ ถ้าไม่อยากโดนไล่ออก อ้อ...ลงไปทำงานได้แล้ว และอย่าขึ้นมาบนนี้ ถ้าไม่จำเป็น”
มณีนุชสั่งเสียงเรียบ พัชญะเดินหงอกลับเข้าไปในลิฟต์ งานที่บริษัทมนวรรธน์ให้เงินเดือนมากกว่าทุกที่ที่เขาเคยไปทำ และเขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองตกงานอย่างเด็ดขาด
..........
ภายในห้องทำงานอันแสนอึดอัด ข้อมือน้อยของพริ้มเพรายังถูกกุมไว้ มาร์คินไม่ได้มองหน้าเธอ เอาแต่หันไปทางอื่น หายใจหอบแรงราวกับเพิ่งเสร็จจากการไปวิ่งออกกำลัง
“ปล่อยได้ไหมคะ ฉันเจ็บ!”
ความเงียบงันคือคำตอบที่พริ้มเพราได้รับ เจ็บร้าวที่ข้อมือ แต่ยังไม่เท่าความเจ็บที่หัวใจเมื่อได้เจอหน้าพัชญะ อยากถามเขาสักคำว่าทำไมถึงทำร้ายเธอได้ลงคอ แต่รู้ว่าคำตอบคงถูกปั้นแต่งไว้อย่างสวยหรูเลยไม่ได้ถามออกไป เธอยังเสียใจ แม้จะปลอบตัวเอง สั่งตัวเองไม่ให้คิดถึง แต่ลึกๆ แล้ว มันก็ยังเจ็บอยู่ดี รักมากก็เจ็บมากมันเป็นอย่างนี้นี่เอง
“นั่นคนรักเหรอ” เขาถามเสียงขุ่น ดันคนร่างบางเข้าติดผนังห้อง กักกันหล่อนไว้ด้วยร่างอันสูงหนา
พริ้มเพราตื่นตระหนก อะไรยังไง โกรธหรือ ไม่พอใจหรือ เขามีสิทธิ์ทำแบบนี้ด้วยหรือ?
“คือว่า...อื้อ....”
หัวใจของพริ้มเพราเต้นแรงเต้นถี่ จู่ๆ ก็ถูกจูบซะงั้น อะไรกัน เขาโกรธใช่ไหม โกรธแล้วลงโทษกันอย่างนี้หรือ ก็อยากผลักไส อยากทุบตีให้สมใจ แต่แหม...จูบนี้มันหวานยิ่งกว่าอะไร ผลักไสก็โง่แล้วล่ะ
ริมฝีปากนุ่มเคลื่อนขยับรับริมฝีปากร้อน มาร์คินไม่เคยละเลยเมื่ออีกฝ่ายจูบตอบ ความไม่พอใจคล้ายจะถูกทำให้ทุเลาเบาบาง ด้วยริมฝีปากนี้ ด้วยปลายลิ้นของหล่อน ด้วยพุ่มทรวงอวบหยุ่นที่บดเบียดเข้ามา ให้ตายเถอะ เตียงอยู่ไหน ขอเตียง!
มือใหญ่ตะปบเข้าที่บั้นท้ายงอนงาม ปลายจมูกคมฝังอยู่ที่ซอกคอสาวเจ้า และก่อนที่มือเขาจะได้สอดเข้าใต้ชายกระโปรง พริ้มเพราก็ดันเขาออก
“พอ...พอแล้ว ไม่ได้นะ อย่าทำแบบนี้อีก อย่า!” ห้ามเขาแต่ลำบากกว่าคือการหักห้ามใจตน นี่เธอกระโจนลงบ่วงสวาทของมาร์คินอย่างเต็มรูปแบบแล้วใช่ไหม ทำไมร่างกายไม่ยอมเชื่อฟังเอาเสียเลย นี่ใช่ไหมที่เขาบอกว่าดีใจจนเนื้อเต้น ตอนนี้มันเต้นทุกสัดส่วนเลยล่ะยามถูกเขากอดจูบ น่าละอายไหมเล่า
มือข้างหนึ่งของมาร์คินประคองแก้มบาง เกลี่ยผิวเนื้อตรงแก้มนางด้วยปลายนิ้วแข็งแรง “คุณทำอะไรกับผมกันนะพริ้มเพรา ผมจะเป็นบ้าแล้วนะ” บอกแล้วหลับตาลงแรงๆ พยายามหักห้ามความปรารถนาที่ส่งตรงขึ้นมาจากเป้ากางเกง
พริ้มเพราดันร่างเขาออก กลัวว่าอีกฝ่ายจะทนไม่ไหว จับเธอแก้ผ้าแล้วลงโทษเธอซะ เธอมั่นใจ ถ้าเขาทำแบบนั้นละก็ เธอคงทำอะไรไม่ได้นอกจากครางดังๆ มาร์คินยังจ้องเธออยู่ มีความรู้สึกหลากหลายในดวงตาเขา เธอเดาไม่ออก ไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงแน่ เขาแค่สนุกที่ได้เล่นกับร่างกายของเธอ หรือว่า...ห่วงหวง
“แค่อดีต เขาก็แค่คนเลวๆ ที่นอกใจแฟน” เธอสารภาพ ดึงเสื้อทำงานให้เรียบร้อย ไม่ได้โกรธที่เขาทำ แต่โกรธตัวเองมากกว่าที่เผลอปล่อยตัวปล่อยใจ และในตอนนั้น หากเธอยอมปล่อยตัวให้พัชญะบ้าง ป่านนี้เธออาจจะยังเป็นแฟนเขาอยู่ และเขาอาจจะรักเธอมากก็ได้ แต่ว่า...นั่นก็แค่อาจจะ ผู้ชายอย่างพัชญะไม่มีทางรักใครได้กระมังนอกจากตัวเอง
มาร์คินพยายามสงบจิตสงบใจ มองพริ้มเพราก็เห็นยืนตาแดงๆ เหมือนจะร้องไห้ หล่อนเสียใจในสิ่งที่เขาทำ หรือเสียใจเพราะอดีตแฟนกันล่ะ
“พวกเขานอนด้วยกัน แก้ผ้าล่อนจ้อนที่คอนโดฯ เขา ฉันไปเห็นเข้า ก็เลย...ต้องเลิกกัน”
พัชญะมุ่นคิ้ว “อ่า...บอสให้คุณพริ้มกลับมาทำงานเลขาอีกแล้วหรือครับ ดีจัง ผมจะได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง” ไม่เอ่ยเปล่าๆ แต่เอื้อมมือไปแตะศอกพริ้มเพราราวกับคนคุ้นเคยมาร์คินเลิกคิ้วสูง มองมือของพัชญะอย่างเคืองใจ“ใครบอกว่าเธอจะมาทำงาน” พูดจบก็ดึงร่างเมียรักเข้ามาใกล้ “พริ้มเพราเป็นเมียผม และเป็นแม่ของลูกผมด้วย”“หา!?” พัชญะช็อกไปเกือบครึ่งนาที“ที่สำคัญคือเธอกำลังท้องอยู่ แฝดสามน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าแตะต้องเธอล่ะ เพราะผม...หวงมาก”“อ่า...ครับๆ”“ถ้าจะให้ดี ช่วยปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาท เจอเธอคราวหน้า ก้มหัวให้เธอซะ เพราะเธอเป็นเจ้านาย เข้าใจนะ”“ครับ...บอส!”พริ้มเพรานึกสมเพชอดีตแฟน เธอไม่เคยเห็นเขาหงอได้มากเท่านี้ตั้งแต่เกิดมา“ไปกันเถอะ”“ขอเวลาแป๊บนะคะ” เธอร้องขอ มาร์คินเลยเข้าลิฟต์ไปก่อน เธออยากพูดอะไรกับพัชญะสักนิด เขาจะได้เข้าใจสักที “ขอบคุณนะพอร์ช”“หือ? อ้อ...ครับ...คุณพริ้ม”“ขอบคุณนะที่ทิ้งกันไป ไม่อย่างนั้นพริ้มคงไม่ได้เจอมาร์คิน เรามาจบเรื่องในอดีตกันตรงนี้เถอะนะ ขอบคุณอีกครั้ง...สำหรับทุกอย่าง”“อ่า...ครับ...ยินดีด้วยครับ คุณพริ้ม...”พริ้มเพรายิ้มให้อดีตแฟน สิ่งเดียวที่นับว่าเป็
“ไปๆ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ได้ยินว่ามื้อเช้ามีข้าวห่อใบบัว โอ๊ย...อยาก”“เออๆๆ ไปๆๆ” กุ้งนางเร่งเร้า จะซอยเท้าตามเพื่อนไปแต่ชายเสื้อถูกดึงยิกๆ “เร็วเข้านังกุ้ง พาผู้ชายแกมาด้วยสิยะ” กมลศักดิ์เร่งเร้ากุ้งนางนึกเคือง ผู้ชายของเธอเหรอ หึ! นังกิ๊บ! ฉันอยากจะฆ่าแกเพราะเรื่องนี่ล่ะ“น้องคะ ไปเร็วค่ะ ไปหาข้าวกินกัน”นะโมทำหน้ายู่ ดึงชายเสื้อพี่กุ้งเอาไว้“พี่กุ้ง...นะโมเหนื่อย เนี่ย...ปวดขา” เด็กน้อยบอก ก้มลงทุบขาสองสามทีกุ้งนางทำหน้าแหย คุกเข่าลงตรงหน้าหนูน้อย “คงจะไม่ได้ให้พี่...”“ฮึบ!”สิ้นเสียงฮึบ ความหนักก็ถาโถมเข้ามาที่แผ่นหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรอยู่บนนั้น ร่างกลมป้อมของเด็กชายนะโมนั่นเองกุ้งนางเม้มปากแน่นๆ แบกเจ้าหนูขึ้นหลัง แล้วเดินไปตามสะพานไม้ ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่เธอก็ต้องทน ฉันจะฆ่าแก นังกิ๊บ! นังเพื่อนทรยศ!...........บริษัทมนวรรธน์กลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยข้ามฝั่งมา พริ้มเพรายุติสองขาที่กำลังก้าวจะเข้าบริษัท เธอมองข้ามไป นึกถึงวันที่ต้องเร่งฝีเท้าไปซื้อกาแฟให้เจ้านายแล้วยิ้มหัวออกมา ราวกับว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้“เป็นอะไรฮึ” สามีคนดีถามไถ่ มือข้างหนึ่งยังประคอ
เฌอริณมองสามีแล้วนึกขำ พอมองย้อนกลับไปในตอนนั้นเธอก็ช่างโง่งมที่คิดว่าตัวเองรักมาร์คิน บางทีนั่นอาจมิใช่ความรัก อาจเป็นเพียงความลุ่มหลง การห่วงหวงเช่นเด็กน้อยที่หวงของเล่น ทว่าเมื่อมาร์คินมีคนอื่น เธอกลับมิได้เจ็บมากมาย หัวใจกลับยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แต่พอคนอีกคนที่อยู่ข้างกายมาตลอด มาหายไป นั่นต่างหาก หัวใจถึงได้รู้ว่ารักเขามากกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาเสียอีก“งอนเลย เดี๋ยวง้อเอง”“อา...รู้ทันอีกละ”“มีสามีเด็กกว่าก็ต้องฟิตทั้งร่างกายและสมอง ไม่งั้นตามนายไม่ทันหรอกน่า”“ตามอะไรกัน ผมนี่เป็นคนดีแล้วนะ เหล้ายาไม่แตะ งานเสี่ยงอันตรายก็เลิกสนิท แถมยังรักเมียกับลูกม๊ากมาก สามีอย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก”“ไม่รู้สิ วันดีคืนดีฉันอาจจะเดินชนกับกิ๊กเก่าของนายก็ได้ ใครจะรู้”“โห...ร้ายกาจ เอาเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ย ตัวเองนั่นแหละบอกให้ผมทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ”“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำพลาดล่ะ ตอนนี้ฉันสำนึกแล้ว และนาย...อย่าได้คิดทำตัวอย่างนั้นอีก ไม่อย่างนั้นละก็...” เธอหรี่ตามองสามีวัยละอ่อน ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าตัวจ้ำม่ำให้อ้อมแขนเขาคชากอดรัดลูกแน่นขึ้นอีก “อย่าแม้แต่จะคิดนะ ถ้าพี่เอาลูกไปละก็..
“ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดทีไรพาเข้าเรื่องนี้ทุกที”“ก็พี่ชอบนี่นา หรือพริ้มไม่ชอบ” เขาถาม หล่อนถลึงตาใส่ เห็นหล่อนทำตาโตอย่างนั้นแล้วนึกเอ็นดู “เมียพี่นี่น่ารักจริง”“ไม่ต้องมาชม คนหื่น” ปากว่าแต่มีรอยยิ้มงามวูบหนึ่งที่รอยยิ้มของพริ้มเพราชวนให้มาร์คินหวนคิดถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มของปาลิดาก็เคยสดใสอย่างนี้“เป็นอะไรคะ”“ปะ...เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร” ตอบอย่างนั้นแต่เปลี่ยนจากโอบกอดร่างงามมาจับมือหล่อนแล้วออกเดินไปด้วยกันพริ้มเพราลอบมองเขา มีไม่กี่เรื่องที่พอเขานึกถึงแล้วจะเงียบขรึมลงไปได้“คิดถึงคุณปาลิดาหรือคะ”เขาพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง พริ้มเพราจะดึงมือออกจากมือเขา ทว่ามันกลับถูกกุมไว้แน่นกว่าเดิม“แค่นึกถึง แค่นึกเท่านั้น” เอ่ยกันไว้ด้วยไม่อยากให้แม่คนงามงอนอีก พอรู้ว่าเขารัก หล่อนก็ขี้งอนนักเชียว แต่เขาก็ชอบล่ะ พอหล่อนงอนเขาก็ง้อ ง้อไม่ฟังก็ไปจบลงที่เตียงทุกที“ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”“ไม่ได้ว่า แต่ไม่ชอบใจ พี่รู้”“ป่านนี้เธอคงมีความสุขอยู่บนนั้น และอาจมองเราอยู่ พี่อยากบอกให้เธอรู้ว่าพี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินไหม”พริ้มเพราไหวไหล่ จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างสิ“อยากบอกอะไรปาลิด
“ถ้าจะมาถามแค่นี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่ว่างรับแขก” บอกเขาแล้วแอบปาดน้ำตา ในลำคอขมปร่าริม ฝีปากเริ่มสั่นระริก“พี่...ไม่คิดจะบอกผมเหรอ เรื่องลูก” ถามแล้วขยับเข้าไปหา มิได้นั่งลงข้างๆ แต่เลื่อนลงข้างล่าง ไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าหล่อน จับมือบางมากุมไว้ มือเล็กเรียวยิ่งผอมบางกว่าเดิม“คิดสิ อยากบอกจะตาย...แต่นาย...ไม่อยู่ฟังนี่นา ครั้งสุดท้ายที่ไปหา นายเดินหนีก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ” กระบอกตาของคชาเริ่มร้อนผ่าว จำได้ดีถึงวันที่เฌอริณไปหาเขาที่ร้านอาหาร ถ้าหล่อนไปหาเขาตอนนั้น แสดงว่าตอนที่ไป ท้องของหล่อนคงเนินนูนบ้างแล้ว และเขาโง่เอง ที่มัวแต่อคติ จนไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย“ผมขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าพี่...” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลงบนตัก เอื้อมมือไปหาเจ้าหนูอีกครั้ง แตะต้องสัมผัสฝ่าเท้าเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม “ให้ตายเถอะ พี่รู้หรือเปล่าว่าผมช็อกแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเรามีลูกด้วยกัน ผม...” คำพูดทั้งหลายมันอัดแน่นอยู่ในอก พูดออกมาไม่ได้เพราะลำคอตีบตันไปหมด “ไม่ใช่ว่าจะมาพาเขาไปใช่ไหม อย่าพรากลูกไปจากฉันนะ ไม่มีลูกแล้วฉันจะอยู่ยังไง”เป็นครั้งแรกที่คชาได้เห็นแววตาอย่างนั้นของเฌอริณ แม่สาวสมัยใหม่ที่ไม่เคย
“ขอให้หายนะ ขอให้ไข้ลดทีเถอะ” ภาวนาอย่างนั้นแต่ไม่อาจกลับไปนอนที่เตียง ห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาดรกเรื้อไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของ ทั้งผ้าอ้อมเด็กทั้งกล่องอาหารสำเร็จรูปบนโต๊ะ เธอกัดฟันเก็บของไปเรื่อยๆ ศีรษะยังปวดอยู่ตุบๆ เมื่อเก็บของไปได้ครึ่งทาง อาการง่วงก็ถามหา เธอส่ายหน้าแรงๆ ในตอนยัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วลงในถุงดำ แลเห็นชิณอยู่บนเตียง ขาของเด็กน้อยเริ่มถีบอากาศรัวๆ ราวกับคนที่ตื่นอยู่“โอ...ไม่นะ ชิณ...ชู่ว์...ชู่ว์...หลับอีกนิดนะคนดี ไม่ตื่นนะลูกนะ” เอ่ยปลอบอย่างนั้นแต่ไม่ทันให้ได้ปีนขึ้นเตียง ร่างของเธอทรุดลงตรงนั้น หายใจหอบถี่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลือนหาย ไม่นะ...เธอจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ชิณ...ชิณ...ชิณ....“อุแว้...”เสียงเด็กน้อยร้องจ้าเมื่อไขว่คว้าหามารดาแล้วไม่เจอ น้ำตาหยดเล็กรินไหลจากดวงตาเล็กเรียว ปากสีแดงสดอ้ากว้าง ตะเบ็งเสียงร้องอย่างเช่นทุกคราว ผิดก็แต่คราวนี้ อ้อมแขนของมารดามิได้โอบกอดเขาไว้เช่นเดิม...........ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆฟึ่บ!ประตูที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติเด้งออกจากตัวล็อก เมื่อรหัสผ่านถูกกด เสียงพ่นลมหายใจแรงๆ ดังขึ้นก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้าไปภายใน วินาทีแรกที่เข้ามาย
ตู๊ด...เสียงอินเตอร์คอมดังขึ้น พริ้มเพรากดปุ่มแล้วกรอกเสียงลงไป “ค่ะบอส”“แฟ้มสีขาวบนโต๊ะเป็นสัญญาจ้างงาน อ่านทุกบรรทัดแล้วค่อยเซ็น”“รับทราบค่ะบอส”“มื้อค่ำไม่ต้องสั่งอาหาร ผมจะไปกินข้างนอก อ้อ...ช่วยเคลียร์งานของเมื่อวานก่อนกลับด้วย”“ค่ะ...บอส” พริ้มเพราเอ่ยเสียงลอดไรฟัน การเป็นบอสนี่ช่างดีจริ
“คุณ...เจ็บไหม”เขาถามอีก พริ้มเพราพยักหน้า น้ำตาหยดหนึ่งรินร่วงลงทางหางตา และก่อนที่หยดต่อไปจะหล่นลงมา เธอก็ถูกดึงเข้าสู่วงแขนของมาร์คิน เขากอดเธอเบาๆ ลูบหลังเธอช้าๆ มือข้างหนึ่งกดศีรษะเธอไว้ เพื่อที่หยดน้ำตานั้นจะได้หยดลงบนเสื้อสูทของเขาแทน เธอทนไม่ไหวก็ปล่อยโฮดังลั่น เหมือนเขาคือผ้าเช็ดหน้าผืนให
..........[2]อยู่ในความสัมพันธ์ที่ยากจะอธิบาย..........เหมือนฝันที่เมื่อวานนี้ มาร์คินอยู่เฝ้าไข้พริ้มเพรา ทว่าฝันอย่างไรก็ต้องมีตอนตื่น และพอตื่นอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น มาร์คินก็ไม่อยู่แล้ว น่าดีใจไหมเล่าที่ค่ารักษาพยาบาลของเธอถูกจัดการจนเรียบร้อย เธอไม่ได้เห็นแม้แต่บิลใบเสร็จ เธอกลับบ้านในต
“ขอบคุณมาก คุณไปพักเถอะ” เขาว่าโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มงาน “ฉันพักได้แล้วจริงๆ หรือคะ”“อาฮะ” เขารับคำ พริ้มเพราถอนหายใจเบาๆ แล้วก้าวออกจากห้อง แต่เธอไม่ได้ไปไหน กลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง นั่งลงไปบนเก้าอี้แล้วฟุบหน้าลงไปกับแฟ้มงานที่กางค้างอยู่ ก่อนจะสลบเหมือด หมดแรง และไข้ขึ้นมาร์คินผู้ไม่รู้







