Masukห้าปีก่อน... เขาเลือกทิ้งเธอไปเพื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดของมาเฟีย ห้าปีต่อมา... เขาพร้อมจะลากเธอกลับลงมาสู่อ้อมกอดของปีศาจอีกครั้ง
Lihat lebih banyak"ทางช่องแจ้งมาแล้วนะคะคุณริต้า" ผู้จัดการฝ่ายผลิตเอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาภายในห้องทำงานขนาดเล็กของ รินลดา
เจ้าของห้องเงยหน้าขึ้นจากเอกสารตรงหน้า ใบหน้ารูปไข่ได้สัดส่วน ดวงตากลมโตฉายแววกังวลอย่างไม่อาจปิดบัง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ริมฝีปากบางเม้มแน่นราวกับกำลังกลั้นลมหายใจ รินลดา ภานุรัตน์ ทายาทรุ่นที่สามของบริษัท ดีดีวิดิโอ ที่ผลิตละครชื่อดังที่เคยสร้างผลงานเรตติ้งถล่มทลายมาแล้วนับร้อยเรื่อง ภายใต้การสังกัดช่องใหญ่ที่ใครต่างก็อยากร่วมงาน แต่เมื่อถึงวันที่เธอก้าวขึ้นมารับตำแหน่งบริหารแทนผู้เป็นแม่ กลับเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สื่อบันเทิงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ผู้คนเลิกเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ในช่วงไพรม์ไทม์ ละครภาคค่ำที่เคยเป็นความหวังหลัก เริ่มไม่ใช่อีกต่อไป รินลดายื่นมือไปรับเอกสารจากผู้จัดการฝ่ายผลิต พร้อมกับถอนหายใจยาวอย่างไม่รู้ตัว เธอดึงเอกสารออกจากซองสีน้ำตาล ก่อนจะกลั้นใจเปิดอ่านอย่างช้า ๆ ดวงตากลมสวยกวาดไปตามตัวอักษรทีละบรรทัด คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะเป็นเส้นตรง ยิ่งอ่าน อากาศในห้องก็ยิ่งอึดอัดราวกับมีอะไรมากดทับจนรู้สึกหายใจแทบไม่ออก เมื่ออ่านจบ รินลดาทิ้งเอกสารลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังเหมือนกับระบายความไม่พอใจ “ลดงบประมาณเหลือแค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์” รินลดาพูดประชด น้ำเสียงเรียบแต่แฝงความเจ็บแปลบ “ก็ไม่ต่างอะไรกับบอกให้เราเลิกผลิตละคร” ผู้จัดการฝ่ายผลิตซึ่งทำงานอยู่กับบริษัทมาตั้งแต่สมัยรุ่นแม่ของเธอได้แต่ถอนหายใจเงียบ ๆ หล่อนมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาหนักใจและชื่นชมในเวลาเดียวกัน รินลดาเรียนจบจากต่างประเทศ กลับมาช่วยผู้เป็นแม่ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้าบริษัท เธอเป็นคนเก่ง ปรับตัวไว และพาบริษัทฝ่าวิกฤตมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในวันที่ค่ายละครอื่นทยอยปิดตัวลงทีละแห่ง ดีดีวิดีโอ ยังยืนหยัดอยู่ได้ ก็เพราะผู้หญิงคนนี้ หญิงสาวยกมือขึ้นบีบขมับของตัวเองช้า ๆ ราวกับพยายามคิดหาทางออกให้กับวิกฤตในครั้งนี้ "เราคงไปต่อกับช่องไม่ได้แล้ว" รินลดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นราบ นิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่าทางของคนที่กำลังชั่งน้ำหนักทุกทางเลือกอย่างหนัก แต่ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา หัวใจก็วูบไหวอย่างห้ามไม่อยู่ ค่ายละครที่คุณยายของเธอสร้างขึ้นมากว่าสี่สิบปี เติบโตเคียงข้างช่องมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ผ่านมือแม่ ก่อนจะมาถึงเธอ และสุดท้าย มันกำลังจะต้องมาจบลงที่รุ่นของเธอเอง "คุณริต้าจะยกเลิกสัญญากับทางช่องหรือคะ" รินลดาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงที่ตอบกลับมาเย็นราบจนแทบไม่มีอารมณ์ "ถึงเราไม่ยกเลิก ทางช่องก็ไม่อยากให้เราทำละครให้แล้ว" เธอถอนหายใจยาว ราวกับปล่อยความอัดอั้นทั้งหมดออกมาพร้อมลมหายใจนั้น "แล้วคุณริต้าจะทำยังไงคะ...หรือเราจะปิดค่ายเหมือนค่ายคุณอี๊ด" คำถามนั้นแทงลึกลงกลางใจ รินลดากัดริมฝีปากล่างแน่น ความเจ็บแล่นวูบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ค่ายละครของแม่อี๊ด ค่ายใหญ่ที่เคยผลิตละครให้ช่องไม่ต่างจากค่ายของเธอ เพิ่งประกาศปิดบริษัทลงอย่างเป็นทางการ คนที่เติบโตมากับค่ายนั้นต่างใจหาย แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า มันไปต่อยากเหลือเกินในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ โฆษณาขายแทบไม่ได้ ช่องใหญ่ ๆ ทยอยปลดพนักงานออก จนแทบไม่เหลือคนทำงานเต็มระบบ และค่ายของเธอเอง ก็ไม่ได้ต่างกันนัก รินลดาหลุบตามองโต๊ะทำงาน ในหัวผุดตัวเลขขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้บริษัทของเธอมีพนักงานที่ยังทำงานอยู่จริง ๆ ไม่ถึงห้าสิบชีวิต ทุกคนฝากความหวังทั้งหมดไว้กับการตัดสินใจของเธอเพียงคนเดียว "ไม่ค่ะ เราจะไม่ปิดค่ายเด็ดขาด" รินลดาประกาศ น้ำเสียงหนักแน่น "เราแค่ต้องปรับตัวเท่านั้น" เธอเงยหน้าขึ้น สายตามุ่งมั่นไร้ความลังเล ประหนึ่งตัดสินใจได้แล้วว่าจะไม่ยอมปล่อยให้สิ่งที่ครอบครัวสร้างมากว่าสี่สิบปีต้องพังลงต่อหน้าต่อตา ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หญิงสาวในชุดสูทแบรนด์ดังของไทยก้าวออกมาจากห้องประชุม สายตากลมโตพราวระยับเมื่อมองเห็นโลโก้ของช่องที่ค่ายละครของเธอสังกัดอยู่มายาวนาน หลังจากตัดสินใจว่าจะยังเดินหน้าต่อกับช่อง พร้อมกับเปิดรับงานผลิตละครให้กับแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นควบคู่กันไป รินลดาจึงเข้ามาพบผู้อำนวยการฝ่ายผลิตละครด้วยตัวเอง เธอพูดตรงไปตรงมา ค่ายของเธอจะยังผลิตละครให้ช่อง ภายใต้งบประมาณและเงื่อนไขที่ช่องกำหนด แต่ในขณะเดียวกัน เธอต้องการให้บริษัทสามารถรับงานจากแพลตฟอร์มอื่นได้ด้วย เพื่อความอยู่รอดขององค์กร ในช่วงแรก ผู้บริหารของช่องไม่เห็นด้วย พวกเขาไม่ต้องการให้ค่ายละครที่สังกัดอยู่ไปผลิตผลงานให้กับที่อื่นพร้อมกัน แต่เมื่อรินลดายื่นข้อเสนอที่ทำให้ช่องได้ประโยชน์มากกว่าสูญเสีย ข้อเสนอที่พวกเขาไม่อาจปฏิเสธได้ ท้ายที่สุด ช่องก็ยอมเปิดทางให้เธอเดินต่อในแบบที่ต้องการ "คงต้องหาสปอนเซอร์เจ้าใหญ่" รินลดาเปรยกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงเรียบนิ่ง ผู้ผลิตละครสาวสั่งการให้ทีมโฆษณานัดเจรจากับนายทุนรายใหญ่ที่แสดงความสนใจ พร้อมยินดีออกทุนให้กับการผลิตละครแนวตั้งเรื่องแรกของค่าย ในขณะเดียวกัน รินลดาแจ้งกับครอบครัวถึงความจำเป็นในการเปิดแนวละครใหม่ แม้ในประเทศไทยจะยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่ตลาดต่างประเทศกลับเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มว่าจะบูมในไทยในไม่ช้า สายตาของนักธุรกิจสาวมองไปไกลกว่าปัจจุบัน เธอรู้ดีว่าหากไม่ลงแข่งตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อถึงวันที่ตลาดเปิดเต็มรูปแบบ ค่ายของเธออาจไม่มีที่ยืนเหลืออยู่ รินลดาต้องแข็งแกร่งให้ได้ ก่อนที่คู่แข่งจะตามทัน และการก้าวไปข้างหน้าในครั้งนี้ ต้องใช้เงินจำนวนมาก ทั้งงบการตลาด การโปรโมต และเงินลงทุนสำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันของบริษัทเอง "นายทุนรายใหญ่ที่นัดเจรจาเรื่องร่วมทุนกับเรา แจ้งมาว่าวันนี้ไม่สามารถเข้ามาที่บริษัทได้ค่ะ" นักศึกษาฝึกงานในแผนกการตลาดเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบา ราวกับไม่แน่ใจว่าควรพูดออกมาดีหรือไม่ รินลดาหยุดอ่านบทละครที่กำลังจะเปิดกล้องในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มือที่ถือเอกสารชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ผู้จัดละครสาวเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวในชุดนักศึกษา ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อเห็นแววตาตื่นตระหนกที่พยายามปิดไม่มิด "เกิดอะไรขึ้น ดาหวัน" เด็กสาวอึกอัก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "คือ..." “คืออะไร” "นายทุนบอกว่า เพิ่งเดินทางมาถึงเมืองไทยค่ะ แล้วก็ ยังไม่ได้เที่ยวเลย เลยขอเที่ยวก่อน” ห้องทำงานเงียบลงทันที รินลดานิ่งไป สายตาคมจ้องไปยังบทละครตรงหน้า แต่สมองกลับเริ่มประมวลผลบางอย่างที่ไม่เข้าที่ ผู้จัดละครสาวยังไม่ทันได้ใส่ใจกับรายละเอียดของนายทุนที่ติดต่อเข้ามามากนัก ระยะหลังเธอแทบไม่มีเวลาหายใจ นอกจากตรวจงบประมาณ และไล่ดูขั้นตอนสุดท้ายก่อนการเปิดกล้อง ค่ายของเธอต้องเดินหน้าพร้อมกันถึงสองโปรเจกต์ ละครภาคค่ำสำหรับช่องใหญ่ และละครแนวตั้งเรื่องแรกของค่าย ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ราวกับไม่มีช่องว่างให้พลาดแม้แต่นิดเดียว ส่วนดีลของนายทุน ข้อเสนอที่แลกเงินลงทุนก้อนใหญ่กับลิขสิทธิ์ละครแนวตั้งไปฉายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศตุรกี ถูกวางไว้ในลำดับรองอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้เธอจะรู้ดีว่านั่นคือดีลที่บริษัทกำลังต้องการที่สุดในตอนนี้ รินลดาหยุดนิ้วที่กำลังกดเครื่องคิดเลขลงชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น "นายทุนที่ว่านี่ บริษัทอะไรนะ"รินลดาอ้าปากค้าง สายตาจับจ้องผู้ชายตรงหน้าที่เธอเคยมอบทั้งหัวใจและร่างกายให้ ทั้งที่เขาทำเลวกับเธอ ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายทิ้งเธอไปแต่ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน เธอก็ยังบอกตัวเองให้เกลียดเขาไม่ได้...เกลียดสิ ฉันต้องเกลียดเขา...ผู้จัดละครสาวกัดริมฝีปากแน่นจนแทบรับรู้ถึงรสเลือด เธอทรุดลงนั่งที่โซฟาอย่างหมดแรง คำพูดของเขามันน่ารังเกียจมาก แต่แทนที่มือของเธอจะยกขึ้นตบหน้าเขา หัวใจกลับเต้นแรงอย่างน่าอับอายคอร์นีเลียสยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาคมกริบมองหยาดน้ำตาของผู้หญิงที่เขาเพิ่งประกาศความเป็นเจ้าของ ลมหายใจที่พยายามควบคุมให้สม่ำเสมอเริ่มสะดุด มือหนาทั้งสองข้างสอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกงขาสั้นลายต้นมะพร้าว กำมือแน่นจนเล็บจิกลงเนื้อ เขาขบกรามแน่นจนเป็นสัน ทั้งหมดก็เพื่ออดกลั้นความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นเขาเป็นมาเฟีย มีทั้งลูกน้องและศัตรูรายล้อม ความอ่อนไหวคือจุดอ่อน และจุดอ่อน จะทำให้เขาไม่มีที่ยืน"ยอมรับเถอะ ริต้า" คอร์นีเลียสเอ่ยเสียงเรียบ“คุณต้องการผม”รินลดาไม่รู้จะหาคำไหนมาด่าความหน้าด้านของผู้ชายตรงหน้า ถ้อยคำมากมายอัดแน่นอยู่ในอก แต่ไม่มีคำใดหลุดออกมา เธอเลือกที่จะเงียบ และสำหรับมาเฟียหนุ
คอร์นีเลียสยังคงดื่มด่ำกับไวน์ราคาแพง ไม่สนใจอารมณ์ของคนตรงหน้า ไม่ว่าใบหน้าของรินลดาจะโกรธจนแดงก่ำเพียงใด เขาก็ไม่แม้แต่จะเหลือบมองหญิงสาวกำมือแน่น พยายามระงับอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างยากเย็น เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า แฟนเก่าคนเดียวในชีวิต จะกลายมาเป็นผู้ชายที่ร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้"คอร์นีเลียส" รินลดาเอ่ยชื่อเขาอีกครั้ง เสียงต่ำลงกว่าเดิม เหมือนพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ระเบิดตอนนี้"ฉันต้องการกลับเข้าฝั่ง"คอร์นีเลียสวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะเหลือบสายตามองบอดี้การ์ดเพียงแวบเดียว เป็นสัญญาณสั้น ๆ ที่รินลดาไม่อาจเข้าใจ เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ร่างสูงใหญ่ของบอดี้การ์ดก็อันตรธานหายไป ราวกับรู้หน้าที่ดีว่า ควรจะอยู่ตรงไหนในช่วงเวลานี้ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง เขาหันกลับมามองดวงตากลมโตที่แดงก่ำด้วยความโกรธ ก่อนจะถอนหายใจยาว คล้ายเอือมระอาคนตรงหน้า"ผมห้ามคุณไม่ให้กลับเข้าฝั่งหรืออย่างไร" เขาเอ่ยเสียงเรียบ รินลดาอ้าปาก อ้าแล้วหุบ เธอไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหน หรือคำด่าไหนมาด่าคนตรงหน้า นอกจากกำมือแน่นอย่างเจ็บใจ "ริต้า" ชายหนุ่มเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างออกไป ริ
รินลดาเดินไปเดินมาในห้องทำงานของตัวเองอย่างกระสับกระส่าย หญิงสาวยกมือขึ้นมากัดเล็บโดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ในวันที่เธอเผชิญวิกฤตหนักที่สุดก็ตามหลังจากการไปพบนายทุนที่เธอคิดว่าจะเป็นทางรอดของบริษัท กลับกลายเป็นการเผชิญหน้ากับอดีตที่ควรหายไปตลอดกาลเธอปฏิเสธการร่วมงานกับเขา และตั้งใจจะหานายทุนรายใหม่ให้ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า มันแทบเป็นไปไม่ได้ตลอดหลายวันต่อมา รินลดายื่นข้อเสนอไปแทบทุกที่ และได้รับคำปฏิเสธกลับมาแทบทั้งหมด ไม่มีใครพร้อมรับความเสี่ยง ไม่มีใครอยากลงทุนกับโปรเจกต์ที่กำลังจะเปิดกล้องในเวลาจำกัดขนาดนี้การประชุมผู้บริหารของบริษัทจบลงด้วยมติเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ KN Production คือทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนี้ละครกำลังจะเปิดกล้อง และหากการเจรจาไม่จบลงภายในไม่กี่วัน ไม่ใช่แค่งานที่จะพังลง แต่พนักงานทุกคนที่ฝากชีวิตไว้กับการตัดสินใจของเธอ จะล้มตามกันไปทั้งหมดเหตุผลทั้งหมดนั้น ทำให้หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผู้จัดละครสาวต้องมาอยู่บนเรือยอชต์ส่วนตัวของ คอร์นีเลียสผืนน้ำกว้างสุดสายตาโอบล้อมเรือหรูที่แล่นไปอย่างช้า ๆ เขานั่งเอนหลังอ
"ทีน่า!"เสียงเรียกนั้นแทบจะกลายเป็นเสียงตะโกน และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงดนตรีเหมือนเงียบลงกะทันหันความเงียบถาโถมเข้ามา เสียงของรินลดาดังก้องไปทั่วห้อง สายตาทุกคู่หันมามองเป็นตาเดียว และบนโซฟาตัวยาวนั้น ผู้ชายที่เธอมาเพื่อพบ ยังคงเอนกายอยู่ที่เดิม ราวกับความวุ่นวายทั้งหมด ไม่ได้ทำให้เขาสนใจขึ้นมาแม้แต่น้อย"พี่ริต้า" ทีน่าเอ่ยเรียก พร้อมกับลุกขึ้นยืนตัวตรง อย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณ รอยยิ้มเมื่อครู่เลือนหายไปจากใบหน้า เหลือเพียงความตื่นตระหนก"พี่มาได้ยังไงคะ"รินลดานิ่งไป สายตาจับจ้องเด็กสาวตรงหน้า เด็กสาวที่เธอรู้จักดี ทีน่า นางเอกดาวรุ่งที่กำลังมาแรงที่สุดในเวลานี้ เด็กปั้นที่ค่ายของรินลดาเป็นคนผลักดันขึ้นมาด้วยสองมือ ในวันที่ช่องต้องการนางเอกหน้าใหม่ ค่ายของเธอคือคำตอบเดียวที่ทุกคนเลือกและวันนี้ เด็กคนนั้นกำลังอยู่ในอ้อมแขนของผู้ชาย ที่รินลดาจำเป็นต้องเรียกว่า "นายทุน"รินลดาไม่ตอบคำถามของนางเอกดังตรงหน้า เธอเพียงเบือนสายตาไปยังผู้ชายที่เงยหน้ามองเธออยู่ก่อนแล้วในจังหวะที่สายตาสบกัน ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มจ้องกลับมา คิ้วหนาของเขาเลิกขึ้นเพียงเล็กน้อย คล้ายกำลังท้าทาย ริมฝีป