Masukบทที่ 2 น่าสงสาร
หลังจากพาตัวเองออกมาจากการตามตัวของบอดี้การ์ดได้สำเร็จ ใยบัวรีบสาวเท้าเลี่ยงมาทางประตูหลังของภัตตาคารหรู ลมเย็นปะทะเข้ากับดวงหน้าหวานที่เพิ่งผ่านการซ่อนน้ำตามาครู่ใหญ่ เธอเดินลัดเลาะมาตามตรอกที่แสงไฟสลัวลง จนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับเงาตะคุ่มของใครบางคนที่นั่งชันเข่าพิงผนังตึกอยู่ท่ามกลางความมืด “จุ๊ๆ... อย่าส่งเสียงดังไปนะคะ”เธอรีบยกนิ้วเรียวขึ้นแตะริมฝีปาก กระซิบฝากคำสั่งผ่านความมืดไปยังร่างที่นั่งอยู่ตรงนั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นเพราะนี่คือครั้งแรกที่เธอแอบหนีออกมาได้สำเร็จ ร่างนั้นค่อย ๆ ขยับตัว... เขาคือชายหนุ่มที่มีร่างกายกำยำภายใต้เสื้อผ้าที่ขาดหลุดลุ่ยและเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าดิน เส้นผมยุ่งเหยิงปรกลงมาปิดบังดวงตาคมกริบที่กำลังลอบพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ “อ่ะ... อื้อ...” เขาทำท่าจุ๊ปากตามเธอ ก่อนจะพยักหน้าถี่ ๆ รับคำ “เป็น... เป็นใบ้หรือจ๊ะ?” ใยบัวชะงักไป นัยน์ตาสวยวาววับไปด้วยความสงสารจับใจ เมื่อเห็นสภาพมอมแมมและท่าทางที่ดูไร้ทางสู้ของคนตรงหน้า “อื๊อ... หงึก ๆ” ชายหนุ่มพยักหน้ายืนยัน แววตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผมเผ้ายุ่งเหยิงนั้นลอบสำรวจใบหน้าหวานและทรวดทรงอ้อนแอ้นของคนตัวเล็กกว่าอย่างถือวิสาสะ “น่าสงสารจัง...” ใยบัวรำพึงออกมาแผ่วเบา ความขี้สงสารที่เป็นนิสัยติดตัวเริ่มทำหน้าที่ของมัน “หิวไหมจ๊ะ? เดี๋ยวบัวจะไปหาอะไรให้ทานนะ แต่ต้องรอให้พวกบอดี้การ์ดเดินพ้นไปจากแถวนี้ก่อน พี่รอตรงนี้ได้ไหม?” ไอ้ใบ้แสร้งขยับมือกดลงที่หน้าท้องเบา ๆ พลางส่งสายตาละห้อยหาที่ดูสมจริงจนใยบัวแทบจะทนดูไม่ได้ เธอหันไปมองทางเดินหลัก เห็นบอดี้การ์ดชุดดำพากันเดินแยกย้ายไปอีกทางเพื่อตามหาเธอ เมื่อเห็นว่าสบโอกาส ร่างบางจึงหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้ชายจรจัดตรงหน้า “รอแป๊บนะจ๊ะ เดี๋ยวบัวกลับมา”ใยบัวเดินนำออกไปทางถนนใหญ่เพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านสะดวกซื้อที่เปิดสว่างไสวอยู่ไม่ไกล โดยมีชายร่างใหญ่ในคราบคนจรเดินตามหลังมาติด ๆ กลิ่นอายความดิบเถื่อนจากร่างกายเขาขัดกับความหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้จากตัวเธออย่างสิ้นเชิง เมื่อถึงหน้าจุดหมาย ใยบัวหันมาหาเขาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “นั่งรอบัวตรงนี้ก่อนนะจ๊ะ อย่าไปไหนนะ... บัวจะรีบออกมา” ไอ้ใบ้พยักหน้าตอบรับอย่างเชื่องช้า เขาทิ้งตัวลงนั่งบนขอบฟุตบาทหน้าเซเว่นอีเลฟเว่นในท่าทางของคนไร้ที่พึ่งพิงทอดสายตาละห้อยมองตามร่างบอบบางที่เพิ่งหยิบยื่นไมตรีให้เขาอย่างที่ไม่เคยมีใครทำว่าทันทีที่แผ่นหลังของใยบัวเลือนหายเข้าไปหลังบานประตูอัตโนมัติแววตาที่เคยดูใสซื่อไร้พิษสงกลับแปรเปลี่ยนเป็นแววแข็งกระด้างเย็นชาขึ้นมาทันที เพียงไม่นาน บานประตูอัตโนมัติของร้านสะดวกซื้อก็เลื่อนเปิดออก พร้อมกับร่างบอบบางของใยบัวที่เดินถือถุงพลาสติกใบโตออกมา เธอเดินตรงมาหาชายหนุ่มที่นั่งรออยู่บนฟุตบาทด้วยรอยยิ้มที่สว่างไสวเสียจนคนมองต้องเผลอใจสั่น “นี่จ้ะ... บัวซื้อขนมกับน้ำมาให้พี่เยอะเลย ทานให้อิ่มนะจ๊ะ” ใยบัวย่อตัวลงนั่งข้าง ๆ อย่างไม่ถือตัว มือเรียวสวยยื่นถุงขนมส่งให้ชายตรงหน้าด้วยความเต็มใจ ความใจดีที่ปราศจากจริตจะก้านนั้นทำให้ไอ้ใบ้ชะงักไปครู่หนึ่ง เขายื่นมือมอมแมมไปรับของมาพลางพยักหน้าหงึก ๆเลียนแบบท่าทางคนซื่อเขลา แววตาคมกริบที่เคยดุดันถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีดีอกดีใจจนเกินเหตุ “ทานเยอะ ๆ นะจ๊ะพี่ ดูท่าทางพี่จะหิวมาก” เธอบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเวทนาและปรารถนาดี ทว่าความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ แสงไฟหน้ารถสาดส่องเข้ามาจนต้องหยีตา รถยุโรปคันหรูหลายคันแล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำนับสิบคนจะก้าวลงมาด้วยท่าทีคุกคาม พวกเขาเดินตรงรี่เข้ามาหาใยบัว “เห้อ... สุดท้ายก็หนีไม่พ้นสินะ”ใยบัวพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว ความสดใสในดวงตาดับวูบลงแทนที่ด้วยความเย็นชาและเหนื่อยหน่าย เธอเหลือบมองไอ้ใบ้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืนเหยียดตรง วางมาดคุณหนูผู้สูงศักดิ์เพื่อปกป้องชายอนาถาไม่ให้ถูกลูกหลงจากการทำร้ายของบอดี้การ์ดพวกนี้ “บัวจะไปเดี๋ยวนี้แหละ ไม่ต้องมาลากตัวบัวหรอก”เธอเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะเดินขึ้นรถไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้ไอ้ใบ้นั่งอยู่ท่ามกลางความมืดเพียงลำพัง มือหนากำถุงขนมแน่น สายตาคมกริบจดจ้องตามท้ายรถหรูที่ลับสายตาไป ภายใต้ใบหน้าที่ดูโง่งมนั้น ความคิดบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ… ทันทีที่ก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะหนังราคาแพง ภายในรถก็ตกอยู่ในความเงียบงันที่ชวนให้หายใจไม่ออก ใยบัว นั่งตัวตรงดิ่งราวกับรูปปั้นสลัก เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูแสงไฟของเมืองหลวงที่วิ่งผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย ไม่อยากจะรับรู้หรือสบตากับใครทั้งสิ้น “ทำไมถึงทำตัวไร้การศึกษาแบบนี้ใยบัว!” เสียงของ เสี่ยไกรระเบิดขึ้นท่ามกลางความเงียบ มันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวชายสูงวัยจ้องมองลูกสาวด้วยสายตาที่พร้อมจะแผดเผา “บัวก็บอกคุณพ่อไปแล้วนี่คะ... ว่าบัวไม่อยากมา” ใยบัวหันกลับมาสบตาผู้เป็นพ่อเพียงชั่วครู่ แววตาของเธอไม่มีความกลัวเกรงเหลืออยู่ มีเพียงความเหนื่อยหน่ายที่ทับถมกันจนกลายเป็นความด้านชา “แกอย่าทำให้ฉันต้องอับอายขายหน้าไปมากกว่านี้! รู้ไหมว่าแขกผู้ใหญ่เขาจะมองฉันยังไงที่ลูกสาวหนีหายไปกลางคันแบบนี้” เสี่ยไกรขบกรามแน่นจนเป็นสัน “ถ้าขืนแกยังพยศไม่เลิก ฉันจะสั่งขังลืมแกไว้ในบ้าน อย่าหวังจะได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก!” “ทุกวันนี้ชีวิตของบัว... มันต่างจากโดนขังตรงไหนหรือคะ?” น้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าบาดลึกของลูกสาวทำให้เสี่ยไกรชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโมโหที่หนักกว่าเดิม “ใยบัว! เดี๋ยวนี้แกชักจะต่อปากต่อคำกับฉันเก่งเกินไปแล้วนะ แกเห็นฉันเป็นพ่อแกอยู่หรือเปล่า!” “บัวแค่ไม่อยากทะเลาะกับคุณพ่อแล้วค่ะ... มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย”ใยบัวตัดบทเสียงเบาหวิว เธอหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับกำแพงอคติที่พ่อสร้างขึ้นมา “ดี! เลี้ยงมาจนโต ตั้งใจจะให้ได้ดิบได้ดี แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเด็กดื้อรั้นไม่รู้จักบุญคุณ!” เสี่ยไกรแค่นเสียงตัดพ้ออย่างใส่อารมณ์ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง ใยบัวไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไปอีก เธอเพียงแต่หันหน้าหนีไปมองความมืดนอกหน้าต่างตามเดิม หยาดน้ำตาใส ๆ รื้นขึ้นมาคลอที่หน่วยตาอย่างห้ามไม่ได้ ในหัวของเธอกลับนึกถึงดวงตาคมกริบคู่หนึ่งของชายพเนจรคนนั้น... คนที่ดูไม่มีหัวนอนปลายเท้า แต่กลับทำให้เธอรู้สึกสบายใจอย่างประหลาดในช่วงเวลาสั้น ๆ ถ้าชีวิตของบัวจะต้อยต่ำเหมือนพี่ใบ้คนนั้น... บัวอาจจะมีอิสระมากกว่านี้ก็ได้ใช่ไหมบทที่ 3 พี่ใบ้นับตั้งแต่ค่ำคืนที่ปะทะคารมกับผู้เป็นพ่อจนใจสลาย ใยบัวก็เลือกที่จะเก็บตัวอยู่แต่ในอาณาเขตของคฤหาสน์รัตนเวช ราวกับนกน้อย เพราะรู้ดีว่ายิ่งดิ้นรน ปัญหาก็ยิ่งรุมเร้าจนเหนื่อยล้าเกินจะรับไหวเช้าวันนี้อากาศปลอดโปร่ง ใยบัวเดินทอดน่องอยู่ในสวนดอกไม้ที่บานสะพรั่ง มือเรียวสวยเอื้อมไปเด็ดดอกไม้ ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มที่คุ้นตาอยู่ภายนอกรั้วสแตนเลสฉลุลายหนาหนัก ร่างกำยำในชุดมอมแมมของชายเร่ร่อนคนเดิมที่เคยช่วยเธอไว้กำลังนั่งพิงกำแพงปูนเย็นชืดอยู่เพียงลำพัง“เปิดประตูให้บัวหน่อย...” เธอหันไปสั่งบอดี้การ์ดที่ยืนคุมอยู่หน้าประตูบ้านด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเด็ดขาด นัยน์ตาสวยที่มักจะอ่อนหวานอยู่เสมอยามนี้กลับวาวโรจน์ขึ้นด้วยความขุ่นเคือง รังสีความดุดันที่สืบทอดมาจากผู้เป็นพ่อแผ่ออกมาจนชายชุดดำต้องก้มหน้าละล่ำละลักปลดล็อกประตูบานใหญ่ให้แต่โดยดี แม้ในใจจะหวั่นเกรงต่อคำสั่งของเสี่ยไกรเพียงใดก็ตาม“คุณหนูจะออกไปไหนครับ? เสี่ยสั่งไว้ว่า...” หนึ่งในบอดี้การ์ดชักสีหน้าลำบากใจ พยายามอ้างถึงคำสั่งของผู้เป็นนาย“บัวบอกให้เปิด... ก็คือเปิด” นัยน์ตาสวยกลับฉายแววกร้าวขึ้นด้วยความขุ่นเคือ
บทที่ 2 น่าสงสารหลังจากพาตัวเองออกมาจากการตามตัวของบอดี้การ์ดได้สำเร็จ ใยบัวรีบสาวเท้าเลี่ยงมาทางประตูหลังของภัตตาคารหรู ลมเย็นปะทะเข้ากับดวงหน้าหวานที่เพิ่งผ่านการซ่อนน้ำตามาครู่ใหญ่ เธอเดินลัดเลาะมาตามตรอกที่แสงไฟสลัวลง จนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับเงาตะคุ่มของใครบางคนที่นั่งชันเข่าพิงผนังตึกอยู่ท่ามกลางความมืด“จุ๊ๆ... อย่าส่งเสียงดังไปนะคะ”เธอรีบยกนิ้วเรียวขึ้นแตะริมฝีปาก กระซิบฝากคำสั่งผ่านความมืดไปยังร่างที่นั่งอยู่ตรงนั้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นเพราะนี่คือครั้งแรกที่เธอแอบหนีออกมาได้สำเร็จร่างนั้นค่อย ๆ ขยับตัว... เขาคือชายหนุ่มที่มีร่างกายกำยำภายใต้เสื้อผ้าที่ขาดหลุดลุ่ยและเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าดิน เส้นผมยุ่งเหยิงปรกลงมาปิดบังดวงตาคมกริบที่กำลังลอบพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ “อ่ะ... อื้อ...” เขาทำท่าจุ๊ปากตามเธอ ก่อนจะพยักหน้าถี่ ๆ รับคำ“เป็น... เป็นใบ้หรือจ๊ะ?” ใยบัวชะงักไป นัยน์ตาสวยวาววับไปด้วยความสงสารจับใจ เมื่อเห็นสภาพมอมแมมและท่าทางที่ดูไร้ทางสู้ของคนตรงหน้า“อื๊อ... หงึก ๆ” ชายหนุ่มพยักหน้ายืนยัน แววตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผมเผ้ายุ่งเหยิงนั้นลอบสำรวจใบ
บทที่ 1 กรงทองแสงแดดยามบ่ายทอแสงอ่อนลง ลอดผ่านแมกไม้ในสวนสวยมาตกกระทบลงบนร่างอ้อนแอ้นของ ‘ใยบัว’ หรือ พิชญ์นารา รัตนเวช เธอกำลังนั่งร้อยมาลัยอย่างประณีตอยู่กลางศาลาไม้สักทอง กลิ่นหอมกรุ่นของดอกมะลิและกุหลาบมอญอบอวลไปทั่วบริเวณ หากแต่บรรยากาศรอบกายกลับดูขัดตา เมื่อมองเลยสวนดอกไม้ออกไป กลับพบชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มยืนคุมเข้มอยู่ทุกจุดประหนึ่งเรือนจำ“คุณหนูขา... รับของว่างสักหน่อยไหมจ๊ะ ชมพู่เตรียมข้าวเหนียวมะม่วงของโปรดมาให้ด้วยนะ” ชมพู่ สาวใช้คนสนิทเยื้องกรายเข้ามาถามด้วยรอยยิ้ม“ไม่เป็นไรจ้าชมพู่ บัวยังไม่ค่อยหิวเลย” ใยบัวเงยหน้าขึ้นจากเข็มร้อยมาลัยเพียงครู่หนึ่ง รอยยิ้มหวานละมุนที่มักจะมอบให้คนรอบข้างเสมอถูกฉาบไว้ด้วยความอ่อนล้าเล็กน้อย ก่อนที่มือเรียวสวยจะก้มลงบรรจงวางกลีบดอกไม้ลงบนด้ายทีละดอกอย่างใจเย็นทว่าความสงบเงียบนั้นพังทลายลง เมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นเดินใกล้เข้ามา ‘เสี่ยไกร’ เจ้าของอาณาจักรโรงแรมระดับประเทศผู้ทรงอิทธิพล ปรากฏกายขึ้นในชุดสากลที่เนี้ยบกริบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทุกก้าวย่างของเขาเต็มไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนรับใช้ต้องก้มหน้าหลบสายตา“ใยบัว... ไปเตรียมตัวซะ เย็นน
“แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ”สวัสดีครับนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน วันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับเรื่องรักบทใหม่ที่เริ่มจากความสงสาร... สู่ความรัญจวนใจที่ยากจะถอนตัว พบกับความอ่อนหวานของลูกไก่ในกำมือ และความดุดันของในคราบคนจรจัดกันได้เลยครับ!นางเอก: ใยบัว (พิชญ์นารา)อายุ: 23 ปี | สูง 165 ซม.นิสัย: เรียบร้อย พูดจาไพเราะ จิตใจดีงามจนเข้าขั้นขี้สงสาร แต่ภายใต้ความอ่อนหวานนั้นมีความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะสลัดกรงทองเพื่ออิสระของตัวเองพระเอก: พี่ใบ้ (ร.ต.อ. ภาคิน)อายุ: 32 ปี | สูง 180 ซม.นิสัย: จริงจัง ดุเดือด กล้าได้กล้าเสีย ในคราบคนใบ้เขาคือหมาป่าเจ้าเล่ห์ที่คอยอ้อนให้คุณหนูตายใจ แต่ในคราบตำรวจเขาคือมือปราบที่กัดไม่ปล่อย⚠️ หมายเหตุจากนักเขียนนิยายเรื่องนี้มาในแนว "รักอันตรายปนความร้อนแรง" ครับ เป็นความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยคำลวง แต่จบลงด้วยความหลงใหลแบบกู่ไม่กลับ การแฝงตัวสืบคดีอาจจะเป็นงานหลักของพระเอก แต่การแฝงตัวเข้าไปอยู่ในใจคุณหนูดูจะเป็นงานที่เขาถนัดมากกว่าตอนแรกที่ผมเริ่มร่างพล็อตเรื่องนี้ ผมตั้งใจจะเขียนเป็นเรื่องสั้น ๆ อ่านง่ายๆ แต่ไปๆ มาๆ เสน่ห์ของคุณหนูใยบัวกับความดุของพี่ใบ้
เมื่อ "นกน้อยในกรงทอง" ตกหลุมรัก "ชายใบ้พเนจร"ใยบัว คุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ถูกขังอยู่ในกรงทองของบิดา เธอถูกปฏิบัติราวกับเป็นเพียง 'หมาก' ในกระดานธุรกิจ ไร้อิสระและไร้หัวใจ จนกระทั่งวันที่เธอแอบหนีออกมาและได้พบกับ 'ไอ้ใบ้' ชายจรจัดมอมแมมที่นั่งอยู่ข้างกำแพงบ้าน ความสงสารนำไปสู่ความผูกพันที่เธอไม่เคยได้รับจากใครแต่ความจริงกลับไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด... ภายใต้คราบคนจรจัดที่พูดไม่ได้ คือ ร.ต.อ. ภาคิน นายตำรวจหนุ่มผู้แข็งแกร่งที่แฝงตัวเข้ามาสืบคดีลับในคฤหาสน์ของเธอ!ท่ามกลางไฟแค้นและการหักหลัง... ความรักที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางคำลวงจะลงเอยอย่างไร? เมื่อคนที่เธอไว้ใจที่สุด กลับเป็นคนที่เข้ามาเพื่อทำลายทุกอย่างในชีวิตเธอ!“แบ... แบ้...” เขายังคงยืนยันในความเงียบ“ได้... ถ้าพี่ไม่ยอมพูด บัวจะกรีดร้องให้คนทั้งบ้านขึ้นมาเดี๋ยวนี้! บัวจะบอกคุณพ่อว่าพี่แอบเข้าห้องบัว!” ใยบัวขู่พร้อมกับสูดลมหายใจตั้งท่าจะส่งเสียงร้องมันคือหน้าที่... ที่พี่เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ครับใยบัว” ภาคินพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักใจ“หน้าที่เหรอคะ? แต่พี่หลอกบัว พี่ปลอมตัวเข้ามาอยู่ในบ้านบัว!” เธอเถียงกลับอย่า







