LOGIN“อะไรกันคะพี่จ๋า! ทำไมไม่ให้เอมมี่ไปดูแลคุณราเมศ ทำไมต้องเป็นยัยเด็กนี่!”
เสียงโวยวายดังขึ้นกลางออฟฟิศ เอมมี่แทบจะกระแทกแฟ้มในมือกับโต๊ะด้วยความไม่พอใจสุดขีด วันนี้เจ้าสัวกำพลก็ไม่ได้เข้ามา แล้วจะมีเหตุผลอะไรอีกที่ต้องให้อลิซไปแทนเธอ จ๋าถอนหายใจยาวอย่างคนเหนื่อยใจเต็มที “ก็คุณราเมศเขาระบุชื่อมาชัดเจนว่าอลิซ ไม่ได้ระบุว่าเอมมี่ พี่จะฝืนส่งคนอื่นไปแทนได้ยังไงล่ะ” “คุณราเมศน่ะเหรอ จะติดใจยัยเด็กจืดชืดแบบนี้เอมมี่ไม่เชื่อหรอก!” เธอถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ “พี่จ๋าคิดจะแกล้งเอมมี่ใช่ไหม บอกมาตรงๆเลยดีกว่า!” อลิซเดินปลีกตัวออกมาจากบรรยากาศตึงเครียดในออฟฟิศอย่างเงียบเชียบ ไม่พูดอะไรสักคำต่อเอมมี่ที่ยังคงเบ้ปากมองตามอย่างไม่พอใจ เธอก้าวเข้ามาในห้องvipอย่างเงียบงัน เสียงเพลงดังกระหึ่มจากด้านนอกและเบาลงหลังจากประตูปิดลง ภายในห้องกลิ่นเหล้าแพงลอยปะปนอยู่ในอากาศ ราเมศนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟายิ้มกริ่มอย่างสบายอารมณ์ ข้างตัวมีแก้วเหล้ารินไว้แล้วครึ่งหนึ่ง “สวัสดีค่ะคุณราเมศ” “สวัสดีครับน้องอลิซ” เขาเหลือบตามามอง ก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบยิ้มบางๆ “ชงเหล้าให้หน่อยสิ ชงของคุณด้วย“ เธอไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนนั่งลงโซฟาอีกตัว แล้วจัดการชงเหล้าตามราเมศบอก แก้วทรงเตี้ยถูกวางลงตรงหน้าเขาอย่างนุ่มนวล เสียงน้ำแข็งกระทบขอบแก้วดังกรุ๊งกริ๊ง ขณะที่อลิซชงเหล้าอย่างเงียบๆและระมัดระวัง ราเมศจ้องมองเธออย่างพินิจอยู่ตลอด “เด็กอะไร เงียบเป็นแมวเชื่อง” เขาเอ่ยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างสบาย “เตรียมตัวนับถอยหลังได้เลย ฮึ!” ยังไม่ทันที่อลิซจะถามว่านับถอยหลังอะไร เสียงประตูห้องก็ดังขึ้นพร้อมร่างสูงของภูวินทร์ที่เดินเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีดำทะมัดทะแมงมองภาพตรงหน้าด้วยสายตานิ่งสนิท ดวงตาคมกริบกวาดผ่านราเมศ ก่อนหยุดอยู่ที่อลิซนานกว่าปกติ “อ้าว!!ไหนบอกว่าจะไม่มาไง คุณภูวินทร์” ราเมศวางแก้วลง แล้วยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า น้ำเสียงยียวนกวนบาทาจนน่าหมั่นไส้ “เคลียร์งานเสร็จพอดี มึงบอกไม่มีเพื่อนดื่มไม่ใช่เหรอกูก็มานี่ไง” อลิซสะดุดชะงัก เธอหันไปมองราเมศทันที แต่เขาเพียงยิ้ม ยกแก้วขึ้นชนเบาๆ กับแก้วของเธออย่างขำๆ “แน่ใจนะ ว่าห่วงกูที่ไม่มีเพื่อนดื่ม แต่ตอนนี้กูมีน้องอลิซดื่มเป็นเพื่อนแล้วนะ“ ภูวินทร์ไม่พูดอะไร เขาเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม แล้วหยิบแก้วขึ้นรินเหล้าด้วยตัวเอง รินเอง ดื่มเอง ไม่แม้แต่จะมองผู้หญิงที่นั่งเงียบอยู่ใกล้ราเมศ ”ให้กูเรียกเด็กให้ป่ะ วันนี้เอมมี่ว่าง“ ราเมศเลิกคิ้วสูงถามเขา ”ไม่ต้อง “ เขาตอบสั้นๆนั่งหน้านิ่งมาก “น้องอลิซ ถ้าเรียนจบแล้วสนใจไปทำงานกับผมไหมครับ“ ราเมศหันมาถาม ขณะมือยังถือแก้วแนบริมฝีปาก “เห็นพราวบอกว่าน้องอลิซเรียนเก่งมาก แบบนี้ผมจองตัวได้เลยไหมครับ” “ขอบคุณค่ะ แต่เอาไว้ให้อลิซเรียนจบก่อนดีกว่า “ ”ทำไมครับ บริษัทผมให้ค่าตอบแทนสูงนะ“ ราเมศถามอลิซสายตาเหลือบมองเพื่อนที่กระดกเอากระดกเอา สาวสวยตรงหน้าทำเพื่อนเขาเสียอาการ ”เปล่านะคะ คุณราเมศอย่าคิดแบบนั้นเลย คือมันอีกตั้งนานค่ะ “ หลังจากราเมศเอาแต่พูดแกล้งไม่หยุด ผ่านไปสักพักใหญ่ๆภูวินทร์ก็ตาแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอลิซก็ถูกบังคับให้ดื่มอยู่หลายแก้ว “มึงออกไปก่อน”เสียงทุ้มต่ำของภูวินทร์ดังขัดขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แรงพอให้ทุกคนในห้องชะงัก ราเมศหัวเราะเบาๆอย่างยั่วเย้า แล้วเอนตัวไปกระซิบกับอลิซ “ผมไปดูดบุหรี่แป๊บนะครับ“ พูดจบราเมศก็เดินออกไป จากนั้นบรรยากาศก็เข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงน้ำแข็งที่ละลายในแก้ว และเสียงภูวินทร์ที่เริ่มดื่มมากขึ้นเรื่อยๆ แก้วแล้วแก้วเล่า อลิซรู้สึกได้ถึงความอึดอัด จึงลุกขึ้นจะขอตัวไปห้องน้ำบ้าง แต่ยังไม่ทันขยับ เสียงของภูวินทร์ก็ดังขึ้นอย่างเรียบเฉียบ “คุณต้องการเท่าไหร่“ เธอชะงักหันกลับไป “คะ” เขายกแก้วขึ้นกระดกอีกครั้ง ก่อนวางมันลงกับโต๊ะอย่างแรงจนเสียงกระทบแก้วเสียงดัง “ค่าตัวคุณ อยากได้เท่าไหร่“ ตาคมมองสบตาเธอ ยิ่งยากเขายิ่งอยากได้“รู้แล้วน่า เก่งที่สุดเลยพี่สาวผมอ่ะ” ภูริขำพึมพำ ก่อนจะหันไปยักคิ้วให้ดีเดย์ “ยินดีด้วยครับพี่เดย์ วันนี้หล่อเกินหน้าเกินตาผมไปหน่อยนะ” “ขอบใจมากภูริ แต่เรื่องความหล่อ... พี่ว่าพี่นำแกไปไกลแล้วว่ะ” ดีเดย์ตบไหล่น้องเขยขำ ๆ ตีมึนยอมรับความหล่อของตัวเอง หลังจากนั้นทุกคนก็พากันไปหามุมสวนร่มรื่นของมหาวิทยาลัยเพื่อถ่ายรูปครอบครัวสลับกันไปมา กดชัตเตอร์กันจนนิ้วล็อก หัวเราะฮาครื้นเครงกันอยู่พักใหญ่ สักพักใหญ่ ๆ กลุ่มเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายก็ยกขบวนกันมาถึง ที่หอบของขวัญกวน ๆ มาเพียบ “พวกแก! ทางนี้เลยมาถ่ายรูปกันก่อน” เอย่ากวักมือเรียกเพื่อน ๆ “ยินดีด้วยนะเว้ยไอ้เดย์ เอย่า ในที่สุดพวกมึงก็หลุดพ้นจากวงโคจรโปรเจกต์จบสักที” เจฟโวยวายมาแต่ไกล ก่อนจะรีบเข้าไปยืนข้างปีใหม่เพื่อเข้าเฟรมถ่ายรูป “ตากล้องครับ ขอช็อตผมคู่กับคนสวยตรงนี้เน้น ๆ หน่อยนะ” “ไอ้เจฟ! อย่ามาเนียน ถอยไปเลย” ปีใหม่แหวใส่ แต่สุดท้ายก็ยอมยืนนิ่ง ๆ ให้ตากล้องกดถ่ายรูปหมู่รวมเพื่อนอย่างสนุกสนาน เมื่อแยกย้ายกันไปถ่ายรูปตามซุ้มคณะต่าง ๆ กับเพื่อน ๆ จนอิ่มหนำสำราญและแดดเริ่มร่มลมตก ทั้งเอย่าและดีเดย์ก็ขอตัวลาเพื่อน ๆ แล้วพา
“ซี้ดดดด... แน่นมากเอย่า... อูยยย อย่าเกร็งนะคนดี ตอดเค้าถี่เลย ซี้ดดด...” ชายหนุ่มแช่กายค้างไว้ขยับสะโพกคลึงวนเบา ๆ เพื่อให้เธอปรับตัว แจ๊ะ... พั่บ! ตับ! เมื่อช่องทางเริ่มอ่อนนุ่มและรองรับความต้องการได้ดีขึ้น ดีเดย์ก็เริ่มขยับสะโพกสอบเข้าออกเป็นจังหวะเนิบนาบ ก่อนจะค่อย ๆ เร่งความเร็วและรุนแรงขึ้นตามอารมณ์ที่พุ่งสูง “อ๊ะ ๆ ๆ ๆ... ดีเดย์... แรงไป... อ๊าาา เค้าเสียว... อื๊อออ!” เอย่าครางระงมสั่นไปทั้งตัว ใบหน้าหวานเคลิ้มด้วยความซาบซ่าน สองมือไขว่คว้าหาที่ยึดเกาะไหล่หนาไว้แน่น พั่บ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ! ตับ ๆ ๆ ๆ! เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องนอน สลับกับเสียงน้ำหวานฉ่ำแฉะที่ถูกบดเบียดตามแรงกระแทกกระทั้น ดีเดย์ก้มลงไปจูบซับน้ำตาที่ไหลซึมตรงหางตาของเอย่าเพราะความเสียวซ่าน “ซี้ดดด... เอย่า ขยับตอดเค้าดีฉิบหาย... อูยยย ไม่ไหวแล้วเธอ แรงกว่านี้อีกนะ ซี้ดดดด...” ดีเดย์คำรามในลำคอ สองมือแกร่งล็อกเอวบางไว้แน่นแล้วโถมสะโพกเข้าใส่ย้ำ ๆ เน้น ๆ ตรงจุดกระสันของเธอ พั่บ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ! แจ๊ะ! แจ๊ะ! “อ๊าาา ๆ ๆ ๆ! เดย์... เค้าจะเสร็จ... จะไม่ไหวแล้ว... อื้อออ! ดีเดย์!” เอย่าหวีดร้อง เสียง
ดีเดย์เดินกลับมาที่โต๊ะกลุ่มเพื่อน ซึ่งตอนนี้เอย่ากำลังโดนรุมซักไซ้เรื่องแผนการในอนาคตอยู่ “แล้วนี่แพลนกันไว้รึยังว่าเรียนจบแล้วจะแต่งเลยไหม หรือจะรอทำงานก่อน” กรีนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ เอย่าหันไปมองดีเดย์ที่เพิ่งเดินกลับมายืนข้าง ๆ ก่อนจะตอบ “ก็คิดไว้ว่าอยากเรียนให้จบก่อน หลังจากนั้นค่อยดูเรื่องงานอีกที ไม่รีบหรอก” “แต่เค้ารีบนะ” ดีเดย์พูดสวนขึ้นมา พร้อมกับสวมกอดเอวบางจากด้านหลัง “เรียนจบปุ๊บ แต่งปั๊บเลยได้ไหม เค้าอยากสร้างครอบครัวกับเธอเร็ว ๆ” “ดีเดย์! ปล่อยเลย คนอยู่เยอะแยะ อายเพื่อนบ้าง” เอย่าตีกระหน่ำลงบนแขนแกร่งเบา ๆ ด้วยความเขินอาย “โอ๊ยยยย มดขึ้นหมดแล้วโว้ยยย!” เจฟแกล้งทำท่าปัดมดออกจากตัว “พวกกูว่าแยกย้ายเหอะว่ะ อยู่ตรงนี้ต่อไปคืนนี้น่าจะเป็นส่วนเกินชัวร์ ๆ” “เออจริง ไปหาเครื่องดื่มกินตรงนู้นดีกว่า ปล่อยให้คนคลั่งรักเค้าอยู่ด้วยกันไป” โอ๊คเสริมขำ ๆ ก่อนที่กลุ่มเพื่อนจะพากันทยอยเดินเลี่ยงออกไปปล่อยให้ทั้งสองคนได้มีเวลาส่วนตัวกันสองคน ท่ามกลางแสงไฟสลัวในค่ำคืนวันหมั้น ดีเดย์กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด ก้มลงมองใบหน้าหวานที่เขารัก “ขอบคุณนะเอย่าที่ยอมหมั้น
“พ่อฝากดูแลยัยตัวเล็กด้วยนะดีเดย์ ถ้าวันไหนมันดื้อ ขัดใจอะไร ก็ค่อย ๆ คุยกันนะลูก อย่าใช้อารมณ์” ภูวินทร์เอ่ยให้พรลูกเขยป้ายแดงด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความรัก “ใช่จ้ะ... แม่ก็ฝากรักและถนอมหนูเอย่าให้มาก ๆ นะตาเดย์ แม่รักหนูเอย่าเหมือนลูกสาวแท้ ๆ อีกคนเลยนะ” แม่เมลล์พูดเสริมพลางลูบหัวหลานสาว ด้วยความเอ็นดู “ครับพ่อ ครับแม่... ผมสัญญาว่าจะไม่มีวันทำให้เอย่าต้องเสียใจเด็ดขาดครับ” ดีเดย์สบตาผู้ใหญ่อย่างหนักแน่น ก่อนจะหันมาส่งยิ้มละมุนให้เอย่าที่นั่งน้ำตาซึมอยู่ข้าง ๆ “เค้ารักเธอนะเอย่า...” ดีเดย์กระซิบแผ่วเบาเสียงนุ่ม “เค้าก็รักเธอเหมือนกันดีเดย์...” เอย่าตอบกลับพร้อมรอยยิ้มหวานทั้งน้ำตา ภูริที่เห็นภาพนั้นก็นั่งน้ำตาไหลอยู่แถวหน้าของแขก หลังจากพิธีหมั้นตอนเช้าผ่านไปอย่างราบรื่น พอตกกลางคืน บรรยากาศในสวนข้างบ้านก็เปลี่ยนเป็นงานปาร์ตี้ฉลองกันแบบส่วนตัว มีแค่คนในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนสนิท ไฟปิงปองสีส้มอบอุ่นถูกเปิดรอบสนามหญ้า มีโต๊ะบาร์บาร์บีคิว และเครื่องดื่มตั้งอยู่มุมหนึ่ง เสียงเพลงสากลเปิดคลอเบา ๆ ให้บรรยากาศดูเป็นกันเอง “ชนแก้วหน่อยโว้ยยย! ยินดีกับว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวชหน่อยครับเพ
สองเดือนต่อมา... ภายในบริเวณสวนข้างบ้านตระกูลภูทัชชัยที่เคยเงียบสงบ ตอนนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสถานที่จัดงานมงคลที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรัก เหล่าคนงานและออแกไนซ์ต่างวิ่งวุ่นจัดเตรียมงานกันอย่างขยันขันแข็ง “อ้าวทุกคน! รีบ ๆ มือกันหน่อยเร็ว พระสงฆ์ใกล้จะมาถึงแล้วนะ” แม่ติ๋มส่งเสียงสั่งการคนงานทุกคนที่กำลังช่วยกันจัดผ้าผูกโต๊ะและจัดวางแจกันดอกไม้ “อย่าลืมนะว่าธีมธรรมชาติ เน้นดอกไม้สดโทนสีขาวเขียว ให้ดูร่มรื่นที่สุด!” ในขณะที่ข้างล่างกำลังโกลาหล ห้องแต่งตัวชั้นสองกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความตื่นเต้น “เสร็จแล้วจ้า! เจ้าสาวของพวกเรา... โห ยัยเอย่า แกสวยมาก สวยจนฉันจะร้องไห้แล้วเนี่ย” กรีนเพื่อนสนิทของเอย่าเอ่ยขึ้นพลางวางแปรงปัดแก้มลง สายตาจับจ้องไปที่ร่างบางในชุดไทยจักรีประยุกต์สีขาวสลับทองอร่าม ขับผิวขาวเนียนให้ผุดผ่อง “นั่นดิเอย่า... พอเห็นแกในชุดนี้แล้ว น้ำตาฉันมันจะไหลออกมาจริง ๆ นะ แกรู้ป่ะ” ปีใหม่พูดพลางซับหัวตาตัวเองเบา ๆ ด้วยความซาบซึ้งใจที่เห็นเพื่อนรักกำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝา “พวกแกอ่า... อย่าเพิ่งมาร้องไห้ตอนนี้นะ เดี๋ยวฉันร้องตามแล้วเมคอัพพังหมดทำไงล่ะ” เอย่าพูดเสียงสั่นเ
หลังจากไปชอปปิ้งผ่อนคลายอารมณ์กันจนหนำใจทั้งพ่อภูวินทร์และแม่อลิซ ก็จัดการโทรหาเพื่อนสนิทพร้อม ๆ กันทันที “ฮัลโหลราเมศ” พ่อภูวินทร์กรอกเสียงทักทายเพื่อนรัก (ว่าไงภู) ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเข้มตามสไตล์นักธุรกิจ ขณะเดียวกัน แม่อลิซก็ต่อสายตรงหาเพื่อนสนิทเช่นกัน “ฮัลโหลเมลล์” (ว่าไงจ๊ะอลิซ) ปลายสายตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล (ห้ะ! เป็นดองกัน?!) ทว่าประโยคถัดมาทำเอาปลายสายทั้งสองฝั่งอุทานขึ้นมาพร้อมกันเป็นคำเดียว ก่อนจะรีบเคลียร์งานที่บริษัทแบบสายฟ้าแลบ แล้วบึ่งรถตรงดิ่งกลับบ้านทันที ไม่นานนัก ร่างสูงใหญ่ของราเมศก็ก้าวเท้ายาวเข้ามาในบ้านตระกูลภูทัชชัย โดยมีเมลล์ในชุดหรูเดินตามมาข้าง ๆ ด้วยความตื่นเต้น “ไหน... เรื่องมันเป็นยังไงแกเล่ามาซิไอ้ภู” ราเมศโพล่งถามเพื่อนรักที่นั่งรออยู่บนโซฟาก่อนแล้ว พลางทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างร้อนใจ “ก็ลูกชายของยัยเมลล์น่ะสิ มาจีบลูกสาวฉัน” อลิซเป็นคนตอบแทนสามีพลางจุดรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย “ตาเดย์เนี่ยนะ? แกจำคนผิดรึเปล่าอลิซ เมื่อก่อนเจอกันทีไรชอบแกล้งหนูเอย่าจนร้องไห้ขี้มูกโป่งไม่ใช่หรอ” แม่เมลล์พูดอย่างไม่เชื่อหูตัวเองว่าลูกชายมาดนิ่งของเธอจะเ
“ นี่ทิปคุณพราวครับ “ ราเมศยื่นเงินให้พราวปึกนึง แต่ในจังหวะที่พราวกำลังจะยื่นมือไปรับ ราเมศก็ชักกลับแล้วชี้ไปที่แก้มตัวเอง พราวฟ้ายิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนโน้มหน้าเข้าใกล้แล้วหอมแบบธุรกิจ จุ๊บ “แบบนี้ค่อยชื่นใจหน่อย ผมกลับนะครับไว้เจอกัน” พราวฟ้าโบกมือเบาๆส่งแขกvip “เห็นม๊ะ !!พี่บอกแล้ว ว่
ตึก ตึก ตึก พรึบ!!~~ พอเดินเข้ามาในห้องvip2ก็ต้องแปลกใจ ทั้งราเมศและก็วาคิม รวมถึงพราวฟ้าไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว เหลือเพียงภูวินทร์ ที่นั่งดื่มเงียบๆมองดูโซนด้านล่างผ่านกระจกใสในห้องvip “เอ่อ คนอื่นหายไปไหนกันหมดคะ” เธอถามเขาเสียงเบา ก่อนที่สายตาคมเฉียบจะละจากด้านล่าง แล้วหันกลับมามองเธอแทน
“เก่งมากครับ” ราเมศเอ่ยขึ้นในขณะที่ยิ้มไม่หุบ “คุณราเมศบอกมาเถอะค่ะ อยากให้อลิซทำอะไร ” “ไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้นครับ ผมแค่อยากให้น้องอลิซผ่อนคลาย” ราเมศยังลีลาไม่เลิก เขานั่นแหละที่กำลังทำเธอกดดัน ภูวินทร์ได้แต่นั่งดื่มเงียบๆ ปกติเด็กเอ็นต้องเกาะแขนเอาอกเอาใจ แต่เธอกลับต่างออกไป นอกจากจะไ
อลิซก้าวเข้ามาช้าๆ ในชุดเกาะอกรัดรูปสีแดงเข้มที่ตัดกับผิวขาวนวล และผมลอนหลวมปล่อยเคลียไหล่ เธอดูทั้งน่ามองและมีเสน่ห์ในตัวเอง ท่ามกลางแสงไฟสีสีนวล เธอโดดเด่นราวกับหญิงสาวที่ก้าวออกมาจากภาพวาด แต่คนที่สายตาคมกริบของเขาจับจ้องอยู่กลับไม่มีท่าทีสนใจนัก ภูวินทร์ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ปลาย







