หน้าหลัก / รักโบราณ / ปริศนาชะตาชายารัก / บทที่8 ปาฏิหาริย์เจ็ดปี

แชร์

บทที่8 ปาฏิหาริย์เจ็ดปี

ผู้เขียน: มี่เยี่ยน
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-12-19 12:04:34

ไม่นานนัก เหยาจิ้นทงและเหอเหมียวลี่ก็มาถึงหน้าเรือนพำนักของเหยาหลิงเจิน ทั้งสองยืนมองประตูด้วยความรู้หลากหลาย แต่ก็ยังไม่เข้าไป จนกระทั่งเหยาจิ้นอวี๋และเหยาหมิงมาถึง  

“ท่านพ่อ ท่านแม่” เหยาหมิงร้องเรียกบิดามารดา แล้วเดินปรี่เข้ามา “เจินเอ๋อร์ คืนสติแล้วจริงหรือขอรับ”

“แม่กับพ่อของเจ้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น” เหอเหมียวลี่ตอบบุตรชายเสียงเครือ

“ในเมื่อพวกเรามาพร้อมหน้ากันแล้ว ก็เข้าไปดูให้เห็นกับตาเถิดขอรับ” เหยาจิ้นอวี๋พูดพลางมองประตูเรือนของน้องสาวคนเล็กอย่างมีความหวัง

เหยาจิ้นทงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วสั่งให้เหยาปิงไปเปิดประตูเรือน จากนั้นพวกเขาทุกคนก็เดินตามนางเขาไปด้านในด้วยหัวใจระทึก

พวกเขาหยุดชะงักที่หน้าประตูทันที เมื่อได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่รุนแรงจนน่าคลื่นไส้ แต่ไม่มีใครสนใจกลิ่นนั้นอีกต่อไป เมื่อสายตาของทุกคนจับจ้องไปที่บุตรสาวคนเล็กของตระกูล

เหยาหลิงเจินยังคงนั่งอยู่บนเตียงอย่างสงบ นางเงยหน้าขึ้นมองครอบครัวด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวากว่าครั้งใด

เหอเหมียวลี่พลันร้องไห้โหออกมาอย่างไม่อาจควบคุมอารมณ์ นางทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างบุตรสาว ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจและห่วงหา

“เจินเอ๋อร์ ลูกแม่” นางเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของบุตรสาวอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงของนางสั่นเครือจนแทบจะจับใจความไม่ได้ “เจ้าสบตาแม่สิ... เจ้าจำแม่ได้ใช่หรือไม่”

เหยาจิ้นทงเดินเข้ามาใกล้ เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าของขุนนางผู้แข็งแกร่งเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความหวังที่ฟื้นคืน

“เจินเอ๋อร์ ลูกจำพ่อได้ไหม” เขาถามเสียงพร่า น้ำตาเอ่อคลอเบ้าอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนในชีวิต

หลิวรุ่ยหลินรู้ดีว่านี่คือการแสดงครั้งสำคัญ นางพยักหน้าเล็กน้อยอย่างอ่อนโยน พร้อมกับยิ้มตอบบางเบา รอยยิ้มนั้นบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความอ่อนโยนของบุตรีที่รักบิดามารดา

“ท่านพ่อ... ท่านแม่...” เสียงเรียกแผ่วเบาและอ่อนแรง แต่ชัดเจนในโสตประสาทของทุกคนในห้อง

เหยาจิ้นอวี๋และเหยาหมิงที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างก็มองหน้ากันด้วยความตกตะลึง จากนั้นพี่ชายทั้งสองก็รีบเข้ามาโอบกอดน้องสาวด้วยความตื้นตันจนไม่อาจซ่อนไว้ได้

“เจินเอ๋อร์ น้องกลับมาแล้วจริงๆ สวรรค์มีตา” เหยาจิ้นอวี๋พึมพำเสียงสั่น

“เจ้าจำพวกพี่ได้ใช่หรือไม่ ไม่สิ เจ้าต้องจำได้อยู่แล้ว” เหยาหมิงหยิกแก้มน้องสาวของตนเบาๆ อย่างที่เคยทำตอนนางเป็นเด็ก

“พี่ใหญ่... พี่รอง” นางเรียกขานพวกเขาอย่างถูกต้อง

น้ำเสียงและรอยยิ้มของนางเป็นสิ่งที่ยืนยันทุกสิ่ง

บุตรีคนเล็กของตระกูลเหยากลับมาแล้ว

ทุกคนต่างรับรู้ว่า นี่ไม่ใช่การฟื้นจากอาการป่วยธรรมดา แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่จวนเจิ้นหนิงโหวรอคอยมานานถึงเจ็ดปี

ผ่านไปครู่ใหญ่ เหยาจิ้นทงควบคุมสติกลับคืนมาได้แล้ว แม้ดวงตาจะยังแดงก่ำจากการหลั่งน้ำตา ก็รีบสั่งการอย่างเร่งด่วน

“ใครก็ได้ ไปตามท่านหมอจางมาที่นี่โดยเร็วที่สุด บอกเขาว่าบุตรสาวของข้าได้ฟื้นสติแล้ว”

“จัดการทำความสะอาดห้องนี้ด้วย” เหอเหมียวลี่ออกคำสั่ง สาวใช้ที่ติดตามมาก็รีบช่วยกันจัดการร่องรอยของปัสวะและสิ่งปฏิกูลที่นองอยู่บนพื้นห้อง

ไม่นานนัก ท่านหมอจาง ผู้ซึ่งเป็นหมอเทวดาฮ่องเต้ทรงแนะนำให้ ก็มาถึงเรือนคุณหนูสี่ด้วยท่าทางประหลาดใจอย่างที่สุด ท่านหมอจางเป็นบุรุษสูงวัยที่มีหนวดเคราสีขาวสะอาดตา

 “ท่านหมอจาง ท่านดูสิ บุตรสาวของข้าฟื้นแล้ว” เหยาจิ้นทงรีบเข้ามาตอนรับหมอเทวดา เพราะคิดว่านี่คือผลแห่งความเพียรพยายามในการรักษามาหลายปีของผู้อาวุโส

ท่านหมอจางไม่ได้กล่าวอันใด เพียงเดินตรงไปที่เตียงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนั่งลงข้างๆ และเริ่มตรวจชีพจรของเหยาหลิงเจินด้วยความละเอียดถี่ถ้วน

หลิวรุ่ยหลินรู้ดีว่าไม่อาจหลอกผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้ แต่นางก็จงใจระงับพลังปราณภายในทั้งหมดไว้ เพื่อให้ชีพจรเต้นอย่างสงบเสงี่ยมที่สุด

ท่านหมอจางตรวจชีพจรอยู่นานเกือบครึ่งเค่อ ก่อนจะปล่อยมือจากข้อมือของนาง แล้วเงยหน้าขึ้นมองทุกคนในห้อง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบใจอย่างยิ่ง

“ชีพจรของนาง... แข็งแรงขึ้นอย่างมาก แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอจากการไม่ค่อยได้ใช้งานมานานหลายปี แต่ความสับสนและอาการทางจิตใจที่บกพร่องเรียกได้ว่าแทบจะเป็นปกติ... ตอนนี้คุณหนูสี่กลับมาแล้วจริงๆ” ท่านหมอจางประกาศก้องด้วยใบหน้ายินดี

“ดี... ดีมาก” ท่านโหวกล่าวอย่างตื่นเต้น แล้วเดินไปจับมือของหมอจางไว้แน่น “ท่านหมอจาง ขอบคุณท่านมากที่รักษาบุตรสาวของข้ามานานถึงเจ็ดปี! ความดีความชอบนี้ ท่านโหวผู้นี้จะไม่มีวันลืมเลือน!”

ท่านหมอจางรีบโค้งคำนับเล็กน้อย “ท่านโหวกล่าวเกินไปแล้ว ข้าน้อยขอพูดตามตรงว่า ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ข้าน้อยก็ไม่มั่นใจในอาการของคุณหนูสี่เลย ได้แต่ให้การรักษาตามตำราและดูแลอย่างดีที่สุดมาตลอด วันนี้ที่คุณหนูฟื้นคืนสติและตอบโต้ได้อีกครั้ง นับว่าสวรรค์มีเมตตามากกว่า”

คำพูดที่อ่อนน้อมและจริงใจของท่านหมอจางทำให้เจิ่นหนิงโหวและฮูหยินยิ่งรู้สึกซาบซึ้ง

เหยาจิ้นทงสั่งให้บุตรชายไปจัดเตรียมทองคำ พร้อมด้วยสมุนไพรบำรุงหายาก เพื่อมอบให้เป็นรางวัลตอบแทนแก่ความเพียรพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาของท่านหมอจาง

ในขณะที่ทุกคนกำลังยินดีกับการฟื้นคืนสติและท่านหมอจางกำลังให้คำแนะนำด้านอาหารบำรุงอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่เบาลงอย่างระมัดระวังก็ดังมาจากด้านนอกประตู

เหยาซานและเหยาซื่อในชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน แต่ใบหน้ายังคงซีดเผือดและหวาดกลัว ค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ พวกนางก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตาใคร แม้แต่กลิ่นกายของพวกนางก็จะยังมีกลิ่นสบู่ปนกับกลิ่นฉุนติดจมูกอยู่บ้าง

ทันทีที่เห็นสภาพของบุตรสาวที่ลุกขึ้นนั่งบนเตียงได้จริง ๆ และเรียกขานบิดามารดาด้วยความรัก เหยาซานและเหยาซื่อก็ทรุดตัวลงคุกเข่าทันทีด้วยความตื่นตระหนก!

ความกลัวว่าผีจะเข้าสิงได้แปรเปลี่ยนเป็นความกลัวว่าความผิดที่พวกนางละเลยเจ้านายตลอดเจ็ดปีจะถูกเปิดโปงออกมาอย่างสมบูรณ์

หลิวรุ่ยหลินซึ่งถูกฮูหยินกอดประคองอยู่บนเตียงเหลือบตาขึ้นมองสาวใช้ทั้งสองอย่างเยือกเย็น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเมื่อครู่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาอย่างที่สุด

คราวนี้ก็ถึงเวลาต้องจัดการสองคนนี้อย่างเด็ดขาดแล้ว

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 75 มาเป็นชายาของเปิ่นหวางก็สิ้นเรื่อง

    หลิวรุ่ยหลินเหลือบมองร่างสูงโปร่งของมู่หย่งฉีที่ยืนค้ำโต๊ะทำงานของนางอยู่ แสงเทียนที่วูบไหวสะท้อนให้เห็นเสี้ยวหน้าคมคายที่ดูหล่อเหลาราวกับภาพวาด ทว่าความกวนประสาทที่แฝงอยู่บ่อยครั้งทำให้นางอดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงเบาพอให้เขาได้ยิน“แล้วที่บอกว่าไปเจอสิ่งที่น่าสนใจกว่า... จะมีอะไรน่าสนใจไปกว่าอ๋องหล่อที่ชอบปีนเข้าห้องคนอื่นเล่า ผิวพรรณบนใบหน้าท่านหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก แต่ก็มองได้ทั้งวันไม่มีเบื่อหรอก” นางแสร้งทำตาใสซื่อขัดกับคำพูดที่ค่อนแคะเรื่องความหน้าทนของเขาอย่างจงใจ“มองข้าได้ทั้งวันไม่เบื่อจริงหรือ?” มู่หย่งฉีไม่ได้โกรธเคือง ซ้ำยังกระซิบถามพลางโน้มกายลงมาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากดวงหน้านวล แววตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของนางที่วูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาสวมรอยเป็นคุณหนูผู้โง่เขลาเช่นเดิม มือหนาเอื้อมไปหยิบพู่กันที่เลอะหมึกออกจากมือของนางอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าความเงอะงะของนางจะทำให้หมึกเปื้อนไปมากกว่านี้“หากมองได้ไม่เบื่อ เช่นนั้นข้าจะอยู่ให้เจ้ามองจนคัดตำรานี่เสร็จดีหรือไม่... จะได้ช่วยดูด

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 74 เซี่ยมู่หยาง

    ในเรือนรับรองส่วนตัวอันเงียบสงัดห่างจากย่านการค้าของเมืองหลวง กลิ่นกำยานไม้หอมลอยอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง เซี่ยมู่หยางในชุดคลุมสีครามเข้มดูเคร่งขรึมและสง่างาม เขากำลังนั่งพิจารณารายงานธุระของสำนักอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้ตัวยาว ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยการก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบของศิษย์ในสำนักผู้หนึ่ง“รองเจ้าสำนัก... มีเรื่องด่วนขอรับ!”เซี่ยมู่หยางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองลูกศิษย์ที่ดูตื่นตระหนกผิดปกติ “มีอะไร? ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่ายามอยู่ที่เมืองหลวงให้ทำตัวสำรวม อย่าได้เอะอะไป”“ขออภัยขอรับ แต่เรื่องนี้สำคัญมาก...” ศิษย์ผู้นั้นกระซิบเสียงสั่น “เมื่อครู่ข้าไปสืบข่าวที่ตลาดมืด และได้พบสตรีผู้หนึ่ง นางถูกพวกนักเลงรุมล้อม ทว่านางกลับใช้เพียงพัดจีบในมือ จัดการพวกมันจนสิ้นท่าภายในพริบตาขอรับ!”เซี่ยมู่หยางขมวดคิ้วแน่นพลางวางพู่กันในมือลง “วิชาพัดมีอยู่ทั่วไปในแผ่นดิน แค่สตรีใช้พัดปกป้องตัวมันแปลกตรงไหน?”“แต่นาง... นางใช้ท่วงท่าอสนีสะบั้นของสำนักเ

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 73 น้ำตาลปั้นแสนขม บทลงโทษจากกัวรั่วชิง

    ภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ โจรร่างโตก็นอนกองอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ สตรีตรงหน้าไม่ได้ฆ่าพวกมัน แต่กลับตัดหนทางขัดขืนด้วยวิชาที่เยือกเย็นที่สุดหลิวรุ่ยหลินยืนนิ่ง แววตาเย็นชากวาดมองกองดำๆ สามกองบนพื้น พลางปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากจุดนั้นมุ่งหน้ากลับไปยังถนนกลางโดยที่นางไม่ทันสังเกตเห็น... ที่มุมตรอกฝั่งตรงข้าม มีศิษย์สำนักอสนีเมฆาผู้หนึ่งที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เดิมทีเขากำลังจะชักกระบี่ออกไปช่วยเหลือสตรีที่ดูบอบบางนางนั้น ทว่ากลับต้องชะงักค้างอยู่กับที่ด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นท่วงท่าพัดเมื่อครู่ แม้พลังทำลายจะเบาบางและไร้ลมปราณที่กล้าแกร่ง ทว่าร่องรอยและจังหวะการเคลื่อนไหวนั้นกลับดูคล้ายคลึงกับกระบวนท่าลับที่มีเพียงคนในระดับสูงของสำนักเท่านั้นที่จะรู้จักเมื่อตั้งสติได้ ศิษย์ผู้นั้นก็รีบเร้นกายหายไปในฝูงชนทันที เพื่อมุ่งหน้ากลับไปรายงานข่าวประหลาดนี้แก่เซี่ยมู่หยาง รองเจ้าสำนักที่เพิ่งมาเยือนเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน.........................................ทางด้านตลาดกลา

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 72 เรื่องน่าสงสัย และคนที่ได้ผลประโยชน์

    เซี่ยมู่หยางเป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถจนเกือบจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ทว่าด้วยปูมหลังที่มารดาเคยเป็นคนของพรรคมารมาก่อน อาจารย์จึงตัดสินใจเลือกหลิวรุ่ยหลินผู้สมบูรณ์แบบและไร้ตำหนิขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน“ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ ข่าวลือที่หลุดมาจากคนใกล้ชิดในเรือนรับรอง” หลงจู๊แค่นยิ้ม “หลิวรุ่ยหลินถึงขั้นเอ่ยปากว่า ยินดียกตำแหน่งเจ้าสำนักอสนีเมฆาให้เซี่ยมู่หยางเป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ ส่วนนางขอเพียงได้เป็นฮูหยินเคียงข้างเขาเท่านั้น”“เจ้าว่าอะไรนะ!”“นังหนู เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก” หลงจู๊เฒ่าหัวเราะหึๆ “ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมว่าความรักจะทำให้สตรีน้ำแข็งอย่างเจ้าสำนักหลิวเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้”หลิวรุ่ยหลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบงันไปชั่วขณะหลังจากได้ยินคำว่า ‘ฮูหยินของเซี่ยมู่หยาง’ ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง หัวใจของนางสับสนปนเปจนยากจะแยกแยะ...ศิษย์พี่เซี่ย... เป็นท่านอย่างนั้นหรือ?ความทรงจำถึงศิ

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 71 ร้านตำราหมื่นอักษร

    หลิวรุ่ยหลินข่มความเจ็บปวดและความระแวงสงสัยเอาไว้ลึกสุดใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเร่งฝีเท้าผ่านร้านสมุนไพร ‘ร้อยราก’ ของพรรคหมื่นอสรพิษ และร้าน ‘เข็มเงา’ ของสำนักเงาจันทราไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายของนางในตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่ที่ข้อมูลจะไม่ถูกบิดเบือนด้วยความภักดีหรือการหลอกลวงท้ายตรอกที่แสงไฟริบหรี่ที่สุด คือที่ตั้งของร้านตำราเก่าคร่ำคร่าแห่งหนึ่ง...หลิวรุ่ยหลินหยุดยืนอยู่ที่หน้า ‘ร้านตำราหมื่นอักษร’ ร้านเล็กๆ ที่ดูทรุดโทรมและเงียบเหงาจนแทบกลืนหายไปกับเงามืดท้ายตรอก กลิ่นกระดาษเก่าหม่นและน้ำหมึกแห้งกรังลอยมาปะทะจมูกทันทีที่นางก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ภายในอัดแน่นไปด้วยชั้นตำราที่วางเรียงรายสูงตระหง่านจนถึงเพดาน บดบังแสงสว่างริบหรี่จากภายนอกจนแทบหมดสิ้นที่หลังโต๊ะไม้ตัวหนาซึ่งเต็มไปด้วย กองตำราและแท่นหมึก ชายชราผู้หนึ่งนั่งขดตัวอยู่ใต้ชุดคลุมสีเทาซีด ดวงตาของเขาปิดสนิท ทว่ามือผอมแห้งกลับขยับดีดลูกคิดรางไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า...ต๊อก... แต๊ก...หลิวรุ่ยหลินกวาดสายตามองไปบนชั้นวางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตำ

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 70 ก้าวสู่ตรอกฉางอิ่งหูถง

    เบื้องหน้าของหลิวรุ่ยหลินคือปากทางเข้าตรอกฉางอิ่งหูถง สถานที่ซึ่งดูราวกับเส้นทางสู่กองขยะหรือแหล่งเสื่อมโทรมที่ถูกลืมเลือน ผนังอิฐทั้งสองข้างผุพังจนเห็นเนื้อในสีเทาหม่น คราบตะไคร่น้ำหนาเตอะเกาะกินตามรอยแตก กลิ่นเหม็นอับความชื้นและซากปรักหักพังโชยมาปะทะจมูก จนคนทั่วไปเพียงแค่เดินผ่านก็ต้องรีบยกมือปิดป้องและเร่งฝีเท้าจากไปทว่าสำหรับอดีตเจ้าสำนักผู้โชกโชน นางรู้ดีว่านี่คือ ‘เปลือกนอก’ ที่ถูกจงใจสร้างขึ้นเพื่อคัดกรองผู้มาเยือนนางก้าวเท้าเข้าสู่ทางเข้าที่มืดมิดและแคบชันอย่างไม่ลังเล กระทั่งผ่านพ้นโค้งหักศอกที่สาม บรรยากาศรอบกายก็พลิกเปลี่ยนไปราวกับก้าวข้ามสู่โลกอีกใบหนึ่ง ความเงียบงันมลายหายไป แทนที่ด้วยเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แสงแดดอุ่นของฤดูใบไม้ผลิถูกปิดกั้นด้วยหลังคาที่ยื่นออกมาบดบังจนเหลือเพียงแสงสลัวจากโคมกระดาษสีแดงขุ่นที่แขวนเรียงรายตลอดแนวทางเดิน แสงไฟสีชาดเหล่านั้นสะท้อนกับละอองไอจางๆ ในอากาศ เผยให้เห็นเงาร่างของผู้คนในชุดรัดกุม บ้างสวมงอบสานใบกว้างปิดบังใบหน้า บ้างใช้ผ้าแพรคลุมโฉมมิดชิด ทุกย่างก้าวที่สวนทางล้วนแฝงไ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status