Masukไม่นานนัก เหยาจิ้นทงและเหอเหมียวลี่ก็มาถึงหน้าเรือนพำนักของเหยาหลิงเจิน ทั้งสองยืนมองประตูด้วยความรู้หลากหลาย แต่ก็ยังไม่เข้าไป จนกระทั่งเหยาจิ้นอวี๋และเหยาหมิงมาถึง
“ท่านพ่อ ท่านแม่” เหยาหมิงร้องเรียกบิดามารดา แล้วเดินปรี่เข้ามา “เจินเอ๋อร์ คืนสติแล้วจริงหรือขอรับ”
“แม่กับพ่อของเจ้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น” เหอเหมียวลี่ตอบบุตรชายเสียงเครือ
“ในเมื่อพวกเรามาพร้อมหน้ากันแล้ว ก็เข้าไปดูให้เห็นกับตาเถิดขอรับ” เหยาจิ้นอวี๋พูดพลางมองประตูเรือนของน้องสาวคนเล็กอย่างมีความหวัง
เหยาจิ้นทงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วสั่งให้เหยาปิงไปเปิดประตูเรือน จากนั้นพวกเขาทุกคนก็เดินตามนางเขาไปด้านในด้วยหัวใจระทึก
พวกเขาหยุดชะงักที่หน้าประตูทันที เมื่อได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่รุนแรงจนน่าคลื่นไส้ แต่ไม่มีใครสนใจกลิ่นนั้นอีกต่อไป เมื่อสายตาของทุกคนจับจ้องไปที่บุตรสาวคนเล็กของตระกูล
เหยาหลิงเจินยังคงนั่งอยู่บนเตียงอย่างสงบ นางเงยหน้าขึ้นมองครอบครัวด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวากว่าครั้งใด
เหอเหมียวลี่พลันร้องไห้โหออกมาอย่างไม่อาจควบคุมอารมณ์ นางทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างบุตรสาว ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจและห่วงหา
“เจินเอ๋อร์ ลูกแม่” นางเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของบุตรสาวอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงของนางสั่นเครือจนแทบจะจับใจความไม่ได้ “เจ้าสบตาแม่สิ... เจ้าจำแม่ได้ใช่หรือไม่”
เหยาจิ้นทงเดินเข้ามาใกล้ เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าของขุนนางผู้แข็งแกร่งเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความหวังที่ฟื้นคืน
“เจินเอ๋อร์ ลูกจำพ่อได้ไหม” เขาถามเสียงพร่า น้ำตาเอ่อคลอเบ้าอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนในชีวิต
หลิวรุ่ยหลินรู้ดีว่านี่คือการแสดงครั้งสำคัญ นางพยักหน้าเล็กน้อยอย่างอ่อนโยน พร้อมกับยิ้มตอบบางเบา รอยยิ้มนั้นบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความอ่อนโยนของบุตรีที่รักบิดามารดา
“ท่านพ่อ... ท่านแม่...” เสียงเรียกแผ่วเบาและอ่อนแรง แต่ชัดเจนในโสตประสาทของทุกคนในห้อง
เหยาจิ้นอวี๋และเหยาหมิงที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างก็มองหน้ากันด้วยความตกตะลึง จากนั้นพี่ชายทั้งสองก็รีบเข้ามาโอบกอดน้องสาวด้วยความตื้นตันจนไม่อาจซ่อนไว้ได้
“เจินเอ๋อร์ น้องกลับมาแล้วจริงๆ สวรรค์มีตา” เหยาจิ้นอวี๋พึมพำเสียงสั่น
“เจ้าจำพวกพี่ได้ใช่หรือไม่ ไม่สิ เจ้าต้องจำได้อยู่แล้ว” เหยาหมิงหยิกแก้มน้องสาวของตนเบาๆ อย่างที่เคยทำตอนนางเป็นเด็ก
“พี่ใหญ่... พี่รอง” นางเรียกขานพวกเขาอย่างถูกต้อง
น้ำเสียงและรอยยิ้มของนางเป็นสิ่งที่ยืนยันทุกสิ่ง
บุตรีคนเล็กของตระกูลเหยากลับมาแล้ว
ทุกคนต่างรับรู้ว่า นี่ไม่ใช่การฟื้นจากอาการป่วยธรรมดา แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่จวนเจิ้นหนิงโหวรอคอยมานานถึงเจ็ดปี
ผ่านไปครู่ใหญ่ เหยาจิ้นทงควบคุมสติกลับคืนมาได้แล้ว แม้ดวงตาจะยังแดงก่ำจากการหลั่งน้ำตา ก็รีบสั่งการอย่างเร่งด่วน
“ใครก็ได้ ไปตามท่านหมอจางมาที่นี่โดยเร็วที่สุด บอกเขาว่าบุตรสาวของข้าได้ฟื้นสติแล้ว”
“จัดการทำความสะอาดห้องนี้ด้วย” เหอเหมียวลี่ออกคำสั่ง สาวใช้ที่ติดตามมาก็รีบช่วยกันจัดการร่องรอยของปัสวะและสิ่งปฏิกูลที่นองอยู่บนพื้นห้อง
ไม่นานนัก ท่านหมอจาง ผู้ซึ่งเป็นหมอเทวดาฮ่องเต้ทรงแนะนำให้ ก็มาถึงเรือนคุณหนูสี่ด้วยท่าทางประหลาดใจอย่างที่สุด ท่านหมอจางเป็นบุรุษสูงวัยที่มีหนวดเคราสีขาวสะอาดตา
“ท่านหมอจาง ท่านดูสิ บุตรสาวของข้าฟื้นแล้ว” เหยาจิ้นทงรีบเข้ามาตอนรับหมอเทวดา เพราะคิดว่านี่คือผลแห่งความเพียรพยายามในการรักษามาหลายปีของผู้อาวุโส
ท่านหมอจางไม่ได้กล่าวอันใด เพียงเดินตรงไปที่เตียงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนั่งลงข้างๆ และเริ่มตรวจชีพจรของเหยาหลิงเจินด้วยความละเอียดถี่ถ้วน
หลิวรุ่ยหลินรู้ดีว่าไม่อาจหลอกผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้ แต่นางก็จงใจระงับพลังปราณภายในทั้งหมดไว้ เพื่อให้ชีพจรเต้นอย่างสงบเสงี่ยมที่สุด
ท่านหมอจางตรวจชีพจรอยู่นานเกือบครึ่งเค่อ ก่อนจะปล่อยมือจากข้อมือของนาง แล้วเงยหน้าขึ้นมองทุกคนในห้อง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบใจอย่างยิ่ง
“ชีพจรของนาง... แข็งแรงขึ้นอย่างมาก แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอจากการไม่ค่อยได้ใช้งานมานานหลายปี แต่ความสับสนและอาการทางจิตใจที่บกพร่องเรียกได้ว่าแทบจะเป็นปกติ... ตอนนี้คุณหนูสี่กลับมาแล้วจริงๆ” ท่านหมอจางประกาศก้องด้วยใบหน้ายินดี
“ดี... ดีมาก” ท่านโหวกล่าวอย่างตื่นเต้น แล้วเดินไปจับมือของหมอจางไว้แน่น “ท่านหมอจาง ขอบคุณท่านมากที่รักษาบุตรสาวของข้ามานานถึงเจ็ดปี! ความดีความชอบนี้ ท่านโหวผู้นี้จะไม่มีวันลืมเลือน!”
ท่านหมอจางรีบโค้งคำนับเล็กน้อย “ท่านโหวกล่าวเกินไปแล้ว ข้าน้อยขอพูดตามตรงว่า ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ข้าน้อยก็ไม่มั่นใจในอาการของคุณหนูสี่เลย ได้แต่ให้การรักษาตามตำราและดูแลอย่างดีที่สุดมาตลอด วันนี้ที่คุณหนูฟื้นคืนสติและตอบโต้ได้อีกครั้ง นับว่าสวรรค์มีเมตตามากกว่า”
คำพูดที่อ่อนน้อมและจริงใจของท่านหมอจางทำให้เจิ่นหนิงโหวและฮูหยินยิ่งรู้สึกซาบซึ้ง
เหยาจิ้นทงสั่งให้บุตรชายไปจัดเตรียมทองคำ พร้อมด้วยสมุนไพรบำรุงหายาก เพื่อมอบให้เป็นรางวัลตอบแทนแก่ความเพียรพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาของท่านหมอจาง
ในขณะที่ทุกคนกำลังยินดีกับการฟื้นคืนสติและท่านหมอจางกำลังให้คำแนะนำด้านอาหารบำรุงอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่เบาลงอย่างระมัดระวังก็ดังมาจากด้านนอกประตู
เหยาซานและเหยาซื่อในชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน แต่ใบหน้ายังคงซีดเผือดและหวาดกลัว ค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ พวกนางก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตาใคร แม้แต่กลิ่นกายของพวกนางก็จะยังมีกลิ่นสบู่ปนกับกลิ่นฉุนติดจมูกอยู่บ้าง
ทันทีที่เห็นสภาพของบุตรสาวที่ลุกขึ้นนั่งบนเตียงได้จริง ๆ และเรียกขานบิดามารดาด้วยความรัก เหยาซานและเหยาซื่อก็ทรุดตัวลงคุกเข่าทันทีด้วยความตื่นตระหนก!
ความกลัวว่าผีจะเข้าสิงได้แปรเปลี่ยนเป็นความกลัวว่าความผิดที่พวกนางละเลยเจ้านายตลอดเจ็ดปีจะถูกเปิดโปงออกมาอย่างสมบูรณ์
หลิวรุ่ยหลินซึ่งถูกฮูหยินกอดประคองอยู่บนเตียงเหลือบตาขึ้นมองสาวใช้ทั้งสองอย่างเยือกเย็น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเมื่อครู่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาอย่างที่สุด
คราวนี้ก็ถึงเวลาต้องจัดการสองคนนี้อย่างเด็ดขาดแล้ว
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความเย็นสบายมาสู่แคว้นบรรณาการ ต้นไม้ในจวนเว่ยอ๋องผลัดใบเป็นสีส้มทองกว้างใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในจวนกลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเพราะยามนี้ หลิวรุ่ยหลินได้คลอดบุตรสาวตัวน้อย แก้วตาดวงใจของจวนอ๋องออกมาอย่างปลอดภัยแล้วทารกน้อยผู้มีผิวขาวผ่องแก้มชมพูระเรื่อ นามว่า มู่ซินอี๋ นางมีดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวเหมือนมารดา และมีรอยยิ้มพราวเสน่ห์เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยน ยามที่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าพระชายาคลอดท่านหญิง ต่างก็พากันจัดงานฉลองทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งยกย่องว่าทารกน้อยผู้นี้คือ “กุมารีสวรรค์” ที่นำความมั่งคั่งและความสงบสุขมาสู่แคว้นทว่าเบื้องหลังหน้ากากอ๋องเสเพลผู้โชคดี ยามนี้มู่หย่งฉีได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “บิดาเห่อลูก” ขั้นหนักชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด“จิงจื่อ เบาเสียงหน่อย อี๋เอ๋อร์ตัวน้อยของข้าเพิ่งจะหลับไป”เสียงเข้มกระซิบดุของมู่หย่งฉีดังขึ้นภายในเรือนพัก เขากำลังนั่งอยู่ข้างตั่ง อุ้มทารกน้อยตัวนุ่มฟูไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักมากไปเพียงนิด ร่างน้อยๆ นี้จะแตกสลายไปจิงจื่อถึงกับต
แดดในยามบ่ายของแคว้นเว่ยอบอุ่นกำลังดี สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาโชยผ่านกำแพงจวนเว่ยอ๋อง หากมองจากภายนอก จวนแห่งนี้ช่างดูสงบเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ราวกับเป็นสถานที่พักผ่อนของบุคคลผู้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานโดยแท้และนั่นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้…ณ หอสุราสดับลม หอสุราที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นบรรณาการบรรดาขุนนางและสายสืบจากเมืองหลวงที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้า ต่างพากันจับจองโต๊ะริมหน้าต่างชั้นสาม นั่งจิบชาพลางทอดสายตามองลงไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำนอกกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ที่ซึ่งข้ามถนนไปเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนที่นั่นปรากฏร่างของ เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อน หลวมกว้าง ร่างสูงโปร่งเอนกายทอดถอนใจอยู่บนตั่งยาวอย่างไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ในมือถือพัดขนนกโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขันทีคนสนิทอย่างจิงจื่อ คอยพัดวีกระพือลมและป้อนผลไม้ให้อย่างเอาอกเอาใจ“เฮ้อ… ชีวิตช่างว่างเปล่าจริงหนอ” น้ำเสียงเกียจคร้านของมู่หย่งฉีดังลอยขึ้นมาตามลม “จิงจื่อ ให้คนยกสุราดอกท้อชั้นดีมาอีกสองไห วันนี้ข้าจะนอนฟังดนตรีให้สบายใจ”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อขานรับเสียงดังฟังชัด พลา
หลังจากมู่หย่งฉีสั่งการให้บ่าวไพร่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง เขาก็ประคองหลิวรุ่ยหลินกลับเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัวอันกว้างขวางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายและเปิดอกคุยถึงวันข้างหน้าหลังจากนี้ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ มู่หย่งฉีนั่งลงบนเตียงกว้างพลางดึงร่างของภรรยาเข้ามานั่งบนตักหนา เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่บางลอบระบายลมหายใจยาวลึก ราวกับต้องการสลัดคราบของเว่ยอ๋องผู้แบกรับภาระหนักอึ้งในเมืองหลวงออกไปจนหมดสิ้น“เจินเจิน... เจ้าล่วงรู้เรื่องที่ข้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งแล้วใช่หรือไม่” มู่หย่งฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“ข้ารู้มานานแล้ว” หลิวรุ่ยหลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองอย่างหาตัวจับยาก ทว่าที่ต้องแสร้งทำตัวเหลวแหลกไร้สาระ เที่ยวเตร่ไปวันๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจอันโสมมในราชสำนัก เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและคนที่รัก”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความชาญฉลาดของสตรีในอ้อมกอด อ๋องหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางเอ่ยคำสัญญาสำคัญด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“สมกับเป็นภรร
เสียงล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างมั่นคง ทัศนียภาพของขุนเขาและม่านหมอกแห่งสำนักอัสนีเมฆาค่อยๆ เลื่อนลับหายไปเบื้องหลัง บรรยากาศภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกบุด้วยเบาะขนสัตว์หนานุ่มเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความหวานละมุนอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน มู่หย่งฉีที่แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างจากพิษบาดแผล ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับส่องประกายระยิบระยับลึกซึ้ง แขนแกร่งโอบประคองร่างบางของหลิวรุ่ยหลินเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังกกกอดแก้วตาดวงใจอันแสนเปราะบาง“หย่งฉี ท่านประคองข้าแน่นเกินไปแล้ว ข้ามิใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเสียหน่อย บาดแผลของท่านเองก็ยังสมานตัวไม่ดี หากขยับแรงจะอักเสบเอาได้” หลิวรุ่ยหลินเอ่ยทัดทานเสียงเบา ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาคอยเอาแต่จัดแจงท่านั่ง ประคบประหงม และป้อนน้ำป้อนขนมนางไม่หยุดหย่อนตลอดทาง“ไม่ได้... เจินเจินของข้าลำบากตรากตรำ นั่งเฝ้าข้าที่เรือนโอสถจนร่างกายซูบเซียวไปถึงเพียงนี้ ข้าเป็นสามีย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดี” มู่หย่งฉีกระซิบเสียงนุ่ม พลางก้มลงฝังจมูกโด่งสันลงบนแก้วนวลเนียนของภรรยาฟอดใหญ่อย่างแสนรัก “บาดแผลของข้าแค่นี้ไกลหัวใจนัก ได้ยาดีจากหมอ
วันต่อมาหลังจากอาการบาดเจ็บของมู่หย่งฉีเริ่มทรงตัวและพอจะขยับลุกนั่งได้บ้างโดยมีหลิวรุ่ยหลินคอยประคองดูแลอยู่ไม่ห่าง เว่ยอ๋องก็ตัดสินใจให้หวงเชียนเล่อไปเชิญตัวรองเจ้าสำนักเซี่ยมู่หยางเข้ามาพบภายในห้องรักษาหลัก เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งและสมเกียรติครืด...บานประตูเลื่อนออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดไว้อาลัยสีขาวของเซี่ยมู่หยางที่ก้าวเข้ามา แววตาของรองเจ้าสำนักยามนี้ยังคงมีความหม่นแสงทว่ากลับดูสงบนิ่งและปล่อยวางขึ้นมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งสองบนเตียงรักษา ก่อนจะหยุดลงที่มู่หย่งฉี“เห็นท่านฟื้นขึ้นมาได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ” เซี่ยมู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “บาดแผลของท่านเกิดจากคนของสำนักเรา ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง ทว่าแววตาของอ๋องหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยรังสีน่าเกรงขามอันสูงส่ง ชายหนุ่มขยับกายพิงหัวเตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจ “ท่านรองเจ้าสำนักเซี่ย เกรงใจไปแล้ว บาดแผลนี้เกิดจากกลุ่มกบฏและคนทรยศ หาใช่ความผิดของท่านไม่ อีกอย่าง... ยามนี้เรื่องราวคลี่คลายลงด้วยดี ข้าย่อมต้องขอบคุณท่านที่ช่วยปกป้องฮูหยินของข้าเอาไว้”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาเซี่ยมู
เว่ยอ๋องมู่หย่งฉีหาได้สนใจคำเตือนของนาง ข้าวของเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเขาก็มิได้นำพา ยามนี้ท่านอ๋องกระชับมือเรียวบางของภรรยาไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที นางจะอันตรธานหายไปดั่งภาพฝัน แววตาของอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งยามนี้ไม่มีแววหยอกเย้าเหลืออยู่ มีเพียงความสำนึกผิดและความรักอันท่วมท้นที่กักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป“เจินเจิน... ฟังข้าให้ดีนะ ข้าขอโทษ...” เว่ยอ๋องเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาคมเริ่มแดงระเรื่อ “ความจริงแล้ว... ในตอนนั้นข้ากำลังจะสั่งปล่อยตัวเจ้าจากการกักบริเวณอยู่แล้ว ข้าหาได้ตั้งใจจะกักขังเจ้าไว้ชั่วชีวิตไม่”หลิวรุ่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่คาดไม่ถึงจากปากสามี น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้จวนเจียนจะหยาดร่วง แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา นางจึงแสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ”“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเจ้าเดี๋ยวนี้” เว่ยอ๋องสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกและเล่าความจริงที่ติดค้างอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด “หลังจากข้าได้ฟังคำให้การจากเหล่าสาวใช้ และเรื่องราวใน
หลิวรุ่ยหลินรู้ดีว่าคนตรงหน้าคือเชื้อพระวงศ์ระดับอ๋อง หากเหยาปิงเรียกองครักษ์เข้ามา เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่กระทบต่อชื่อเสียงของจวนโหว ทั้งยังจะทำให้นางถูกผู้คนจับตามอง ซึ่งอาจกระทบแผนการในการรวบรวมเบาะแสเกี่ยวกับการตายของนางในชาติก่อนเอาได้ และที่สำคัญที่สุด ตอนนี้นางก็ยังไ
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเมฆามงคล เข้ามาภายในตำหนักส่วนตัวของเว่ยอ๋อง กลิ่นหอมจางๆ ของชาหลงจิ่งชั้นเลิศลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกำยานไม้หอม บรรยากาศภายในตำหนักดูผ่อนคลาย ทว่าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าคนสนิทที่เฝ้ารอคอยรายงานสำคัญมู่หย่งฉีในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายพยัคฆ์คาบแก้ว
มู่หย่งฉีหยุดยืนนิ่งราวกับถูกมนต์สะกด นัยน์ตาที่เคยปรือปรอยด้วยฤทธิ์สุรากลับเบิกกว้าง และจ้องมองทะลุม่านมุกเข้าไปด้วยความสนใจอย่างยิ่งยวดเขาหันไปโบกมือไล่จิงจื่อและข้ารับใช้เบาๆ“จิงจื่อ... เจ้ากับเถ้าแก่ไปรอเปิ่นหวางที่ห้องรับรองพิเศษชั้นในสุดก่อน นำของที่ข้
ท่ามกลางความเงียบสงัดของจุดพักม้ายามค่ำคืน...หลิวรุ่ยหลินรู้สึกตัวว่ากำลังเดินอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ บรรยากาศรอบกายช่างคุ้นตาคล้ายกับจุดพักม้าที่ขบวนเดินทางเพิ่งหยุดพักไปเมื่อหัวค่ำ ลมหนาวพัดกรรโชกจนชายอาภรณ์สะบัดพลิ้ว นางเดินตามแสงไฟลึกลับที่วูบไหวอยู่หลังพุ่มไม้รกทึบ ราวกับมีบางสิ่งเรียกหาให้ก้







