Masukบทที่ 1 กรงทอง
แสงแดดยามบ่ายทอแสงอ่อนลง ลอดผ่านแมกไม้ในสวนสวยมาตกกระทบลงบนร่างอ้อนแอ้นของ ‘ใยบัว’ หรือ พิชญ์นารา รัตนเวช เธอกำลังนั่งร้อยมาลัยอย่างประณีตอยู่กลางศาลาไม้สักทอง กลิ่นหอมกรุ่นของดอกมะลิและกุหลาบมอญอบอวลไปทั่วบริเวณ หากแต่บรรยากาศรอบกายกลับดูขัดตา เมื่อมองเลยสวนดอกไม้ออกไป กลับพบชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มยืนคุมเข้มอยู่ทุกจุดประหนึ่งเรือนจำ “คุณหนูขา... รับของว่างสักหน่อยไหมจ๊ะ ชมพู่เตรียมข้าวเหนียวมะม่วงของโปรดมาให้ด้วยนะ” ชมพู่ สาวใช้คนสนิทเยื้องกรายเข้ามาถามด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรจ้าชมพู่ บัวยังไม่ค่อยหิวเลย” ใยบัวเงยหน้าขึ้นจากเข็มร้อยมาลัยเพียงครู่หนึ่ง รอยยิ้มหวานละมุนที่มักจะมอบให้คนรอบข้างเสมอถูกฉาบไว้ด้วยความอ่อนล้าเล็กน้อย ก่อนที่มือเรียวสวยจะก้มลงบรรจงวางกลีบดอกไม้ลงบนด้ายทีละดอกอย่างใจเย็น ทว่าความสงบเงียบนั้นพังทลายลง เมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นเดินใกล้เข้ามา ‘เสี่ยไกร’ เจ้าของอาณาจักรโรงแรมระดับประเทศผู้ทรงอิทธิพล ปรากฏกายขึ้นในชุดสากลที่เนี้ยบกริบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทุกก้าวย่างของเขาเต็มไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนรับใช้ต้องก้มหน้าหลบสายตา “ใยบัว... ไปเตรียมตัวซะ เย็นนี้ออกไปทานข้าวกับพ่อข้างนอก” เสียงทุ้มแหบที่เปี่ยมด้วยคำสั่งเอ่ยขึ้น ใยบัวชะงักมือเล็กน้อย เธอวางมาลัยที่ยังไม่เสร็จลงก่อนจะหันมาสบตาผู้เป็นพ่อพลางเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าติดจะน้อยใจ “คราวนี้... คุณพ่อนัดให้บัวไปพบใครอีกหรือคะ?” คำถามนั้นทำให้เสี่ยไกรชะงักไปเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงท่าทีขรึมไว้อย่างเดิม สำหรับใยบัวแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คำว่าทานข้าวหมายถึงการถูกนำไปนำเสนอตัวต่อหน้าบุตรหลานตระกูลดัง เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือมิตรภาพในแวดวงสังคม สายตาหิวกระหายและแทะโลมจากชายเหล่านั้นที่เขามองว่าเหมาะสม เป็นสิ่งที่ใยบัวรังเกียจจนแทบอยากจะหายไปจากตรงนั้นทุกครั้ง “ทำไมคุณพ่อต้องคอยบังคับบัวตลอดเลยล่ะคะ บัวไม่ใช่สิ่งของที่คุณพ่อจะเอาไปวางไว้ที่ไหนก็ได้นะคะ” หญิงสาวลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสวยคู่นั้นเริ่มสั่นคลอนและคลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ความอึดอัดที่สั่งสมมานานเริ่มจะล้นเอ่อ “ตั้งแต่คุณแม่เสียไป... คุณพ่อก็ไม่เคยถามความสมัครใจของบัวเลยสักครั้ง” ใยบัวสะอื้นจนตัวโยน น้ำเสียงที่เคยอ่อนหวานสั่นพร่าด้วยความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนไว้มานานปี “คุณพ่อทำเหมือนบัวไม่มีหัวใจ ทำเหมือนบัวเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานธุรกิจของคุณพ่อ... คุณแม่ไม่ได้สอนให้บัวเติบโตมาเพื่อเป็นแค่เครื่องมือของใครนะคะ!” คำอ้างถึงภรรยาผู้ล่วงลับทำให้ฝีเท้าของเสี่ยไกรชะงักไปครู่หนึ่งแผ่นหลังที่เหยียดตรงนั้นดูแข็งทื่อขึ้นมาทันตา ทว่าเพียงเสี้ยววินาที ความเย็นชาก็กลับเข้าครอบงำหัวใจของชายสูงวัยอีกครั้ง “เพราะแม่แกตายไปแล้วไง ฉันถึงต้องเป็นคนกำหนดชีวิตที่ดีที่สุดให้แก!” เสี่ยไกรตวาดกลับโดยไม่หันมามอง “เลิกคร่ำครวญถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แล้วหัดมองโลกความเป็นจริงเสียบ้าง ว่าที่แกมีกินมีใช้อยู่อย่างสุขสบายทุกวันนี้ มันก็เพราะสิ่งที่ฉันสร้างไว้ทั้งนั้น!” “แต่บัวไม่ได้ต้องการความสุขสบายที่แลกมาด้วยความทุกข์ใจแบบนี้!” “อย่าเรื่องมาก ใยบัว! พ่อสั่งให้ไปก็คือต้องไป ลุกขึ้นไปแต่งตัวแล้วตามพ่อออกไปที่รถเดี๋ยวนี้” เสี่ยไกรตัดบทอย่างไร้เยื่อใย เขาหมุนตัวเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบเหงาที่แผ่ซ่านไปทั่วศาลา ทิ้งลูกสาวให้จมอยู่กับความทรงจำสีจางของมารดาที่เคยเป็นที่พึ่งคนหนึ่งเดียวในชีวิต “เฮ้อ... เมื่อไหร่กันนะที่บัวจะมีชีวิตเป็นของตัวเองจริง ๆ เสียที” ใยบัวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางทอดสายตามองมาลัยที่ยังร้อยไม่เสร็จดี ร่างบางถอนหายใจยาวเหยียดทิ้งความปรารถนาลึก ๆ ไว้ในความเงียบ ก่อนจะจำใจลุกขึ้นเดินกลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก เธอรู้ดีว่าคำสั่งของเสี่ยไกรคือไม่ว่าอย่างไรนกน้อยในกรงทองอย่างเธอก็ไม่อาจขัดขืน เวลาผ่านไปไม่นาน... จากชุดลำลองแสนสบายกลับถูกแทนที่ด้วยชุดเดรสผ้าไหมราคาแพงระยับที่เน้นทรวดทรงองค์เอวส่วนเว้าโค้งอย่างพอเหมาะ โดยเฉพาะหน้าอกอวบอิ่มที่ถูกช่างแต่งหน้าจัดแจงให้ดูสง่างามสมฐานะลูกสาวมหาเศรษฐี . . . บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้าคริสตัลขนาดใหญ่สะท้อนกับแก้วไวน์เจียระไนและเครื่องเพชรวาววับของเหล่าผู้มีอันจะกิน ทว่าความหรูหราที่ผู้คนต่างถวิลหาเหล่านี้กลับไม่ได้ทำให้ใยบัวรู้สึกเบิกบานใจแม้แต่น้อย ร่างบางนั่งนิ่งข้างกายผู้เป็นพ่อ ใบหน้าหวานละมุนที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตดูหม่นหมองลงเธอได้แต่นั่งมองภาพการเจรจาธุรกิจที่ฉาบด้วยรอยยิ้มจอมปลอมตรงหน้าด้วยความรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ฝั่งตรงข้ามคือคุณหญิงบุษบาและบุตรชายที่เอาแต่ส่งสายตาแทะโลมสำรวจเรือนร่างของเธอไม่ลดละ เสียงหัวเราะและการชนแก้วดังขึ้นเป็นระยะ แต่มันกลับยิ่งตอกย้ำความโดดเดี่ยวในใจของใยบัวให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม “ขออนุญาตไปห้องน้ำสักครู่นะคะ...”ใยบัวเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว พลางกระซิบข้างหูเสี่ยไกรที่กำลังหัวเราะร่วนกับข้อเสนอทางธุรกิจ เสี่ยไกรชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมดุฉายแววไม่พอใจที่ลูกสาวพยายามจะปลีกตัวออกจากของเขา แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับส่ง ๆ พร้อมกับส่งสัญญาณสายตาที่เปี่ยมด้วยอำนาจให้บอดี้การ์ดชุดดำที่ยืนคุมอยู่ไม่ไกลให้ตามไปติด ๆ ใยบัวเดินเลี่ยงออกมาจากโต๊ะอาหารที่แสนอึดอัด ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศไม่ช่วยให้ความร้อนรุ่มในใจเธอลดลงเลย เมื่อเห็นว่าเหล่าบอดี้การ์ดร่างยักษ์ยังคงเดินตามหลังมาเป็นเงาตามตัว เธอจึงหยุดกะทันหันแล้วหันไปเผชิญหน้า “พวกพี่อยู่รอตรงนี้เถอะค่ะ บัวจะไปเข้าห้องน้ำ...” เธอเอ่ยเสียงเรียบพยายามระงับอารมณ์ “ไม่ได้ครับคุณหนู เสี่ยสั่งให้พวกผมดูแลคุณหนูไม่ให้คลาดสายตา พวกผมต้องไปเฝ้าหน้าประตูห้องน้ำครับ” บอดี้การ์ดคนหนึ่งตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ ความอดทนที่ถูกขึงตึงมาตลอดทั้งวันขาดผึงลงในที่สุด ใยบัวเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง นัยน์ตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่กักเก็บไว้ไม่อยู่ “บัวบอกให้รอตรงนี้ไงคะ... บัวไม่ใช่นักโทษที่พวกพี่ต้องมาตามเฝ้าถึงหน้าห้องน้ำ ช่วยให้เกียรติบัวในฐานะมนุษย์คนหนึ่งบ้างเถอะค่ะ!” ถ้อยคำที่เด็ดขาดผิดกับภาพลักษณ์อ่อนหวานทำให้เหล่าชายชุดดำชะงักไปอย่างทำตัวไม่ถูก ใยบัวไม่รอฟังคำค้าน เธอหมุนกายเดินลิ่วไปทางห้องน้ำทิ้งให้บอดี้การ์ดยืนหน้ามึนงงอยู่เบื้องหลังมือเรียวเล็กกำเข้าหากันแน่นจนสั่น หัวใจของเธอนั้นโหยหาเพียงอิสระที่ไม่เคยได้รับบทที่ 3 พี่ใบ้นับตั้งแต่ค่ำคืนที่ปะทะคารมกับผู้เป็นพ่อจนใจสลาย ใยบัวก็เลือกที่จะเก็บตัวอยู่แต่ในอาณาเขตของคฤหาสน์รัตนเวช ราวกับนกน้อย เพราะรู้ดีว่ายิ่งดิ้นรน ปัญหาก็ยิ่งรุมเร้าจนเหนื่อยล้าเกินจะรับไหวเช้าวันนี้อากาศปลอดโปร่ง ใยบัวเดินทอดน่องอยู่ในสวนดอกไม้ที่บานสะพรั่ง มือเรียวสวยเอื้อมไปเด็ดดอกไม้ ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มที่คุ้นตาอยู่ภายนอกรั้วสแตนเลสฉลุลายหนาหนัก ร่างกำยำในชุดมอมแมมของชายเร่ร่อนคนเดิมที่เคยช่วยเธอไว้กำลังนั่งพิงกำแพงปูนเย็นชืดอยู่เพียงลำพัง“เปิดประตูให้บัวหน่อย...” เธอหันไปสั่งบอดี้การ์ดที่ยืนคุมอยู่หน้าประตูบ้านด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเด็ดขาด นัยน์ตาสวยที่มักจะอ่อนหวานอยู่เสมอยามนี้กลับวาวโรจน์ขึ้นด้วยความขุ่นเคือง รังสีความดุดันที่สืบทอดมาจากผู้เป็นพ่อแผ่ออกมาจนชายชุดดำต้องก้มหน้าละล่ำละลักปลดล็อกประตูบานใหญ่ให้แต่โดยดี แม้ในใจจะหวั่นเกรงต่อคำสั่งของเสี่ยไกรเพียงใดก็ตาม“คุณหนูจะออกไปไหนครับ? เสี่ยสั่งไว้ว่า...” หนึ่งในบอดี้การ์ดชักสีหน้าลำบากใจ พยายามอ้างถึงคำสั่งของผู้เป็นนาย“บัวบอกให้เปิด... ก็คือเปิด” นัยน์ตาสวยกลับฉายแววกร้าวขึ้นด้วยความขุ่นเคือ
บทที่ 2 น่าสงสารหลังจากพาตัวเองออกมาจากการตามตัวของบอดี้การ์ดได้สำเร็จ ใยบัวรีบสาวเท้าเลี่ยงมาทางประตูหลังของภัตตาคารหรู ลมเย็นปะทะเข้ากับดวงหน้าหวานที่เพิ่งผ่านการซ่อนน้ำตามาครู่ใหญ่ เธอเดินลัดเลาะมาตามตรอกที่แสงไฟสลัวลง จนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับเงาตะคุ่มของใครบางคนที่นั่งชันเข่าพิงผนังตึกอยู่ท่ามกลางความมืด“จุ๊ๆ... อย่าส่งเสียงดังไปนะคะ”เธอรีบยกนิ้วเรียวขึ้นแตะริมฝีปาก กระซิบฝากคำสั่งผ่านความมืดไปยังร่างที่นั่งอยู่ตรงนั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นเพราะนี่คือครั้งแรกที่เธอแอบหนีออกมาได้สำเร็จร่างนั้นค่อย ๆ ขยับตัว... เขาคือชายหนุ่มที่มีร่างกายกำยำภายใต้เสื้อผ้าที่ขาดหลุดลุ่ยและเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าดิน เส้นผมยุ่งเหยิงปรกลงมาปิดบังดวงตาคมกริบที่กำลังลอบพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ “อ่ะ... อื้อ...” เขาทำท่าจุ๊ปากตามเธอ ก่อนจะพยักหน้าถี่ ๆ รับคำ“เป็น... เป็นใบ้หรือจ๊ะ?” ใยบัวชะงักไป นัยน์ตาสวยวาววับไปด้วยความสงสารจับใจ เมื่อเห็นสภาพมอมแมมและท่าทางที่ดูไร้ทางสู้ของคนตรงหน้า“อื๊อ... หงึก ๆ” ชายหนุ่มพยักหน้ายืนยัน แววตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผมเผ้ายุ่งเหยิงนั้นลอบสำรวจใบ
บทที่ 1 กรงทองแสงแดดยามบ่ายทอแสงอ่อนลง ลอดผ่านแมกไม้ในสวนสวยมาตกกระทบลงบนร่างอ้อนแอ้นของ ‘ใยบัว’ หรือ พิชญ์นารา รัตนเวช เธอกำลังนั่งร้อยมาลัยอย่างประณีตอยู่กลางศาลาไม้สักทอง กลิ่นหอมกรุ่นของดอกมะลิและกุหลาบมอญอบอวลไปทั่วบริเวณ หากแต่บรรยากาศรอบกายกลับดูขัดตา เมื่อมองเลยสวนดอกไม้ออกไป กลับพบชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มยืนคุมเข้มอยู่ทุกจุดประหนึ่งเรือนจำ“คุณหนูขา... รับของว่างสักหน่อยไหมจ๊ะ ชมพู่เตรียมข้าวเหนียวมะม่วงของโปรดมาให้ด้วยนะ” ชมพู่ สาวใช้คนสนิทเยื้องกรายเข้ามาถามด้วยรอยยิ้ม“ไม่เป็นไรจ้าชมพู่ บัวยังไม่ค่อยหิวเลย” ใยบัวเงยหน้าขึ้นจากเข็มร้อยมาลัยเพียงครู่หนึ่ง รอยยิ้มหวานละมุนที่มักจะมอบให้คนรอบข้างเสมอถูกฉาบไว้ด้วยความอ่อนล้าเล็กน้อย ก่อนที่มือเรียวสวยจะก้มลงบรรจงวางกลีบดอกไม้ลงบนด้ายทีละดอกอย่างใจเย็นทว่าความสงบเงียบนั้นพังทลายลง เมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นเดินใกล้เข้ามา ‘เสี่ยไกร’ เจ้าของอาณาจักรโรงแรมระดับประเทศผู้ทรงอิทธิพล ปรากฏกายขึ้นในชุดสากลที่เนี้ยบกริบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทุกก้าวย่างของเขาเต็มไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนรับใช้ต้องก้มหน้าหลบสายตา“ใยบัว... ไปเตรียมตัวซะ เย็นน
“แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ”สวัสดีครับนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน วันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับเรื่องรักบทใหม่ที่เริ่มจากความสงสาร... สู่ความรัญจวนใจที่ยากจะถอนตัว พบกับความอ่อนหวานของลูกไก่ในกำมือ และความดุดันของในคราบคนจรจัดกันได้เลยครับ!นางเอก: ใยบัว (พิชญ์นารา)อายุ: 23 ปี | สูง 165 ซม.นิสัย: เรียบร้อย พูดจาไพเราะ จิตใจดีงามจนเข้าขั้นขี้สงสาร แต่ภายใต้ความอ่อนหวานนั้นมีความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะสลัดกรงทองเพื่ออิสระของตัวเองพระเอก: พี่ใบ้ (ร.ต.อ. ภาคิน)อายุ: 32 ปี | สูง 180 ซม.นิสัย: จริงจัง ดุเดือด กล้าได้กล้าเสีย ในคราบคนใบ้เขาคือหมาป่าเจ้าเล่ห์ที่คอยอ้อนให้คุณหนูตายใจ แต่ในคราบตำรวจเขาคือมือปราบที่กัดไม่ปล่อย⚠️ หมายเหตุจากนักเขียนนิยายเรื่องนี้มาในแนว "รักอันตรายปนความร้อนแรง" ครับ เป็นความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยคำลวง แต่จบลงด้วยความหลงใหลแบบกู่ไม่กลับ การแฝงตัวสืบคดีอาจจะเป็นงานหลักของพระเอก แต่การแฝงตัวเข้าไปอยู่ในใจคุณหนูดูจะเป็นงานที่เขาถนัดมากกว่าตอนแรกที่ผมเริ่มร่างพล็อตเรื่องนี้ ผมตั้งใจจะเขียนเป็นเรื่องสั้น ๆ อ่านง่ายๆ แต่ไปๆ มาๆ เสน่ห์ของคุณหนูใยบัวกับความดุของพี่ใบ้
เมื่อ "นกน้อยในกรงทอง" ตกหลุมรัก "ชายใบ้พเนจร"ใยบัว คุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ถูกขังอยู่ในกรงทองของบิดา เธอถูกปฏิบัติราวกับเป็นเพียง 'หมาก' ในกระดานธุรกิจ ไร้อิสระและไร้หัวใจ จนกระทั่งวันที่เธอแอบหนีออกมาและได้พบกับ 'ไอ้ใบ้' ชายจรจัดมอมแมมที่นั่งอยู่ข้างกำแพงบ้าน ความสงสารนำไปสู่ความผูกพันที่เธอไม่เคยได้รับจากใครแต่ความจริงกลับไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด... ภายใต้คราบคนจรจัดที่พูดไม่ได้ คือ ร.ต.อ. ภาคิน นายตำรวจหนุ่มผู้แข็งแกร่งที่แฝงตัวเข้ามาสืบคดีลับในคฤหาสน์ของเธอ!ท่ามกลางไฟแค้นและการหักหลัง... ความรักที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางคำลวงจะลงเอยอย่างไร? เมื่อคนที่เธอไว้ใจที่สุด กลับเป็นคนที่เข้ามาเพื่อทำลายทุกอย่างในชีวิตเธอ!“แบ... แบ้...” เขายังคงยืนยันในความเงียบ“ได้... ถ้าพี่ไม่ยอมพูด บัวจะกรีดร้องให้คนทั้งบ้านขึ้นมาเดี๋ยวนี้! บัวจะบอกคุณพ่อว่าพี่แอบเข้าห้องบัว!” ใยบัวขู่พร้อมกับสูดลมหายใจตั้งท่าจะส่งเสียงร้องมันคือหน้าที่... ที่พี่เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ครับใยบัว” ภาคินพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักใจ“หน้าที่เหรอคะ? แต่พี่หลอกบัว พี่ปลอมตัวเข้ามาอยู่ในบ้านบัว!” เธอเถียงกลับอย่า







