Masuk“พี่สี่ ท่านว่าเสียงพิณของคุณหนูจ้าวจะไพเราะหรือไม่” หวังเทียนชิงเอ่ยถามหวังเทียนซวี่ อยากรู้ว่าความสามารถของคนงามจะยอดเยี่ยมเหมือนหน้าตาหรือไม่
หวังเทียนซวี่ไม่ตอบ คลึงจอกสุราในมือเล่น ดวงตาทอดมองร่างระหงของจ้าวลี่เชียนค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันไดลานแสดง ทั้งที่เพิ่งเข้าวังครั้งแรก ร่วมงานเลี้ยงที่มีแต่ชนชั้นสูง ไฉนเขาถึงไม่เห็นความประหม่าของนาง แม้แต่แววตาหวาดหวั่นไม่มั่นใจก็ไม่มีให้เห็น นางมีความสามารถจริง หรือเพียงเขียนเสือให้วัวกลัว*เท่านั้น
หลี่ม่านโถวกลับมานั่งที่ ยิ้มสาแก่ใจ รอเหยียบย่ำซ้ำเติมจ้าวลี่เชียนหลังบรรเลงเพลงพิณแสนบาดหูออกมา
“นางคือคนที่ทำร้ายเจ้าที่ร้านหรูเซียงหรือ” บุรุษที่นั่งข้างหลี่ม่านโถวเอ่ยถาม
“เจ้าค่ะ” ครั้นเห็นสายตาที่บุรุษผู้นั้นมองจ้าวลี่เชียนก็ให้ขัดเคืองใจ พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “นางคือคนที่ทำร้ายน้องสาวท่าน ดังนั้นหยุดความคิดที่มีเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่มีวันปล่อยให้พี่ชายไปยุ่งเกี่ยวกับศัตรู ต่อให้เป็นการหยอกเย้าเล่น ชื่นชมเสร็จโยนทิ้งก็ตาม”
คนเป็นพี่ชายเลิกคิ้ว กลิ่นอายเหี้ยมเกรียมบนร่างค่อย ๆ ชัดเจนจนหลี่ม่านโถวต้องขยับห่าง “หากพี่ชายต้องการ เจ้าคิดว่าสามารถหยุดพี่ชายได้หรือ ในชีวิตเจิ้งกั๋วกงซื่อจื่อยังไม่เคยมีสิ่งใดที่ต้องการแล้วไม่ได้มาก่อน” เห็นแววตาหวาดกลัวในตัวน้องสาว เขาหัวเราะออกมา ยกมือขึ้นลูบศีรษะนาง “พี่ชายล้อเล่น ข้ารักเอ็นดูเจ้าถึงเพียงนี้ จะกล้าทำเรื่องขัดใจเจ้าได้อย่างไร”
เจิ้งกั๋วกงซื่อจื่อหลี่จวิ้น เป็นบุตรชายของเจิ้งกั๋วกงหลี่หยวน หน้าตาหล่อเหลาคมคาย นิสัยโหดเหี้ยมเย็นชา ฆ่าคนไร้ปรานี คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยอยากล่วงเกิน รวมถึงน้องสาวสุดที่รักอย่างหลี่ม่านโถวด้วย
เนื่องจากมารดาอายุสั้น บิดาก็ไม่ค่อยมีเวลาให้ หลี่จวิ้นในฐานะพี่ชายจึงต้องเลี้ยงดูน้องสาวตั้งแต่เด็ก ความรักความผูกพันที่เหมือนมีกันสองคนส่งผลให้เขารักและถนอมหลี่ม่านโถวมาก หากใครกล้าแตะต้องนาง ต่อให้เป็นเพียงปลายผม จุดจบก็ไม่เคยมีคำว่า ‘ดี!’
เมื่อสัมผัสความอำมหิตในตัวหลี่จวิ้นไม่ได้ หลี่ม่านโถวจึงกล้าตวัดตาส่งค้อน พูดแง่งอน “พี่ชายแกล้งข้าอีกแล้วนะ”
หลี่จวิ้นหัวเราะ ถึงจะบอกว่าไม่ทำเรื่องขัดใจหลี่ม่านโถว ท้ายที่สุดในใจก็ยังมีเศษเสี้ยวความปรารถนาในตัวจ้าวลี่เชียน ความงามของนาง จะมีบุรุษสักกี่คนต้านทานได้
บนลานแสดง แสงแดดสีทองลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาตกกระทบร่างจ้าวลี่เชียน ขับเน้นลวดลายปักบนชุดของนางให้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม เสียงฮือฮาของคนดังขึ้นด้านล่าง ถูกทั้งคนงามและชุดของนางทำให้ตกตะลึง
“เชียนเอ๋อร์งดงามไร้ที่ติจริง ๆ หากเสียงพิณของนางสะกดใจทุกคนในงานได้อีก เกรงว่าหญิงงามอันดับหนึ่งปีนี้คงมีการเปลี่ยนแปลง” ซูซื่อพูดกับบุตรสาวตนเอง
เซี่ยหว่านเก็บสายตามาจากจ้าวลี่เชียน “หลี่ม่านโถวจองหองหยิ่งยโส ทะนงตนว่าไม่มีใครเหนือกว่า ถ้าเชียนเอ๋อร์ทำให้นางสัมผัสความพ่ายแพ้ได้ ลูกขอหัวเราะเสียมารยาทสักหน”
ซูซื่อเข้าใจอารมณ์ของเซี่ยหว่าน ในเมืองหลวงมีคุณหนูไม่กี่สกุลหรอกที่ชื่นชอบหลี่ม่านโถวจริง ๆ นอกนั้นคือใส่หน้ากากเสแสร้งทั้งนั้น บรรดาฮูหยินก็เช่นเดียวกัน ไม่มุ่งหวังอำนาจจวนเจิ้งกั๋วกงมาสนับสนุนวงศ์สกุล มีหรือจะอยากแต่งนางเข้าบ้าน
ในขณะที่สองแม่ลูกสนทนากัน เซี่ยเหวินนั่งเงียบไม่พูดจา สองตาจดจ้องใครบางคน สีหน้ายุ่งยากลำบากใจ
เสียงพิณดังขึ้นเมื่อนิ้วของจ้าวลี่เชียนเคลื่อนไหวบนสาย ความไพเราะไต่ระดับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สะกดวิญญาณของคนที่ได้ฟังให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล เหล่าผีเสื้อหลากสีค่อย ๆ บินมารวมตัว จากนั้นเข้าไปโอบล้อมร่างจ้าวลี่เชียน เกิดเป็นภาพผีเสื้อร่ายรำรอบเทพธิดา
จ้าวลี่เชียนแย้มยิ้ม ตรึงทุกสายตาไม่ให้ละจาก จวบจนจบบทเพลง รอบด้านยังคงเงียบกริบ ไม่มีเสียงปรบมือหรือคำชื่นชม
เนิ่นนานกว่าทุกคนจะดึงสติกลับมาจากมนตร์สะกดในเพลงพิณของจ้าวลี่เชียน
“เยี่ยม! ยอดเยี่ยม ข้าไม่เคยฟังเพลงพิณที่ไพเราะถึงขึ้นชวนผีเสื้อออกมาร่ายรำได้เช่นนี้มาก่อน คุณหนูจ้าว ประโยคที่ว่า ‘มีความสามารถด้านเพลงพิณเล็กน้อย’ ถือเป็นการถ่อมตัวมากจริง ๆ” ฮองเฮาตรัสชื่นชม สายพระเนตรที่ทอดมองจ้าวลี่เชียนเรียกได้ว่าแตกต่างจากคุณหนูสกุลอื่น
“ทูลฮองเฮา ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณมารดาของหม่อมฉันที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจส่งอาจารย์ที่ดีไปให้ความรู้ หม่อมฉันถึงได้พอมีความสามารถบ้าง ส่วนเรื่องชวนผีเสื้อออกมาร่ายรำ หม่อมฉันขอสารภาพตามตรงว่าได้มีการใช้อุบายเล็กน้อย” ปลดถุงหอมข้างเอวออกมา “เครื่องหอมในถุงหอมใบนี้ปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษ ยามแสงแดดกระทบนาน ๆ กลิ่นหอมจะเข้มข้นขึ้น สามารถดึงดูดผีเสื้อที่อยู่รอบ ๆ ได้ นับว่าเป็นโชคดีของหม่อมฉันที่ด้านหลังสถานที่จัดงานเลี้ยงเป็นสวนดอกไม้ ผีเสื้อที่ตามกลิ่นเครื่องหอมมาจึงมากมายเป็นพิเศษ” พูดจบก็มีผีเสื้อหลายตัวบินมาเกาะถุงหอม ช่วยยืนยันคำพูดของจ้าวลี่เชียนให้น่าเชื่อถือ
* เขียนเสือให้วัวกลัว เป็นสำนวนหมายถึง ทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้อีกฝ่ายเสียขวัญหรือเกรงขาม
จ้าวลี่เชียนดูแคลนการกระทำของหวังเทียนซวี่อย่างยิ่ง บุกรุกห้องสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน นี่หรือว่าที่กษัตริย์ในอนาคตของแคว้นเหลียง หากอาณาประชาราษฎร์ได้มาเห็น ก็ไม่รู้จะยังยกย่องชื่นชมได้อยู่หรือไม่ “หม่อมฉันคิดว่าระหว่างพวกเราไม่ได้สนิทสนมถึงขั้นต้องมีการกล่าวลา บุกรุกจวนผู้อื่นยามวิกาล ทั้งยังเป็นห้องนอนของหญิงสาว รัชทายาทควรหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้ หรืออันที่จริงพระองค์ไม่ใช่รัชทายาทแต่เป็นโจรผู้ร้าย” หวังเทียนซวี่ยิ้ม ไม่สะทกสะท้านต่อคำพูดของหญิงสาว “เป็นโจรผู้ร้ายแล้วอย่างไร คุณหนูจ้าวกล้าตะโกนเรียกคนมาจับข้าหรือไม่เล่า” “เหตุใดหม่อมฉันจะไม่กล้า” หวังเทียนซวี่ผายมือเชิญพลางส่งสายตาท้าทาย “ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้รอให้คนมาจับ หากบิดามารดาของคุณหนูจ้าวถามหาคำอธิบาย ข้าก็เพียงขอรับผิดชอบด้วยการแต่งเจ้าเป็นพระชายารัชทายาท กลัวก็แต่ใครบางคนจะไม่ยินยอม” จ้าวลี่เชียนยิ้มไม่ถึงดวงตา สะกดอารมณ์กรุ่นโกรธในใจแล้วว่า “หม่อมฉันมิกล้าอาจเอื้อมตำแหน่งพระชายารัชทายาท ยังคงเป็นคุณหนูหลี่ที่คู่ควรเหมาะสม คนหนึ่งไร้ยางอาย อีกคนเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาชั่ว
จากแดนเหนือถึงเมืองหลวงแคว้นเหลียง เส้นทางมีทั้งสบายและลำบาก ครึ่งเดือนผ่านไป ในที่สุดเสี่ยวฉู่ก็ถึงจุดหมายปลายทาง ลงจากรถม้าด้วยสภาพอิดโรย สาบานว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่นางออกจากแดนเหนือ หน้าจวนแม่ทัพใหญ่ เสี่ยวฉู่ยืนสำรวจอาณาเขตที่แม้มองจากภายนอกก็รู้ว่ากว้างขวางใหญ่โต ชื่นชมจ้าวลี่เชียนที่สามารถละทิ้งชีวิตคุณหนูสุขสบายไปอยู่อย่างเรียบง่ายในอารามไป๋อวิ๋น หลังแจ้งธุระกับทหารยามหน้าประตู ไม่นานก็มีสาวใช้คนหนึ่งออกมาต้อนรับ พานางเข้าไปด้านในจวน “แม่นาง ถึงเรือนของคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้หันมาพูดกับเสี่ยวฉู่ ผายมือไปยังประตูทางเข้าเรือน ยังไม่ทันได้พูดขอบคุณสาวใช้นำทาง จู่ ๆ ก็มีคนพุ่งตัวออกมาจากประตู “เสี่ยวฉู่” จ้าวลี่เชียนกอดเสี่ยวฉู่ด้วยความดีใจที่อีกฝ่ายมาหา เมื่อหายตกใจและรู้ว่าคนที่กอดตนเองแน่นคือจ้าวลี่เชียน เสี่ยวฉู่ตบหลังนางเบา ๆ พูดว่า “เชียนเอ๋อร์ ข้าหายใจไม่ออกแล้ว” ได้ยินดังนั้น จ้าวลี่เชียนคลายวงแขนผละตัวออกมา ยิ้มเขิน “ขอโทษด้วย ข้าดีใจมากไปหน่อย เจ้าราวกับรู้
“เชียนเอ๋อร์ ตอบรัชทายาทสิ” “หม่อมฉันไม่ชอบรัชทายาทจริงเพคะ” คำตอบของจ้าวลี่เชียนทำคนเป็นพี่ชายตัวแข็งทื่อ ร่ำร้องในใจว่า แย่แล้ว... ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสาม หวังเทียนซวี่กับจ้าวลี่เชียนจ้องหน้ากัน ส่วนจ้าวหลิงเซียวหลั่งเหงื่อเย็นเต็มแผ่นหลัง “รัชทายาทโปรดอภัย น้องสาวกระหม่อมเล่นไม่รู้จักหนักเบา ทำรัชทายาทขุ่นเคืองพระทัยแล้ว” ไม่มีการตอบกลับจากหวังเทียนซวี่ จ้าวหลิงเซียวเริ่มว้าวุ่น คาดไม่ถึงว่าจ้าวลี่เชียนจะกล้าล่วงเกินเบื้องสูง เรื่องชอบไม่ชอบเขาไม่มีสิทธิ์บังคับนางอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็ช่วยเก็บไว้ในใจ พูดออกมาตรง ๆ เช่นนี้อยากให้สกุลจ้าวหายสาบสูญไปจากแคว้นเหลียงหรืออย่างไร “ในเมื่อรัชทายาทได้คำตอบที่ต้องการแล้ว หม่อมฉันขอตัว” น้องสาวข้า เจ้าหนีเอาตัวรอดง่ายเกินไปหรือไม่ จ้าวหลิงเซียวปาดเหงื่อบนใบหน้า ในหัวคิดหาวิธีคลายความไม่พอใจของหวังเทียนซวี่ “คุณหนูจ้าวอย่าเพิ่งรีบร้อนจากไปสิ ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับคุณหนูสักครู่” หันไปหาจ้าวหลิงเซียว “ในสวนบรรยากาศดี ข้าอยากดื่มสุรากุ้
จ้าวลี่เชียนออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกหลังจากพักรักษาตัวอยู่ในห้องจนหายดี หลายวันมานี้ตั้งแต่ผู้เป็นย่า บิดามารดา รวมถึงพี่ชาย ต่างแวะเวียนมาถามไถ่อาการของนาง หากวันไหนไม่มาก็จะส่งของบำรุงราคาแพงมาให้ โชคดีตำแหน่งที่ถูกแทงไม่ใช่จุดสำคัญ ร่างกายจึงกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “เสี่ยวจู ไฉนสองวันมานี้ข้าถึงไม่เห็นดอกอวี้หลันวางบนโต๊ะเล็กข้างเตียงเลย” จ้าวลี่เชียนเอ่ยถามขณะเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ของจวน นางจำได้ว่าตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา ทุกเช้าจะมีดอกอวี้หลันวางบนโต๊ะเล็กข้างเตียงเสมอ ทว่าสองวันมานี้ไม่เห็นเลย “ดอกอวี้หลัน? ใช่ที่คุณหนูให้บ่าวเก็บลงกล่องทุกวันหรือไม่เจ้าคะ” เสี่ยวจูถามกลับ จ้าวลี่เชียนพยักหน้า “จวนของเราไม่มีดอกอวี้หลัน เจ้าไปเก็บมันมาจากที่ใด” “บ่าวไม่ได้เป็นคนเก็บมาให้คุณหนูนะเจ้าคะ คงเป็นสาวใช้ในเรือนกระมัง” หัวคิ้วจ้าวลี่เชียนขมวดเข้าหากัน “จะใช่ได้อย่างไรในเมื่อข้าลืมตาขึ้นมาก็เห็นมันแล้ว นอกจากเจ้า ข้าไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามาในห้องก่อนข้าตื่น สำคัญสุดคือในจวนไม่มีดอกอวี้หลัน พวกสาวใช้ตื่นขึ้นมาก็มีงาน
ภายในห้องว่างเปล่าไร้เครื่องประดับตกแต่งของอารามไป๋อวิ๋น สตรีท่วงท่าสูงส่งในชุดนักบวชกำลังนั่งสมาธิด้วยจิตสงบนิ่ง กลิ่นอายบริสุทธิ์แผ่ออกมารอบกาย ไม่ว่าผู้ใดได้พบเห็นเป็นต้องเลื่อมใสศรัทธา แม่ชีท่านนี้คือเจ้าอารามไป๋อวิ๋นนามว่าจิ้งอัน เป็นท่านอาจารย์ของจ้าวลี่เชียน ผู้ทำนายทายทักว่านางเกิดมาพร้อมดวงจิตอาฆาต ตลอดชีวิตห้ามโกรธ เกลียด เคียดแค้น มิเช่นนั้นจะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เปลือกตาทั้งสองของแม่ชีจิ้งอันค่อย ๆ เปิดขึ้น เผยให้เห็นระลอกคลื่นสั่นไหวที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่ละทิ้งทางโลกมาออกบวช นั่งปรับลมหายใจพักใหญ่ถึงค่อยกลับมาสงบนิ่งดังเดิม จากนั้นออกจากห้องทำสมาธิมุ่งหน้าสู่หอพระธรรม “ท่านอาจารย์” หญิงสาวคนหนึ่งค้อมตัวคารวะแม่ชีจิ้งอัน “เสี่ยวฉู่ เจ้ารีบเร่งเดินทางไปเมืองหลวงรับตัวเชียนเอ๋อร์กลับมาให้อาจารย์” หญิงสาวที่มีนามว่าเสี่ยวฉู่นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ต่อมาพูดว่า “เชียนเอ๋อร์เพิ่งกลับเมืองหลวงไม่นาน ท่านอาจารย์คิดถึงนางแล้วหรือเจ้าคะ มิใช่ท่านอาจารย์อนุญาตให้นางอยู่กับครอบครัวตามต้องการ ชดเชยระยะเวลาสิบปีที่ต้อ
เวลานี้สติรับรู้ของจ้าวลี่เชียนค่อย ๆ เลือนราง กลิ่นคาวเลือดเปลี่ยนนัยน์ตาดำให้เป็นสีแดงฉาน ต่อมาเบื้องหน้าของนางดำมืด ถูกพลังบางอย่างเข้าครอบงำควบคุม หลี่ม่านโถวผงะถอยหลังเมื่อจ้าวลี่เชียนเงยหน้าขึ้น เผยดวงตาแดงก่ำราวปีศาจร้ายผุดขึ้นมาจากขุมนรก รอยยิ้มเย็นบนใบหน้านั้นให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกถึงไขกระดูก “เจ้า…เจ้า…” ลำคอคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นบีบรัดจนไม่สามารถพูดได้อีก “นางอสรพิษ นิสัยเจ้าไม่เคยเปลี่ยนจริง ๆ สารเลวอย่างไรก็ยังสารเลวอย่างนั้น” เสียงที่พูดเย็นเยียบไม่ต่างจากกลิ่นอายที่โอบล้อมร่าง ค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า หลี่ม่านโถวสะกดความหวาดหวั่นในใจ เหตุใดนางต้องกลัวด้วย นอกเหนือจากรูปโฉม จ้าวลี่เชียนมีสิ่งใดเทียบนางได้ “เจ้าว่าใครเป็นอสรพิษ กล้าดีอย่างไรมาด่าว่าข้าสารเลว” เงื้อมือขึ้นจะตบจ้าวลี่เชียนอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไหนเลยจะง่ายดายเหมือนครั้งแรก “โอ๊ย!” หลี่ม่านโถวร้องเจ็บเมื่อข้อมือถูกจ้าวลี่เชียนคว้าไว้ จากนั้นบีบอย่างแรง ราวกับต้องการให้กระดูกของนางแหลกละเอียด จ้าวลี่เชียนแค่นเสียงเหยียดหยัน เหวี่ยงหลี







