LOGINวันทั้งวันซาร่าห์ใช้ชีวิตอยู่แค่ในห้องบนโรงแรมหรูอย่างคนซังกะตาย ส่วนฝั่งมาร์ตินกลับไปทำงานของตนเช่นเดิม ชีวิตของคนทั้งคู่ต่างก็ดำเนินต่อไปตามปกติอย่างที่มันเป็นมาตลอด
หากแต่ที่ไม่ปกติก็คงจะเป็นอาการใจลอย นึกถึงหน้า นึกถึงสัมผัสซาบซ่านถึงอกถึงใจของอีกฝ่ายจนต้องถามตัวเองว่าโดนเล่นของใส่หรือเปล่า “โอ้ยยยย เลิกคิดถึงคนพรรค์นั้นสักทีเถอะ ก็ไม่ถึงกับแย่แต่ไม่ได้วิเศษเลิศเลอ เลิกคิดๆๆ” ซาร่าห์ทึ้งผมตัวเองราวจะกระชากความคิดวุ่นวายทั้งหมดเกี่ยวกับมาร์ตินให้ออกพ้นไปจากหัวเธอ ผู้ชายแบบนั้นครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว “เหอะ! หน้าตาก็งั้นๆ ปากก็แซ่บเกินตัว ไม่เห็นมีอะไรดีสักอย่างแต่ทำไมเข้ามาวอแวในหัวกูตลอดเลยวะ!” ฝ่ายมาร์ตินบ่นพึมพำกับตัวเองขณะหยุดชะงักปลายปากกาเซ็นเอกสารสำคัญ สิ่งที่รบกวนเขาในตอนนี้ทำเอาสมาธิกระเจิงหายหมด “นายบ่นอะไรครับ” เมฆเห็นเจ้านายหนุ่มมีอาการแปลกๆ พูดคนเดียวมาตั้งแต่เช้า อดไม่ได้ต้องถามออกไปตามใจอยากรู้ “กูถามไรมึงหน่อยสิ” นอกจากไม่ได้คำตอบ นายยังตั้งท่ายิงคำถามใส่เขากลับด้วยสีหน้าแววตาจริงจัง “สมมติมึงพลาดนอนกับคนที่ตัวเองไม่ชอบขี้หน้า ปกติมันต้องรังเกียจ ต้องโมโห แต่มึงไม่ได้เป็นแบบที่ว่ามา มึงเอาแต่นึกถึงหน้าเขา ทุกอย่างที่เป็นเขา ถ้าเป็นแบบนี้ มึงคิดว่าตัวเองเป็นอะไรวะ” ลูกน้องคนสนิทพยักหน้าตามทุกประโยค รู้ได้ในทันทีว่า.. “อ๋อออ นายนอนกับคุณซาร่าห์ แล้วนายเอาแต่คิดถึงเธอ นายหาสาเหตุให้ตัวเองไม่ได้เพราะนายมีอคติ แต่ความจริงแล้วนายกำลังติดใจครับ” ไอ้ห่าเมฆ! รู้เยอะจริงนะมึง “กูบอกตอนไหนว่าเรื่องของกู แค่สมมติโว้ย สมมติเฉยๆ” ท่าทางปฏิเสธหัวร้อนเล่นใหญ่ เมฆมองมาจากดาวนอกโลกยังดูออกเลย “ครับๆ ไม่ใช่เรื่องของนายก็ได้ แต่ผมก็ยังคิดเหมือนเดิมว่าผู้ชายคนนั้นต้องติดใจ” ไอ้เมฆมันกวนตีนเขาหรือยังไง มาติดจงติดใจอะไรหนักหนา ทำไมไม่คิดว่าผู้ชายอาจโดนเล่นของใส่บ้างล่ะวะ “ถ้าไม่ติดใจจริงๆ ก็คงไม่คิดถึงทุกลมหายใจเข้าออกหรอกครับ นายว่าจริงไหม” จริงพ่อง! กูไม่ยอมรับข้อสันนิษฐานมั่วๆ โว้ย “ไสหัวไปทำงานเลยมึง” เพราะขืนมันยังยืนยิ้มทะเล้นให้อีก เขาคงต้องสั่งเปลี่ยนลูกน้องคนใหม่ มาร์ตินทำงานของตัวเองด้วยใจที่ยังถูกรบกวน จากนั้นเลขาส่วนตัวเข้ามาแจ้งเขาถึงเรื่องการประชุม มาเฟียหนุ่มในคราบนักธุรกิจถึงต้องสลัดความว้าวุ่นใจออกไปและกลับมาตีหน้าเคร่งขรึมตามเดิม ใครๆ ในแวดวงธุรกิจต่างก็รู้ว่ามาร์ติน อนันตวรากุลคือหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญขององค์กรแบล็คเรด องค์กรมาเฟียและแหล่งรวมนักธุรกิจผู้ลงทุนรายใหญ่ของประเทศ เดิมทีอนันตวรากุลมีธุรกิจคอนโดปล่อยเช่าเป็นของตัวเอง เมื่อท่านดิฐาผู้ดำรงตำแหน่งท่านประธานสูงสุดยกธุรกิจทั้งหมดให้ลูกชายคนเล็กดูแลต่อ มาร์ตินจึงนำธุรกิจของที่บ้านรวบเข้ากับขององค์กร ในชื่อบริษัทอนันตวรากุล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีโครงการคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรรตลอดไปจนถึงทาวน์เฮาส์ครอบคลุมทั้งเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและต่างจังหวัด มีโครงการรวมกันนับร้อย ทำให้อนันตวรากุลเป็นที่พูดถึงและจับตามองในตลาดอสังหาริมทรัพย์ มาร์ตินกลายเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่นักลงทุนหลายคนอยากร่วมงานด้วย ถือว่าลบคำดูถูกได้เป็นอย่างดี จากเดิมทีตอนแรกท่านดิฐาอยากให้ลูกชายคนโตอย่างมาร์คัสเข้ามาบริหารธุรกิจมากกว่า แต่รายนั้นไม่ชอบงานบริหาร หน้าที่ทั้งหมดจึงตกเป็นของมาร์ติน คนที่ญาติพี่น้องคิดว่าไม่เอาไหนแต่เพียงไม่กี่ปีก็พาบริษัทติดท็อปของประเทศ ต่างก็อิจฉาตาร้อนในความเก่งของเขาที่ลูกตัวเองไม่มีวันทำได้ไปตามๆ กัน แต่อย่างไรมาร์ตินก็คือมาร์ติน หน้างานอีกบุคลิกหนึ่ง หลังงานเป็นตัวของตัวเอง เพราะความทะเล้น ปากร้าย หัวร้อนเป็นนิสัย ใครจะไปคิดว่าคนอย่างเขามันหัวดีด้านธุรกิจ หลังจบการประชุมโครงการใหม่หนึ่งในโปรเจกต์สำคัญของปีนี้ มาร์ตินต้องไปดินเนอร์กับนักลงทุนและหุ้นส่วนสำคัญ ชีวิตเขามีแต่งานและงาน เมื่อก่อนเคยมีความรักพอให้ใจกระชุ่มกระชวยหายเหนื่อยจากงานบ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว ระหว่างรับประทานอาหาร หุ้นส่วนคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของแบล็คเรดเหมือนกันพาลูกสาวมาร่วมโต๊ะด้วย “นี่ลูกสาวคนเล็กของผม ชื่อนาโนครับ เรียนปีสองมหาลัย..” ท่านนพดลแนะนำลูกสาวให้ทุกคนรู้จัก เธอยกมือไหว้สวัสดีด้วยท่าทีนอบน้อม ใบหน้าอ่อนหวานแต่งแต้มด้วยยิ้มสดใส ก่อนดวงตาคู่สวยเหมือนตากวางจะบังเอิญมองสบสายตาคมกริบของมาร์ตินเข้าพอดี เธอยิ้มหวานให้เขาด้วยสีหน้าเอียงอาย ไม่รู้ทำไมถึงคิดว่าท่าทางนั้นมันน่ารักไม่น้อยทั้งที่ส่วนตัวแล้ว รสนิยมเขาไม่ใช่ผู้หญิงแนวๆ นี้ แต่คนเราสามารถลองอะไรใหม่ๆ ได้ตลอดไม่ใช่หรือ ขนาดอาหารยังเปลี่ยนเมนูไม่ซ้ำจำเจเลย นับประสาอะไรกับเรื่องสเปคผู้หญิง เจอของแรงมาเยอะแล้ว ลองมาทางอ่อนหวานบ้างก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย ตลอดมื้ออาหาร ชายหนุ่มไม่ได้คิดไปเองว่าเด็กสาวลอบมองเขาบ่อย รู้แหละน่าว่าเขามันหล่อจนเกินจะห้ามใจไหว แต่น้องจ้องบ่อยๆ แบบนั้น จะโดนพี่หมายตัวเอานะ “คุณมาร์ตินจะกลับแล้วใช่ไหมครับ ถ้าไม่รบกวนจนเกินไปฝากไปส่งลูกสาวผมหน่อยได้ไหม คอนโดของน้องนาโนอยู่ทางผ่านคุณพอดี” ท่านนพดลกล้าฝากฝังลูกสาวตัวเองกับผู้ชายอย่างมาร์ตินทั้งที่กิตติศัพท์เรื่องความเจ้าชู้ออกจะดัง ที่ทำแบบนี้ท่านก็มีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งมาร์ตินดูออกหากแต่ไม่ได้ตอบปัดปฏิเสธ กดสายตามองใบหน้าจิ้มลิ้มของนาโน เด็กมันก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกันนี่หว่า “ได้ครับไม่มีปัญหา” เขาไม่ใช่คนแล้งน้ำใจ นี่ก็ลูกสาวเพื่อนร่วมงานทั้งคน อีกอย่างเบาะที่นั่งยังมีเหลือเฟือ “นาโนไปกับคุณเขานะลูก ถึงคอนโดแล้วโทรหาป๊าด้วยนะ” “ค่ะปะป๊า” เด็กสาวหอมแก้มบิดาก่อนจะแยกตัวออกมาเมื่อท่านนพดลเดินกลับเข้าห้องอาหารไปตามเดิม “ต้องขอโทษที่รบกวนด้วยนะคะ นาโนจะกลับเองก็ได้แต่ปะป๊าไม่ยอมให้นั่งรถโดยสาร” “ไม่เป็นไร ช่างเถอะ ไหนๆ ก็กลับทางเดียวกัน” “ขอบคุณนะคะคุณมาร์ติน” เด็กสาวกล่าวด้วยรอยยิ้มจริงใจ มาร์ตินมองแล้วนึกเอ็นดูแก้มแดงๆ ของเธอ เด็กมันน่ารักจริงๆ นะ “เรียกเฮียสิ” “คะ?” “เรียกฉันว่าเฮียตินก็พอ ไม่ต้องเรียกคุณหรอก” เสี้ยววินาทีหนึ่งนาโนมองผู้ชายข้างกายด้วยสีหน้าพึงพอใจ ยิ้มแก้มแทบปริ “ก็ได้ค่ะ..เฮียติน” ก่อนจะช้อนสายตาใสซื่ออ่อนหวานมองเขา มาร์ตินยิ้มมุมปาก…ยังยืนยันคำเดิมว่าเด็กมันน่าเอ็นดู“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ” น้ำเสียงแหบสั่นถามเอ่ยออกไป “ก็แม่ไปหาหนูซาร่าห์ที่เพนต์เฮาส์ แล้วแม่ก็ไปเจอ ฮึก..แม่พูดไม่ออกเลยติน ตินรีบๆ มาดูน้องดีกว่า” วินาทีนั้นไม่รู้มาร์ตินเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนักทั้งที่นั่งประชุมนานหลายชั่วโมงก็น่าจะเหนื่อยพอสมควรแล้ว แต่นี่เปล่าเลย…เขารีบวิ่งลงไปที่ลิฟต์ เป็นที่น่าแปลกตาแปลกใจแก่เหล่าพนักงาน ในหัวก็ตั้งคำถามอย่างเช่นว่า..วันนี้บอสดูรนๆ จัง เกิดอะไรขึ้นกันนะ มาร์ตินไม่มีเวลามาอธิบายหรือสนใจสายตาใคร หัวใจของเขามันเต้นเร็วจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เพียงแค่คิดว่าซาร่าห์กำลังตกอยู่ในอาการไม่สู้ดี จนทรุดต้องเข้าโรงพยาบาล ถ้าเกิดน้องเป็นอะไรไป เขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองแน่ เขาควรจะดูแลเธอให้ดีกว่านี้ แต่ทำไมถึงดูแลได้แค่นี้ “ไอ้เมฆมึงเหยียบได้แค่นี้เหรอ!” “ผมเร่งสุดๆ แล้วครับนาย” “แม่งขับช้าจังวะ!” เมฆเองก็พยายามสุดความสามารถ เห็นท่าทีร้อนรนเหมือนคนอกจะระเบิดแตกได้ทุกวินาทีของเจ้านายหนุ่ม เขาก็พลอยเคร่งเครียดตามไปด้วย “มึงจอดดิ กูขับเองน่าจะเร็วกว่า” ไม่ได้! ทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด มาร์ตินกำลังใจร้อนขืนให้บังคับพวงมาลัยเองเมฆก็กลัวเจ
“คนนี้ก็ไม่ให้เต๊าะจ้ะ กำลังจะมีเจ้าของแล้ว” “ไหนยะเจ้าของ” มะปรางกวาดตามองหา หมั่นไส้ยัยเด็กนี่ด้วยที่ทำตัวเป็นไม้กันหมาทุกรอบ “ก็ยืนหัวโด่อยู่นี่ไง” ชี้หาตัวเอง “กำลังทำคะแนนจ้ะ” “แหม ไม่ถามพี่ก้านหน่อยเหรอว่าเขาเอาหล่อนรึเปล่า ดูท่าจะชอบมโนนะเนี่ย” มะปรางหัวเราะคิกคัก จะเกาะแขนประจบก้านไม้แต่ชายหนุ่มก็ชักแขนหนี เขาขยับมายืนข้างๆ กระถินและวาดแขนโอบคนตัวเล็กไว้หลวมๆ เด็กสาวถึงกับหน้าแดงก่ำ ยืนนิ่งทำตัวไม่ถูก “ทำไมจะไม่เอาล่ะ กระถินน่ารักดีออก พี่ชอบแบบนี้” คำพูดเขาตอกหน้าแม่ค้าขายน้ำปั่นให้เจื่อนสนิท ใจจริงอยากจะพูดออกไปด้วยซ้ำว่า ‘เอาแล้ว’ หลายรอบด้วย แต่นี่มันก็ตลาด ประเจิดประเจ้อเกินไปคงไม่งาม ซาร่าห์เห็นอีกฝ่ายนิ่งกริบเพราะถูกโดนช็อตสนิทก็กรีดยิ้มสะใจ หัวเราะเบาๆ ออกมา ผู้หญิงที่จ้องแต่จะอ่อยไปทั่วมั่วไปเรื่อยก็ต้องโดนตอกหน้าให้หงายหลังแบบนี้แหละ เมื่อได้น้ำปั่นที่สั่งไว้ครบแล้วไม่มีความจำเป็นอะไรให้อยู่ต่อ กลับมาถึงรถซาร่าห์ยังไม่เลิกควงแขนสามี ทำเอาคนตัวสูงลอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “ยิ้มอะไรของเฮีย ไม่ต้องยิ้มเลยนะ” เกือบจะหุบไม่ทันก็ตรงเสียงดุๆ ของซาร่าห์นี่แหละ “ชอ
มาร์ตินเคยสัญญากับซาร่าห์ว่าจะพามาเที่ยวบ้านสวนของก้านไม้อีกครั้ง เมื่อเรื่องงานลงตัวไม่มีอะไรน่าห่วง เขาและเมียเด็กจึงพากันแพ็กกระเป๋าแล้วออกเดินทางมากันแค่สองคน ปล่อยให้เมฆคอยจัดการดูแลเรื่องงานเล็กๆ น้อยๆ เมื่อมาถึงบ้านของก้านไม้ ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ต่างยินดีต้อนรับแขกคนสำคัญด้วยสีหน้าปิติยินดี “ของฝากครับ” “ไม่เห็นต้องลำบากเลยลูก แต่ก็ขอบใจนะ” แม่แก้วส่งยิ้มเจือความอบอุ่นใจดี เด็กๆ สองคนนี้ก็เปรียบเหมือนลูกหลานของหล่อน พูดคุยกันต่ออีกสักพัก ถามไถ่ข่าวคราวทุกข์สุขความเป็นอยู่จนพอใจ ถึงเวลาที่ก้านไม้และลูกน้องจะต้องตามลุงเอกเข้าสวน มาร์ตินจึงขอตามไปด้วยเพราะรู้สึกว่าเขาและก้านไม้คุยกันถูกคอมาก “เธออยู่กับพวกน้องๆ นะ” ก่อนไปก็ยังต้องรายงานคนเป็นเมียทุกครั้ง กลายเป็นความเคยชินเสียแล้ว ซาร่าห์พยักหน้าทั้งรอยยิ้มหวานให้เขา มาร์ตินโยกหัวทุยเล็กสองสามทีก็เดินตามพวกก้านไม้ออกไปขึ้นรถกระบะ “หนูพาพี่ซาร่าห์ไปนั่งเล่นในสวนก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่เอาขนมตามไปให้” แม่แก้วบอกกับลูกสาวทั้งสองคน รวมไปถึงกระถินเด็กข้างบ้าน ทุกวันนี้แทบจะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวหล่อนอยู่แล้ว
ซาร่าห์ไม่เคยลงสระที่ลึกขนาดนี้มาก่อน เธอจำได้ว่าตอนไปภูเก็ต ระดับน้ำในสระแค่หน้าอก แต่สระน้ำอันนี้พ้นหัวเธอไปมากจนหญิงสาวที่พยายามตะเกียกตะกายว่ายน้ำขึ้นมาเอาอากาศหายใจเหนื่อยมากขึ้นทุกที ใกล้จะหมดแรงเต็มทน สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความแตกตื่นตกใจให้กับแขกสองสามคนที่บังเอิญผ่านเข้ามาเจอและรีบนำเรื่องนี้ไปบอกมาร์ตินว่าเมียเขานั้นกำลังแย่มากแค่ไหน ชายหนุ่มตกใจผุดลุกจากเก้าอี้ในทันที เพื่อนๆ ของเขาก็พลอยเป็นไปด้วย รีบพากันมายังที่เกิดเรื่องจนได้เห็นว่ามีการ์ดของพี่หิรัญกระโดดลงไปช่วยซาร่าห์แล้ว เรียกได้ว่าทันเวลาพอดีเพราะขืนนานกว่านี้ซาร่าห์คงสำลักน้ำแล้วก็ต้องจมดิ่งสู่ก้นสระเพราะหมดแรงและหมดลมหายใจแน่นอน “ซาร่าห์..ไหวมั้ย ค่อยๆ นะ” “แค่กๆ อึก…เฮีย~” เธอกลืนน้ำไปตั้งหลายอึก เกือบจะได้ตายเป็นผีเฝ้าสระแล้วจริงๆ ซาร่าห์โผเข้ากอดสามีด้วยแววตาแดงรื้น เขาลูบหัวกอดปลอบภรรยาเรียกขวัญกลับเข้าตัว ในใจนั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่ชะล่าใจไม่ตามซาร่าห์มาด้วยกันจนน้องต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ “มีคนบอกว่าซาร่าห์โดนผลัก ใครเป็นคนทำ..” เสียงเข้มดุดันที่ถามออกไปเป็นของคิเรย์ กลุ่มแก๊งที่มีเรื่องกับซาร่าห์
มาร์คัสเดินนำจริงใจมาที่รถของเขา ยิ่งห่างออกมาจากงานมากเท่าไร สภาพแวดล้อมแถวนี้ก็ยิ่งเงียบมากยิ่งขึ้น ผิดกับเด็กสาวที่โพรงอกเต้นกระหน่ำทุกๆ จังหวะก้าวย่าง ในหัวก็จินตนาการไปต่างๆ นาๆ ว่าเขาจะทำอะไรกับเธอบ้าง “นี่รองเท้า..เปลี่ยนซะ” มาร์คัสส่งรองเท้าผ้าใบให้เด็กสาว มันแปลกตรงที่ไซซ์รองเท้าพอดีเป๊ะกับเท้าของจริงใจนี่แหละ “ขอบคุณนะคะ” เธอยิ้มออกมาด้วยความสบายใจ รองเท้านุ่มๆ ไม่ได้ทำให้เธอเจ็บเท้าอีกแล้ว แต่ปัญหาใหม่ก็ตามมาอีก เมื่อลมวูบใหญ่พัดผ่านเข้ามาต้องร่างกาย จริงใจรู้สึกหนาวกว่าปกติอาจจะด้วยชุดเปลือยไหล่ที่เธอสวมใส่ ขนลุกซู่จนต้องกอดตัวเองแก้หนาว มาร์คัสเห็นทุกอาการของคนตัวเล็ก แล้วก็อ่านออกหมดว่าจริงใจเป็นอะไร “ขยับมานี่” “คุณจะทำอะไรคะ ถะ..ถอดเสื้อทำไม” ก้าวขาถอยหนีอัตโนมัติจนคนตัวสูงส่ายหน้าไปมากับความขี้ระแวงของเธอ “ฉันถอดเสื้อให้เธอเอาไปคลุมไหล่ จะได้ไม่หนาวแล้วก็ไม่ต้องบ่นว่าโป๊” “อ้อออ..” เธอลากเสียงยาว เกาหัวแก้เก้อกับความคิดลื่นไหลไปไกลของตัวเอง พอเห็นมาร์คัสจ้องด้วยสีหน้านิ่งๆ ก็ยิ้มแหยให้เขา “เธอคิดว่าฉันจะถอดเสื้อทำไมล่ะ หรือว่า..” ริมฝีปากหนาหยุดเพียง
คนในงานเยอะแยะเต็มไปหมดก็จริง แต่ส่วนใหญ่ล้วนกระจุกอยู่ในโซนที่จัดไว้ให้แขก สนุกสนานกับแสงสีเสียงและอาหารเครื่องดื่มไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้บางจุดของคฤหาสน์แลดูเงียบเชียบไปเลย แต่กระนั้นในเงามืด มุมอับลับสายตายังมีร่างสูงยืนควงแก้วไวน์เงียบๆ ซุ่มดูและฟังบทสนทนาของคนทั้งสองที่ลากแขนกันออกมาจากในงาน จับจ้องมองไม่วางตาดุจดั่งสายตาเหยี่ยวเล็งเป้าล็อกตัวเหยื่อ โดยที่เหยื่อตัวน้อยไม่อาจรู้ตัวว่าได้กลายเป็นคนในความสนใจของเขาไปแล้ว “เราไม่น่าใส่ชุดนี้มาเลย มันดูโป๊จริงๆ นะ” เสียงหวานใสพูดกับเพื่อนยังคงเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ สีหน้าแววตาก็ดูฝืนจนอึดอัดไปหมด “ในงานมีคนโป๊กว่าแกอีกจริงใจ เลิกกังวลได้แล้วน่า ชุดนี้ออกจะแซ่บ เหมาะกับแกจะตายไป” สตาร์จับเพื่อนพลิกหมุนซ้ายขวา “เนี่ย..สลัดลุคเฉิ่มเชยของแกไปเลย ทำไมยังไม่มั่นใจอีกห้ะ” “ก็มันไม่ชินนี่นา ปกติสตาร์ก็รู้ว่าเราใส่เสื้อผ้าแบบไหน” คนตัวเล็กยู่ปากตอบเพื่อนสาวด้วยสีหน้ากระเง้ากระงอดจนเพื่อนได้แต่ส่ายหน้าไปมา “นุ่งขาวห่มขาวพร้อมบวชชีน่ะเหรอ” สตาร์หัวเราะประชดในลำคอ มองบนให้กับความใจปลาซิวของเพื่อนที่แม้แต่จะแต่งตัวจัดเต็มทั้งที่ก็ยังมาม







