LOGINตอนที่ 7: วันสวมแหวนที่เลี่ยงไม่ได้
ความอุ่นชื้นจากริมฝีปากที่ประทับลงบนหลังมือนั้นคล้ายจะยังคงสลักลึกอยู่บนผิวเนื้อ แม้ว่าช่วงเวลาแห่งความเงียบงันปนวาบหวามจะผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม เสียงปรบมือแสดงความยินดีจากผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลดังก้องขึ้นขจัดความเงียบงันชวนใจสั่นเมื่อครู่ให้มลายหายไป เจ้าสัวอนันต์หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีพลางหันไปกระซิบกระซาบกับเจ้าสัวกีรติด้วยท่าทางผู้ชนะ ทว่าสำหรับนที โลกทั้งใบเพิ่งจะเริ่มกลับมาหมุนอีกครั้ง และมันหมุนคว้างจนเขาแทบตั้งหลักไม่ทัน "ยินดีด้วยนะลูก ต่อจากนี้ก็ฝากพี่เขาดูแลด้วยล่ะ อย่าไปดื้อไปซนใส่พี่เขามากนักนะ" พิมพ์ชนกขยับเข้ามาใกล้พลางลูบไหล่ลูกชายคนโตด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ นทีทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งแล้งกลับไป ฝ่ามือข้างที่เพิ่งถูกสวมแหวนเพชรเม็ดโตยังคงรู้สึกหนักอึ้ง ไม่ใช่เพียงเพราะน้ำหนักของอัญมณีล้ำค่า ทว่ามันคือพันธนาการที่ผูกมัดเขาไว้กับผู้ชายหน้าตายฝั่งตรงข้ามอย่างสมบูรณ์แบบ ชายหนุ่มลอบชำเลืองมองคิรากรที่บัดนี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและกำลังหันไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ด้วยท่าทีนอบน้อม สงบนิ่ง และสมบูรณ์แบบในทุกกระเบียดนิ้วราวกับภาพวาด ‘ไอ้คนเจ้าเล่ห์... เมื่อกี้มันจงใจชัด ๆ!’ นทีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ พลางยกมือขึ้นมาเช็ดหลังมือตัวเองลนลาน หวังจะลบสัมผัสอุ่นวาบที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทว่ายิ่งเช็ด ใบหน้าหวานกลับยิ่งร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ หลังเสร็จสิ้นพิธีการหมั้นหมายอันเป็นทางการภายในครอบครัว งานเลี้ยงน้ำชาเล็ก ๆ ถูกจัดขึ้นบริเวณสวนสไตล์อังกฤษด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลอนันต์กุล บรรดาผู้ใหญ่ต่างพากันแยกย้ายไปนั่งคุยเรื่องธุรกิจและแผนการในอนาคต ปล่อยให้คู่หมั้นป้ายแดงได้มีเวลาอยู่ร่วมกันตามลำพัง นทีปลีกตัวออกมานั่งอยู่ตรงม้านั่งหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ หวังจะใช้ความร่มรื่นของธรรมชาติช่วยดับไฟดุเดือดในอก ชายหนุ่มสะบัดสูทตัวนอกสีขาวออกพาดไว้กับพนักพิง ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตลงอีกเม็ดอย่างไม่กลัวเสียกิริยา ลมเอื่อย ๆ พัดผ่านผิวเนื้อช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง จนกระทั่งเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและมั่นคงดังใกล้เข้ามา "ถอดสูทออกระวังจะสะท้อนลมจนเป็นหวัดเอานะ" น้ำเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นเหนือศีรษะ ทำให้นทีสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองด้วยความขุ่นเคือง คิรากรเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทสีกรมท่าออกแล้วเช่นกัน เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นลวก ๆ ถึงกึ่งกลางแขน เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งสมชายชาตรี ท่ามกลางบรรยากาศแดดยามบ่าย ท่าทางที่ดูผ่อนคลายลงชวนให้ลดความเกร็งลงไปได้บ้าง ทว่าสายตาคู่คมที่ไร้กรอบแว่นบดบังนั้นยังคงทรงพลังอยู่เช่นเดิม "เรื่องของผมหน่า... คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่ง" นทีเชิดหน้าเถียง ท่าทางตั้งการ์ดพร้อมบวกเต็มที่ คิรากรยกยิ้มมุมปากเบา ๆ ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งตัวเดียวกัน ระยะห่างที่ลดลงกะทันหันทำให้นทีขยับตัวหนีไปชิดขอบอีกฝั่งทันที คิรากรลอบมองท่าทางเหมือนแมวป่าหวงตัวนั้นด้วยความนึกสนุก ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบ "ตอนนี้ฉันมีสิทธิ์เต็มที่แล้วนที... ในฐานะ ‘คู่หมั้น’ ของเธอ" คิรากรเน้นคำชัดเจน พลางทอดสายตามองไปที่นิ้วนางข้างซ้ายของคนตัวเล็กที่ประกายเพชรน้ำงามกำลังสะท้อนแสงแดดยามบ่าย "คู่หมั้นตามสัญญาต่างหาก! อย่าลืมข้อตกลงของเราสิคุณคิรากร" นทีเน้นเสียงสู้ ยื่นมือข้างที่สวมแหวนไปตรงหน้าอีกฝ่าย "เวลาสามเดือน... ตอนนี้มันเริ่มนับถอยหลังแล้วนะ ขยับเข้ามาใกล้ผมแบบเมื่อกี้บ่อย ๆ ระวังจะโดนผมผลาญเงินจนหมดตัวก่อนจะครบกำหนดล่ะ" "ก็ลองดู..." คิรากรวางถ้วยชาลง สายตาคมปลาบเลื่อนกลับมาสบตากับดวงตากลมโตที่สั่นระริก "ถ้าคิดว่ามีความสามารถพอที่จะผลาญทรัพย์สินของกีรติวัฒน์ให้หมดได้ภายในสามเดือน ก็เชิญตามสบาย แต่อย่าลืมนะเด็กดื้อ... ถ้าครบสามเดือนแล้วเธอยังเปลี่ยนใจฉันไม่ได้ หรือเธอเกิดตกลงไปในหลุมที่ฉันขุดไว้เอง..." ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้กะทันหัน ฝ่ามือหนาเอื้อมไปเชยคางมนของนทีขึ้นมาสบตาตรง ๆ ลมหายใจอุ่นเป่ารดผิวหน้าจนนทีใจเต้นโครมคราม "เธอต้องยอมแต่งงานกับฉัน... โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น" ความใกล้ชิดที่มากเกินพอดีทำให้นทีรู้สึกอบอ้าวขึ้นมาดื้อ ๆ ชายหนุ่มปัดมือหนาออกเต็มแรงก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางใช้นิ้วเรียวชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความเดือดจัด "ไม่มีวัน! คนอย่างนทีไม่มีวันหลงเสน่ห์คนแก่วัยทำงานทรงเผด็จการแบบคุณแน่นอน เตรียมตัวหน้าแตกตอนไปบอกยกเลิกคุณปู่ได้เลย!" พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น เด็กหนุ่มวิศวะก็รีบคว้าเสื้อสูทสีขาวของตัวเองแล้วเดินจ้ำอ้าวกลับเข้าอาคารคฤหาสน์ทันที โดยไม่หันกลับมามองร่างสูงที่นั่งยิ้มละไมอยู่เบื้องหลังเลยสักนิด คิรากรทอดสายตามองตามแผ่นหลังบางที่เดินกระแทกส้นเท้าไปด้วยความขบขัน ผสมปนเปไปกับความรู้สึกเอ็นดูที่เริ่มหยั่งรากลึกลงในใจ ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบริมฝีปากของตัวเองช้า ๆ สัมผัสจากหลังมือนุ่มของนทียังคงติดตรู่แจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ "ปากดีให้ได้ตลอดรอดฝั่งนะ... เด็กดื้อของพี่" คิรากรพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง ลมเบา ๆ พัดพากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกกุหลาบสีขาวกระจายไปทั่วสวน ราวกับเป็นพยานในจุดเริ่มต้นของเกมนัดสำคัญ ที่มีหัวใจของเด็กพยศกับประธานหนุ่มสายอบอุ่นเป็นเดิมพันสูงสุด และเขามั่นใจเต็มร้อยว่า... เกมนี้เขาไม่มีวันแพ้แน่นอน หลังจากความวุ่นวายในงานช่วงกลางวันผ่านพ้นไป นทีคิดว่าเขาจะได้กลับมานอนพักผ่อนให้สบายใจที่ห้องนอนของตัวเอง ทว่าความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อเจ้าสัวอนันต์เดินมาเคาะห้องพร้อมกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ที่ถูกจัดเตรียมไว้โดยน้ำหนาวและแม่ของเขา "คุณปู่! นี่มันหมายความว่ายังไงครับ?" นทีโวยวาย สายตามองกระเป๋าเดินทางสลับกับใบหน้าจริงจังของผู้เป็นปู่ "หมายความว่าแกต้องย้ายไปอยู่คอนโดของตาคิรันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปน่ะสิ" ชายชราเอ่ยด้วยเสียงเฉียบขาด "หมั้นกันแล้วก็ต้องเรียนรู้นิสัยใจคอ จะมานอนอยู่บ้านเฉย ๆ เหมือนเดิมได้ยังไง ตาคิรันเขาเคลียร์ห้องไว้รอแกแล้ว" "แต่ปู่ครับ! ผมยังเรียนอยู่นะ คอนโดพี่เขาอยู่ตั้งสาทร มหา'ลัยผมอยู่แถวปทุมวัน ขับรถเหนื่อยตายพอดี!" นทีพยายามหาเหตุผลมาอ้าง ทั้งที่ความจริงกลัวการต้องไปอยู่ใต้ชายคาเดียวกับราชสีห์เจ้าเล่ห์คนนั้นต่างหาก "เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง คอนโดตาคิรันอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า หรือถ้าแกขี้เกียจนั่งรถไฟฟ้า ตาคิรันเขาก็บอกแล้วว่าจะให้คนขับรถไปส่งแกที่คณะทุกเช้า เลิกเถียงแล้วรีบลงไปได้แล้ว แขกเขามารอรับอยู่ที่หน้าบ้านแล้ว" คำสั่งประกาศสิทธิ์เฉียบขาดขัดไม่ได้ทำให้นทีสะบัดหน้าหนีด้วยความขัดใจ ชายหนุ่มลากกระเป๋าเดินทางลงบันไดมาด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าสู่แดนประหารของจริง ที่หน้าประตูบ้าน รถยุโรปคันหรูสีกรมท่าจอดสตาร์ทเครื่องรออยู่แล้ว พร้อมกับร่างสูงของคิรากรที่ยืนพิงประตูรถรออยู่ด้วยท่าทางสบาย ๆ "ขึ้นรถเถอะครับ ดึกมากแล้ว เดี๋ยวจะเพลียเอา" คิรากรเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางเอื้อมมือมาคว้ากระเป๋าเดินทางจากมือนทีไปเก็บไว้ที่ท้ายรถอย่างเป็นธรรมชาติ นทีกระแทกตัวนั่งลงบนเบาะข้างคนขับกอดอกแน่น เบือนหน้ามองออกไปนอกกระจกตลอดทาง ไม่ยอมปริปากพูดกับคนข้าง ๆ แม้แต่คำเดียว ฤทธิ์เดชของม้าพยศถูกแช่แข็งด้วยความอัดอั้น ทว่าคิรากรก็ไม่ได้เซ้าซี้ ชายหนุ่มเปิดเพลงแจ๊สคลอเบา ๆ พลางขับรถมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองด้วยความใจเย็น คอนโดมิเนียมหรูระดับเพนต์เฮ้าส์บนชั้นสูงสุดของตึกสูงระฟ้าสาทรคือที่พำนักใหม่ของนที ทันทีที่ประตูระบบดิจิตอลล็อกเปิดออก นทีก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับความกว้างขวางและการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี โทนสีเทา ดำ และไม้เข้ม ขับให้ห้องดูสุขุมเนี้ยบกริบเหมือนเจ้าของไม่มีผิด "ห้องนอนของเธออยู่ทางซ้ายมือ จัดของตามสบายนะ" คิรากรบอกพลางวางกระเป๋าเดินทางลง "แล้วห้องคุณล่ะ?" นทีหันไปถามอย่างระแวดระวัง "ห้องของพี่อยู่ทางขวา... แต่ถ้าดึก ๆ เธอเหงา จะเดินมานอนห้องพี่ก็ได้นะ พี่ไม่ถือ" คิรากรแกล้งหยอดเย้า แววตาคมฉายประกายล้อเลียน "ฝันไปเถอะ! ใครจะไปอยากนอนกับคุณ!" นทีแยกเขี้ยวใส่ ลากกระเป๋าเดินทางวิ่งเข้าห้องนอนฝั่งซ้ายของตัวเองทันที พร้อมกับจัดการล็อกประตูเสียงดัง 'แกร๊ก' เพื่อความปลอดภัย ร่างโปร่งทิ้งตัวลงนอนบนเตียงคิงไซส์สีเทาอ่อน นัยน์ตากลมโตเหม่อมองเพดานห้อง ความรู้สึกสับสนปนเปวิ่งวุ่นอยู่ในหัว ใจหนึ่งก็โกรธที่โดนบังคับ แต่อีกใจกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สัมผัสอุ่น ๆ และสายตาที่ลึกซึ้งของคิรากรในงานหมั้นวันนี้ มันคอยแต่จะลอยวนเวียนอยู่ในหัวสมองไม่ยอมหายไปไหน "ไอ้พี่คิรากร... คุณมันตัวอันตรายที่สุด" นทีพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางดึงหมอนมาปิดหน้าเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มจะขึ้นสีแดงระเรื่ออีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่า ที่หน้าห้องนอนของเขา มีร่างสูงของใครบางคนยืนพิงประตูฟังเสียงบ่นอุบอิบของเขาอยู่ด้วยรอยยิ้มละมุน แสงแดดจัดยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาในห้องนอน นทีขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ชายหนุ่มลุกขึ้นบิดขี้เกียจ พลางนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ที่บ้านอนันต์กุลแล้ว แต่เป็นเพนต์เฮ้าส์ของคู่หมั้นหน้าตาย นทีรีบจัดการแต่งตัวในชุดนักศึกษา เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวกับกางเกงสแล็กสีดำ สวมทับด้วยเสื้อช็อปสีเกียร์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์เพื่อเตรียมตัวไปเรียน เมื่อเปิดประตูออกมาที่โซนห้องนั่งเล่น กลิ่นหอมของอาหารเช้าและกาแฟสดก็ลอยมาเตะจมูกทันที นทีเดินตามกลิ่นไปจนถึงโซนห้องครัว และต้องชะงักไปกับภาพตรงหน้า คิรากรในชุดเชิ้ตสีเทาอ่อนปลดกระดุมเม็ดบน สวมผ้ากันเปื้อนสีดำทับ กำลังยืนทอดเบคอนและไข่ดาวอยู่หน้าเตา ท่วงท่าของนักธุรกิจหนุ่มพันล้านในลุคพ่อบ้านแบบนี้มันดูมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างประหลาดจนนทีเผลอยืนมองค้างไปหลายวินาที "ตื่นแล้วเหรอครับเด็กดื้อ? มาทานข้าวสิ พี่ทำอาหารเช้าไว้ให้" คิรากรหันมาบอกรอยยิ้มอบอุ่นใสซื่อ ขัดกับลุคเสือร้ายเมื่อคืนสิ้นเชิง "คุณทำอาหารเป็นด้วยเหรอ?" นทีเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหารอย่างจับผิด "ตอนเรียนต่อที่อังกฤษพี่ต้องทำทานเองบ่อย ๆ น่ะ ลองชิมดูสิครับว่าถูกปากไหม" คิรากรวางจานออมเล็ตสีเหลืองทองน่าทานลงตรงหน้าคนตัวเล็ก นทีตักออมเล็ตเข้าปากคำเล็ก ๆ ก่อนจะเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ รสชาติต่าง ๆ มันกลมกล่อมและนุ่มละมุนลิ้นราวกับฝีมือเชฟในโรงแรมหรู แต่เพื่อไม่ให้เสียฟอร์ม เด็กพยศจึงแกล้งทำหน้านิ่งแล้วพูดออกไป "ก็งั้น ๆ แหละ พอประทังชีวิตได้" คิรากรหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ รู้ทันว่าคนตัวเล็กกำลังปากแข็ง ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม พลางยกกาแฟดำขึ้นจิบ "ทานเสร็จแล้วเดี๋ยวพี่ไปส่งที่มหา'ลัยนะ วันนี้พี่มีคุยงานแถวปทุมวันพอดี" "ไม่เป็นไร ผมขับรถไปเองได้ รถสปอร์ตผมก็เอามาจอดที่ใต้ตึกแล้ว" นทีปฏิเสธทันควัน "พี่บอกแล้วไงว่าไม่อยากให้ขับเอง วันไหนที่พี่ว่างพี่จะเป็นคนไปส่ง... นี่คือหน้าที่ของคู่หมั้นครับ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเปลี่ยนเป็นจริงจังแกมบังคับ ทำให้นทีต้องจำใจพยักหน้ารับอย่างขัดไม่ได้อีกตามเคย รถยุโรปคันหรูสีกรมท่าแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์อย่างนิ่มนวล ทันทีที่รถจอด บรรดานักศึกษาที่นั่งอยู่แถวนั้นต่างพากันหันมามองด้วยความสนใจ เพราะรถระดับนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ ในเขตรั่วมหาวิทยาลัย "ขอบคุณที่มาส่ง... เย็นนี้ไม่ต้องมารับนะ ผมมีนัดกินเหล้ากับเพื่อน" นทีรีบตัดบท พลางเอื้อมมือจะเปิดประตูรถ "นที..." คิรากรเรียกเสียงเรียบ มือหนาคว้าข้อมือบางไว้เบา ๆ "บอกแล้วใช่ไหมว่าดื้อได้... แต่อย่าให้มันเกินขอบเขต อย่าดื่มจนเมามายเหมือนคราวก่อน และที่สำคัญ..." ชายหนุ่มขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนคนตัวเล็กต้องหดคอหนี "...ห้ามให้ผู้ชายคนไหนเข้าใกล้เกินหนึ่งช่วงแขนเด็ดขาด ไม่งั้นพี่จะตามไปกักตัวเธอไว้ในห้องไม่ให้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันเลย คอยดู" "ไอ้... ไอ้ประธานบ้าอำนาจ!" นทีหน้าแดงซ่าน สะบัดข้อมือออกแล้วรีบเปิดประตูรถก้าวลงไปทันที ชายหนุ่มเดินจ้ำอ้าวเข้าตึกคณะโดยไม่หันกลับมามองรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไป ที่โต๊ะหินอ่อนเจ้าเก่า แก๊งเพื่อนสนิทสามคน (เจเจ, ภีม, ต้นน้ำ) นั่งรออยู่พร้อมหน้าอยู่แล้ว ทันทีที่นทีเดินเข้ามา เจเจก็กระโดดเข้ามาชาร์จตัวทันที "เฮ้ย ๆ ๆ! ไอ้นที! เมื่อกี้กูเห็นนะเว้ย รถหรูสีกรมท่าคันนั้นน่ะ... ใช่พี่คิรากรคู่หมั้นไฮโซของมึงป่ะวะ?" เจเจถามเสียงดัง ตาเป็นประกายด้วยความเผือก "เออ... ไอ้นั่นแหละ บ้าอำนาจที่สุด บังคับกูสารพัด" นทีทิ้งตัวลงนั่ง บ่นกระปอดกระแปด "โห... แต่กูว่าพี่เขาดูเท่ฉิบหายเลยนะมึง ขนาดแค่มองจากนอกรถ บารมียังแผ่ซ่านออกมาจนกูไม่กล้าเดินเข้าไปทักเลย" ภีมบอกพลางดันแว่นตา "แล้วนี่มึงย้ายไปอยู่คอนโดพี่เขาแล้วเป็นไงบ้างวะ? โดนจัดหนักจัดเต็มไปยัง?" "จัดหนักบ้าอะไรล่ะ! กูแยกห้องนอนเว้ย!" นทีโวยวาย หน้าแดงแจ๋ "พวกมึงเลิกพูดเรื่องไอ้บ้านี่ได้แล้ว วันนี้มีเรียนส่งโปรเจกต์ไม่ใช่เหรอ รีบไปกันเถอะ!" นทีตัดบท พลางรีบเดินนำเพื่อน ๆ ขึ้นตึกเรียนเพื่อหนีการโดนล้อซ้ำซ้อน ทว่าในใจกลับรู้สึกปั่นป่วนอย่างประหลาดล้ำลึกเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ แม้จะโดนคิรากรคาดโทษเอาไว้ดิบดีเมื่อตอนเช้า ทว่าสัญชาตญาณความดื้อรั้นของเด็กวิศวะปีสามมีหรือจะยอมสยบง่าย ๆ นทีตกลงกับแก๊งเพื่อนสนิทรวมถึงเจเจหัวโจกสายเสเพลอีกครั้ง คราวนี้พวกเขาไม่เลือกคลับหรูระดับบนที่คิรากรเข้าถึงได้ง่าย แต่เปลี่ยนเป้าหมายมายัง "ผับดิบ" ย่านชานเมืองที่เป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นและพวกสายลุย ท่องราตรีแบบอันเดอร์กราวด์ "กูบอกเลยนที ร้านนี้แหละเด็ดจริง ไอ้พวกประธานบริหารไฮโซใส่สูทผูกไทไม่มีวันย่างกรายมาเหยียบที่นี่แน่ บรรยากาศมันเถื่อนเกินไปสำหรับพวกผู้ดีเก่า" เจเจพูดยกยอพลางส่งแก้วเบียร์วุ้นเย็นจัดให้นที นทีรับแก้วเบียร์มาถือไว้ วันนี้เขาอยู่ในชุดดิบ ๆ สไตล์เด็กช็อป เสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ขาดเข่า สวมทับด้วยเสื้อช็อปวิศวะสีแดงเข้ม ท่าทางลุย ๆ ดูเท่ไปอีกแบบ ชายหนุ่มกระดกเบียร์เข้าปากอึกใหญ่ รสชาติขมปร่าและความเย็นจัดช่วยกระตุ้นความมั่นใจให้กลับมาเต็มร้อย "เออ! ให้มันรู้ไปว่ากูจะหนีอิทธิพลมันไม่พ้น คืนนี้กูจะดื่มให้สุดเหวี่ยง เอาให้ลืมไปเลยว่ามีคู่หมั้น!" นทีประกาศกร้าว พลางขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลงร็อกอันหนักหน่วงที่วงดนตรีสดกำลังบรรเลงอยู่บนเวที บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความสับสนและความมันส์หยดหยาด แสงไฟสลัวสีส้มสลับเขียวฉายตัดผ่านควันบุหรี่จาง ๆ นทีรู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวเองที่สุดในรอบหลายวัน ชายหนุ่มดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าจนสติเริ่มพร่าเลือน ความมึนเมาที่แท้จริงเริ่มเข้าครอบงำจนร่างกายแทบจะทรงตัวไม่อยู่ "นที... มึงเมามากแล้วนะเว้ย พอก่อนไหม" ต้นน้ำสะกิดเตือนด้วยความกังวลเมื่อเห็นเพื่อนรักเริ่มยืนโอนเอน "ไม่... ไม่เมาเว้ย! กูยังไหว... เอามาอีกแก้ว!" นทีโวยวายเสียงอ้อแอ้ ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปคว้าแก้วเหล้ามาดื่มต่อนั้นเอง สัมผัสอุ่นจัดที่แฝงไปด้วยความคุ้นเคยก็เอื้อมมาจับข้อมือของเขาไว้แน่นจากทางด้านหลัง บรรยากาศรอบข้างที่เคยเสียงดังหนวกหูคล้ายจะเงียบเสียงลงไปในพริบตา นทีค่อย ๆ หันหน้ากลับไปมองตามแรงดึงที่ข้อมือ และดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างด้วยความช็อกตาค้าง คิรากร... ชายหนุ่มไม่ได้อยู่ในชุดสูทเนี้ยบกริบเหมือนทุกที ทว่าวันนี้เขาเลือกสวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยแผงอกแกร่งไร้สิ่งบดบัง เรือนผมสีเขม่าควันถูกเซ็ตปล่อยลงมาปัดรังผากเล็กน้อยดูดิบเถื่อนและฮอตปรอทแตกกว่าลุคท่านประธานเป็นไหน ๆ สายตาคู่คมที่ไร้กรอบแว่นจ้องตรงมาที่นทีด้วยความวาวโรจน์ แฝงไปด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ บารมีอันน่าเกรงขามของคิรากรทำให้พวกนักศึกษาและกลุ่มคนรอบ ๆ ต่างพากันขยับตัวถอยห่างโดยสัญชาตญาณ แม้จะอยู่ในผับอันเถื่อนดิบ แต่ร่างสูงใหญ่ร้อยเก้าสิบเซนติเมตรของเขากลับดูทรงอำนาจและคุมเกมได้ทั้งหมดอย่างน่าเหลือเชื่อ "พี่บอกเธอแล้วใช่ไหม... ว่าดื้อได้ แต่อย่าให้มันเกินขอบเขต" น้ำเสียงทุ้มต่ำดุดันและเยือกเย็นจนแก๊งเพื่อนของนทีถึงกับเสียวสันหลังวาบ "คุณ... คุณมาได้ยังไง..." นทีถามเสียงสั่น ร่างกายที่เคยร้อนรุ่มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์กลับเย็นยะเยือกขึ้นมาทันควัน "ฉันส่งคนตามดูเธอตลอดเวลานที คิดว่าแผนตื้น ๆ แบบนี้จะรอดสายตาฉันไปได้งั้นเหรอ?" คิรากรไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มรวบเอวบางของคนตัวเล็กเข้าประชิดตัวทันที แรงบีบที่สะโพกมนทำให้นทีต้องครางฮือในลำคอด้วยความเจ็บปนเสียวซ่าน "ปล่อยนะไอ้พี่คิรากร! เพื่อนกูอยู่ตรงนี้..." นทีพยายามขัดขืนแต่ไร้ผล คิรากรตวัดสายตาคมปลาบมองเจเจ ภีม และต้นน้ำ ที่ยืนแข็งเป็นหิน "พวกเธอ... คืนนี้ฉันขอตัวคู่หมั้นของฉันกลับไป 'ลงโทษ' ก่อนนะ วันหลังถ้าคิดจะพานทีมาทำตัวเหลวไหลแบบนี้อีก... เตรียมตัวโดนรีไทร์ออกจากมหา'ลัยได้เลย" คำขู่เฉียบขาดทรงอิทธิพลทำเอาเจเจถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดังอึก รีบพยักหน้ารับคำพัลวัน ปล่อยให้ร่างสูงอุ้มนทีขึ้นแนบพกเดินฝ่าฝูงคนออกไปจากผับทันที โดยที่นทีทำได้เพียงส่งเสียงประท้วงอู้อี้อยู่ในอ้อมแขนแกร่งอันแสนอบอุ่นทว่าน่ากลัวที่สุดในค่ำคืนนี้ ภายในรถยุโรปคันหรูที่มุ่งหน้ากลับคอนโด บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก คิรากรขับรถด้วยความเร็วที่คงที่ ทว่าใบหน้าคมคายกลับเรียบนิ่งสนิทจนเดาอารมณ์ไม่ได้ นทีที่กึ่งเมาได้รับการปล่อยตัวให้นั่งเบาะข้าง ๆ ได้แต่ลอบมองใบหน้าด้านข้างของคู่หมั้นหนุ่มด้วยความรู้สึกผิดและหวาดกลัวลึก ๆ เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคิรากรโกรธจริง ๆ เมื่อมาถึงเพนต์เฮ้าส์ คิรากรลากข้อมือบางของนทีเข้ามาในห้องนั่งเล่นกว้าง ก่อนจะดันร่างโปร่งให้แผ่นหลังกระแทกเข้ากับโซฟากำมะหยี่ตัวหนา ร่างสูงใหญ่ก้าวตามเข้ามาคร่อมปิดทางหนีไว้จนหมดสิ้น "คุณ... คุณจะทำอะไรน่ะ?" นทีเสียงสั่น ระล่ำระลักถามพยายามจะถอยหนี "ทำโทษเด็กดื้อที่ไม่รักษาสัญญาไงครับ" คิรากรกระซิบเสียงต่ำ นัยน์ตาคมเข้มจนเป็นสีดำสนิท ชายหนุ่มเอื้อมมือไปถอดเสื้อช็อปวิศวะของนทีออกแล้วโยนทิ้งไปอย่างไม่ใยดี เหลือเพียงเสื้อยืดสีดำตัวบางที่เน้นสัดส่วนเอวคอดกิ่ว "ปล่อยนะ! ผมเป็นผู้ชายนะคุณ... อื้อ!" คำพูดประท้วงทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากหยักอุ่นร้อนของคิรากรบดเบียดลงมาครอบครองริมฝีปากบางอย่างรวดเร็วและรุนแรง รสชาติขมปร่าของแอลกอฮอล์ที่ยังหลงเหลืออยู่ผสมปนเปไปกับความเร่าร้อนชวนให้อารมณ์เตลิดเปิดเปิง คิรากรจูบเค้นคลึงกลีบปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ทวีความลึกซึ้งด้วยการสอดแทรกเรียวลิ้นร้อนเข้าไปกวาดชิมความหวานภายในโพรงปากอย่างเชี่ยวชาญ นทีเบิกตาโพลงด้วยความช็อก มือสองข้างพยายามจะทุบแผงอกกว้างเพื่อประท้วง ทว่ารสจูบที่แสนวาบหวามและช่ำชองกลับสูบฉีดพละกำลังของเขาให้มลายหายไปสิ้น ร่างกายเริ่มอ่อนระทวยลึกล้ำไปตามแรงอารมณ์ สมองขาวโพลนหมุนคว้าง ขาเรียวสั่นเทาจนต้องเอื้อมมือไปโอบรอบลำคอแกร่งของคนตรงหน้าไว้เพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ร่วงหล่น "อืม..." เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากลำคอของคนตัวเล็ก ยิ่งเป็นตัวจุดชนวนความปรารถนาในอกของราชสีห์หนุ่มให้ลุกโชน คิรากรกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นจนร่างของทั้งสองแทบจะหลอมรวมกัน สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือหนาที่ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบางผ่านเนื้อผ้าทำให้ผิวเนื้อของนทีร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก คิรากรค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกช้า ๆ อย่างอ้อยอิ่ง ทว่ากลับไม่ยอมละใบหน้าไปไหน ชายหนุ่มซุกไซ้ซอกคอขาวระหง กดจูบหนัก ๆ จนเกิดรอยรักสีกุหลาบเด่นชัดบนผิวเนื้อเนียน กลิ่นน้ำหอมผู้ใหญ่ผสมกลิ่นอายดิบเถื่อนจากตัวคิรากรทำให้นทีสติหลุดลอย ได้แต่ส่งเสียงประท้วงแผ่วเบาอย่างไร้แรงต่อต้าน "พี่คิรากร... พอก่อน... ผมหายใจไม่ทัน..." นทีครางกระซิบ นัยน์ตากลมโตฉ่ำปรือไปด้วยแรงอารมณ์รักและรสแอลกอฮอล์ คิรากรช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าหวานที่บัดนี้แดงก่ำ ริมฝีปากบางเจ่อแดงจากการโดนบดขยี้ ท่าทางเซ็กซี่เย้ายวนชวนให้รังแกต่ออย่างที่สุด ทว่าความรักและความทะนุถนอมที่มีมากกว่าทำให้นักธุรกิจหนุ่มยอมหยุดการกระทำไว้แค่นั้น ชายหนุ่มใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบน้ำใสที่มุมปากของคนตัวเล็กเบา ๆ อย่างแสนรัก "นี่คือบทลงโทษขั้นแรกครับเด็กดื้อ..." คิรากรกระซิบ น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าเลือนทว่าเต็มไปด้วยความเสน่หา "ถ้ามีครั้งต่อไป... พี่จะไม่หยุดแค่จูบแน่ จำไว้นะครับนที เธอน่ะ... เป็นของพี่คนเดียว" คำประกาศสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของอย่างเด็ดขาดทำให้นทีใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความรู้สึกกลัวที่จะพ่ายแพ้ในเกมเดิมพันเริ่มจางหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในหัวใจ... ความรู้สึกที่เรียกว่า 'การตกหลุมรัก' ราชสีห์ตัวนี้เข้าให้แล้วจริง ๆ โดยที่ม้าพยศอย่างเขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป แสงตะวันของวันใหม่สาดส่องเข้ามา นทีลืมตาขึ้นมาพบบรรยากาศห้องนอนที่คุ้นเคย ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับริมฝีปากตัวเองเบา ๆ ภาพเหตุการณ์รสจูบอันเร่าร้อนเมื่อคืนแล่นกลับเข้ามาจนต้องซุกหน้าลงกับหมอนด้วยความเขินอายปนสับสน 'กู... กูยอมให้มันจูบได้ยังไงวะ แถมยังเคลิ้มตามอีก! ซวยแล้วไอ้นที แผนการพังไม่พอ หัวใจจะพังตามไปด้วยแล้ว!' นทีสูดหายใจเข้าลึก ๆ เรียกสติกลับคืนมา จัดการตัวเองในชุดนักศึกษาแล้วเปิดประตูออกมา และพบคิรากรที่นั่งรออยู่ตรงโต๊ะอาหารในชุดทำงานสูทสากลเนี้ยบกริบตามเดิม แววตาคมคายคู่คลาสสิกตวัดมองมาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นอบอวล "ตื่นแล้วเหรอครับนที? มาทานข้าวสิ วันนี้พี่ทำข้าวต้มกุ้งร้อน ๆ ไว้ให้แก้แฮงค์นะ" คิรากรทักทายเสียงใส ราวกับเรื่องเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น นทีเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ พยายามทำหน้านิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว "ขอบคุณ... แล้วเรื่องเมื่อคืน..." นทีเปรยเสียงเบา คิรากรวางช้อนลง สบตาคนตัวเล็กตรง ๆ รอยยิ้มหยักลึกผุดขึ้น "เรื่องเมื่อคืน... พี่ถือว่าเป็นกำไรของข้อตกลงสามเดือนของเราครับ ตอนนี้ผ่านไปไม่ถึงเดือน... เธอก็เริ่มใจสั่นกับพี่แล้วใช่ไหมล่ะเด็กดื้อ?" "ใครใจสั่น! อย่ามามโนหน่าคุณคิรากร!" นทีเถียงเสียงแข็ง ทว่าใบหน้าที่ขึ้นสีแดงจัดกลับทรยศคำพูดอย่างสิ้นเชิง "หึ ๆ ... ปากแข็งให้ได้ตลอดรอดฝั่งนะครับนที เพราะพี่น่ะ... มีวิธีปราบพยศเธออีกเยอะแยะเลยล่ะ" คิรากรหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างผู้ชนะ นทีได้แต่นั่งก้มหน้ากินข้าวต้มเงียบ ๆ ความรู้สึกท้าทายในตอนแรกมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นและความวาบหวามที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจ เด็กหนุ่มวิศวะสุดแสบรู้ดีแล้วว่า... เกมเดิมพันครั้งนี้ เขาอาจจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และต้องยอมสยบอยู่ใต้กรงเล็บอันแสนอบอุ่นของราชสีห์ตัวนี้ไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน!ตอนที่ 16: ปฏิบัติการตามง้อคนแก่หน้าตาย"แด่เกรดเอวิชาแคลคูลัส และความตายของมิดเทอมเว้ยพวกเรา! ชน!!!"เสียงแก้วเบียร์วุ้นกระทบกันดัง ‘แกร๊ก’ สนั่นลั่นโต๊ะไม้ตัวยาวภายในร้านเหล้ากึ่งบาร์สไตล์ลอฟท์กึ่งอินดัสเทรียลแถวหลังมหาวิทยาลัย แสงไฟสีส้มสลัวสลับเหลืองนวลขับเน้นให้บรรยากาศค่ำคืนวันศุกร์คึกคักไปด้วยกลุ่มนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่พากันมาเทกระจาดความเครียดหลังจากตรากตรำอ่านหนังสือสอบมาตลอดทั้งสัปดาห์‘เจเจ’ หัวโจกสายเสเพลประทับตราความเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ประจำกลุ่มด้วยการลุกขึ้นยืนกอดคอ ‘ภีม’ และ ‘ต้นน้ำ’ พลางหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ทว่าคนที่กำลังตกเป็นเป้าหมายในการ ‘มอมเหล้า’ สูงสุดในค่ำคืนนี้ กลับเป็นคู่หมั้นป้ายแดงตระกูลดังอย่าง ‘นที’ "เอาหน่อยเว้ยไอ้คุณชายนที! อุตส่าห์หนีท่านประธานคิรากรมาฉลองสอบเสร็จได้ทั้งที คืนนี้มึงต้องหมดแก้ว! ห้ามอม ห้ามทิ้ง ห้ามเท!" เจเจรัวคำพูดท้าทายพลางเลื่อนแก้วน้ำเปลี่ยนนิสัยสีเข้มเพียว ๆ ชนิดที่กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกโชยเตะจมูกส่งมาตรงหน้านทีนทีที่บัดนี้อยู่ในชุดดิบ ๆ เสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ขาดเข่า สวมทับด้วยเสื้อช็อปวิศวะสีแดงเข้มที่พับแขนเสื้อขึ้นลวก
ตอนที่ 15: สานสัมพันธ์บ้านใหญ่กีรติวัฒน์กลิ่นอายความอุ่นซ่านจากรสจูบและคำสารภาพรักหนักแน่นในห้องทำงานประธานบริหารวันนั้น ยังคงหล่อเลี้ยงหัวใจของนทีให้เต้นผิดจังหวะอยู่จนถึงวันนี้ ทว่าความสัมพันธ์ที่คืบหน้าไปอย่างรวดเร็วภายใต้ชายคาเพ้นท์เฮ้าส์หรูกำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญอีกครั้ง เมื่อเช้าวันอาทิตย์นี้ คิรากรจัดการล็อกคิวของคู่หมั้นตัวแสบไว้ตั้งแต่หัววัน เพื่อพากลับไปเยือน ‘บ้านใหญ่’ ของตระกูลกีรติวัฒน์อย่างเป็นทางการ"พี่คิรากร... ผมแต่งตัวแบบนี้มันจะดูไร้มารยาทไปไหมอ่ะ?" นทีเอ่ยถามเสียงอ้อมแอ้พลางก้มลงมองตัวเองด้วยความไม่มั่นใจ ชายหนุ่มอยู่ในชุดเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนพับแขนลวก ๆ กางเกงสแล็กสีดำทรงเข้ารูป แม้จะดูสุภาพเรียบร้อยขึ้นกว่าลุคเด็กช็อปวิศวะวันวานมาก ทว่าเมื่อนึกถึงความโอ่อ่าของตระกูลอภิมหาเศรษฐีระดับประเทศ ความกังวลลึก ๆ ก็แล่นเข้ามาจับจิตคิรากรที่กำลังบังคับพวงมาลัยรถยุโรปคันหรูละสายตาจากท้องถนนหันมามองคนข้างกาย ชายหนุ่มยกยิ้มละมุนละไม เอื้อมมือหนาข้างหนึ่งข้ามเบาะมาเกาะกุมมือบางของนทีไว้แล้วออกแรงบีบเบา ๆ เพื่อส่งผ่านกำลังใจ"น่ารักมากแล้วครับนที สุภาพและเป็นตัวเองที่สุดแ
ตอนที่ 14: ข้อหาหึงหวงและคำเตือนสติเสียงบานประตูไม้โอ๊กเคลือบเงาบานยักษ์ปิดลงพร้อมกับความเงียบสงัดที่ตีแผ่กลับเข้ามาในห้องทำงานท่านประธานบริหารอีกครั้ง ร่างของอรินลับหายไปจากสายตาแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกชวนเวียนหัวที่ยังคงลอยอบอวลเจือจางอยู่ในอากาศ นทีหน้านิ่วคิ้วขมวด ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความรู้สึกพลุ่งพล่านอัดแน่นอยู่ในอกจนเนื้อตัวสั่นเทา มันทั้งหงุดหงิด ขัดใจ และพาลชวนให้อารมณ์เสียอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน‘หึ... อรินคิดถึงคุณที่สุดเลยค่ะ... ฟังแล้วอยากจะอ้วก!’ปัง!นทีแกล้งทุบฝ่ามือลงบนตำราแคลคูลัสเล่มหนาจนเกิดเสียงดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องทำงานอันกว้างขวาง ก่อนจะกระแทกปากกาเคมีลงบนโต๊ะกระจกอย่างไม่ใยดี ร่างโปร่งลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง หมุนตัวหันหลังเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังผนังกระจกบานยักษ์ กอดอกแน่นพลางทอดสายตามองออกไปข้างนอก ขบเคี้ยวเคี้ยวฟันมุ่ยริมฝีปากจนเจ่อรั้นคิรากรที่นั่งอยู่โต๊ะทำงานลอบมองปฏิกิริยา ‘แมวป่าพองขน’ ของคู่หมั้นตัวแสบด้วยความนึกสนุก ชายหนุ่มระบายยิ้มหยักลึกที่มุมปาก นัยน์ตาคู่คมไร้กรอบแว่นสายตาบดบังฉายประกายระยับวาววับล้อเลียน ร่างสูงใหญ่ลุกข
ตอนที่ 13: แขกไม่ได้รับเชิญและความหึงหวงความอบอุ่นในเช้าวันหยุดผ่านพ้นไป พร้อมกับอาการไข้ของนทีที่หายเป็นปลิดทิ้ง ทว่าพันธนาการระลอกใหม่กลับเริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์แห่งการสอบมิดเทอม คณะวิศวกรรมศาสตร์อันขึ้นชื่อเรื่องความโหดหินทำให้นทีต้องหอบหิ้วตำราเล่มหนาเท่าดิกชันนารีติดตัวอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่า ‘ผู้ปกครองชั่วคราว’ อย่างคิรากรไม่มีทางปล่อยให้เด็กดื้อคลาดสายตา"พี่คิรากร! ผมบอกว่าจะไปอ่านหนังสือที่คณะกับพวกไอ้เจเจไงล่ะ คุณจะลากผมมาที่นี่ทำไมเนี่ย!" นทีโวยวายอุบอิบขณะก้าวเท้าออกจากลิฟต์ส่วนตัวของประธานบริหารบนชั้นสูงสุดของตึกกีรติวัฒน์ทาวเวอร์"อ่านที่คณะเดี๋ยวเธอก็แอบหนีไปตากฝนตากแดดจนไข้กลับอีก" คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเเนี้ยบกริบตามมาตรฐาน มือหนาข้างหนึ่งถือกระเป๋าเอกสาร ส่วนอีกข้างจับจูงข้อมือบางของคู่หมั้นตัวแสบให้เดินตามเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวอย่างถือสิทธิ์ห้องทำงานประธานบริหารกว้างขวางและตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผนังกระจกบานยักษ์ที่มองเห็นทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครได้อย่างสุดสายตา คิรากรชี้ไปที่โซฟารับรองหนังแท้สีครีมตัวใหญ่ที่ม
ตอนที่ 12: หัวใจเต้นผิดจังหวะยามเช้าไออุ่นที่โอบรัดรอบเอวบางบวกกับความนุ่มยืดหยุ่นของเตียงนอนคิงไซส์สีเทาอ่อน ทำให้ความรู้สึกแรกหลังจากหลุดพ้นจากห้วงนิทราของนทีเต็มไปด้วยความอบอวลจนไม่อยากลืมตาเปลือกตาบางขยับไหวเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปรือขึ้นเพื่อรับแสงตะวันสีทองอ่อนยามเช้าที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านทึบแสงเข้ามา นทีสูดหายใจเข้าลึก ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวสมองและอาการครั่นเนื้อครั่นตัวจากพิษไข้ป่าเมื่อคืนลดน้อยลงไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นความรู้สึกอุ่นจัดที่ทาบทับอยู่บริเวณแผ่นหลังและเอวคอดกิ่ว‘กบดานอยู่ในอ้อมกอดใครวะ...’ สมองที่เพิ่งฟื้นตัวประมวลผลช้าไปสามวินาที ก่อนสติทั้งหมดจะดีดผุดขึ้นมาอย่างเต็มตาราวกับโดนน้ำเย็นสาดนทีค่อย ๆ พลิกตัวกลับมาอย่างเชื่องช้าเพราะกลัวว่าคนด้านหลังจะตื่น และทันทีที่หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างที่หลงเหลืออยู่ไม่ถึงคืบก็ทำให้นทีลืมวิธีหายใจไปในทันทีคิรากร...ชายหนุ่มรุ่นพี่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ประธานบริหารจอมเก๊กเผด็จการ’ บัดนี้กำลังนอนหลับใหลอยู่ข้างกายเขาในระยะประชิดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยามที่แสงสว่างส่องถึง ใบหน้าคมคายหล่อเ
ตอนที่ 11: เมื่อเด็กดื้อล้มป่วยความลับเมื่อสามปีก่อนที่ถูกเปิดเผยออกมาจากปากของคิรากร คล้ายเป็นแรงกระเพื่อมมหาศาลที่พลิกผันความรู้สึกในใจของนทีไปโดยสิ้นเชิง กำแพงอคติที่เคยสร้างไว้หนาแน่นพังทลายลงจนเหลือเพียงความหวั่นไหวทว่าอบอุ่น ทว่าสัญชาตญาณความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กวิศวะปีสามมีหรือจะยอมสยบให้ราบคาบง่าย ๆ ถึงในใจจะยอมรับความอบอุ่นของร่างสูงเข้ามาเต็มอก แต่ภายนอกนทีก็ยังคงพยายามรักษาฟอร์ม ‘ม้าพยศ’ เอาไว้ไม่ให้เสียเชิงชายและนั่นคือกิมมิกที่นำพาความวุ่นวายมาสู่ร่างกายของเขาในสัปดาห์ต่อมาช่วงนี้เป็นเทศกาลเตรียมงานกิจกรรมใหญ่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ นทีในฐานะพี่ปีสามหัวเรี่ยวหัวแรงหลักต้องคอยคุมรุ่นน้องทำฉากและซ่อมแซมซุ้มกิจกรรมกลางสนามหญ้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ท้องฟ้ากรุงเทพมหานครในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเดาใจยากชะมัด ยามบ่ายแดดเปรี้ยงจนผิวแทบไหม้ พอตกเย็นจู่ ๆ เมฆฝนก้อนมหึมาก็ตั้งเค้าก่อนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา"เฮ้ย! นที! หลบฝนก่อนมึง! ฉากพังช่างมันเถอะเดี๋ยวค่อยทำใหม่!" เจเจตะโกนข้ามสายฝนพลางกวักมือเรียกเพื่อนสนิทให้วิ่งเข้าหลบใต้ถุนตึกคณะ"ไม่ได้เว้ย! ไอ้เจ! ฉากนี้ต้องส่







