"ถึงแล้วไอ้หนู"
คนถูกเรียกสะดุ้งพร้อมกับลืมตาตื่น หลังจากเผลอหลับไปในระหว่างกำลังเดินทางเข้าที่พัก ด้วยรถสองแถวที่จอดรอรับผู้โดยสารหน้าสนามบิน สองสายตากวาดมองรอบ ๆ พบว่ารถจอดอยู่ระหว่างทางแยก สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ คาดว่าน่าจะออกห่างจากตัวเมืองมาพอสมควร
"ค่ารถเท่าไรครับ?"
คุณลุงคนขับโบกไม้โบกมือ เขาช่วยยกกระเป๋าของผู้โดยสารคนสุดท้ายลงจากรถพลางปฏิเสธด้วยความเป็นกันเอง
"โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก ทางผ่านบ้านลุงพอดี"
รักเอยระบายยิ้ม ยกมือไหว้ขอบคุณอย่างนอบน้อม ก่อนที่คุณลุงจะบอกทางที่เขาต้องเดินเท้าเข้าไปเองอีกประมาณสองร้อยเมตร จากนั้นรถโดยสารก็เคลื่อนตัวแยกออกไปอีกทาง
ร่างบางยกนาฬิกาข้อมือดูเวลา เห็นว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะใกล้มืด เขายกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง เดินตามถนนลูกรังเข้าไปยังสถานที่ที่จะใช้พักผ่อนในค่ำคืนนี้ ตามคำแนะนำของคุณป้าคนหนึ่งที่บังเอิญได้นั่งคุยกันในร้านกาแฟใกล้ ๆ สนามบิน
'ไร่ใจภักดิ์' ไร่ผลไม้เมืองหนาวขนาดใหญ่ ที่ถูกปรับปรุงให้เป็นลานกางเต็นท์และสร้างรีสอร์ตสำหรับนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจใกล้ชิดกับธรรมชาติในจังหวัดน่าน
บรรยากาศของฤดูกาลปลายฝนต้นหนาวเย็นสบายจนรักเอยนึกเสียดาย ที่จุดประสงค์หลักของการมาครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะอยากจะสัมผัสมนต์เสน่ห์ของน่านอย่างที่นักท่องเที่ยวปกติควรจะเป็น
หากแต่เป็นเพียงเพราะเขาอยากจะหนีออกจากบ้าน
จุดเริ่มต้นที่ทำให้รักเอย ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนวัยยี่สิบเจ็ดปีเพียงคนเดียวของครอบครัวอชิรกานต์ ลุกขึ้นมาต่อต้านคุณแม่ผู้บังเกิดเกล้า หอบผ้าหอบผ่อนหนีออกจากบ้านเป็นครั้งแรก มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้านั้น
ในระหว่างอาหารมื้อเย็น ครอบครัวทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา คุณหญิงกชมณยิ้มชื่นมื่นเสียยิ่งกว่าส่องกระจกแล้วพบว่ารอยตีนกาลดลง ก่อนที่แม่ของรักเอยจะเปรยถามขึ้นมาเสียงหวาน
"เอยลูกรัก อีกสองวันว่างไหมคะ?"
"อีกสองวันเหรอครับ...ไม่แน่ใจนะครับ"
"งั้นเคลียร์ทุกคิวให้ว่างเลยนะคะ"
"ทำไมเหรอครับ?"
"แม่จะพาลูกไปทานข้าวกับว่าที่คู่หมั้นของลูกค่ะ"
รักเอยรู้ได้ในทันที ว่าความหายนะได้เกิดขึ้นกับเขาแล้ว
ช้อนที่ถืออยู่ร่วงลงจากจานข้าวจนผู้เป็นแม่หันมองขวับ รักเอยอ้าปากค้าง คุณหญิงกชมณก็เข้าใจว่าลูกชายกำลังตื่นเต้นไม่แพ้เธอ จึงช่วยเอานิ้วดันคาง ให้ริมฝีปากงับปิดลงบ ขณะที่เธอส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ
"ดูสิคะคุณ ลูกเราตื่นเต้นใหญ่เลย"
ผู้เป็นสามีได้แต่หัวเราะแห้ง พยายามเลี่ยงที่จะสบตากับลูกชายที่มองมาอย่างต้องการขอความช่วยเหลือสุดชีวิต พลางปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากทั้งที่อากาศเย็นเฉียบ
และถ้ารักเอยสังเกตเห็นสักนิด ก็จะรู้ได้ว่าพ่อเขาเองก็ไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับการขัดใจแม่เหมือนกัน
"คุณแม่แกล้งเอยอยู่แน่เลย มีกล้องซ่อนอยู่ใช่ไหมครับ?"
หันซ้ายหันขวาหากล้องเสียจนคอแทบเคล็ด ภาวนาสุดใจว่าขอให้คุณกชมณคนอารมณ์ดีแค่อำกันเล่นขำ ๆ อย่างที่ชอบทำเป็นงานอดิเรก
"แม่ดูเหมือนพูดเล่นอยู่เหรอคะ?"
แต่ทว่าดูเหมือนจะเป็นแค่การหลอกตัวเอง เมื่อผู้เป็นแม่ถามกลับเสียงเรียบ รักเอยกระพริบตาปริบ ๆ หูอื้อขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ไม่น่าเชื่อว่าในยุคสมัยที่เอไอกำลังจะครองโลก มุมเล็ก ๆ มุมหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ ก็ยังมีวัฒนธรรมคร่ำครึ อย่างการจับคู่ดูตัวสู่การคลุมถุงชนให้เหล่าลูก ๆ ของตัวเองอยู่
รักเอยนึกสงสัย นี่เขาอยู่ในโลกคู่ขนานหรืออย่างไร เคยเห็นแต่ในละครที่ป้าสมพร คุณหัวหน้าแม่บ้านชอบนั่งดู ตอนนั้นจำได้ว่าตัวเองหัวเราะยกใหญ่ สมัยนี้แล้วจะไปมีได้ยังไงฝืนใจให้แต่งงาน ด้วยเหตุผลเพราะต่างเหมาะสม
กระทั่งได้มาเจอกับตัวเอง
"แม่ละตื่นเต้น อยากให้ลูกเจอกับพี่เขาไว ๆ"
"ใคร...เหรอครับ?"
ใจไม่ได้อยากรู้แต่จำต้องแกล้งถามพอเป็นพิธี แม้ว่าตอนนี้แทบอยากจะกรีดร้องออกมาให้ลั่นบ้านก็ตาม
"ไม่บอกหรอก" กชมณยิ้มกรุ้มกริ่มอารมณ์ดี ทำทีเป็นมีความลับที่เก็บไว้รอเซอร์ไพรส์ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน "เฉลยทีหลังสนุกกว่าค่ะ"
สนุกจนรักเอยแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองตายมันตรงนี้
ที่สุดจึงไม่คะยั้นคะยอต่อความ เขาจึงทำเพียงพยักหน้า ตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปากแล้วเคี้ยวอยู่เงียบ ๆ
ครู่หนึ่งถึงขอตัวเดินออกจากโต๊ะอาหารด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับไม่รู้สึกรู้สา แม้ว่าอีกสองวันเขาจะต้องไปเจอตัวกับคนที่อาจจะเป็นเจ้าบ่าวในอนาคต
ทว่าทันทีที่เท้าก้าวเข้าห้องนอน รักเอยก็ปลดปล่อยทุกอารมณ์อันอ่อนไหวออกมาบนใบหน้า อย่างไม่ต้องทนปิดบังอีกต่อไป ทั้งตกใจ เครียด เศร้า หดหู่ สิ้นหวัง พยายามกลั้นเสียงกลืนก้อนความรู้สึกที่ถาโถมใส่ลงไปยัดไว้ยังปลายลำไส้ให้ลึกที่สุด ด้วยกลัวจะกรีดร้องออกมาจนแตกตื่นกันทั้งซอย
สองเท้าเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง อยากจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ไม่รู้ว่ามารดาผู้บังเกิดเกล้าคิดอะไรอยู่ จึงนึกอยากจะจับคู่เขากับใครก็ได้โดยไม่แม้แต่ถามความเห็นกัน
"เอาไงดี กัดลิ้นตัวเองเลยดีไหม?"
จะชิงตายก่อนก็ดันใจไม่ถึงพอ ทางออกเดียวตอนนี้เห็นทีคงจะต้องพึ่งใครสักคน รักเอยกระโดดขึ้นเตียงไปคว้าเอาโทรศัพท์ กดเบอร์โทรหาออกหาเพื่อนรัก กูรูผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เน้นฉับไว จะไปยังไงต่อค่อยว่ากัน
'ว่า?'
รอสายอยู่สักพักหนึ่งก็ถึงได้ยินเสียงตอบกลับพร้อมกับเสียงอะไรบางอย่างแทรกเข้ามาเป็นระยะ คลออยู่เบา ๆ ที่ปลายสายจนรักเอยนึกสงสัย
"อยู่ไหนเนี่ยพรีม?"
'อยู่บ้าน มีอะไร?'
"ทำอะไรเหรอ สะดวกคุยไหม?"
'แฟนกูสวดมนต์อยู่ ก็เลยเรียกกูมาสวดด้วย แป๊บนะ เดี๋ยวออกจากห้องพระก่อน'
เสียงที่แว่วเข้ามาในสายคือเสียงสวดมนต์ ทว่ากลับไม่ได้ทำให้รักเอยรู้สึกใจสงบได้แม้แต่น้อย เขาลงจากเตียง เดินไปเดินมาอยู่ในห้อง รอให้เพื่อนรักหาที่พร้อมคุย
'มาแล้ว ว่าไง?'
"คือแม่เราจะจับเราคลุมถุงชนกับใครไม่รู้"
รักเอยเสียงเครียด หากแต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะเบา ๆ เอ่ยพูดราวกับเป็นเรื่องปกติที่ครอบครัวไหน ๆ เขาก็ทำกัน
'ก็ดีแล้วนี่ จะได้มีผัวสักที อายุก็ตั้งเท่านี้แล้ว'
"ไม่เอาสิพรีม เราอยากเลือกเองนี่"
'ไม่อยากก็หนีสิวะ'
ฉีกทุกการหาทางออกที่รักเอยคิดไว้ เมื่อไม่มีหนทางใดดูจะเข้าท่ามากไปกว่านี้ เขาก็เก็บเสื้อผ้าเอาเดี๋ยวนั้น เปิดภาพแผนที่ประเทศไทยในโน้ตบุ๊คแล้วหลับตาจิ้มตามที่พิมมาดาแนะนำหลังจากเถียงกันอยู่ห้านาทีแล้วก็ยังไม่ได้จุดหมายปลายทาง
สรุปหวยออกที่จังหวัดน่าน รักเอยไม่รีรอ กดซื้อตั๋วเครื่องบิน แล้วแอบย่องออกจากบ้านมาในกลางดึกคืนวันนั้น โดยทิ้งจดหมายเอาไว้ป้องกันไม่ให้คุณหญิงกชมณคิดว่าลูกชายสุดที่รักโดนอุ้ม โดยอ้างเอาว่าไปทำงานต่างจังหวัดแบบยังไม่ระบุวันกลับ
และนี่คือจุดเริ่มต้นของแผนการหนีออกจากบ้านอันยิ่งใหญ่ ที่รักเอยตกลงปลงใจทำในทันทีที่วางสายจากเพื่อนรัก
แม้รู้ดีว่าไม่อาจหนีไปได้ตลอด แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้มีเวลาทำใจ ก่อนจะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับว่าที่คู่หมั้น ผู้ชายแปลกหน้าที่จะมาเป็นเจ้าบ่าวของรักเอยในอนาคต
• • •
ใช้เวลาราวยี่สิบกว่านาทีรักเอยก็เห็นป้ายไร่ใจภักดิ์ตั้งอยู่ไม่ไกล พอเดินผ่านรั้วไม้สีขาวเข้าไปก็พบกับจุดต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่เคาน์เตอร์ไม้มีพนักงานหญิงอยู่สองคน และพนักงานชายอีกหนึ่งคน พวกเขาแย้มรอยยิ้มพลางยกมือไหว้ทักทายด้วยภาษาเหนือ ในทันทีที่เห็นเขาก้าวเข้ามาโดยพร้อมเพรียงกัน
"สวัสดีเจ้า"
"สวัสดีครับ" รักเอยยกมือรับไหว้ วางกระเป๋าลงพื้นในขณะที่กำลังติดต่อเรื่องห้องพัก "ไม่ทราบว่ามีห้องพักว่างหรือเปล่าครับ?"
พนักงานหญิงมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพากันยิ้มเจื่อนเมื่อต้องแจ้งข่าวร้ายให้ลูกค้าของพวกเธอทราบ
"ขอสุมาเต๊อะเจ้า" หญิงสาวค้อมศีรษะพร้อมคำขอโทษ "ในส่วนของห้องพักยังบ่เปิดหื้อใจ๊บริการเจ้า"
โชคดีที่พอมีพื้นฐานเรื่องภาษาเหนืออยู่บ้าง สิ่งที่เพิ่งได้ยินจึงทำให้เขาเลิกคิ้วฉงน
"ยังไม่เปิดให้ใช้บริการเหรอครับ?"
"แม่นเจ้า รีสอร์ตยังแป๋งบ่แล้วเตื้อเจ้า"
เขาพลาดอย่างแรงที่ไม่ได้เช็กข้อมูลให้ดีก่อนจะมา เมื่อได้รับคำแนะนำเรื่องไร่ใจภักดิ์ รักเอยก็ไม่ได้ถามอะไรอีกนอกจากวิธีการเดินทาง ถึงไม่รู้ว่าส่วนของรีสอร์ตนั้นยังสร้างไม่เสร็จ
ร่างเล็กครุ่นคิดหนัก ถ้าจะให้เดินออกไปเรียกรถก็คงจะยาก อย่างรถที่เขานั่งมาก็รอบสุดท้ายแล้ว หรือจะขอให้ทางไร่ไปส่งก็เกรงใจ ไม่รู้ด้วยว่าแถวนี้ยังมีโรงแรมหรือที่พักอื่นอีกไหม เพราะค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมืองพอสมควร
"แต่ตี้นี่มีลานกางเต็นท์หื้อใจ๊บริการนะเจ้า" พนักงานสาวเสนอทางเลือกให้ลูกค้าของเธอ ก่อนจะผายมือไปยังโปสเตอร์แผนผังแสดงจุดกางเต๊นท์ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวาน "ถ้าคุณลูกค้าบ่มีอุปกรณ์กางเต็นท์ ตางเฮาก่มีหื้อเช่าครบชุดเจ้า"
สิ่งที่เพิ่งได้ยินทำรักเอยตาโต นับว่ายังมีโชคอยู่บ้างที่ไม่ต้องระหกระเหินเดินออกไปหาทางเอาข้างหน้า เขาไล่สายตามองแผนผังอยู่ครู่หนึ่ง ในขณะที่พนักงานต้อนรับก็อธิบายจุดต่าง ๆ ให้ดูว่ายังเหลือที่ว่างตรงไหนบ้าง
รักเอยใช้เวลาตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีเดียว แม้ว่าจะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการตั้งแคมป์มาก่อน แต่ก็คงดีกว่าต้องหาที่พักใหม่ โดยไม่รู้ว่าจะมีห้องพักว่างหรือเปล่า
"งั้นตกลงเช่าอุปกรณ์ครับ" ร่างบางหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา พร้อมกับขอเช่าทุกอย่างที่ควรจะมี
"จัดมาชุดใหญ่เลยนะครับ"
• • •
ตั้งแต่ยึดอาชีพนักเขียนอิสระสายรีวิวและแนะนำที่พักต่าง ๆ มา ไม่เคยเลยสักครั้งที่รักเอยจะทดลองตั้งแคมป์กางเต็นท์นอนกลางแจ้ง
ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรก ที่รักเอยได้ลองมาสัมผัสการนอนกลางดินกินกลางทรายแบบไม่ต้องมีสปอนเซอร์เชิญไป
"แล้วไอ้นี่มันต้องเสียบยังไงเนี่ย"
คุณนักเขียนคนเก่งหน้ามุ่ย มือทั้งสองข้างถือโครงเต็นท์ที่กำลังพยายามกางมาราว ๆ ครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ ครั้นจะเปิดยูทูปดู สัญญาณก็ช้ายิ่งกว่าเต่าคลานจนหงุดหงิดใจ สุดท้ายก็ต้องพึ่งความสามารถที่มีอยู่อย่างจำกัด หัดกางมันด้วยตัวเอง
กว่าจะประกอบได้ก็เล่นเอารักเอยหอบหนัก เขาทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้สนาม ทอดสายตามองทะเลสาบเบื้องหน้า ห่างออกไปอีกไกลคือภูเขาสูงใหญ่ ที่เรียงทับซ้อนกันทอดยาวคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด รอบ ๆ บริเวณโอบล้อมด้วยต้นไม้สูงยืนต้น คงให้ความร่มรื่นได้ดีในตอนที่มีแดดสาดส่องลงมา
จุดที่เขาเลือกนั้นว่างอยู่อีกหนึ่งที่พอดี จึงได้วิวทิวทัศน์ดี ๆ ที่ตีมูลค่าไม่ได้มาช่วยคลายความเหนื่อยล้าและความรู้สึกด้านลบมากมายที่มีลงได้
เมื่อจัดเตรียมที่นอนหลังน้อยเสร็จ เป้าหมายต่อไปคือหาอะไรลงท้อง รักเอยจำได้ว่าตรงร้านค้ามีหมูกระทะเป็นชุดให้บริการอยู่ สองเท้าจึงย่ำผ่านพื้นที่ปูด้วยหญ้าสีเขียวสด มุ่งตรงไปยังร้านค้าที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ระหว่างทางก็เห็นเต็นท์ของผู้คนมากมาย บ้างมาเป็นกลุ่มเพื่อน บ้างมาเป็นครอบครัว หรือมาเป็นคู่รักก็ช่างโรแมนติกเหลือเกินกับบรรยากาศที่เป็นใจแบบนี้
แต่ต่อให้มาคนเดียว เขาก็หวังว่าคงจะไม่เหงาเกินไปนัก เมื่อถูกรายล้อมด้วยเสียงเพลงและเสียงหัวเราะจากผู้คนรอบข้าง
รักเอยเดินมาถึงหน้าร้านค้า ยืนรอต่อคิวอยู่ครู่หนึ่งก็สั่งหมูกระทะชุดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ ร่างบางมองกองข้าวของตรงหน้าอย่างคิดไม่ตก เพราะความหิวที่มีทำให้หน้ามืดตามัวชี้เอาอันนั้นอันนี้มั่วไปหมด สุดท้ายก็ได้ของมาเกินจำเป็น เยอะชนิดที่ว่าสามารถเปิดร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างขนาดย่อมได้
พี่พนักงานคนหนึ่งที่สังเกตเห็นรักเอยกลัดกลุ้มใจอยู่ ก็ดูจะรับรู้ได้ถึงปัญหาของคุณลูกค้า เขาจึงอาสาช่วยขนของไปส่งให้ถึงเต็นท์ ร่างบางยกมือไหว้ขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า พนักงานที่นี่บริการดีจนอยากจะเขียนรีวิวเป็นจริงเป็นจังลงไว้ในหน้าเพจของตัวเอง
หากแต่ตอนนี้คงต้องเติมพลังก่อน รักเอยจัดแจงเนื้อสัตว์และขนมนมเนยลงบนโต๊ะที่ตั้งอยู่หน้าเต็นท์ พร้อมกับฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเมื่อใกล้จะได้กินของอร่อย
ทว่าพอหันกลับมาเห็นเตาที่ต้องใช้ก่อไฟ
รักเอยก็แทบอยากจะเปลี่ยนจากร้องเพลงเป็นร้องไห้เสียเดี๋ยวนั้น เต็นท์ยังไม่เคยกาง แล้วการจุดไฟเขาจะไปเคยทำได้อย่างไร
ปัญหาระดับชาติเกิดขึ้นแล้ว รักเอยหันมองซ้ายมองขวา เต็นท์ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็เงียบจนไม่กล้าเรียก เดาว่าเจ้าของน่าจะนอนอยู่ข้างใน ที่เหลือก็ห่างออกไปอีกประมาณหนึ่ง ครั้นจะเดินไปขอความช่วยเหลือก็หน้าบางขึ้นมา
ถ้าใครรู้เข้าว่าอายุจนยี่สิบเจ็ดปีแล้วยังก่อไฟไม่เป็นอาจจะโดนหัวเราะเยาะให้ต้องอับอายเอาได้
แต่ท้องที่ร้องอยู่ก็ประท้วงไม่หยุด
เมื่อไม่มีทางเลือก รักเอยจึงตัดสินใจที่จะทำมันดูสักครั้ง ไหน ๆ ทั้งหมดนี่ก็เป็นครั้งแรกอยู่แล้ว เขาก็จะลองทำเรื่องที่ไม่เคยทำที่เหลือให้เป็นครั้งแรก เผื่ออนาคตต้องหนีออกจากบ้านไปไหน อย่างน้อยจุดไฟเป็นก็จะได้ไม่อดตายอย่างอนาถ
"มันจะไปยากอะไรล่ะ"
กดไฟแช็กจนนิ้วแดงเป็นปื้น กระดาษหมดจนแทบจะไปล้วงเอาแบงค์ยี่สิบมาเป็นเชื้อเพลิง แต่จนแล้วจนรอด ถ่านที่นอนรออยู่ก็ยังดำสนิท รักเอยทิ้งตัวลงนั่งอย่างถอดใจ ได้แต่มองจานหมูที่รอถูกย่างอยู่ตาละห้อย
"พระเจ้าครับ ได้โปรดส่งผู้ช่วยชีวิตมาให้ผมที"
อ้อนวอนไปทั้งที่รู้ว่าไม่มีความหวัง เขาจึงตั้งใจว่าจะพยายามจุดไฟอีกครั้ง
จนกระทั่งมีมือหนึ่งยื่นมาพร้อมกับกระดาษที่มีกลิ่นน้ำมันตีขึ้นจมูก
"เอานี่ไปสิ"
รักเอยเงยหน้าขึ้นมองเจ้ามองมือ แสงสีส้มอ่อน ๆ จากไฟประดับที่แขวนอยู่กับเต็นท์สาดเข้ามาให้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าของผู้ชายคนนั้น ร่างบางยื่นมือออกไปรับกระดาษชิ้นนั้นมา พลางค้อมศีรษะขอบคุณพร้อมกับรอยยิ้ม
"ขอบคุณนะครับ"
ทว่าอีกฝ่ายกลับกอดอก กดสายตามองมาที่รักเอยพร้อมกับเอ่ยพูดประโยคต่อมาที่ทำให้เขาต้องคิ้วกระตุก
"ทำไม่ได้ก็อวดเก่งอยู่นั่น วันนี้คงจะได้กินหรอก"
คุณนักเขียนตัดสินใจแล้วว่า นอกจากจะเขียนชื่นชมพนักงานและบรรยากาศดี ๆ ของที่นี่เห็นทีคงจะต้องเขียนข้อควรระวังคำโต ๆ เอาไว้ด้วย
โปรดระมัดระวังผู้ชายเต็นท์ข้าง ๆ อย่าเผลอหลงใหลไปกับใบหน้าที่สมบูรณ์แบบของเขา
จนกว่าจะได้ยินในสิ่งที่เขาพูด
เชื่อรักเอยคนนี้เถอะ!