หญิงสาวตั้งใจขับรถมาก ดวงตามองตรงไปที่ท้องถนนเบื้องหน้า สลับกับมองกระจกรอบคันรถ แม้ช่วงแรกจะติดขัดอยู่บ้าง และใช้ความเร็วเพียงแค่สี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ผ่านไปสักพักมีอาก็มั่นใจขึ้น เหลือบมองกระจกส่องหลัง ความอุ่นใจก็แผ่ซ่านที่ได้เห็นรถยนต์สีดำคุ้นตาคอยขับตามไม่ห่าง
แรงฮึดทำให้เธอโยนความประหม่าทิ้งไป ตัดใจหักเลี้ยว ทำความเร็วเพื่อแซงได้เด็ดขาดมากขึ้น
กลีบปากเย้ายวนคลี่ยิ้มกว้าง ภูมิใจกับความสำเร็จเล็ก ๆ ของตัวเอง อย่างน้อยความห่วงใยของบิดาก็ทำให้ครั้งนี้เธอมั่นใจขึ้น
เนื่องจากคฤหาสน์ของหญิงสาวอยู่นอกเมือง ส่วนตัวมหาวิทยาลัยเรียกว่าอยู่ใกล้กลางเมืองเลยก็ว่าได้ การจราจรเป็นท้องถนนค่อนข้างแน่น แถมตอนเช้ายังเสียเวลาโต้เถียงกับบิดาไปอีก จึงได้ตัดสินใจเลี้ยวเลาะไปตามเส้นทางลัด ที่ไอซ์มักใช้เพื่อหลีกเลี่ยงรถติด
อีกไม่ไกลนักก็ใกล้จะถึงมหาวิทยาลัยของเธอแล้ว ก้อนหินหนักที่เคยทับกลางอกจนอึดอัดหายไป หลงเหลือเพียงความโล่งสบายเท่านั้น
เธอชะลอความเร็วลงเมื่อกำลังขับผ่านหน้าโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง จุดนี้ไม่ได้มีไฟจราจรขึ้น แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าจะมีเด็กเล็กและคุณพ่อคุณแม่เดินข้ามถนนไปมา
รถสปอร์ตสีขาวจอดอยู่หลังทางม้าลาย ให้ผู้คนจากอีกฟากเดินผ่านไป
ทุกอย่างดูเป็นปกติ กระทั่งสายตาของเธอปะทะกับร่างชายหนุ่มสูงโปร่งหน้าตาดีจัดคนหนึ่งในชุดสูทลำลองแบบไม่เป็นทางการสีน้ำตาล ด้านในเป็นเสื้อยืดคอกลมสีขาวเข้ารูป ความหล่อเหลาและเสื้อผ้าที่สวมเหมือนกับหลุดออกมาจากรันเวย์ เรียกความสนใจของมีอาให้มองตาม
ใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มลูกครึ่งถูกบดบังด้วยแว่นกันแดดสีชา มันคงจะไม่ดูแปลกหากนี่เป็นโรงเรียนเอกชนมีชื่อเสียง การแต่งกายเขาโดดเด่นจนแม่บ้าน ผู้ปกครองแถวนั้นหันมองเป็นตาเดียว
มือทั้งสองข้างจูงเดินน้อยเพื่อข้ามถนน เดินตัดผ่านหน้ารถของเธอไป
มีอากะพริบตาปริบ ๆ มองความแปลกอย่างอธิบายไม่ถูก แอบคุ้นหน้าชายคนนั้นเล็กน้อย แต่ก็คิดไม่ออกว่าเคยเห็นจากไหน จนกระทั่งเด็ก ๆ วิ่งข้ามไปจนหมด เธอก็สลัดความสงสัย แล้วเหยียบคันเร่งขับผ่านไปเพื่อมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัย
อีกด้าน
ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยนที่เคยมอบให้เด็กน้อยแปลกหน้าทั้งสองเปลี่ยนเป็นหงุดหงิด ร่างสูงชะเง้อมองตามหลังรถสปอร์ตสีขาวที่แทบจะหายลับไปจากสายตาแล้ว ขณะลูกน้องหนุ่มหน้ามึนยิ้มกว้าง วิ่งเข้ามาหาอย่างอารมณ์ดี
“เป็นไงครับนาย แผนไอ้เก้าใช้ได้ไหม”
“จูงเด็กพาข้ามถนนนี่มันจะเวิร์กตรงไหน”
เมื่อไม่ต้องสร้างภาพแล้วแอซตันก็ปล่อยมือเด็กน้อยทั้งสองทั้งทำหน้างงใส่
“เอ้า! พามาส่งถึงที่แล้ว เข้าโรงเรียนกันไปสิ”
เด็กชายที่ดูท่าทางกะล่อนไม่น้อย ไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแค่แบมือส่งสายตาให้ ทำผู้ใหญ่พ่นลมหายใจแรง ๆ ออกมา ก่อนจะล้วงแบงก์สีแดงส่งให้ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า
“แล้วผมล่ะ” เด็กอีกคนร้องถามบ้าง
“เป็นพี่น้องกันไม่ใช่เหรอ เอาไปแบ่งกันสิ” แอซตันเถียงกลับ รู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกเด็ก ป.2 รีดไถอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่ได้สิครับคุณลุง ลุงรับปากแล้วว่าค่าจ้างให้ผมช่วยเดินข้ามถนนหนึ่งร้อยบาท แถมพวกผมก็เดินไปมาตั้งสองรอบแล้วด้วย”
“ฮึ่ย! เด็กสมัยนี่ทำไมมันเขี้ยวจังวะ เอ้านี่! เอาไปแล้วรีบเข้าโรงเรียนไปเลย”
พอเด็กชายทั้งสองได้เงินค่าจ้างตามที่ตกลงก็ฉีกยิ้มกว้าง กระโดดดีใจพากันวิ่งเข้าไปในรั้วโรงเรียน ทิ้งให้สองเจ้านายลูกน้องยืนทำหน้าเซ็ง
“บอกกูที ว่าไอ้เด็กสองคนเมื่อกี้ไม่ใช่ลูกมึง ไม่งั้นกูคงคิดว่านี่เป็นขบวนการต้มกู”
“โธ่ ใช่ที่ไหนล่ะนาย ไอ้เก้ายังหาเมียไม่ได้เลย จะเอาปัญญาที่ไหนไปมีลูก”
“สรุปเมื่อกี้ใช่รถผู้หญิงคนนั้นแน่ใช่ไหม” แอซตันยกมือปัด ตัดรำคาญ รีบกลับเข้าประเด็นสำคัญทันที
“ชัวร์ครับนาย ลูกน้องเราคอยเฝ้าอยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอ เห็นชัด ๆ ว่าเธอขับรถสีขาวคันนั้นออกมาจริง ๆ”
“ถ้าชัวร์แล้วทำไมรอบก่อนมึงมองผิดคัน!”
ชายหนุ่มขบเขี้ยวเคี้ยวฟันตอนที่คิดถึงความผิดพลาดก่อนหน้า เพราะมีอาดูเป็นผู้หญิงที่ไม่น่าจะสนใจเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ลูกน้องตัวดีเลยเสนอแผนทำความดีให้เธอเห็นบ่อย ๆ เพราะการจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปจีบสาวโพรไฟล์ดีระดับนั้น เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก เธอคงชินชาและไม่สนใจแน่
ทั้งคู่สำรวจเส้นทางและกิจวัตรของเป้าหมายมาเรียบร้อยว่าต้องขับผ่านโรงเรียนรัฐบาลแห่งนี้เพื่อไปมหาวิทยาลัย วันนี้จึงได้มาดักรอตั้งแต่เกือบเจ็ดโมงเช้า เพราะกลัวจะคลาดกัน
พวกเขาตกลงจ้างวานเด็กน้อยให้ช่วยมาเล่นละครเป็นพลเมืองดี ยืนชะเง้อคอมองอยู่นาน แถมไอ้ลูกน้องหน้ามึนก็มองรถผิดไปถึงสองรอบ ทำให้เขาต้องตีเนียนเดินไปเดินมาเสียเที่ยว
เม็ดเหงื่อผุดตามกรอบหน้าจากแสงแดดที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นับรวมที่เขายังต้องซื้อไอศกรีมเลี้ยงเด็กทั้งสองคนเพื่อถ่วงเวลา เมื่อเด็กน้อยเริ่มงอแง
หลังมือหนายกขึ้นปาดเม็ดเหงื่อบนหน้าผากออกลวก ๆ ส่ายหัวเวทนากับสภาพตัวเองตอนนี้เหลือเกิน หากกลุ่มเพื่อนรู้ว่าเขาลงทุนลงแรงขนาดนี้ เพื่อโผล่หน้าไปให้สาวเห็นแค่ไม่กี่วินาที คงได้หัวเราะเยาะไปอีกนาน
“ไปได้แล้ว! ร้อนฉิบหาย”
“ครับ ๆ”
ไอ้เก้ารีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามหลังผู้เป็นเจ้านายกลับไปยังรถยนต์ที่จอดห่างออกไปไม่ไกลจากโรงเรียนประถม แอซตันได้แต่หวังว่าเป้าหมายสาวจะชื่นชมมองเห็นความดีบ้าง ไม่อย่างนั้นเขาคงเหนื่อยฟรี
มหาวิทยาลัย H
น่าเสียดายที่คำขอของแอซตันเหมือนจะไม่เป็นผล เพราะสาวสวยเหมือนจะลืมเรื่องนั้นไปโดยปริยาย เธอหักเลี้ยวรถผ่านรั้วยาวของมหาวิทยาลัยเข้ามา เลือกจอดมันไว้ที่ลานด้านข้างตึกคณะ แทนที่จะเป็นหน้าอาคารเหมือนที่ไอซ์มักจอดประจำ
มือบางเอื้อมหยิบกระเป๋า ตรวจเช็กความเรียบร้อยเล็กน้อยก็ผลักประตู วาดเรียวขาก้าวลงจากรถ
บอดี้การ์ดสาวที่ขับตามมาตลอดทางยืนอยู่ข้างรถยุโรปสีดำ ใบหน้าสวยจัดนิ่งเฉยไร้อารมณ์เช่นเดิม รอจนกระทั่งคุณหนูเดินเข้ามาหา
“เดี๋ยวตอนเย็นพี่มารอแถวนี้นะคะ”
“คือว่า...ตอนเย็นพี่ไอซ์ไม่ต้องมารอรับมีอาได้ไหมคะ”
เธอมีสีหน้าลำบากใจ รู้ดีว่าหากบิดาทราบว่าบอดี้การ์ดละเลยหน้าที่คงโดนตักเตือนแน่ แต่ยังไม่ทันจะได้อธิบายสิ่งใดต่อ ไอซ์ก็รับคำว่าง่าย
“ได้ค่ะ พี่จะไปรอแถวปั๊มใกล้บ้านแทนนะคะ”
“งื้อออออ ขอบคุณมากเลยค่ะพี่ไอซ์ พี่น่ารักที่สุดเลย”
“ถ้ามีอะไรโทรหาทันทีนะคะ เดี๋ยวจะรีบมา”
“ได้เลยค่ะ มีอาสัญญาจะระวังตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ขับชนอะไรแน่นอน”
หญิงสาวรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใบหน้าสวยหยาดเยิ้มประดับด้วยรอยยิ้มกว้างแห่งความยินดี ดวงตาไร้อารมณ์ของไอซ์อ่อนโยนลงเล็กน้อย ส่งยิ้มจาง ๆ ให้คุณหนูสาว หมุนกายกลับขึ้นรถแล้วขับออกไป
อิสรภาพเล็กน้อยแผ่ซ่านไปยังทุกส่วนของร่างกาย ช่วยให้เธอรู้สึกปลอดโปร่งเหลือเกิน แทบจะอดใจรอให้ถึงตอนเย็นที่เธอจะได้มีโอกาสขับรถกลับบ้านเองเป็นครั้งแรกโดยไม่มีคนติดตามไม่ไหว
เพราะอารมณ์ที่เบิกบานทำให้วันนี้มีอาดูสดใสกว่าทุกวันจนเพื่อนสาวทั้งสองยังอดแซวออกมาไม่ได้
“ยิ้มไม่หุบเลยนะยะ อย่าบอกนะว่ามีหนุ่ม” หวานส่งสายตาเย้าแหย่
“ไม่ใช่สักหน่อย แค่วันนี้พ่อยอมให้ฉันขับรถมามหาลัยเองแล้ว”
“ว้าว จริงเหรอมีอา ยินดีด้วยนะ” สาวแว่นสุดเรียบร้อยได้ฟังก็รีบเข้ามาแสดงความยินดีด้วย
เพราะเธอมักระบายเรื่องในครอบครัวให้สองสาวฟังอยู่บ่อย ๆ แถมกิตติศัพท์ความหวงลูกสาวของพ่อเธอก็เป็นที่เลื่องลือสุด ๆ ทั้งคู่ถึงเข้าใจได้ถึงความยินดีกับเรื่องเล็กน้อยในครั้งนี้
“หิมะจะถล่มประเทศไทยไหมหนอ พ่อเธอยอมให้ห่างสายตาพี่ไอซ์เนี่ย”
“ก็ไม่เชิง...”
พอพูดถึงเรื่องนี้เธอก็มุ่ยหน้าลงเล็กน้อย จนเพื่อน ๆ ทั้งสองสงสัย
“ทำไมอะ อย่าบอกนะ...”
“อืม พ่อให้ฉันขับรถมาเองก็จริง แต่สั่งให้พี่ไอซ์คอยขับตาม”
“สุดยอดไปเลย คนธรรมดาคิดแบบนั้นไม่ได้แน่ ๆ”
“ยัยหวาน พูดดี ๆ หน่อย” ขวัญร้องเตือนเพื่อนสาว เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มใช้คำพูดไม่ดีนัก
“แหะ ๆ โทษที”
“แต่ฉันตกลงกับพี่ไอซ์แล้ว ค่อยนัดเจอกับพี่เขาแถวบ้าน เท่านี้พ่อก็ไม่สงสัยแล้ว”
“คิก ยัยมีอาเริ่มดื้อกับพ่อแล้วงั้นเหรอ เติบโตขึ้นจริง ๆ เพื่อนฉัน” สาวร่าเริงของกลุ่มหัวเราะชอบใจ พร้อมยื่นมือมาตบไหล่เธอ ยืดอกภาคภูมิใจราวกับมีอาเป็นลูกสาวของตนเอง
“เวอร์ไปแล้วย่ะ ไปกินข้าวกันเถอะ ฉันหิวแล้ว”
“ไป ๆ ๆ ป่านนี้โรงอาหารคนเพียบแน่”
“นั่นสิ อาจารย์ธวิชปล่อยเลตด้วย”
สามสาวพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อยพลางเดินไปยังโรงอาหารติดแอร์เย็นฉ่ำของคณะ ซึ่งเวลาเที่ยงเช่นนี้จึงเต็มไปด้วยนักศึกษาในคณะหลากหลายชั้นปีมากระจุกรวมกัน แม้บางคนจะออกไปทานที่อื่น แต่จำนวนโต๊ะก็เหมือนจะไม่เพียงพอนักกับจำนวนนักศึกษา
“เจอโต๊ะว่างแล้ว ยัยขวัญนั่งเฝ้าเอาไว้ เดี๋ยวฉันกับมีอาไปซื้อข้าวเอง”
“โอเคได้ ฉันเอาเหมือนเดิม”
“ได้ เดี๋ยวซื้อให้นะ”
มีอาและหวานแยกกันไปซื้ออาหารคนละด้าน นี่อาจเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีอารู้สึกว่าโชคดีที่ตนเองมีใบหน้าสวยจัด เพราะทุกร้านที่เจอไปต่อแถว หนุ่ม ๆ ก็จะรีบยกที่ให้เธอสั่งอาหารก่อนเลย แล้วพวกเขาก็ได้รับรอยยิ้มน่ารักละลายใจเป็นการขอบคุณ นั่นมันก็คุ้มค่าเหลือเกินกับการต้องรอคิวเพิ่มอีกเล็กน้อย
สองสาวกลับมาพร้อมถาดอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งนี่ก็เหมือนกับทุกวันที่กลุ่มของเธอจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ นักศึกษาหนุ่มรุ่นน้องได้แต่มองใบหน้าของนางฟ้าประจำคณะตาละห้อย ยิ้มกว้างเหม่อลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์ นี่เหมือนเป็นแรงใจให้พวกเขาอยากจะมามหาวิทยาลัยเหลือเกิน
แต่แล้วความสงบสุขก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงตะโกนกร้าว ดังลั่นโรงอาหารอย่างไม่เกรงใจ
“ไอ้คนชื่อเต้ เด็กบริหารปีสามมันอยู่ไหน!”
ทุกสายตาชะเง้อมองไปทางเข้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะหันกลับไปซุบซิบจนเกิดเสียงอื้ออึง ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ บางคนก็รีบชิ่งยกถาดอาหารหนี กลัวโดนลูกหลง แต่หลายคนก็นั่งนิ่งไม่ขยับ เฝ้ารอว่าจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ร่างบอบบางของหญิงสาวผมยาวตรงสลวยสีดำสนิทก้าวเข้ามาในโรงอาหารของคณะบริหาร เสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มคลุมชุดนักศึกษาอีกชั้น แถมด้านหลังผู้หญิงคนนั้นยังมีกลุ่มเด็กวิศวะร่วมสิบคนก้าวตามหลังมา เปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นมาคุทันที
“นั่นน้องเธอหรือเปล่ามีอา” หวานสะกิดแขนเพื่อนสาว หรี่ตามองสาวห้าวแปลกหน้าที่ค่อนข้างคุ้นตา
และเมื่อคนถูกถามพินิจพิจารณาดี ๆ ก็ต้องเบิกตากว้าง เพราะนั่นคือแอลลี่ ลูกสาวฝาแฝดของลุงวิคเตอร์จริง ๆ